ホーム / โรแมนติก / พรางใจในแดนเถื่อน / ตอนที่ 11:เงาหลอนในซอยเปลี่ยว

共有

ตอนที่ 11:เงาหลอนในซอยเปลี่ยว

last update 公開日: 2026-04-30 15:57:44

"แกน่ะจัดการกันเอง เลิศมันเข้านอกออกในที่นั่นจนรู้ทางหนีทีไล่หมดแล้ว ทั้งรูปเป้าหมาย ทั้งที่อยู่ก็อยู่ในมือแกหมด จะต้องให้ไปชี้เป้าบ้าบออะไรอีก!"

เขานิ่งไปอึดใจเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะย้ำคำขาด

"จำไว้... ต่อจากนี้พวกแกจัดการกันเอง อย่าให้เรื่องลามมาถึงตัวฉันเด็ดขาด ส่วนเรื่องเงิน... ฉันจ่ายไม่อั้นถ้างานนี้สะอาดพอ"

มัดยิ้มรับด้วยความพอใจใน 'ความใจป้ำ' ของอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าเหยื่อรายนี้ไม่ใช่แค่มีแค้น แต่ยังมีกำลังจ่ายหนักพอที่จะทำให้เขายอมเสี่ยง

"ได้ ได้ นายไม่ต้องห่วง"

"งั้นฉันกลับละ"

ค่ำคืนแห่งการเจรจาสิ้นสุดลงด้วยผลประโยชน์ที่ลงตัว แม้หลังจากที่ 'เลิศ ลุ่มเจ้าพระยา' เดินออกไปส่งชายลึกลับคนนั้นแล้วกลับมานั่งดื่มต่อ เขายังคงยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่เคยรู้จักมักจี่กับผู้จ้างวานคนนี้มาก่อน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ 'มัด สัมซี' จะต้องเก็บมาใส่ใจ ในถิ่นที่ไร้มือกฎหมายกล้าย่างกรายเข้ามาสบตาเขาเช่นนี้ ใครจะเป็นคนสั่งตายจึงไม่สำคัญเท่ากับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่คุ้มค่าความเสี่ยง

"เฮ้... มัด งานนี้ข้าขอห้าสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมนะโว้ย"

เลิศร้องทวงส่วนแบ่งอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ แต่มัดกลับสวนกลับด้วยน้ำเสียงคุกคามจนบรรยากาศบนโต๊ะเย็นเยียบลงทันที

"มึงกล้ายื่นหน้ามาขอถึงครึ่งเชียวเรอะ..." มัดแค่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์

"ทั้งที่กูเป็นคนลงมือแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ส่วนมึง..."

เขากระดกวิสกี้รวดเดียวลงคอจนหมดแก้ว ก่อนจะหันมาจ้องหน้าเลิศด้วยสายตาคมกริบ

"มึงมันก็แค่ตัวกลางที่แนะไอ้หมอนั่นมาให้กูรู้จัก... หน้าที่มึงมีแค่นั้น อย่ามาทำตัวเป็นหุ้นส่วนชีวิตกูหน่อยเลย!"

“แสดงว่ามึงจะไม่ให้กูนำทางเข้าบางกอกเพื่อชี้เป้าหรือไง” เลิศถามพลางสังเกตท่าที

“เรื่องนั้นกูขอคิดดูก่อน” มัดตอบอย่างใจเย็น “กูอยากเห็นรูปถ่ายใบนี้ในที่สว่างให้ชัดกว่านี้ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะวางแผนยังไง”

“ถ้าอย่างนั้น... เจ็ดสิบห้าต่อยี่สิบห้าก็แล้วกัน”

 เลิศเสนอส่วนแบ่งใหม่ที่ยอมถอยลงมาหนึ่งก้าว

“แบบนี้ค่อยฟังเข้าหูหน่อย” มัดพยักหน้ารับช้า ๆ “แต่เงินจำนวนนี้... ต้องรวมค่าชี้เป้าด้วยนะ”

“เฮ้ย! ความเค็มของมึงนี่มันไม่ใช่ย่อยเลยนะมัด” เลิศสบถพลางแสยะยิ้มเยาะ

 “กูก็ต้องมีค่ากินค่าอยู่ ค่าเดินทางไปชี้เป้ามันไม่ใช่เรื่องง่ายนะโว้ย”

“มันไม่มีอะไรง่ายหรอกไอ้เลิศ” มัดกดเสียงเข้ม แววตาเริ่มฉายความสงสัย “กูยังติดใจอยู่ว่า ไอ้หน้าจืดนั่นมันแค้นสุดขีดถึงขนาดกล้าบุกมาหามือปืนด้วยตัวเอง หรือจริง ๆ มันเป็นแค่หน้าม้าที่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลังกันแน่”

“กูไม่รู้ และไม่สนใจด้วย” เลิศยักไหล่ “ถ้ามันเอาเงินงวดแรกมาวางตามนัดได้ก็จบ”

“มึงแน่ใจนะว่ามันไม่ใช่สายตำรวจ...” มัดจ้องตาเพื่อนร่วมโต๊ะเขม็ง

“ไม่หรอก กูดูอยู่” เลิศตอบอย่างมั่นใจ “ถ้ามันดูแปลก ๆ ไอ้พวกหน้าปากซอยคงส่งสัญญาณบอกกูแล้ว มันไม่มีทางหลุดเข้ามาหามึงในร้านนี้ได้หรอก”

มัดนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

 “ถ้ามันทำเองโดยไม่มีคนหนุนหลังจริง... กูว่าไอ้นี่ก็บ้าดีเดือดใช้ได้”

“แล้วมึงจะลงมือเมื่อไหร่” เลิศถามถึงแผนการ

“รอให้เงินก้อนแรกถึงมือก่อน ระหว่างนี้กูจะหาสายสืบดูลาดเลาให้แน่ใจ”

มัดมองหน้าเลิศนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะตัดสินใจ

 “เอาอย่างนี้... กูให้มึงตามที่ขอครั้งแรกก็ได้ แต่กูจะดึงมึงเข้าร่วมทีมด้วย มึงต้องหาสายของมึงที่บางกอกส่งรายละเอียดเรื่องเป้าหมายมาให้กู”

“กูบอกแล้วไงว่าไม่รวมชี้เป้า” เลิศยังคงยืนกรานคำเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เออ ๆ... เรื่องนั้นกูขอคิดดูก่อนแล้วกัน”

ทั้งสองใช้เวลาที่เหลือไปกับการร่ำสุราและวิพากษ์วิจารณ์แผนการฆ่าจนดึกดื่น เมื่อขวดเหล้าว่างเปล่า ความมืดมิดและกลิ่นอายของการสังหารก็เริ่มปกคลุม ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันกลับที่พัก ทิ้งไว้เพียงแผนการลอบสังหารที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเงามืด

มัดเริ่มโงนเงน ร่างกายหนาหนักแทบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มสำแดงเดชพุ่งพล่านไปทั่วกระแสเลือด เขาก้าวเดินโซซัดโซเซเข้าไปในซอยแคบที่คดเคี้ยวและมืดมิด ทว่าแม้สติจะพร่าเลือนด้วยความ 'เมา' แต่สัญชาตญาณระแวดระวังภัยของเสือร้ายที่ฝังรากลึกมานานก็ทำงานฉับพลัน มันเตือนเขาว่า... มีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามมาข้างหลัง

มัดพยายามเอื้อมมือไปคลำหาความอุ่นใจที่ขอบเอวกางเกง ทว่ามีเพียงความว่างเปล่า เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีดพกคู่กายถูกทิ้งไว้ที่บ้านสะวันนา และเขายังไม่ได้มันคืนมา

เสียงฝีเท้าจากทางด้านหลังเริ่มกระชั้นชิด บีบเข้าหาตัวมัดจนแทบจะอยู่ใน 'ระยะเผาขน' มัดตัดสินใจในเสี้ยววินาที หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้าพร้อมเหวี่ยงหมัดอันหนักหน่วงที่อัดแน่นด้วยสัญชาตญาณป้องกันตัวเข้าใส่เป้าหมายทันที!

พลั่ก!

หมัดนั้นเข้าเป้าที่ปลายคางของชายนิรนามอย่างจัง ส่งร่างผอมเกร็งนั้นกระเด็นหวือลงไปนอนคลุกฝุ่นอยู่กับพื้น มัดตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปซ้ำตามนิสัยนักเลงเก่า แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักด้วยความแปลกใจ เมื่อพบว่าคนที่ตามเขามากลับสิ้นฤทธิ์ลงอย่างง่ายดายเกินคาด

ชายนิรนามพยายามพยุงร่างกายที่สั่นเทาให้ลุกขึ้นเท่าที่จะมีแรงเหลือ แล้วตะเกียกตะกายไปพิงกำแพงอาคารเก่าที่ผุพัง มันยื่นมือผอมแห้งออกมาโบกไปมาเป็นเชิงยอมจำนน แต่ความระแวงทำให้มัดไม่ปรานี เขาถลาเข้าไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายขึ้นมา แล้วกระแทกแผ่นหลังเล็กๆ นั้นกับฝาไม้เก่าอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น ก่อนจะคำรามถามด้วยน้ำเสียงกร้าวที่สร่างเมาไปถนัดตา

"มึงเป็นใคร! ตามกูมาทำไม!"

กุญแจสำคัญ ที่จะเดินเรื่องต่อคือ: ชายนิรนามคนนี้คือใคร?

สายสืบ ของไอ้เศรษฐีอริยะที่รู้ตัวล่วงหน้า

เด็กส่งสาร จากผู้จ้างวานที่ลืมบอกรายละเอียดสำคัญ

โจรกระจอก ที่เห็นมัดเมาเลยคิดจะเข้ามาตบทรัพย์

"มึงคิดจะปล้นกูละสิท่า!" มัดเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาประดุจเสือร้ายที่กำลังขย้ำเหยื่อ

"มะ...ไม่! ไม่ใช่!"

ชายร่างเล็กร้องปฏิเสธระล่ำระลัก เสียงนั้นขาดหายไปเป็นช่วง ๆ เพราะลำคอถูกมือหนาบีบเค้นจนแทบจะหายใจไม่ออก

"งั้นสงสัยกูต้องฆ่ามึงทิ้งเสียดีกว่ามั้ง...!" มัดข่มขวัญพลางถมึงตาใส่

"มึงไม่รู้หรือไงว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร!"

มัดเพิ่มแรงบีบที่ลำคออย่างอำมหิต กดน้ำหนักลงไปจนร่างเล็กนั้นดิ้นพราดด้วยความทรมาน ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากการขาดอากาศหายใจ

"อย่า... อย่าฆ่าฉัน! ฉันเองพี่... ชันชี... ชันชีไงละ!"

 ร่างที่ถูกตรึงพยายามเค้นชื่อตัวเองออกมาสุดเสียงเพื่อรักษาชีวิต

"ชันชี..."

มัดทวนชื่อนั้นช้า ๆ อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง แรงบีบที่คอเริ่มคลายลงเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ

 "ชันชี หม่องเหลี่ยว น่ะรึ?"

เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางความมืดสลัวที่ปกคลุมซอยแคบ มัดเพ่งมองใบหน้าที่อาบไปด้วยฝุ่นและน้ำตาของคนตรงหน้า ขณะที่ฝ่ายนั้นยังคงสั่นสะท้านและพยายามอ้อนวอนขอชีวิตอย่างน่าเวทนา

มัดค่อยๆ ผ่อนแรงที่บีบลำคอของชายลึกลับลง แต่ยังไม่ยอมคลายมือออกเสียทีเดียว แววตาที่ขุ่นมัวด้วยฤทธิ์สุราเพ่งมองใบหน้าอีกฝ่ายให้แน่ชัดว่านี่คือลูกน้องเก่าจริงหรือไม่ เพราะ 'ชันชี' หายสาบสูญไปนานเสียจนเขานึกว่ามันไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว

"กูคิดว่ากระดูกมึงคงผุอยู่แถวป่าลึกสักแห่งไปแล้ว" มัดเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

ชันชีรีบยกมือลูบรอยช้ำที่ต้นคอพลางสูดหายใจเข้าปอดอย่างหิวกระหายทันทีที่เป็นอิสระ

 "ฉันมาตามหาพี่... มีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วย" ชันชีบอกเสียงแหบพร่า

มัดไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นเท่าไรนัก เขาเพียงแต่ยักไหล่แล้วหันหลังเดินตรงไปยังที่พัก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงเรื่องราวในอดีต

 "มึงหายหัวไปไหนมาตั้งหลายปี กูคิดว่ามึงกับเพื่อนกะเหรี่ยงถูกฆ่าล้างโคตรในป่าลึกนั่นไปแล้วเสียอีก"

ชันชีก้าวตามลูกพี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"พวกเราเข้าไปในป่านรกนั่นจริง ๆ พี่... แต่หม่องแชถูกไอ้พวกโหดนั่นถลกหนังหัวจนตาย ส่วนฉันก็หนีซมซานแทบเอาตัวไม่รอด"

คำบอกเล่าที่สั่นเครือด้วยความหวาดกลัวทำให้มัดต้องหยุดกึก เขาเหลียวมองฝ่าความมืดเพื่อจับจ้องสีหน้าของรุ่นน้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 "แต่มึงก็ยังหนังเหนียวนี่หว่า รอดกลับมาได้"

"มันเกือบจะไม่รอดจริง ๆ พี่ ตอนหนีข้ามฝั่งมาฉันถูกทหารไทยจับได้ โชคร้ายที่ต้องติดคุกอยู่ในเมืองหลงอยู่นานหลายปี พอพ้นโทษก็ถูกส่งตัวไปยังฐานทัพที่ฉันไม่เคยรู้จัก..."

ชันชีก้มหน้าลง แววตาเต็มไปด้วยความลับที่ยังไม่ได้บอก

“กูเคยเตือนมึงแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าการคิดไปปล้นทองพวกบ้าดีเดือดนั่นมันเป็นความคิดที่โง่เง่าที่สุด”

ชันชีนิ่งเงียบกริบ คำเตือนของมัดยังคงหลอกหลอนเขามาตลอดทาง และในวินาทีนี้ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโต้เถียงเพื่อกู้ศักดิ์ศรีที่แหลกสลายไปพร้อมกับชีวิตเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ลูกน้องคนสนิทจึงทำได้เพียงเดินตามหลังลูกพี่ไปเงียบๆ จนถึงอาคารไม้เก่าคร่ำคร่าซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมหนองน้ำกว้างใหญ่ทางด้านหลัง

ลมเย็นพัดโชยมาจากทิวเขาอีกลูก ช่วยเจือจางกลิ่นสาบสางของความเสื่อมโทรมไปได้ชั่วขณะ พื้นที่แถบนี้แยกตัวออกมาจากความพลุกพล่านของตัวเมืองเบื้องหน้าอย่างชัดเจน ใครจะเชื่อว่าลึกเข้ามาไม่กี่ก้าวจากความเจริญ จะพบกับแหล่งเสื่อมโทรมที่เงียบเชียบผิดปกติเช่นนี้

มัดหลงรักที่นี่... ไม่ใช่เพราะความสบาย แต่เป็นเพราะมันคือจุดยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับการหนีภัย มีคอกม้าตั้งอยู่ใกล้ๆ และมีแหล่งน้ำพอให้ประทังชีวิตในยามฉุกเฉิน และที่สำคัญที่สุด เขาไว้ใจเจ้าของอาคารไม้หลังนี้—

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 47...แหย่เสือหลับด้วยเหยื่อเสน่หา

    หลังอาหารมื้อนั้น นวลปรางค์ได้ก้าวเข้าสู่ห้องรับรองแขกอันโอ่อ่าของคุ้มวิจิตร แสงไฟระยับจากโคมระย้าสาดกระทบกรอบรูปทองเหลืองใบใหญ่ที่แขวนเด่นอยู่บนผนังไม้สัก หล่อนสะดุดตากับภาพใบหน้าอ่อนใสของหญิงสาวคนหนึ่งในนั้นจนอดใจไม่ไหวที่จะเอ่ยปากถามคำตอบจากเจ้าของคุ้มผู้ทรงอำนาจทำให้นวลปรางค์รู้ว่า เธอคือ ‘การเวก’ ลูกสาวคนเดียวของตระกูลกุลวงศ์ หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ และกำลังจะเดินทางกลับมาในไม่ช้า... หลังจากที่ ‘ยิ่งใหญ่’ ผู้เป็นหลานชายเดินทางนำร่องกลับมาก่อนแล้วนวลปรางค์ปลีกตัวออกจากห้องรับรอง มุ่งหน้ากลับห้องพักตามระเบียงทางเดินที่เริ่มทอดเงาสลัว หล่อนเพิ่งแจ้งความประสงค์กับคนเก่าแก่ของคุ้มว่าต้องการคนนำทางสำหรับวันพรุ่งนี้ และได้รับคำมั่นเป็นมั่นเหมาะว่าจะจัดการให้เรียบร้อย"อุ๊ย! คุณพระช่วย!"นวลปรางค์สะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังเกือบชนผนัง เมื่อร่างสูงใหญ่ของยิ่งใหญ่โผล่พรวดออกมาจากประตูห้องหนึ่งที่เปิดผางออกสู่ทางเดิน เขายังคงอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อหัวค่ำ นัยน์ตาคู่นั้นวาวระยับในความมืดสลัว"คุณทำให้ฉันตกใจนะคะ" นวลปรางค์ยกมือทาบอก หัวใจยังเต้นรัวด้วยความตระหนก หล่อนตวัดสา

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 46... เสน่หาในเงามืด

    ในค่ำคืนเดียวกันนั้น... ห่างไกลออกไปจากผืนป่ารกชัฏอันหนาวเหน็บ ที่คุ้ม “การเวก” ณ พิกัดใจกลางงาสวรรค์ ผืนดินทำเลทองที่ใหญ่โตและร่มรื่นที่สุดในแถบนี้ เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ทรงอิทธิพลว่าที่แห่งนี้มีสิ่งใดที่ชวนให้เกรงขามและลึกลับเกินกว่าที่คนนอกจะกล้าย่างกรายเข้ามาหากแต่สำหรับ ‘นวลปรางค์’ แล้ว หญิงสาวกลับไม่เคยมีความรู้สึกยำเกรงหรือหวาดกลัวเลยสักนิด แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในการมาเยือนคุ้มการเวกก็ตามทีทำไมจะต้องกลัว! เธอบอกกับตัวเองพลางยกมือขึ้นจัดแต่งปอยผมสลวย เมืองนอกเมืองนาก็ไปมามากจนเจนโลกแล้ว เรื่องตื่นเต้นแค่นี้ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไร สำหรับเธอแล้ว ความกลัวเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ แต่คนอย่างนวลปรางค์รู้ดีว่าความสิเน่หาและรูปโฉมต่างหากคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด มารยาหญิงที่เปี่ยมเสน่ห์และสามารถเป็นที่สมใจของบุรุษผู้กุมอำนาจได้... นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนาอยากจะเป็นอยากเป็นที่หนึ่งเพียงคนเดียวของเขาทั้งโลกด้วยซ้ำ!เธอก้าวเดินอย่างมาดมั่นไปตามระเบียงไม้สักทองหลังใหญ่ แสงไฟจากโคมระย้าดวงโตสะท้อนผิวเนียนละเอียดของเธอให้ดูผุดผ่องเหนือใครในค่ำคืนนี้ จนกระทั่งเสียงทุ้มพร่าขอ

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 45 ...หัวใจเริ่มทรยศ

    เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามดึก เปลวไฟจากกองไฟเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ อากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนความหนาวเหน็บยะเยือกคืบคลานเข้ามา อริยะที่นั่งเฝ้ายามอยู่ขยับตัวลุกขึ้น ขยับไปที่ถุงนอนหนาซึ่งเขาเปิดอ้ารอไว้ ชายหนุ่มหันไปมองร่างบางที่นอนขดตัวสั่นงันงกอยู่บนผืนผ้าใบห่างออกไป"มานอนที่ถุงนอนนี่มา" อริยะเอ่ยปากเรียก เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงความจริงจัง"ไม่! ฉันนอนตรงนี้ได้!"สะวันนาปฏิเสธทันควันโดยไม่ลืมตา เสียงใสสั่นสะท้านด้วยความหนาว แต่ความดื้อรั้นและทิฐิในใจทำให้เธอไม่อยากยอมก้มหัวให้คนที่เพิ่งแกล้งเธอไปเมื่อหัวค่ำ"อย่าอวดเก่งน่ะสะวันนา ยามดึกในป่านี้มันหนาวมาก หนาวจนเธอทนไม่ไหวหรอก"อริยะเตือนเสียงเข้ม สายตาคมกริบมองร่างที่พยายามขดจนตัวกลมเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง "ถ้าเธอไม่ลุกมาดีๆ คราวนี้ฉันจะเดินไปอุ้ม... แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"เขาลุกขึ้นทำให้สะวันนาเบิกตากว้างกลัวที่เขาพูดว่าจะอุ้ม แต่ชายหนุ่มเดินไปที่กองไฟสุมฟืนเข้าไว้อีกเพื่อไล่ความเหน็บหนาวและสัตว์ป้ายามค่ำคืน“ฉันไม่นอนในถุงนอนนั่นเด็ดขาด...”“แต่เธอจำเป็นต้องง้อมันนะคนสวย”อริยะลากเสียงทุ้มต่ำพลางทรุดตัวลงนั่งข้างถุง

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 44... พันธนากลางป่าเถื่อน

    ความมืดมิดโรยตัวเข้าปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็วราวกับมีใครนำม่านดำผืนใหญ่มาสวมทับ เสียงแมลงกลางคืนเริ่มส่งเสียงระงมขับเน้นความวังเวงรอบค่ายพักแรมชั่วคราว มีเพียงแสงสีส้มจากกองไฟที่อริยะก่อขึ้นเท่านั้นที่ช่วยให้ความอบอุ่นและขับไล่ความมืดออกไปได้บ้าง ชายหนุ่มเดินกลับมานั่งลงฝั่งตรงข้ามของสะวันนา ขยับตัวหยิบห่อเสบียงแห้งที่หยิบติดมือมาจากค่ายของมัดลัมซีเปิดออก กลิ่นเค็มปร่าและกลิ่นอับของเนื้อตากแห้งลอยโชยออกมาทันที อริยะแบ่งเนื้อชิ้นหนึ่งยื่นให้หญิงสาวที่นอนหน้างออยู่บนผืนผ้า"เอ้า... กินซะ จะได้มีแรง"สะวันนายื่นมือมอมแมมไปรับมาอย่างเสียไม่ได้ แต่พอหยิบชิ้นเนื้อแห้งกรังขึ้นมาดูใกล้ ๆ ใบหน้าหวานก็เหยเกลงทันที เธอพลิกเนื้อก้อนแข็งพังพาบชิ้นนั้นไปมาด้วยสายตาสะอิดสะเอียน ความเหนียวและเนื้อสัมผัสที่ดูหยาบกระด้างจนแทบไม่เหมือนอาหาร ทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง"จะให้ฉันกินไอ้ก้อนแข็ง ๆ เหมือนเศษไม้กลิ่นเน่า นี่จริง ๆ เหรอ..." สะวันนาพึมพำ เสียงแผ่วลงด้วยความขยาดอริยะที่กำลังเคี้ยวเนื้อแห้งในปากอย่างหน้าตาเฉยเหลือบสายตาขึ้นมอง ดวงตาคมกริบเป็นประกายวิบวับพราวระยับเมื่อเห็นท่าทางของ

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 43..เชือกผูกตัวหัวใจผูกพัน

    สายลมแรงปะทะใบหน้าจนเส้นผมกระจุยกระจาย ทว่าสิ่งเดียวที่สะวันนาโฟกัสได้ในตอนนี้คือแผ่นหลังกว้างของอริยะที่ควบม้าอยู่เบื้องหน้า มือทั้งสองข้างของเธอถูกพันธนาการด้วยเชือกดิบอย่างหนา ปลายเชือกผูกรั้งโยงติดกับอานม้าอย่างแน่นหนา ทำเอาเธอต้องคอยเกร็งตัวทรงตัวบนหลังม้าขยับตามแรงดึงรั้งจูงนำไปตามเส้นทางรกชัฏหลังจากควบม้าตะลุยฝ่าความวิบากมาครึ่งค่อนวัน อริยะเริ่มชะลอความเร็วของม้าลงเมื่อเข้าสู่ดงไม้ทึบ ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมามองร่างบางที่กระเทือนอยู่บนหลังม้าตามหลังเขามาติดๆ สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อเพราะแดดเผาและหยาดเหงื่อ"เก่งนี่... ไม่บ่นสักคำ"อริยะเอ่ยชม เสียงทุ้มต่ำลากยาวเนือยๆ ทว่าแฝงความรู้สึกทึ่งในความอึดของหญิงสาวอย่างปิดไม่มิดสะวันนาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตากลมโตคู่สวยมองค้อนเขาเขม็ง เธอเม้มปากอิ่มตึงแน่นพยายามฝืนอาการเจ็บแปลบที่ข้อมือเนื่องจากถูกเชือกเสียดสี"บ่นไปแล้วนายจะยอมแก้เชือกมัดมือให้ฉันไหมล่ะ"หญิงสาวสวนกลับ เสียงใสยังติดแววประชดประชันและดื้อดึง "ก็รู้ว่าบ่นไปก็เหนื่อยเปล่า ฉันเก็บแรงไว้คอยทรงตัวไม่ให้ตกม้าคอหักตายกลางป่าดีกว่า"อริยะหัว

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 42... ไออุ่นรักในรุ่งสาง

    แสงแดดยามเช้า ส่องผ่านกิ่งไม้หนาทึบลงมาเป็นเส้นตรง ผืนป่าลึกเริ่มตื่นจากการหลับใหลด้วยเสียงนกกาที่พากันบินออกจากรัง พวกมันส่งเสียงร้องก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ผสมกับเสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยและเสียงจักจั่นที่กรีดร้องรับอรุณ ลมหมาวจางหายไปแล้ว เหลือเพียงความเย็นสบายและความชื้นของน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบบอนใหญ่อริยะ ตื่นขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก เขาขยับกายลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวว่าจะทำคนข้างกายตื่น ชายหนุ่มเดินไปดับถ่านไฟที่ยังเหลือควันกรุ่น จากนั้นก็เริ่มลงมือเก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่ว เขาม้วนผ้าห่มผืนหนา ดับกองไฟจนสนิท และนำกระเป๋าเสบียงทุกลูกไปมัดรัดเข้ากับอานม้าจนแน่นหนาชายหนุ่มเดินวุ่นทำโน่นทำนี่อยู่รอบ ๆ บริเวณพักแรมด้วยความเงียบเชียบที่สุดเพราะยังอยากให้สะวันนาได้นอนต่ออย่างเต็มตา หากแต่ทางด้านสะวันนานั้นเธอยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นดิน ไม่ขยับนอจากขยับเปลือกตาเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ร่างกายของเธอปวดเมื่อยและเหนื่อยล้ามากเพราะไม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มมานานหลายวันตั้งแต่มัดพาหนีมา สะวันนากระพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความมึนงงออกจาหัว เมื่อสติเริ่มกลับมาครบถ้วน หญิงส

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 12 "งาสวรรค์... เมืองแห่งคำลวง"

    ‘จันทร์จวง’ แม่ม่ายสาวผู้ทรงเสน่ห์และเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ หล่อนไม่ใช่เพียงเจ้าของคอกม้า แต่ยังเป็นผู้กว้างขวางที่มีหูตาอยู่แทบทุกหัวระแหงของ ‘งาสวรรค์’ แห่งดอยช้างเผือก ด้วยการเปิดห้องหับราคาถูกให้คนยากจนและเหล่านักแสวงโชคได้พักพิง ทำให้หล่อนเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลจากคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่กรรมกรไปจน

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 10: เงาร้ายในมุมมืด

    ความเงียบปกคลุมโต๊ะได้ไม่นาน วิสกี้ขวดใหม่ก็ถูกส่งมาถึง มัดโบกมือไล่บริกรออกไปก่อนจะรับหน้าที่รินเหล้าส่งให้ทั้งสองด้วยตัวเอง ทว่าแขกแปลกหน้ากลับแสดงท่าทีรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด เขามองดูแก้วที่ขุ่นมัวด้วยรอยนิ้วมือพลางพึมพำลอดไรฟันเสียงกร้าว“ผมคิดว่าเราจะคุยกันเป็นส่วนตัวเสียอีก!” เขาหันไปตวาดใส่เ

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 9; เหล้าขวดเก่า... แขกหน้าใหม่

    ความเคืองแค้นยังคงสุมอยู่ในอกของ มัด ลัมชี ตลอดสองวันเต็มบนหลังม้า ระหว่างทางจาก ‘ภูสวรรค์’ มุ่งหน้าสู่ “ดอยช้างเผือก” ถิ่นที่เขาคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าบ้านเกิดท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของร้านรวงและบ้านเรือนที่ดูมอซอ ไม่ได้ใหญ่โตตระการตาอย่างเมืองบางกอก แต่นี่คือแหล่งทำมาหากินที่ทำให้เขามีตัวตน เป็นที่

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 8: หยดน้ำตาที่ไม่อยากหลั่ง

    "เธอจะดื้อดึงสร้างมันขึ้นมาใหม่เพียงคนเดียวงั้นเหรอ?”บริพัตรผู้เป็นพี่ชายพยายามให้เหตุผลเพื่อให้ราบว่าแม่จะพยายามปรับเปลี่ยนบูรณะสถานที่โรงเตี้ยมเก่าแก่ใหhฟื้นขึ้นมาใหม่ก็ไม่มีใครแวะพักอีกแล้ว“เธอ จะตั้งร้านค้าอยู่แค่ที่เดียวในขณะที่คนอื่นเขาอพยพจากภูสวรรค์ไปสุมหัวกันอยู่ที่งาสวรรค์หมดแล้ว... ใค

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status