LOGINนางกำลังจะตอบโต้กลับไปทว่าฮ่องเต้กลับประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากบางเสียก่อน รสจูบอันร้อนแรงจากองค์ฮ่องเต้ถาโถมเข้ามาอย่างไร้ความปรานี มือน้อย ๆ ที่เกาะเกี่ยวพระศอไว้ถอยร่นลงมาผลักแผงอกแกร่งให้ออกห่าง ใช่ว่าไม่รู้สึกดีแต่นางหายใจไม่ทันต่างหาก นี่คือจูบแรกในชีวิตของนาง และมันเป็นจูบที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น หากทว่ามันคือจูบที่สร้างความหวามไหวให้หัวใจดวงน้อยสั่นระรัว อีกฝ่ายไม่ได้แค่จูบแต่กำลังสูบเอาเรี่ยวแรงของนางออกไปด้วย จนตอนนี้ไร้ซึ่งเรี่ยวที่จะต่อสู้ขัดขืนแล้ว
พระหัตถ์ขององค์ฮ่องเต้ถูกส่งไปลูบไล้แผ่นหลังบางผ่านผ้าเนื้อดี ราวกับกำลังขับกล่อมให้พระสนมเอกหลงระเริงกับรสจูบที่มอบให้ เนิ่นนานแล้วที่ริมฝีปากบดเบียดกัน ทว่าพระองค์กลับยังคงไม่รู้เบื่อ ไม่อิ่มเอมกับมันสักที ยิ่งได้ลิ้มลองยิ่งหลงใหล ราวกับถูกนางผู้นี้ทำเสน่ห์คุณไสยให้ลุ่มหลง อยากจะทำให้มากกว่านี้ แต่ได้ลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะให้ทำใจสามวันเสียก่อน หากไม่เช่นนั้นนางคงได้ถวายงานบนเตียงในค่ำคืนนี้เป็นแน่แท้
พระองค์จะอดใจรอให้ถึงวันนั้น วันที่จะได้เห็นเรือนกายของนาง ได้สัมผัสทุกสัดส่วนอย่างตามใจ พระองค์ไม่ได้แต่งตั้งนางเป็นสนมเอกเพียงเพราะต้องการเรื่องอย่างว่า แต่เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เห็นหน้าครั้งแรกก็ถูกชะตาอยากให้นางมาอยู่ใกล้ ๆ อยากเห็นหน้าทุกวัน นอกเหนือจากว่าคำว่า พรหมลิขิต อีกหนึ่งคำที่จะอธิบายความรู้สึกนี้ได้ดีคือคำว่า...รักแรกพบ
“เจ้าลองคิดดูสิ แค่จูบมันยังทำให้มีความสุขมากถึงเพียงนี้แล้ว หากเป็นอย่างอื่นจะมีความสุขมากแค่ไหน” ฮ่องเต้กล่าวหลังจากผละริมฝีปากออกมาแล้ว รอยยิ้มและสายตาอันเจ้าเล่ห์ทำให้หยางซินอวี่นึกหมั่นไส้ยิ่งนัก เขาคงคิดว่าตัวเองเก่งกาจเรื่องบนเตียงมาก จนทำให้สตรีหลงใหลได้อย่างง่ายดายแต่ไม่ใช่สำหรับนางเลย
“หม่อมฉันไม่ได้มีความสุขเลยเพคะ”
“ข้าไม่มีทางเชื่อ เจ้ามีความสุขที่ได้รับรสจูบจากข้า ได้อยู่ในอ้อมกอดข้า”
“ไม่จริงเพคะ หม่อมฉันรู้สึก...” ก่อนจะหลุดปากออกไปเสียก่อน หยางซินอวี่รีบยกมือมาปิดปากไว้ได้ทันเวลา
“รู้สึกอย่างไร” ฮ่องเต้ขมวดพระขนงเป็นปม ถามนางด้วยความอยากรู้ซะเต็มประดา
“หม่อมฉันไม่กล้าพูดหรอกเพคะ กลัวว่าจะโดนฝ่าบาทลงอาญาอีก”
“พูดมาเถิด ข้าไม่ทำอะไรเจ้าแน่นอน ข้าสัญญา”
“แน่นะเพคะ”
“แน่สิ”
“หม่อมฉันรู้สึก...ขยะแขยงมากกว่ามีความสุขเพคะ”
“เจ้านี่มัน!” ได้ยินเช่นนั้นจากใบหน้าที่เปี่ยมสุขกลับบึ้งตึงขึ้นมาทันที หยางซินอวี่รีบพยุงตัวจะลุกขึ้นออกจากอ้อมกอดของฝ่าบาท ทว่าอีกฝ่ายกลับรั้งตัวนางไว้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
“ไหนฝ่าบาทบอกว่าจะไม่ทำอะไรหม่อมฉันไงเพคะ ฝ่าบาททรงไม่รักษาสัญญา”
“แล้วข้าทำอะไรเจ้าหรือยัง” คนพูดจ้องเขม็งมองนางอย่างเป็นต่อ จับข้อมือน้อย ๆ ให้เลื่อนเข้ามาใกล้พระพักตร์ จนปลายพระนาสิกสัมผัสกับหลังมือนาง พระองค์สูดกลิ่นกายที่หอมเป็นเอกลักษณ์เข้าปอดฟอดใหญ่
“เจ้าต้องอยู่ในอ้อมกอดของข้าไปจนกว่าจะถึงวังหลวง เจ้าจะได้รู้สึกคุ้นชินและไม่ขยะแขยงข้าอย่างใดเล่า หึ ๆ”
พระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้วมีหรือที่หยางซินอวี่จะกล้าต่อปากต่อคำอีก นางได้แต่นั่งอยู่เงียบ ๆ วางสายตาไว้ที่แผงอกของฝ่าบาทอย่างนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำเมื่อได้มีโอกาสอยู่ในอ้อมกอดบุรุษ ปากก็บอกว่าขยะแขยงหากทว่าความเป็นจริงแล้วรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ทำให้มั่นใจว่าหากไปถึงวังหลวงแล้วพระองค์จะสามารถปกป้องและดูแลนางได้อย่างแน่นอน
“ดีแล้ว มีอะไรให้ข้าช่วยก็ให้คนส่งสารมาได้ ข้ายินดีเสมอ หวังว่าการเดินทางไปแคว้นเป่ยครั้งนี้จะทำให้ชีวิตเจ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ ข้าเอาใจช่วย”“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งใจเหลือเกิน แม้จะเพิ่งเคยรู้จักกันแต่ฮองเฮาก็ไม่ถือพระองค์ ดีกับหม่อมฉันเหลือเกินเพคะ”“ฟ้าคงส่งเจ้าให้มารู้จักกับข้าและได้ช่วยชีวิตฝ่าบาทเอาไว้ เจ้าคือผู้มีพระคุณของฝ่าบาทและข้า สิ่งที่พวกเราทำให้เจ้ามันเทียบไม่ได้กับคุณงามความดีของเจ้าเลยสักนิด หวังว่าเจ้าจะใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าและไม่ทำให้พระประสงค์ของฝ่าบาทต้องสูญเปล่านะ”“เพคะฮองเฮา หม่อมฉันขอกอดฮองเฮาสักครั้งได้หรือไม่เพคะ”“ได้สิ”เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจางลี่ก็โผเข้ากอดฮองเฮาด้วยความซาบซึ้งใจ บัดนี้ชีวิตนางได้เปลี่ยนไปแล้ว และจะต้องทำมันให้ดีที่สุด จะต้องทำให้ท่านเว่ยอ๋องยอมรับในตัวนางให้ได้ฮ่องเต้ได้ส่งเหวินกงกงให้เดินทางไปพร้อมกับจางลี่ในฐานะตัวแทนพระองค์ นี่คือภารกิจสุดท้ายหลังจากผ่านพ้นความวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมา ทุกอย่างจบลงด้วยรอยยิ้มและความปลาบปลื้มใจ*-*-*-*-*-*-*-*ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ออกจากวังหลวงไปยังสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทรง
ขบวนเสด็จขององค์ฮ่องเต้และฮองเฮากำลังมุ่งตรงไปยังเนินเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานหลวง เป็นสถานที่ซึ่งฮ่องเต้เสด็จมาเมื่อรู้สึกคิดถึงพระบิดาและพระมารดาผู้ล่วงลับไปแล้ว วันนี้ได้มาสักการะและเยี่ยมเยียนเหมือนเช่นทุกครั้ง หากทว่ากลับมีความพิเศษกว่านั่นคือสุสานของตงเปียนหยางซินอวี่ได้เล่าเรื่องที่ตงเปียนเสียสละเพื่อให้ฮ่องเต้ได้กลับคืนมาทำหน้าที่ผู้ปกครองแคว้นอีกครั้ง ทำให้พระองค์ซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้าผีเด็กผู้มีจิตใจงดงาม ทรงมีรับสั่งให้สร้างสุสานเพื่อเป็นการสดุดีและให้เกียรติในฐานะองค์ชายพระองค์หนึ่ง มันเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถทำให้เจ้าเด็กน้อยผู้นั้นได้“ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้วนะตงเปียน ไม่ว่าตอนนี้เจ้าจะอยู่ที่ไหน แต่ขอให้รับรู้ไว้ว่าแม่คนนี้จะยังคงนึกถึงเจ้าเสมอ หากชาติหน้ามีจริงขอให้เจ้าได้เกิดมาเป็นลูกของแม่อีกนะ”หยางซินอวี่กล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่ตรงหน้าสุสานที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อตงเปียนโดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่มีโครงกระดูกของเจ้าเด็กน้อยผู้นั้นแล้ว หากทว่ายังคงมีสร้อยคอที่ตงเปียนเคยให้หยางซินอวี่ไว้ นางเอามันไปฝังไว้ในสุสานเพื่อเป็นตัวแทนของตงเปียนนั่นเอง
“ข้าจับตัวเจ้าได้แล้ว”“ฝ่าบาทปล่อยหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันจะรีบเช็ดตัวให้ ฝ่าบาทจะได้บรรทมอย่างสบายตัวอย่างใดเล่าเพคะ”“ข้าไม่อยากนอน ข้าอยากทำอย่างอื่นก่อน รู้หรือไม่ว่าวันนี้พี่ชายเจ้าบอกอะไรข้า” ฮ่องเต้ทรงจ้องมองดวงหน้าสวยที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาหื่นกระหาย พวงแก้มที่เคยขาวตอนนี้แดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา“บอกอะไรเพคะ”“บอกว่า...สุราพี่เพิ่งจะดื่มเข้าไปนั้น จะช่วยทำให้ข้ามอบความสุขให้แก่เจ้าได้ตลอดทั้งคืนโดยไม่มีเหน็ดเหนื่อยเชียวล่ะ” คนพูดยังคงใช้มือโอบกอดร่างอรชรไว้อย่างมั่นคง ไม่ยอมให้นางเป็นอิสระได้เลย“วันนี้เราไม่ได้อยู่ในวังหลวง หม่อมฉันไม่มีทางยอม อีกอย่างตอนนี้ลูกก็นอนอยู่ในห้องนี้ด้วย”“แต่ลูกของเราหลับไปแล้ว วังเหล่ยรู้ว่าพ่อกับแม่กำลังจะมีความสุขกันไม่งอแงแน่นอน” กล่าวจบแล้วก็ยื่นใบหน้าเข้าไปซุกไซ้ที่ซอกคอระหง หยางซินอวี่สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่กำลังเป่ารด ได้กลิ่นสุราที่พ่นออกมาพร้อมกับลมหายใจของพระองค์ นางทำได้เพียงขบเม้มริมฝีปากบางไว้แน่น หัวใจเต้นระส่ำด้วยความรู้สึกตื่นเต้น นางเองก็ไม่เคยถวายงานฝ่าบาทนานแล้วเช่นกัน จึงคิดว่าคงถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่ภรรยาให้พระองค์แล้ว“
เรือนหลังเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ท่ามกลางขุนเขา มีหนึ่งชีวิตน้อย ๆ กำลังนั่งกอดเข่าอยู่เพียงลำพัง ดวงตาคู่สวยกำลังเพ่งมองไปข้างหน้าด้วยแววตาอาฆาตแค้น ซิงเหยียนถูกเนรเทศออกมาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างรอบตัวนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีนางกำนัลรับใช้เหมือนเมื่อก่อนต้องทำเองทุกอย่าง หากจะกลับไปหาน้องสาวก็มิอาจทำได้เพราะมีทหารคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกอึดอัดเจียนจะเป็นบ้าไปแล้ว“ข้าไม่มีวันยอมแพ้ ข้าจะต้องกลับไปล้างแค้นพวกเจ้าให้ได้ ฮือ ๆ”นางกรีดร้องอย่างสุดเสียง มันคือสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ในตอนนี้เพื่อระบายความอัดอั้นที่อยู่ภายในใจ เคยอยู่จุดสูงสุดมีทุกอย่างในชีวิต อยากได้อะไรก็ต้องได้ แต่วันนี้กลับหมดสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งเพื่อนคู่คิดก็หามีไม่หากทว่าแม้จะมีชะตากรรมเช่นนี้ แต่นางก็ไม่เคยสำนึกเลยว่ามันคือผลแห่งกรรมที่นางและบิดาของนางได้ทำเอาไว้*-*-*-*-*-*-*-*ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที หยางซินอวี่กลับมาที่บ้านเกิดของตนเองเป็นครั้งแรกหลังจากออกจากบ้านไปวันนั้น ฮ่องเต้ก็เสด็จมาด้วย เป็นการเสด็จส่วนพระองค์ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก เพราะมาในฐานะเขยของสกุลหยาง ทำให้วันนี้จวนสกุลหยางคึกคักเป็นพิเศษ
หยางซินอวี่เองก็ลุ้นตามไม่แพ้กัน นางจ้องมองแม่นางจางลี่ด้วยแววตาที่เข้าใจ การเป็นสตรีที่มีใบหน้าอัปลักษณ์คงเป็นเรื่องที่ทำให้นางมีความน้อยเนื้อต่ำใจ ชีวิตคนเราล้วนต้องการความรักมาหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความกระชุ่มกระชวย แต่นางไร้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในชีวิต ช่างเป็นสตรีที่น่าสงสารและน่าเห็นใจยิ่งนัก“เว่ยอ๋อง”“เว่ยอ๋องหรือเพคะ!” หยางซินอวี่ทวนคำกล่าวนั้น นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าฮ่องเต้มีพระญาติที่ไหน“ใช่ หลีเว่ยเปี่ยว น้องชายคนเดียวของข้าที่ยังหลงเหลืออยู่”“หม่อมฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าฝ่าบบาททรงมีพระอนุชาด้วย”“เว่ยเปี่ยวเป็นคนชอบความสันโดษ ไม่ชอบความวุ่นวายในเมืองหลวง ข้าจึงส่งไปปกครองแคว้นเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันออกของแคว้นซวิ่น นานทีข้ากับเว่ยเปี่ยวถึงจะได้เจอกัน เอาไว้หากว่างเว้นจากภารกิจบ้านเมืองแล้วข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น”“หม่อมฉันมิบังอาจวิวาห์กับพระอนุชาของฝ่าบาทหรอกเพคะ” เมื่อรู้ว่าบุรุษที่ฮ่องเต้คัดเลือกมาให้นั้นคือพระอนุชาของพระองค์เอง จางลี่ก็รีบกล่าวแย้งเพราะนางไม่ได้หวังว่าจะต้องถึงขั้นนั้น“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก การมีเจ้าไปช่วยดูแลเว่ยเปี่ยวข้าจะได้รู้สึกวางใจ เจ้าเป็นหมอ
“ติงอี้เพคะ ติงอี้วางยาพิษพระองค์เพื่อจะได้บุกเข้าไปช่วยซิงเหยียนฮองเฮาและเสนาบดีซิง”“บังอาจนัก! แล้วจับตัวพวกมันมาได้หรือไม่” เมื่อรู้เรื่องฮ่องเต้ก็ทรงกริ้วจนลืมไปว่าตอนนี้พระวรกายยังคงอ่อนแออยู่ ทำให้เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา“ไปนั่งที่ศาลาก่อนเพคะ หม่อมฉันไม่น่ากล่าวเรื่องนี้ให้พระองค์ได้ยินเลย”เมื่ออาการหน้ามืดดีขึ้นแล้วฮ่องเต้จึงหันมาจ้องตานางอีกครั้ง เอื้อมมือมาสัมผัสบนแก้มขาวที่ยังคงงดงามมิเคยเปลี่ยน มองคราใดก็มิเคยรู้สึกเบื่อ“ข้ารู้ว่าเจ้าจะคอยดูแลข้า ไม่ปล่อยให้เป็นอะไร”“แต่ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ยังเป็นห่วงพระองค์อยู่ดี อย่าทรงกริ้วเลยนะเพคะ”“ข้าไม่เป็นไรแค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น แต่พอได้เห็นหน้าเจ้าแล้วก็รู้สึกดีขึ้น จากนี้ไปข้าจะเป็นฝ่ายดูแลปกป้องเจ้าเองนะ ข้าสัญญา”“เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ข้าง ๆ ให้พระองค์ดูแลตลอดไป”ทั้งคู่จ้องตากันด้วยแววตาที่หวานซึ้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอื้อมมือไปเชยคางเรียวขึ้นเล็กน้อยจนริมฝีปากอวบอิ่มเผยอยั่วยวนให้เกิดความต้องการ แม้จะเพิ่งฟื้นตัวมาแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะแสดงความรักต่อสตรีที่รักยิ่ง ริมฝีปากน้อย ๆ ถูกบดจูบอย่างเนิบนาบ แลกเปลี่ยนความหอมหว







