LOGINช่วงสามวันที่ผ่านมาหยางซินอวี่ต้องเผชิญกับความยากลำบากมาโดยตลอด มันคือช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ ช่วงกลางวันต้องเรียนรู้กฎการใช้ชีวิตในวังหลวง รวมถึงการปฏิบัติตนในฐานะพระสนมเอกของฮ่องเต้ เมื่อได้มีโอกาสเรียนรู้นิสัยใจคอของเหวินกงกง ก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่เคร่งครัดในเรื่องกฎระเบียบมาก จริงจังแต่ก็มีช่วงเวลาให้นางได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดเป็นระยะ เป็นขันทีที่เก่งรอบด้าน เหมาะสมแล้วสำหรับเป็นบุคคลที่ไว้วางพระทัยของฮ่องเต้เช่นนี้
ส่วนกลางคืนต้องมาผวากับผีเด็กตนนั้น การไม่คุ้นที่คุ้นทางก็ว่านอนลำบากแล้ว ยังต้องมาเจอกับสิ่งลี้ลับอีก มันเป็นอะไรที่น่าปวดหัวยิ่งนัก พยายามข่มตานอนแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ นางจึงให้เข่อซิงเข้ามานอนเป็นเพื่อนในห้อง ทำให้สามารถนอนหลับเอาแรงไปได้บ้าง
ในระหว่างนี้ฮ่องเต้ไม่เคยเสด็จมาหาที่ตำหนักหย่งเจิ้นเลยสักครั้ง แต่วันนี้ครบกำหนดที่พระองค์จะมาทวงคำสัญญาแล้ว เหวินกงกงกำชับสิ่งที่เคยสอนไว้นักหนาเมื่อต้องถวายงานรับใช้บนเตียง นางไม่เคยนึกเลยว่าการจะมาเป็นคนของฮ่องเต้ มันจะมีพิธีรีตองที่ยุ่งยากเช่นนี้ หากเลือกได้คงไม่อยากเข้าวังมาเป็นสนมเช่นนี้แน่
“ทำไมพระสนมจึงได้เดินวนไปมาเช่นนี้เพคะ”
“ข้ากำลังกลุ้มใจน่ะสิ”
“กลุ้มใจเรื่องอะไรเพคะ วันนี้เป็นวันดีของพระสนมนะเพคะ ที่จะได้ถวายงานรับใช้ฝ่าบาทแล้ว”
“ก็เรื่องนั้นล่ะ”
ยิ่งใกล้ถึงเวลาหยางซินอวี่ยิ่งวิตกกังวล นางอยากจะมีวิชาหายตัวได้เหลือเกินในตอนนี้ อีกไม่กี่ชั่วยามก็ต้องถวายงานรับใช้ฮ่องเต้เสียแล้ว ได้แต่ภาวนาขอให้เกิดเหตุการณ์อะไรก็ได้ ที่ทำให้ฮ่องเต้ทรงไม่สามารถมาหานางในค่ำคืนนี้ได้
“เข่อซิงเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อนนะ ข้าอยากอยู่เพียงลำพัง”
“เพคะพระสนม”
“อ้อ หากไม่เรียกห้ามเข้ามาเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วเพคะ”
เข่อซิงออกไปจากห้องตามคำสั่ง หยางซินอวี่เดินไปหย่อนก้นลงบนเตียง คิดหาหนทางที่จะถ่วงเวลาเอาไว้ ในวินาทีนั้นไม่รู้อะไรดลใจให้นางคิดถึงผีเด็ก หากเป็นผีจริงจะต้องช่วยนางได้แน่นอน แม้จะรู้สึกกลัวจับใจแต่นางก็ต้องลองเสี่ยงเพื่อเอาตัวรอดให้ได้
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่แถวนี้ ออกมาสิเจ้าผีน้อย”
“คริ ๆ”
เสียงหัวเราะนั่นดังขึ้นอีกแล้ว นางกลอกลูกตามองไปรอบตัวด้วยความรู้สึกกลัว แต่พยายามทำใจดีสู้เสือเข้าไว้
“หยุดหัวเราะ ข้าไม่สนุกด้วยหรอกนะ บอกมาว่าต้องการอะไร เหตุใดจึงต้องการให้ข้าเห็นเพียงคนเดียวเท่านั้น เจ้าต้องการให้ข้าช่วยใช่หรือไม่ หากใช่เจ้าต้องช่วยข้าก่อน”
“พูดจริงงั้นหรือ”
“กรี๊ดดด!!!!”
เสียงนั้นดังอยู่ข้างใบหู หยางซินอวี่หันมามองก็พบว่าตอนนี้ผีเด็กตนนั้นนั่งอยู่ข้าง ๆ นี่เอง แถมยังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อีกต่างหาก นางกรีดร้องเสียงดังด้วยความกลัว ลุกออกจากตรงนั้นจนเสียหลักล้มลงบนพื้น
โครม!!!
“เกิดอะไรขึ้นเพคะพระสนม”
เข่อซิงรีบวิ่งเข้ามาด้านในเมื่อได้ยินเสียง เห็นพระสนมนั่งอยู่บนพื้นก็รีบเข้าไปช่วยพยุงตัวลุกขึ้น ในตอนนั้นหยางซินอวี่กลับรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าจนไม่สามารถทรงตัวยืนได้
“โอ๊ย ข้าเจ็บที่ข้อเท้า”
“ขึ้นไปนั่งบนเตียงก่อนเพคะ หม่อมฉันจะไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้ล่ะ”
“ลำบากเจ้าแล้วเข่อซิง”
“ว่าแต่...เหตุใดพระสนมจึงลงมานั่งบนพื้นเช่นนี้เพคะ เกิดอะไรขึ้น”
“ข้า...สะดุดขาตัวเองจนล้ม ไม่มีอะไร เจ้ารีบไปเถิด”
“เพคะ”
เข่อซิงออกไปแล้วนางจึงจ้องมองไปยังเด็กน้อยที่นั่งหัวเราะชอบใจอยู่ข้างกัน แม้จะยังรู้สึกกลัวอยู่แต่พยายามข่มใจเอาไว้ เหตุการณ์นี้ทำให้นางมั่นใจว่าผีเด็กตนนี้ ต้องการให้นางเห็นเพียงคนเดียวจริง ๆ
“เจ้าหัวเราะอะไรกัน”
“ก็อยากให้ข้าช่วยข้าก็ช่วยแล้ว เจ้าต้องขอบใจข้าเสียมากกว่า”
“ช่วย? ช่วยอย่างไร”
“ก็เจ้าไม่อยากมีอะไรกับฮ่องเต้มิใช่หรือ ขาเจ็บเช่นนี้พระองค์คงไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก”
“นี่เจ้าอ่านใจข้าได้งั้นหรือ ถึงเป็นผีแต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาอ่านใจข้าเช่นนี้นะ”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่ข้าได้ยินสิ่งที่เจ้าคิดในใจทุกคำก็เท่านั้น”
“สรุปว่าเจ้าเป็นผีจริง ๆ สินะ”
“คิดว่าข้าเป็นคนงั้นหรือ หากไม่เชื่อข้าจะให้เจ้าเห็นตอนที่ข้าตายใหม่ ๆ ดีหรือไม่”
“ไม่ต้อง ๆ แค่นี้ข้าก็ขนลุกมากแล้ว สรุปว่าเจ้าอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่แล้ว ต้องการให้ข้าช่วยอะไรก็รีบบอกมา เราจะได้รีบหายกัน ข้าไม่อยากเจอเจ้าบ่อยนักหรอก”
“ก็ไม่นานเท่าไหร่หรอก แค่เกือบร้อยปีเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องที่ข้าอยากให้ช่วย...ไม่มี”
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด สรุปว่าเจ้าเป็นองค์ชายน้อยของพระสนมเจ้าของตำหนักนี้ใช่หรือไม่”
“ดีแล้ว มีอะไรให้ข้าช่วยก็ให้คนส่งสารมาได้ ข้ายินดีเสมอ หวังว่าการเดินทางไปแคว้นเป่ยครั้งนี้จะทำให้ชีวิตเจ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ ข้าเอาใจช่วย”“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งใจเหลือเกิน แม้จะเพิ่งเคยรู้จักกันแต่ฮองเฮาก็ไม่ถือพระองค์ ดีกับหม่อมฉันเหลือเกินเพคะ”“ฟ้าคงส่งเจ้าให้มารู้จักกับข้าและได้ช่วยชีวิตฝ่าบาทเอาไว้ เจ้าคือผู้มีพระคุณของฝ่าบาทและข้า สิ่งที่พวกเราทำให้เจ้ามันเทียบไม่ได้กับคุณงามความดีของเจ้าเลยสักนิด หวังว่าเจ้าจะใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าและไม่ทำให้พระประสงค์ของฝ่าบาทต้องสูญเปล่านะ”“เพคะฮองเฮา หม่อมฉันขอกอดฮองเฮาสักครั้งได้หรือไม่เพคะ”“ได้สิ”เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจางลี่ก็โผเข้ากอดฮองเฮาด้วยความซาบซึ้งใจ บัดนี้ชีวิตนางได้เปลี่ยนไปแล้ว และจะต้องทำมันให้ดีที่สุด จะต้องทำให้ท่านเว่ยอ๋องยอมรับในตัวนางให้ได้ฮ่องเต้ได้ส่งเหวินกงกงให้เดินทางไปพร้อมกับจางลี่ในฐานะตัวแทนพระองค์ นี่คือภารกิจสุดท้ายหลังจากผ่านพ้นความวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมา ทุกอย่างจบลงด้วยรอยยิ้มและความปลาบปลื้มใจ*-*-*-*-*-*-*-*ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ออกจากวังหลวงไปยังสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทรง
ขบวนเสด็จขององค์ฮ่องเต้และฮองเฮากำลังมุ่งตรงไปยังเนินเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานหลวง เป็นสถานที่ซึ่งฮ่องเต้เสด็จมาเมื่อรู้สึกคิดถึงพระบิดาและพระมารดาผู้ล่วงลับไปแล้ว วันนี้ได้มาสักการะและเยี่ยมเยียนเหมือนเช่นทุกครั้ง หากทว่ากลับมีความพิเศษกว่านั่นคือสุสานของตงเปียนหยางซินอวี่ได้เล่าเรื่องที่ตงเปียนเสียสละเพื่อให้ฮ่องเต้ได้กลับคืนมาทำหน้าที่ผู้ปกครองแคว้นอีกครั้ง ทำให้พระองค์ซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้าผีเด็กผู้มีจิตใจงดงาม ทรงมีรับสั่งให้สร้างสุสานเพื่อเป็นการสดุดีและให้เกียรติในฐานะองค์ชายพระองค์หนึ่ง มันเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถทำให้เจ้าเด็กน้อยผู้นั้นได้“ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้วนะตงเปียน ไม่ว่าตอนนี้เจ้าจะอยู่ที่ไหน แต่ขอให้รับรู้ไว้ว่าแม่คนนี้จะยังคงนึกถึงเจ้าเสมอ หากชาติหน้ามีจริงขอให้เจ้าได้เกิดมาเป็นลูกของแม่อีกนะ”หยางซินอวี่กล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่ตรงหน้าสุสานที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อตงเปียนโดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่มีโครงกระดูกของเจ้าเด็กน้อยผู้นั้นแล้ว หากทว่ายังคงมีสร้อยคอที่ตงเปียนเคยให้หยางซินอวี่ไว้ นางเอามันไปฝังไว้ในสุสานเพื่อเป็นตัวแทนของตงเปียนนั่นเอง
“ข้าจับตัวเจ้าได้แล้ว”“ฝ่าบาทปล่อยหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันจะรีบเช็ดตัวให้ ฝ่าบาทจะได้บรรทมอย่างสบายตัวอย่างใดเล่าเพคะ”“ข้าไม่อยากนอน ข้าอยากทำอย่างอื่นก่อน รู้หรือไม่ว่าวันนี้พี่ชายเจ้าบอกอะไรข้า” ฮ่องเต้ทรงจ้องมองดวงหน้าสวยที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาหื่นกระหาย พวงแก้มที่เคยขาวตอนนี้แดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา“บอกอะไรเพคะ”“บอกว่า...สุราพี่เพิ่งจะดื่มเข้าไปนั้น จะช่วยทำให้ข้ามอบความสุขให้แก่เจ้าได้ตลอดทั้งคืนโดยไม่มีเหน็ดเหนื่อยเชียวล่ะ” คนพูดยังคงใช้มือโอบกอดร่างอรชรไว้อย่างมั่นคง ไม่ยอมให้นางเป็นอิสระได้เลย“วันนี้เราไม่ได้อยู่ในวังหลวง หม่อมฉันไม่มีทางยอม อีกอย่างตอนนี้ลูกก็นอนอยู่ในห้องนี้ด้วย”“แต่ลูกของเราหลับไปแล้ว วังเหล่ยรู้ว่าพ่อกับแม่กำลังจะมีความสุขกันไม่งอแงแน่นอน” กล่าวจบแล้วก็ยื่นใบหน้าเข้าไปซุกไซ้ที่ซอกคอระหง หยางซินอวี่สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่กำลังเป่ารด ได้กลิ่นสุราที่พ่นออกมาพร้อมกับลมหายใจของพระองค์ นางทำได้เพียงขบเม้มริมฝีปากบางไว้แน่น หัวใจเต้นระส่ำด้วยความรู้สึกตื่นเต้น นางเองก็ไม่เคยถวายงานฝ่าบาทนานแล้วเช่นกัน จึงคิดว่าคงถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่ภรรยาให้พระองค์แล้ว“
เรือนหลังเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ท่ามกลางขุนเขา มีหนึ่งชีวิตน้อย ๆ กำลังนั่งกอดเข่าอยู่เพียงลำพัง ดวงตาคู่สวยกำลังเพ่งมองไปข้างหน้าด้วยแววตาอาฆาตแค้น ซิงเหยียนถูกเนรเทศออกมาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างรอบตัวนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีนางกำนัลรับใช้เหมือนเมื่อก่อนต้องทำเองทุกอย่าง หากจะกลับไปหาน้องสาวก็มิอาจทำได้เพราะมีทหารคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกอึดอัดเจียนจะเป็นบ้าไปแล้ว“ข้าไม่มีวันยอมแพ้ ข้าจะต้องกลับไปล้างแค้นพวกเจ้าให้ได้ ฮือ ๆ”นางกรีดร้องอย่างสุดเสียง มันคือสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ในตอนนี้เพื่อระบายความอัดอั้นที่อยู่ภายในใจ เคยอยู่จุดสูงสุดมีทุกอย่างในชีวิต อยากได้อะไรก็ต้องได้ แต่วันนี้กลับหมดสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งเพื่อนคู่คิดก็หามีไม่หากทว่าแม้จะมีชะตากรรมเช่นนี้ แต่นางก็ไม่เคยสำนึกเลยว่ามันคือผลแห่งกรรมที่นางและบิดาของนางได้ทำเอาไว้*-*-*-*-*-*-*-*ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที หยางซินอวี่กลับมาที่บ้านเกิดของตนเองเป็นครั้งแรกหลังจากออกจากบ้านไปวันนั้น ฮ่องเต้ก็เสด็จมาด้วย เป็นการเสด็จส่วนพระองค์ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก เพราะมาในฐานะเขยของสกุลหยาง ทำให้วันนี้จวนสกุลหยางคึกคักเป็นพิเศษ
หยางซินอวี่เองก็ลุ้นตามไม่แพ้กัน นางจ้องมองแม่นางจางลี่ด้วยแววตาที่เข้าใจ การเป็นสตรีที่มีใบหน้าอัปลักษณ์คงเป็นเรื่องที่ทำให้นางมีความน้อยเนื้อต่ำใจ ชีวิตคนเราล้วนต้องการความรักมาหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความกระชุ่มกระชวย แต่นางไร้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในชีวิต ช่างเป็นสตรีที่น่าสงสารและน่าเห็นใจยิ่งนัก“เว่ยอ๋อง”“เว่ยอ๋องหรือเพคะ!” หยางซินอวี่ทวนคำกล่าวนั้น นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าฮ่องเต้มีพระญาติที่ไหน“ใช่ หลีเว่ยเปี่ยว น้องชายคนเดียวของข้าที่ยังหลงเหลืออยู่”“หม่อมฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าฝ่าบบาททรงมีพระอนุชาด้วย”“เว่ยเปี่ยวเป็นคนชอบความสันโดษ ไม่ชอบความวุ่นวายในเมืองหลวง ข้าจึงส่งไปปกครองแคว้นเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันออกของแคว้นซวิ่น นานทีข้ากับเว่ยเปี่ยวถึงจะได้เจอกัน เอาไว้หากว่างเว้นจากภารกิจบ้านเมืองแล้วข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น”“หม่อมฉันมิบังอาจวิวาห์กับพระอนุชาของฝ่าบาทหรอกเพคะ” เมื่อรู้ว่าบุรุษที่ฮ่องเต้คัดเลือกมาให้นั้นคือพระอนุชาของพระองค์เอง จางลี่ก็รีบกล่าวแย้งเพราะนางไม่ได้หวังว่าจะต้องถึงขั้นนั้น“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก การมีเจ้าไปช่วยดูแลเว่ยเปี่ยวข้าจะได้รู้สึกวางใจ เจ้าเป็นหมอ
“ติงอี้เพคะ ติงอี้วางยาพิษพระองค์เพื่อจะได้บุกเข้าไปช่วยซิงเหยียนฮองเฮาและเสนาบดีซิง”“บังอาจนัก! แล้วจับตัวพวกมันมาได้หรือไม่” เมื่อรู้เรื่องฮ่องเต้ก็ทรงกริ้วจนลืมไปว่าตอนนี้พระวรกายยังคงอ่อนแออยู่ ทำให้เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา“ไปนั่งที่ศาลาก่อนเพคะ หม่อมฉันไม่น่ากล่าวเรื่องนี้ให้พระองค์ได้ยินเลย”เมื่ออาการหน้ามืดดีขึ้นแล้วฮ่องเต้จึงหันมาจ้องตานางอีกครั้ง เอื้อมมือมาสัมผัสบนแก้มขาวที่ยังคงงดงามมิเคยเปลี่ยน มองคราใดก็มิเคยรู้สึกเบื่อ“ข้ารู้ว่าเจ้าจะคอยดูแลข้า ไม่ปล่อยให้เป็นอะไร”“แต่ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ยังเป็นห่วงพระองค์อยู่ดี อย่าทรงกริ้วเลยนะเพคะ”“ข้าไม่เป็นไรแค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น แต่พอได้เห็นหน้าเจ้าแล้วก็รู้สึกดีขึ้น จากนี้ไปข้าจะเป็นฝ่ายดูแลปกป้องเจ้าเองนะ ข้าสัญญา”“เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ข้าง ๆ ให้พระองค์ดูแลตลอดไป”ทั้งคู่จ้องตากันด้วยแววตาที่หวานซึ้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอื้อมมือไปเชยคางเรียวขึ้นเล็กน้อยจนริมฝีปากอวบอิ่มเผยอยั่วยวนให้เกิดความต้องการ แม้จะเพิ่งฟื้นตัวมาแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะแสดงความรักต่อสตรีที่รักยิ่ง ริมฝีปากน้อย ๆ ถูกบดจูบอย่างเนิบนาบ แลกเปลี่ยนความหอมหว







