LOGINนางเคยตายอย่างไร้ค่า ถูกหักหลัง ถูกทรยศ และไร้โอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำแก้ตัว เมื่อสวรรค์มอบชีวิตใหม่ให้ หลี่อันกลับลืมตาขึ้นในร่างของ "องค์หญิงเก้า" ผู้ถูกทอดทิ้ง ถูกวางยา และถูกส่งไปแต่งงานกับแม่ทัพผู้เกลียดชังราชวงศ์จนสุดหัวใจ ทุกคนต่างรอให้นางพ่ายแพ้ พี่สาวต่างแม่รอเหยียบย่ำ แต่พวกเขาไม่รู้ว่า องค์หญิงผู้แสนอ่อนแอได้ตายไปแล้ว ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือหญิงสาวผู้ผ่านความตายมาแล้วหนึ่งครั้ง และจะไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดอีก
View Moreฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเย็น เม็ดฝนกระหน่ำลงบนกระจกหน้าต่างของบ้านหลังเล็กจนเกิดเสียงดังต่อเนื่อง บรรยากาศภายในบ้านอับชื้นและเงียบงัน มีเพียงเสียงไอแผ่วเบาของหญิงวัยกลางคนที่ดังออกมาจากห้องด้านใน
ซูเยว่ยืนล้างจานอยู่ในครัวเล็ก ๆ มือทั้งสองแดงช้ำจากน้ำเย็นจัด แต่หญิงสาวกลับไม่แม้แต่จะหยุดพัก
“ซูเยว่! ซักเสื้อผ้าฉันเสร็จหรือยัง!”
เสียงแหลมของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นจากชั้นบน ซูเยว่หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
“ใกล้เสร็จแล้ว…”
“เร็วหน่อยสิ! คืนนี้ฉันต้องใส่ไปงาน!”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ราวกับกำลังสั่งคนรับใช้ ไม่ใช่พี่สาวร่วมบ้าน ซูเยว่ก้มหน้าล้างจานต่อเงียบ ๆ นี่คือชีวิตที่นางอยู่กับมันมาหลายปีหลังจากมารดาแท้ ๆ ของนางแต่งงานใหม่ ซูเยว่ก็กลายเป็นส่วนเกินในบ้านทันที แม่เลี้ยงมองนางเป็นภาระ
ส่วน “ซูเหม่ย” น้องสาวต่างแม่ ก็ไม่เคยเห็นนางเป็นพี่สาวเลยแม้แต่น้อย ทุกวันนางต้องตื่นตีห้า ทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ก่อนรีบไปทำงานที่บริษัท และเมื่อกลับมา…ก็ยังต้องทำงานบ้านต่อจนดึกทั้งที่เงินเดือนส่วนใหญ่ถูกพ่อเอาไปใช้จ่ายในบ้านและส่งเสียซูเหม่ยเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนราคาแพง
“ไอแค่ก ๆ…”
เสียงไอจากในห้องดังขึ้นอีกครั้ง ซูเยว่รีบเช็ดมือ ก่อนเดินเข้าไปในห้องเล็กด้านใน หญิงวัยกลางคนนอนอยู่บนเตียงสีหน้าซีดเซียว ร่างกายผ่ายผอมจนแทบเหลือแต่กระดูก
“แม่ ดื่มน้ำหน่อยนะ”
ซูเยว่ประคองมารดาขึ้นช้า ๆ ก่อนยื่นแก้วน้ำให้ ดวงตาของผู้เป็นแม่เต็มไปด้วยความสงสาร
“เยว่เยว่…ลูกเหนื่อยเกินไปแล้ว”
หญิงสาวฝืนยิ้ม “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ขอแค่แม่หาย…”
แต่คำพูดนั้นแม้แต่ตัวนางเองยังไม่เชื่อ ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกเดือน เงินเก็บแทบไม่เหลือ และตอนนี้นางคือเสาหลักเพียงคนเดียวของครอบครัว
ทันใดนั้น ปัง! ประตูห้องถูกเปิดออกแรง ๆ แม่เลี้ยงเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าหงุดหงิด
“ยังไม่ทำอาหารอีกหรือ? มัวแต่นั่งอยู่กับคนป่วยทั้งวันจะได้เงินมาจากไหน!”
ซูเยว่เม้มริมฝีปาก “หนูกำลังจะไปทำค่ะ”
แม่เลี้ยงมองหญิงป่วยบนเตียงด้วยสายตาเย็นชา
“ยาราคาแพงก็แพง ยังจะอยู่ให้เปลืองเงินอีก”
“คุณป้า!” ซูเยว่เงยหน้า แม่เลี้ยงแค่นหัวเราะ
“ทำไม? ฉันพูดผิดหรือ? ถ้าแม่แกไม่ป่วย บ้านเราคงไม่ลำบากแบบนี้”
“พอเถอะ…” มารดาของซูเยว่พูดเสียงแผ่ว “อย่าทะเลาะกันเลย…”
ซูเยว่กำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ความโกรธแล่นขึ้นมาจุกอก แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงก้มหน้า เพราะนางไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะเถียง คืนนั้น หลังทำงานบ้านทุกอย่างเสร็จ ซูเยว่ก็กลับขึ้นห้องของตัวเอง ห้องเล็กแคบ ๆ ใต้หลังคา ร้อนในหน้าร้อน หนาวในหน้าหนาว นางเพิ่งทิ้งตัวลงบนเตียง โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชื่อบนหน้าจอทำให้ดวงตาของนางอ่อนลงเล็กน้อย
“อาเฉิน…”
ซูเยว่รีบกดรับสาย
“ฮัลโหล?”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงชายหนุ่มจะดังขึ้นเรียบ ๆ “เยว่ เรามาคุยกันหน่อยเถอะ”
หัวใจของนางกระตุกแปลก ๆ “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ฉันได้ยินเรื่องที่บริษัทแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน “เธอขโมยเงินจริงหรือเปล่า”
ซูเยว่ชะงัก “นายก็ไม่เชื่อฉันเหรอ?”
“แล้วจะให้ฉันเชื่อยังไง ทุกคนในบริษัทพูดแบบนั้นหมด!”
หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากเตียง “ฉันไม่ได้ทำ! ซูเหม่ยต่างหาก”
“พอเถอะ!” เขาตัดบท “ฉันเหนื่อยแล้วนะเยว่”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดใส่หัวใจ “หมายความว่าไง…”
ปลายสายถอนหายใจยาว “เราเลิกกันเถอะ”
โลกทั้งใบของซูเยว่เหมือนหยุดหมุน “อาเฉิน…”
“ฉันไม่อยากมีแฟนเป็นหัวขโมย”
ติ๊ด...สายถูกตัดไปแล้ว ซูเยว่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้นช้า ๆ
เธอคบกับเขามาสี่ปี ช่วยเขาทำงาน ช่วยส่งเงินตอนเขาลำบากแม้แต่ค่าเช่าห้องช่วงแรก นางก็เป็นคนออกให้ แต่สุดท้ายเขากลับเชื่อข่าวลือมากกว่าคำพูดของนาง หญิงสาวก้มหน้าหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นสั่นเครือจนเหมือนเสียงร้องไห้
เช้าวันต่อมา ซูเยว่ถูกเรียกเข้าห้องประชุมของบริษัท ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สายตาของทุกคนก็มองมาที่นาง ทั้งดูถูก ทั้งรังเกียจ หัวหน้าแผนกโยนเอกสารลงบนโต๊ะ
“ซูเยว่ บริษัทตรวจสอบแล้ว เงินในบัญชีหายไปห้าแสนหยวน และวันที่เงินหาย เธอเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากห้องบัญชี”
“ฉันไม่ได้ทำค่ะ!” ซูเยว่รีบพูด
“กล้องวงจรปิดด้านหลังเสียวันนั้นพอดี มีคนจงใจ”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้หัวใจของหลี่อันอ่อนยวบลงอย่างประหลาดสายวันเดียวกัน หมอสั่งให้นางเดินช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว หลี่อันจึงออกมาเดินในสวน แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็รู้สึกเวียนศีรษะ เซียวจิ่นเหยียนที่เดินตามอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาพยุง“หากไม่ไหวก็กลับไปพัก”“ข้าเพียงเดินช้าไปหน่อย”“ช้าก็ยังดีกว่าฝืน”ทั้งสองค่อย ๆ เดินผ่านสระบัวและต้นเหมยที่กำลังผลิดอกสีขาว เสี่ยวชิงกับอวี้หลินเดินห่างออกไปอย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้ทั้งคู่มีเวลาพูดคุยกันตามลำพัง หลี่อันมองผิวน้ำที่สะท้อนท้องฟ้าแล้วเอ่ยขึ้น“ท่านเปลี่ยนไปมาก”เซียวจิ่นเหยียนหันมอง “เปลี่ยนอย่างไร”“เมื่อก่อนท่านไม่แม้แต่จะถามว่าข้ากินข้าวหรือยัง”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “เมื่อก่อนข้าคิดว่าเจ้าดูแลตัวเองได้”“แล้วตอนนี้ล่ะ”“ตอนนี้ก็ยังคิดเช่นนั้น”หลี่อันหัวเราะ “เช่นนั้นเหตุใดจึงมาดูแลข้าเอง”แม่ทัพหนุ่มเงียบไปพักใหญ่ ก่อนกล่
“แม่ หนูเหนื่อยเหลือเกิน”เสียงแผ่วเบานั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ค่อย ๆ แทงลงกลางหัวใจของผู้ฟัง เซียวจิ่นเหยียนยื่นมือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างไม่รู้ตัว ก่อนกล่าวเสียงเบา“ไม่เป็นไรแล้ว”แม้นางจะไม่ได้ยิน แต่เขาก็ยังพูดต่อ“ต่อจากนี้จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าอีก”เสี่ยวชิงแง้มประตูเข้ามาเห็นภาพนั้นก็รีบหยุดฝีเท้า นางไม่เคยเห็นแม่ทัพผู้เย็นชาพูดกับผู้ใดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน จึงค่อย ๆ ถอยออกไปเงียบ ๆ ดึกดื่น ไข้ของหลี่อันยังไม่ลด นางเริ่มละเมออีกครั้ง“อย่าใส่ร้ายหนู หนูไม่ได้ทำ”เซียวจิ่นเหยียนจับมือนางไว้ “ไม่มีใครใส่ร้ายเจ้าแล้ว”หลี่อันกำมือเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับคนจมน้ำที่คว้าท่อนไม้เพียงชิ้นเดียว แม่ทัพหนุ่มมองมือเล็กที่เกาะกุมตนไว้ ก่อนนั่งนิ่งไม่ขยับตลอดทั้งคืนเขานึกถึงวันที่พบหลี่อันครั้งแรก หญิงสาวที่ทุกคนกล่าวหาว่าอ่อนแอ ไร้ค่า และเป็นเพียงหมากของวังหลวงแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางกลับรับมือกับเล่ห์กลทุกอย่างด้วยความเข้มแข็ง ไม่เคยร้องขอความเห็น
“ของสิ่งนี้พบในตัวพวกเจ้า”สีหน้าของชายทั้งสองเปลี่ยนทันที ตราดอกเหมยนั้นเป็นสัญลักษณ์ลับที่หลี่เยว่ใช้ติดต่อคนของตน เซียวจิ่นเหยียนวางมีดลงช้า ๆ“ดูเหมือนข้าจะเดาถูก”อีกฝ่ายรีบตะโกน “พวกข้าเพียงรับเงินทำงาน”“รับเงินจากผู้ใด”ชายผู้นั้นกัดฟัน ก่อนหลุดปากออกมา“คนขององค์หญิงสาม”ทันทีที่ได้ยินคำตอบ บรรยากาศในห้องก็เย็นเยียบลงกว่าเดิม อวี้หลินหันไปมองผู้เป็นนาย แต่สิ่งที่เห็นคือดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยความโกรธจนแทบลุกเป็นไฟ เซียวจิ่นเหยียนกล่าวช้า ๆ“ข้าปล่อยให้นางเคลื่อนไหวมานานเกินไปแล้ว” เขาหันไปสั่งทันที “ค้นทุกจุดพักของคนกลุ่มนี้ จับผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ยึดทรัพย์และเอกสารทุกชิ้น หากขัดขืนให้จับเป็น!”“ขอรับ”ภายในเวลาไม่นาน ทหารของจวนแม่ทัพกระจายกำลังไปทั่วเมือง บุกค้นโกดังร้าง โรงน้ำชา และบ้านพักหลายแห่งที่ใช้เป็นจุดติดต่อของเครือข่ายลับ มีการจับกุมชายฉกรรจ์จำนวนมาก พร้อมยึดอาวุธ หน้าไม้ และรายชื่อผู้รับเงินหลายสิบคน ข่าวการกวาดล้างแพร่ส
สายฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เม็ดฝนกระทบพื้นจนเกิดละอองสีขาว ผู้คนวิ่งหลบเข้าชายคา เหลือเพียงเซียวจิ่นเหยียนที่ยังคุกเข่าอยู่ข้างหลี่อันเขามองข้อเท้าที่บวมแดงของนาง ก่อนกล่าวเสียงเข้ม“เจ้าจะเดินเองหรือ”หลี่อันพยายามลุกอีกครั้ง แต่เพียงลงน้ำหนักก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ นางถอนหายใจ“ดูเหมือนจะเดินไม่ไหวจริง ๆ”ยังไม่ทันพูดจบ เซียวจิ่นเหยียนก็ช้อนตัวนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างมั่นคง หลี่อันตกใจ “ท่าน”“อยู่นิ่ง ๆ”“คนกำลังมองอยู่”“ก็ให้มอง”น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดจนไม่มีช่องให้โต้แย้ง เสี่ยวชิงรีบกางร่มตาม แต่สายฝนและลมแรงทำให้ร่มแทบไม่มีประโยชน์ เสื้อผ้าของทั้งคู่เปียกชุ่มในเวลาไม่นานผู้คนริมถนนต่างหยุดมองภาพตรงหน้า แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงด้านความเย็นชากำลังอุ้มภรรยากลางสายฝนโดยไม่สนใจสายตาผู้ใด แม่ค้าคนหนึ่งกระซิบ“นั่นฮูหยินจวนแม่ทัพใช่หรือไม่”อีกคนพยักหน้า “ท่านแม่ทัพดูเป็นห่วงนางเหลือเกิน”แม้ได้ยินเส


















reviews