LOGIN“เจ้าได้ยินเสียงหัวเราะเหมือนข้าหรือไม่”
“เสียงหัวเราะ...ไม่ได้ยินเลยเพคะ”
“ตอนแรกข้าก็นึกว่าตัวเองหูฝาด แต่กลับได้ยินเป็นครั้งที่สอง ข้ามั่นใจแล้วว่าไม่น่าจะหูฝาด มีใครอยู่แถวนี้หรือไม่”
“ไม่มีเพคะ หม่อมฉันเข้ามาที่นี่เพียงคนเดียว ปกติแล้วหากไม่ได้รับอนุญาตใครก็เข้ามาในนี้ไม่ได้”
“หรือว่า...จะเป็นผี”
เมื่อคิดได้อย่างนั้นขนก็ลุกชันไปทั้งตัว นางกอดตัวเองพลางใช้มือลูบที่แขนไปด้วย นอกจากกลัวการขึ้นเตียงกับฮ่องเต้แล้ว ผีก็คืออีกหนึ่งอย่างที่นางกลัวขึ้นสมอง จำได้ว่าเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก นางเคยแอบหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนจนค่ำมืดเลยเวลากลับบ้าน ทุกคนในจวนออกตามหา แต่นางกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งจะรู้จักกันได้นั่งจับเข่าคุยอยู่ข้างกำแพงฝั่งหน้าจวน ทว่าคนที่เดินผ่านไปมากลับไม่มีใครเห็นเลยสักคน เมื่อเพื่อนคนนั้นขอตัวกลับบ้านไปจึงมีคนเห็นนาง หลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็นเพื่อนคนนั้นอีกเลย เล่าให้คนอื่นฟังใคร ๆ ต่างก็บอกว่าเพื่อนคนนั้นคือวิญญาณเร่ร่อน ทำให้กลายเป็นคนกลัวผีมาตั้งแต่ตอนนั้น
“พระสนมอย่าทำให้หม่อมฉันกลัวไปด้วยสิเพคะ ตำหนักนี้คนยิ่งบอกว่ามีตำนานซะด้วยสิ”
“ตำนานอะไร?”
“เอ่อ...หม่อมฉันพูดไม่ได้เพคะ”
“บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ข้าอยากรู้”
“หากรู้แล้วหม่อมฉันกลัวว่าพระสนมจะกลัวยิ่งกว่าเดิมน่ะสิเพคะ”
“หากเจ้าไม่บอกข้านอนไม่หลับเป็นแน่ บอกข้ามาเถิด”
“คือ...ตำหนักนี้ถูกปล่อยร้างมานานหลายปีแล้ว เพิ่งจะบูรณะใหม่ก่อนที่พระสนมจะย้ายเข้ามาอยู่ พวกขันทีคนที่เคยอยู่มานานเล่าให้หม่อมฉันฟังว่า...”
“ว่าอะไร!” แม้จะกลัวแต่หยางซินอวี่กลับตั้งหน้ารอฟังอย่างตั้งใจ ไม่รู้ทำไมกลัวผีแต่กลับชอบฟังเรื่องผี มันช่างเป็นอะไรที่ไม่เข้ากันเอาเสียเลย
“ตำหนักนี้เคยเป็นตำหนักของพระสนมคนหนึ่งของฮ่องเต้พระองค์ก่อนเพคะ นางสิ้นใจขณะกำลังมีประสูติการองค์ชายน้อย ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงรักนางมาก จึงไม่ยอมให้ใครเข้ามาอยู่ในตำหนักนี้อีกเลย นับจากนั้นตำหนักนี้ก็ถูกปิดตายมาโดยตลอดเพคะ”
“มันเป็นเรื่องจริงงั้นหรือเนี่ย” หยางซินอวี่กอดตัวเองแน่นยิ่งขึ้น ดวงตาคู่สวยกลอกไปรอบตัวเพื่อหาสิ่งผิดปกติ
“น่าจะจริงเพคะ หม่อมฉันได้ยินมาจากหลายคน แล้วก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน แต่ไม่ต้องกลัวนะเพคะ เพราะก่อนที่พระสนมจะย้ายเข้ามา หม่อมฉันได้เข้ามาสังเกตการณ์หลายวันแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ เลยเพคะ มั่นใจได้ว่าไม่มีผีแน่นอน”
“เรื่องแบบนี้ไว้ใจได้ซะที่ไหนกัน เหตุใดฝ่าบาททรงเลือกตำหนักนี้ให้ข้าก็ไม่รู้ สงสัยอยากจะแกล้งข้าแน่ ๆ”
“อย่าคิดเช่นนั้นสิเพคะ แม้ตำหนักนี้จะถูกปล่อยให้ร้างมานาน แต่เป็นตำหนักที่มีความงดงามและทรงคุณค่า เหมาะกับพระสนมเป็นอย่างยิ่งแล้วเพคะ”
“ช่างเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็ปฏิเสธอะไรไม่ได้ คงจะต้องอยู่ในนี้ต่อไป ในวังหลวงน่าเบื่อไหมเข่อซิง”
“ไม่น่าเบื่อเลยเพคะ มีเรื่องสนุก ๆ ให้ทำตั้งหลายอย่าง”
“เช่นอะไรบ้าง”
“การได้ทำงานรับใช้พระสนมอย่างใดเล่าเพคะ”
“ไม่เห็นน่าสนุกตรงไหนเลย วัน ๆ อยู่แต่ในตำหนัก ไม่ได้ออกไปไหน ข้ามาวันแรกยังรู้สึกอึดอัดเลย”
“ในวังหลวงช่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก พระสนมคงมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมในโอกาสถัดไปเพคะ”
“ข้าไม่มีอะไรจะถามเจ้าแล้ว ไปพักผ่อนตามสบายเถิด หากมีอะไรข้าจะเรียกอีกที”
“เพคะพระสนม”
เข่อซิงออกไปแล้ว พระสนมคนใหม่ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินสำรวจห้องแห่งนี้ทุกซอกทุกมุม มันช่างใหญ่โตและหรูหราสมกับเป็นตำหนักของพระสนมเอกอย่างนาง ทว่ากลับรู้สึกวังเวงและเงียบเหงาพิกล
“คิก ๆ”
“เสียงหัวเราะอีกแล้ว ใครกันนะ วันนี้ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นเสียงของผู้ใด”
หยางซินอวี่เดินตามเสียงหัวเราะไปเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าเสียงนั่นกำลังหยอกล้อเล่นกับนาง กำลังมีความสุขที่นางหาไม่เจอสักที ยิ่งเดินเร็วเท่าไหร่เสียงหัวเราะยิ่งดังใกล้หู
“ไม่ไหวแล้วนะ! เจ้าเป็นใครกันแน่ อยากหัวขาดหรืออย่างไรมาล้อเล่นกับพระสนมเอกอย่างข้า”
เมื่อเริ่มเหนื่อยจึงยืนเท้าสะเอวหายใจเหนื่อยหอบ มองไปรอบตัวเพื่อหาต้นตอของเสียงหัวเราะนั่น
“ข้าอยู่นี่”
เสียงนั้นดังมาจากด้านบน นางจึงเงยขึ้นไปมองจนพบว่ามีเด็กชายหน้าตาน่ารักนั่งอยู่บนคานไม้ แกว่งเท้าทั้งสองข้างสลับไปมาอย่างสนุกสนาน การแต่งตัวนั้นดูดีกว่าเด็กที่เคยเห็นทั่วไป
“เจ้าเป็นใคร ทำไมมาอยู่ในตำหนักนี้ได้ ลงมาเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวก็ได้ตกลงมาแข้งขาหักเอาหรอก”
“ข้าไม่ลง ข้าชอบอยู่บนนี้ สนุกดี คริ ๆ” ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ แม้จะรู้สึกประหลาดใจที่มีเด็กในตำหนัก แต่หยางซินอวี่ไม่ได้เอะใจอะไร เพียงแค่อยากจะให้เด็กชายคนนี้ลงมาเสียก่อน กลัวว่าจะตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บ
“ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นข้าจะขึ้นไปเอาตัวเจ้าลงมาเอง”
“พระสนมเพคะ เหวินกงกงขอเข้าเฝ้าเพคะ”
“เหวินกงกงมาก็ดี จะได้ช่วยกันจับตัวเจ้าลงมา” คิดได้อย่างนั้นหยางซินอวี่ก็ยิ้ม แล้วหันไปตะโกนตอบ “ให้เข้ามาได้”
“ถวายพระพรพระสนมพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านเหวินกงกงมาได้เวลาพอดีเลย มาช่วยข้าเอาตัวเด็กลงมาจากบนนั้นหน่อย”
“เด็กที่ไหนกันพ่ะย่ะค่ะ” เหวินกงกงมองตามขึ้นไปก็ไม่เจออะไร
หยางซินอวี่มองตามขึ้นไป กลับพบเพียงความว่างเปล่าเช่นกัน นางขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความสงสัย มองหาเด็กคนนั้นแต่กลับไม่พบตัว ทั้งที่ในห้องแห่งนี้มีทางเข้าออกแค่ทางเดียว จะเป็นไปได้อย่างไรกันหากจะมองไม่เห็นเลย
“เอ่อ...เมื่อครู่ยังอยู่บนนี้เลย”
“กระหม่อมว่าพระสนมคงตาฝาดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ในตำหนักแห่งนี้ไม่เคยมีเด็ก หรือแม้แต่ตำหนักอื่นก็ไม่เคยมี”
“ไม่จริงข้าเพิ่งจะเห็น” นางยังเถียงหน้าตั้ง
“กระหม่อมว่าเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทมีบัญชาให้กระหม่อมมาช่วยสอนกฎระเบียบและการวางตัวของพระสนมพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้เลยหรือ ข้ายังไม่ได้พักเอาแรงเลยนะ”
“กระหม่อมต้องเร่งมือ เพราะมีเวลาเหลือเพียงแค่สามวันเท่านั้นที่พระสนมจะต้องถวายงานต่อฝ่าบาทแล้ว”
“นี่ท่านรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ” ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงเรื่อเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางไม่นึกว่าฮ่องเต้จะกล้าบอกเรื่องนี้ต่อคนอื่น มันน่าอายยิ่งนัก
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาทนะฝ่าบาท ทำไมต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นด้วย”
“กระหม่อมจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ เพื่อจะได้รับใช้ฝ่าบาทได้อย่างเต็มที่ที่สุด”
“เอาเถอะ ข้าคงขัดพระทัยฝ่าบาทไม่ได้อยู่แล้ว และก็ขัดใจท่านไม่ได้เช่นกัน เริ่มเลยก็แล้วกัน” แม้สีหน้าจะบูดบึ้งแต่นางก็ยอมทำใจรับฟังอย่างไม่มีข้อแม้ แต่ก็ยังมีเรื่องคาใจอยู่ อยากรู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นคนหรือผีกันแน่ ทำไมนางถึงได้ยินเสียงและเห็นตัวตนของเด็กคนนั้นเพียงคนเดียวเท่านั้น
แล้วคืนนี้จะนอนหลับได้อย่างไร นางได้แค่คิดในใจ
“ดีแล้ว มีอะไรให้ข้าช่วยก็ให้คนส่งสารมาได้ ข้ายินดีเสมอ หวังว่าการเดินทางไปแคว้นเป่ยครั้งนี้จะทำให้ชีวิตเจ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ ข้าเอาใจช่วย”“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งใจเหลือเกิน แม้จะเพิ่งเคยรู้จักกันแต่ฮองเฮาก็ไม่ถือพระองค์ ดีกับหม่อมฉันเหลือเกินเพคะ”“ฟ้าคงส่งเจ้าให้มารู้จักกับข้าและได้ช่วยชีวิตฝ่าบาทเอาไว้ เจ้าคือผู้มีพระคุณของฝ่าบาทและข้า สิ่งที่พวกเราทำให้เจ้ามันเทียบไม่ได้กับคุณงามความดีของเจ้าเลยสักนิด หวังว่าเจ้าจะใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าและไม่ทำให้พระประสงค์ของฝ่าบาทต้องสูญเปล่านะ”“เพคะฮองเฮา หม่อมฉันขอกอดฮองเฮาสักครั้งได้หรือไม่เพคะ”“ได้สิ”เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจางลี่ก็โผเข้ากอดฮองเฮาด้วยความซาบซึ้งใจ บัดนี้ชีวิตนางได้เปลี่ยนไปแล้ว และจะต้องทำมันให้ดีที่สุด จะต้องทำให้ท่านเว่ยอ๋องยอมรับในตัวนางให้ได้ฮ่องเต้ได้ส่งเหวินกงกงให้เดินทางไปพร้อมกับจางลี่ในฐานะตัวแทนพระองค์ นี่คือภารกิจสุดท้ายหลังจากผ่านพ้นความวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมา ทุกอย่างจบลงด้วยรอยยิ้มและความปลาบปลื้มใจ*-*-*-*-*-*-*-*ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ออกจากวังหลวงไปยังสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทรง
ขบวนเสด็จขององค์ฮ่องเต้และฮองเฮากำลังมุ่งตรงไปยังเนินเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานหลวง เป็นสถานที่ซึ่งฮ่องเต้เสด็จมาเมื่อรู้สึกคิดถึงพระบิดาและพระมารดาผู้ล่วงลับไปแล้ว วันนี้ได้มาสักการะและเยี่ยมเยียนเหมือนเช่นทุกครั้ง หากทว่ากลับมีความพิเศษกว่านั่นคือสุสานของตงเปียนหยางซินอวี่ได้เล่าเรื่องที่ตงเปียนเสียสละเพื่อให้ฮ่องเต้ได้กลับคืนมาทำหน้าที่ผู้ปกครองแคว้นอีกครั้ง ทำให้พระองค์ซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้าผีเด็กผู้มีจิตใจงดงาม ทรงมีรับสั่งให้สร้างสุสานเพื่อเป็นการสดุดีและให้เกียรติในฐานะองค์ชายพระองค์หนึ่ง มันเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถทำให้เจ้าเด็กน้อยผู้นั้นได้“ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้วนะตงเปียน ไม่ว่าตอนนี้เจ้าจะอยู่ที่ไหน แต่ขอให้รับรู้ไว้ว่าแม่คนนี้จะยังคงนึกถึงเจ้าเสมอ หากชาติหน้ามีจริงขอให้เจ้าได้เกิดมาเป็นลูกของแม่อีกนะ”หยางซินอวี่กล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่ตรงหน้าสุสานที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อตงเปียนโดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่มีโครงกระดูกของเจ้าเด็กน้อยผู้นั้นแล้ว หากทว่ายังคงมีสร้อยคอที่ตงเปียนเคยให้หยางซินอวี่ไว้ นางเอามันไปฝังไว้ในสุสานเพื่อเป็นตัวแทนของตงเปียนนั่นเอง
“ข้าจับตัวเจ้าได้แล้ว”“ฝ่าบาทปล่อยหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันจะรีบเช็ดตัวให้ ฝ่าบาทจะได้บรรทมอย่างสบายตัวอย่างใดเล่าเพคะ”“ข้าไม่อยากนอน ข้าอยากทำอย่างอื่นก่อน รู้หรือไม่ว่าวันนี้พี่ชายเจ้าบอกอะไรข้า” ฮ่องเต้ทรงจ้องมองดวงหน้าสวยที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาหื่นกระหาย พวงแก้มที่เคยขาวตอนนี้แดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา“บอกอะไรเพคะ”“บอกว่า...สุราพี่เพิ่งจะดื่มเข้าไปนั้น จะช่วยทำให้ข้ามอบความสุขให้แก่เจ้าได้ตลอดทั้งคืนโดยไม่มีเหน็ดเหนื่อยเชียวล่ะ” คนพูดยังคงใช้มือโอบกอดร่างอรชรไว้อย่างมั่นคง ไม่ยอมให้นางเป็นอิสระได้เลย“วันนี้เราไม่ได้อยู่ในวังหลวง หม่อมฉันไม่มีทางยอม อีกอย่างตอนนี้ลูกก็นอนอยู่ในห้องนี้ด้วย”“แต่ลูกของเราหลับไปแล้ว วังเหล่ยรู้ว่าพ่อกับแม่กำลังจะมีความสุขกันไม่งอแงแน่นอน” กล่าวจบแล้วก็ยื่นใบหน้าเข้าไปซุกไซ้ที่ซอกคอระหง หยางซินอวี่สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่กำลังเป่ารด ได้กลิ่นสุราที่พ่นออกมาพร้อมกับลมหายใจของพระองค์ นางทำได้เพียงขบเม้มริมฝีปากบางไว้แน่น หัวใจเต้นระส่ำด้วยความรู้สึกตื่นเต้น นางเองก็ไม่เคยถวายงานฝ่าบาทนานแล้วเช่นกัน จึงคิดว่าคงถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่ภรรยาให้พระองค์แล้ว“
เรือนหลังเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ท่ามกลางขุนเขา มีหนึ่งชีวิตน้อย ๆ กำลังนั่งกอดเข่าอยู่เพียงลำพัง ดวงตาคู่สวยกำลังเพ่งมองไปข้างหน้าด้วยแววตาอาฆาตแค้น ซิงเหยียนถูกเนรเทศออกมาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างรอบตัวนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีนางกำนัลรับใช้เหมือนเมื่อก่อนต้องทำเองทุกอย่าง หากจะกลับไปหาน้องสาวก็มิอาจทำได้เพราะมีทหารคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกอึดอัดเจียนจะเป็นบ้าไปแล้ว“ข้าไม่มีวันยอมแพ้ ข้าจะต้องกลับไปล้างแค้นพวกเจ้าให้ได้ ฮือ ๆ”นางกรีดร้องอย่างสุดเสียง มันคือสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ในตอนนี้เพื่อระบายความอัดอั้นที่อยู่ภายในใจ เคยอยู่จุดสูงสุดมีทุกอย่างในชีวิต อยากได้อะไรก็ต้องได้ แต่วันนี้กลับหมดสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งเพื่อนคู่คิดก็หามีไม่หากทว่าแม้จะมีชะตากรรมเช่นนี้ แต่นางก็ไม่เคยสำนึกเลยว่ามันคือผลแห่งกรรมที่นางและบิดาของนางได้ทำเอาไว้*-*-*-*-*-*-*-*ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที หยางซินอวี่กลับมาที่บ้านเกิดของตนเองเป็นครั้งแรกหลังจากออกจากบ้านไปวันนั้น ฮ่องเต้ก็เสด็จมาด้วย เป็นการเสด็จส่วนพระองค์ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนัก เพราะมาในฐานะเขยของสกุลหยาง ทำให้วันนี้จวนสกุลหยางคึกคักเป็นพิเศษ
หยางซินอวี่เองก็ลุ้นตามไม่แพ้กัน นางจ้องมองแม่นางจางลี่ด้วยแววตาที่เข้าใจ การเป็นสตรีที่มีใบหน้าอัปลักษณ์คงเป็นเรื่องที่ทำให้นางมีความน้อยเนื้อต่ำใจ ชีวิตคนเราล้วนต้องการความรักมาหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความกระชุ่มกระชวย แต่นางไร้ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในชีวิต ช่างเป็นสตรีที่น่าสงสารและน่าเห็นใจยิ่งนัก“เว่ยอ๋อง”“เว่ยอ๋องหรือเพคะ!” หยางซินอวี่ทวนคำกล่าวนั้น นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าฮ่องเต้มีพระญาติที่ไหน“ใช่ หลีเว่ยเปี่ยว น้องชายคนเดียวของข้าที่ยังหลงเหลืออยู่”“หม่อมฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าฝ่าบบาททรงมีพระอนุชาด้วย”“เว่ยเปี่ยวเป็นคนชอบความสันโดษ ไม่ชอบความวุ่นวายในเมืองหลวง ข้าจึงส่งไปปกครองแคว้นเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันออกของแคว้นซวิ่น นานทีข้ากับเว่ยเปี่ยวถึงจะได้เจอกัน เอาไว้หากว่างเว้นจากภารกิจบ้านเมืองแล้วข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น”“หม่อมฉันมิบังอาจวิวาห์กับพระอนุชาของฝ่าบาทหรอกเพคะ” เมื่อรู้ว่าบุรุษที่ฮ่องเต้คัดเลือกมาให้นั้นคือพระอนุชาของพระองค์เอง จางลี่ก็รีบกล่าวแย้งเพราะนางไม่ได้หวังว่าจะต้องถึงขั้นนั้น“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก การมีเจ้าไปช่วยดูแลเว่ยเปี่ยวข้าจะได้รู้สึกวางใจ เจ้าเป็นหมอ
“ติงอี้เพคะ ติงอี้วางยาพิษพระองค์เพื่อจะได้บุกเข้าไปช่วยซิงเหยียนฮองเฮาและเสนาบดีซิง”“บังอาจนัก! แล้วจับตัวพวกมันมาได้หรือไม่” เมื่อรู้เรื่องฮ่องเต้ก็ทรงกริ้วจนลืมไปว่าตอนนี้พระวรกายยังคงอ่อนแออยู่ ทำให้เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา“ไปนั่งที่ศาลาก่อนเพคะ หม่อมฉันไม่น่ากล่าวเรื่องนี้ให้พระองค์ได้ยินเลย”เมื่ออาการหน้ามืดดีขึ้นแล้วฮ่องเต้จึงหันมาจ้องตานางอีกครั้ง เอื้อมมือมาสัมผัสบนแก้มขาวที่ยังคงงดงามมิเคยเปลี่ยน มองคราใดก็มิเคยรู้สึกเบื่อ“ข้ารู้ว่าเจ้าจะคอยดูแลข้า ไม่ปล่อยให้เป็นอะไร”“แต่ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ยังเป็นห่วงพระองค์อยู่ดี อย่าทรงกริ้วเลยนะเพคะ”“ข้าไม่เป็นไรแค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น แต่พอได้เห็นหน้าเจ้าแล้วก็รู้สึกดีขึ้น จากนี้ไปข้าจะเป็นฝ่ายดูแลปกป้องเจ้าเองนะ ข้าสัญญา”“เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ข้าง ๆ ให้พระองค์ดูแลตลอดไป”ทั้งคู่จ้องตากันด้วยแววตาที่หวานซึ้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอื้อมมือไปเชยคางเรียวขึ้นเล็กน้อยจนริมฝีปากอวบอิ่มเผยอยั่วยวนให้เกิดความต้องการ แม้จะเพิ่งฟื้นตัวมาแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะแสดงความรักต่อสตรีที่รักยิ่ง ริมฝีปากน้อย ๆ ถูกบดจูบอย่างเนิบนาบ แลกเปลี่ยนความหอมหว







