FAZER LOGINบทนำ เขาได้รู้ได้เห็นจากภาพเหล่านั้นตรงหน้าก็อดที่จะคิดถึงพวกโคแมนเช่ พวกเวอร์ฮาร์-เรห์นูห์หรือพวกแอนตีโลปซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่ป่าเถื่อนดุร้ายที่สุดแล้ว แตาภาพที่เขาเห็นตอนนี้มันกลับย้ำความรู้สึกและทำให้เขาขนหัวลุกได้ว่า....มันน่ากลัวและโหดร้ายยิ่งกว่าคนเผ่าที่เอ่ยมามากนัก ร่างกายท่าทางของพวกมันนั้นน่าเกรงขาม แต่เมื่อซันซีได้มาเห็นชาวภูเขาเผ่าป่าลึก’ที่เขาเรียกไม่ถูกว่าเผ่าอะไรกันแน่ ที่ทำการขนทองเหล่านั้น ซ้ำยังโหดร้ายพอ ๆ กับอินเดียนแดงที่เคยเห็นมา หรืออาจจะโหดมากกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะภาพการถลกหนังหัวเพื่อนชายของเขายังติดตาตรึงใจให้เขาหนาวสะท้านจนถึงยามนี้...
Ver maisซันซี กระตุกร่างกายที่ผ่ายผอมของเขาขึ้นจากพื้นดินหยาบ ๆ อย่างไม่ใยดี หลังจากที่คลุกเคล้าให้ร่างกายได้แผ่นอนยาวผ่านมาทั้งคืนกับความหนาวเหน็บของอากาศในหุบเขาอันรกทึบ เขาลุกขึ้นนั่งพร้อมกับก่นด่าตัวเองและโทษโชคชะตาที่มีความโหดร้ายต่อเขาตลอดมา ในที่สุดเขาก็เหนื่อยล้า
เขาได้แต่เศร้าสร้อยในอารมณ์แทน พลางมองดูท้องฟ้าสีม่วงครามของเช้ามืดมนที่ขอบหน้าผา อารมณ์ของซันซีขุ่นมัวยิ่งขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เขาและเพื่อนวางแผนการเข้ามาแทรกซึมค้าขายกับชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง เพื่อหวังผลประโยชน์มหาศาล...ซึ่งเขาคงไม่มีวันลืมเด็ดขาด...
เขาขี่ม้ามาเป็นระยะทางที่ยาวนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เพราะความกลัวที่มันแล่นมาจับในหัวใจของเขาตลอดเวลา คอยแต่จะระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ทุกเมื่อ ซันซีรู้ดีว่าเพราะเหตุที่เขากับพรรคดพวกได้บุกเข้าปล้นทองกับคณะของชาวเขาทางแถบป่าลึกบนดอยสูง ซึ่งทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากความชำนาญของเขา ที่ใช้ประสบการณ์เหล่านี้มายาวนานกับการหลอกลวงกลยุทธลักเล็กขโมยที่มีเทคนิคแพรวพราวจนชำนาญการมันต้องเป็นเขา และได้ฉายาว่า “ขุนโจรรอยเท้าปุยนุ่น” กันเลยทีเดียว เพราะความตัวเล็กผอมของเขาส่วนหนึ่งและความช่ำชองของเขานั่นด้วยเป็นหลักจึงได้ฉายานี้มาครองเป็นการรู้กันในสมาคมกลุ่มโจรด้วยกัน
ดังนั้นเขาจึงเป็นคนที่กลุ่มซุ้มโจรหลายๆกลุ่มที่อยากจะได้ตัวไปร่วมกลุ่มด้วยเพื่อเป็นตัวล่อและเป็นตัวนำทาง เฉกเช่นเหตุการณ์นี้ที่เขาเพิ่งเผชิญกับมันมาหมาด ๆ ซึ่งพวกเขาได้แผนที่มาว่าจะมีการขนทองผ่านช่องทางร่องเขาเข้าสู่ป่าลึกขึ้นดอยสูงนั้นและร่วมวางแผนเพื่อดักรอการปล้นครั้งยิ่งใหญ่นี้มาเป็นแรมเดือน
มันเริ่มเข้าไปทำความรู้จักเพื่อทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า โดยถือเอาความได้เปรียบตรงที่เขาเป็นได้ทั้งคนพื้นเมืองของเผ่าเผ่าหนึ่งในภูเขาสูงและแม้แต่การเป็นคนของเมืองของบ้านใกล้เรือนเคียงถ้าเขาออกไปตามขอบแนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่นั้นเขาก็สวามารถเป็นคนพื้นที่ได้โดยไม่มีใครสงสัยเลย กระทั่งมาถึงการมาเป็นคนเมืองหลวงของไทยเขาก็แฝงตัวอยู่มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งทั้งหมดมันเกิดจากความชำนาญของเขา ที่ใช้ประสบการณ์เหล่านี้มายาวนานกับการหลอกลวง การขโมย จนถึงการปล้น และคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ยากนัก แต่ทุกอย่างก็ผิดคาด !
"พวกมึงจะบ้ารึไง?"
มัด ลัมซี ร้องถาม เมื่อรู้เรื่องการวางแผนร่วมกันของเพื่อนรุ่นน้องผู้เคยบากบั่นผ่านเรื่องการปล้นฆ่า และผ่านคุกตะรางมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน น้ำเสียงของเขา สีหน้าแววตาของเขาซันซีจำแม่นไม่เคยลืมเลือน
"มึงคิดว่าจะรวยได้แบบเร็ว ๆ ลัด ๆ งั้นเรอะ?"
จมูกของมัดบานเข้าออกอย่างน่ากลัวขณะที่ดวงตาทั้งคู่ของเขากลอกกลิ้งไปมาระหว่างเขากับเพื่อนอีกคนที่ร่วมแผนงาน
"...มึงสองคนจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น แล้วกระดูกของพวกมึงก็จะไม่มีใครดูดำดูดี "
มัดเน้นคำดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า
"กูรู้ดีว่าคนเผ่าผสมป่าลึกนั่นมันเป็นชาวป่าที่เถื่อนสุด ๆ มันยังไม่พบกับความเจริญเลยสักครั้ง มึงคิดกันให้ดี ถ้ายังไม่อยากตายเร็วก็ไป"
"แต่ทองนะพี่...ทองน่ะ"
ซันซีเคยย้ำคำนี้กับลูกพี่ผู้ที่เขาเคยฝากชีวิตในการทำความชั่วมานักต่อนัก เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และถือว่าที่นี่คือแหล่งสมบัติและแหล่งอาชีพของเขา ลูกพี่คนนี้สนใจเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มานานแล้ว "ทอง" ที่ได้มาโดยไม่ต้องลงมือค้นหาจากแหล่งธรรมชาติให้เมื่อยหากสามารถปล้นมาได้ตามแผนทุกอย่างก็จบเร็ว
"เออ! กูรู้แล้ว"
ลูกพี่ที่ซันซี่นับถือกระแทกเสียงก่อนที่ประโยคต่อมาจะกระจ่างชัดในโสตประสาทของเขาขึ้นอีกว่า
"แต่คนเผ่านี้กูไม่อยากยุ่ง..."
"ทำไมล่ะพี่..."
"มึงยังไม่รู้อะไร”
เขาหรี่ดวงตาที่มีหนังตาค่อนข้างหนาลงมาจ้องซันซีพร้อมเน้นคำพูดว่า
“ ไอ้พวกนั้นที่มึงว่านี่แหละ มันเถื่อนยิ่งกว่าอะไรดี อย่าว่าแต่กูเลยว่ะ ไอ้นักเลงที่มันผ่านมาแถว "งาสวรรค์" นี้ก็เถอะ กูยังไม่เห็นใครซ่า กล้าเข้าเหยียบถิ่นไอ้เถื่อนนั้นเลยสักคน...พวกมึงจะไม่เก่งเกินหน้าเขาไปหน่อยเร้อ...ไอ้ซันซี"
"แต่มันก็น่าลองนะพี่ "
ซันซีจำได้ว่าเขายังไม่ลดละที่จะพยายามดึงลูกพี่ “มัด ลัมซี”เข้าร่วมก้วน
"ข่าวที่ได้รับมา พวกนี้จะขนทองประจำเผ่าของมันผ่านเส้นทางด้านหลังของ "งาสวรรค์" ขึ้นไปทางเหนือสุดเข้าไปอีกใช้ร่องเขาเป็นที่เดินทางขนย้ายของและหลบเร้นสายตา...ซึ่งฉันคิดว่า..."
"มึงจะคิดอะไรเรื่องของมึง กูไม่เอาด้วย"มัดตัดบท " อยากตายเร็วก็ไปสิ!
"แต่ถ้าเราลงมือนะพี่เรารวยไม่รู้เรื่อง"
" ใช่ ! ไม่รู้เรื่อง " ลูกพี่เบ้ปากมองนัยน์ตาโปนอย่างเยาะหยัน
".....ไม่รู้เรื่อง เพราะพวกมึงจะตายก่อนที่จะรู้เรื่องไงละ ไอ้โง่!"
"โธ่พี่...ไม่ไปก็น่าจะให้พรกันมั่ง"
"กูรู้...ต่อให้กูสวดมนต์อ้อนวอน พวกมึงก็รอดยาก "เขาลากเสียงตอนท้าย " ...ถ้ายังขืนตะแบงอยากจะไปละก็"
มัด พูดถูกที่บอกว่าไม่ควรจะไปที่นั่น เพราะคนเผ่านั้นสามารถที่จะเชือดหนังหัวใครต่อใครออกมาได้โดยง่าย และไม่มีมือกฎหมายเข้าไปถึงได้ อีกทั้งกลุ่มคนพวกนั้นยังสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกรูปแบบได้ด้วยคนของเผ่า เพียงการตัดสินจากหัวหน้าเผ่าของพวกเขา ประกาศิตทุกอย่างอยู่ที่นั่น ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่สำหรับซันซีแล้วมันเป็นตลกที่ร้ันทดมากในชีวิตการเป็นคนและนักเลงโตมาตลอด เกือบจะสิ้นลายก็คราวนี้ ซึ่งตัวเขาเองก็เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับคนในดเผ่าที่โหดร้ายลักษณะนี้มาจากภาพยนตร์จอยักษ์ใหญ่ ที่ชอบเข้ามาให้ความสำราญเพลิดเพลินที่ลานวัดแถวเชิงเขาแถบชานเมือง ซึ่งเขาเคยได้เข้าท่องราตรีแถว ๆ นั้นเพื่อดูลาดเลาของการขโมยก็หลายครั้งหลายครา
เขาได้รู้ได้เห็นจากภาพเหล่านั้นเองว่าเผ่าโคแมนเว่ พวกเวอร์ฮาร์-เรห์นอห์ หรือพวกแอนตีโลป ซึ่งเป็นอินเดียนแดงที่ป่าเถื่อนดุร้ายที่สุดแล้ว ร่างกายของพวกมันนั้นน่าเกรงขาม แต่ครั้นเมื่อซันซีได้มาเห็นมาสัมผัสกับชาวภูเขาเผ่าป่าลึก ที่เขาเองก็เรียกขานไม่ถูกว่าเผ่าอะไรกันแน่ ที่ทำการขนทองเหล่านั้น ซ้ำโหดร้ายพอ ๆ กับพวกอินเดียนแดงที่เคยเห็นในหนังมา หรืออาจจะโหดกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะภาพการาถลกหนังหัวเพื่อนชายของเขายังติดจาตรึงใจให้เขาหนาวสะท้านจนถึงยามนี้...แม้ซันซีจะไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นนี้จะเกิดขึ้นในแถบบ้านเมืองของเขาเอง แต่สิ่งที่เห็นก็คือความจริง และเกิดขึ้นแล้วด้วย
หากในยามนั้น เขาไม่คิดสักนิดว่าจะเกรงกลัวชาวเขาเผ่าป่าลึกนั้น เพราะซันซีก็ถือว่าตนเอาเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งจะแพ้หน่อยก้แต่เรื่องภูมิประเทศเพราะเขาต้องข้ามแดนมาเพื่อการปล้นทองโดยเฉพาะ
แล้วมันก็เป็นจริงอย่างที่มัดคาดเดาเอาไว้ทุกอย่าง ซันซียังจำได้ถึงเสียงร้องของเพื่อนร่วมแผนการณ์เมื่อถูกเฉือนทีละชิ้น ๆ โชคดีที่เขาหนีเตลิดออกมาได้พร้อมม้าแก่ ๆ ตัวนี้ มันนำพาเขาออกมาจาก เหตุการณ์หฤโหดแห่งนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพ้นเขตอันตรายแล้ว...
"คุณพระช่วยด้วยเถิด "ซันซีพนมมือยกขึ้นท่วมหัว
"เราจะไม่ก่อเรื่องบ้าบอนี้ขึ้นมาอีกแล้ว"
เขานั่งเงียบอยู่ในท่านั้นชั่วอึดใจก่อนจะลุกขึ้นดึงม้าให้ออกเดินลดเลาะมากับสุมทุมพุ่มไม้ ท่ามกลางความเงียบสงบ จนกระทั่งความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส
"อ้าคคคคคคคคคคคค"
ซันซีกระตุกม้าให้หยุดกึกร่างเกร็งขึ้นมาอย่างฉับพลัน
"โอย...ไม่นะ มันจะต้องไม่ตามมาถึงนี่แน่ ๆ "เขาคราง
"...มันไกลเกินกว่าเจ้าพวกเถื่อนนั่นจะมาถึงเสียอีกนะนี่"
ความคิดแรก คือเขาอาจจะฝังหัวมาจากเสียงร้องของเพื่อน ที่ถูกถลกหนังหัวมาก็ได้ เพราะมันตราตรึงในความจำเขาอยู่ตลอดมา ภาพต่าง ๆยังคงเด่นชัดและทำให้เขาขวัญผวา เขารีบเข้าไปซ่อนตัวหลังก้อนหินใหญ่ แล้วกวาดสายตาไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แกมหวาดหวั่น
" พระผู้เป็นเจ้าช่วยลูกด้วยเถิด"
ลมหายใจของซันซีติดขัดและขาดห้วงทั้งที่หัวใจเต้นถี่แรงเมื่อมองเห็นภาพเบื้่องหน้าที่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยฟุต มีชายคนหนึ่งนอนเปล่าเปลือยแผ่อยู่บนพื้น เหนือร่างของเขามีคนเถื่อนร่างใหญ่โตยืนผงาดถือมีดเปื้อนเลือดอยู่ที่นั่น เขาเป็นชายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตของซันซีเท่าที่พบเห็นมา
ด้วยร่างสูงใหญ่และเต็มไปด้วยพลัง ใบหน้าที่ดุเหมือนเหยี่ยวเป็นสีทองแดง ดวงตามีแววน่าสยดสยองที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังความนิ่งลึกคู่นั้น ผมสีดำขลับถักเปียหนาเป็นประกายเงาวาววับ ทว่าแสงแดดส่องมากระทบมีดเปื้อนเบือดในมือของเขาจนเป็นประกายนั่นต่างหากที่ทำให้ซันซีจ้องอย่างหวาดหวั่น มือเท้าเกร็งเย็นเฉียบ ไม่กล้าขยับ ไม่แม้แต่จะกระพริบตา ความตกใจของเขามีมากจนไม่สามารถจะขยับปืนยาวในมือขึ้นมาได้
ซันซีมองดูชายเผ่าป่าลึกแล้วสะท้านในอก ซึ่งตัวเขาเองกลัวนักหนาว่าจะมาเจอะเจอแล้วก็เจอจริง ๆ ทำเอาขนหัวลุกซู่ ก็เขาเพิ่งจะผ่านมันมาหยก ๆ กับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว หากแต่ขายผู้นี้ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นอีกเป็นสิบ ๆ เท่า จากภาพรวม ๆเบื้องหน้าขณะนี้เขายอมรับว่ามันสยดสยองยิ่งกว่าเพื่อนชายของเขาถูกถลกหนังมาเสียอีก
"ทำไมมันถึงได้น่ากลัวอย่างนี้นะ?"
ซันซีพึมพำมองจ้องชาบร่างยักษ์นั้นกลับขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่วต่างจากรูปร่างภายนอกของเขาที่ดูใหญ่ล่ำสัน แต่เขากลับว่องไวพลิ้วตามจังหวะได้ดีเมื่ออยู่บนหลังม้า ทะยานออกจากที่นั่นด้วยความเร็ว แม้ชายคนนั้นจะจากไปแล้วแต่หัวใจของซันซียังคงสั่นระทึก ก่อนจะรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่น้อยนิด กลับมาก้มลงแก้เชือกม้าที่มัดเอาไว้แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะกลับไปหยุดนิ่งยังภาพท่ี่น่าสังเวชของชยคนที่นอนบนปล่าเปลือยบนพื้นในท่าสงบนิ่งไม่ไหวติง แล้วใบหน้าของซันซีก็ซีดเผือดเมื่อพยายามกลืนน้ำลายอันเหนียวหนึบลงคอ
"คุณพระช่วย มันโหดร้ายเกินไปกว่าที่เคนเห็นเสียอีก"
เขาคิดอย่างพะอืดพะอมและสะอิดสะเอียน เมื่อมองไปยังร่างชายที่นอนเปลือยจากการถูกแทงอยู่ตรงนี้มานานแล้ว ผู้บาดเจ็บคงทรมานอยู่นาน ก่อนที่ชาวเขาเผ่าอำมหิตตัวใหญ่คนนั้นจะผละจากไป หลังจากได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์...ด้วยการตัดอวัยวะชิ้นสำคัญของชายหนุ่มนั้นทิ้งไป
ซันซีได้แต่หวนนึกถึงคำถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ชายผู้เคราะห์ร้ายตรงหน้าเขาทำอะไรผิด ถึงได้มาอยู่ใสนสภาพน่าอดสูเพียงนี้ สายตาของซันซีมองเพ่งพิศจารณาชายที่นอนหายใจระรวยอยู่บนพื้น ใบหน้ายับเยินนั้นยังคงหลงเหลือริ้วรอยของความหล่อเหลาอยู่บ้าง แม้จะใกล้ตาย ท่าทางของเขาดูดีกว่าคนชาวเขาแถบนี้ ดูจากลักษณะผิวพรรณหน้าตาแล้ว ซันซียิ่งมั่นใจ
เขาไม่ใช่คนแถบนี้แน่นอน !!
“ถ้าผมคิดเรื่องแต่งงานล่ะก็...”น้ำเสียงของอริยะหนักแน่นทว่าเย็นเฉียบจนนวลปรางค์เริ่มสัมผัสได้ถึงลางร้าย เธอเพิ่งประจักษ์ในวินาทีนี้เองว่าภายใต้เสน่ห์ลึกลับที่ชวนให้ลุ่มหลง ชายคนนี้กลับซ่อนความน่าเกรงขามที่พร้อมจะแผดเผาเธอได้ทุกเมื่อ“...ผมต้องแน่ใจเสียก่อน ว่าผู้หญิงที่จะมาเป็น ‘เมีย’ ของผม ต้องเป็นคนที่รักเดียวใจเดียว”คำว่า ‘รักเดียวใจเดียว’ ถูกเน้นย้ำอย่างจงใจจนนวลปรางค์ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เธอระเบิดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความอัดอั้น ทว่าอริยะกลับนิ่งเฉยราวกับธาตุดินที่ไร้ความรู้สึก“คุณกำลังดูถูกนวล!”“เปล่าเลย...” เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ผมแค่เป็นคนตรงไปตรงมา”สายตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธออย่างรู้เท่าทันจนเธอต้องหนาวเยือก “ผมไม่อยากให้เรื่องของเราต้องจบลงแบบนี้ แต่ถ้าการแต่งงานคือสิ่งเดียวที่คุณต้องการ ผมก็ขอแนะนำว่า... เราอย่าเจอกันอีกเลยจะดีกว่า ห่างกันไปสักพักคงจะดีที่สุดสำหรับคุณ”คำประกาศิตนั้นทำให้หัวใจของนวลปรางค์หล่นวูบ แม้จะเจ็บช้ำจากการถูกสลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี แต่ไฟเสน่หาที่ยังมีต่อเขาทำให้เธอไม่อาจตัดใจเดินจากไปได้‘ต้องอดทนไว้สิ นวลปรางค์... ยอมรั
เขามีรูปร่างสูงโปร่งทว่าดูแข็งแกร่งด้วยมัดกล้ามที่ขึ้นรูปสวยงามไร้ที่ติ บ่งบอกถึงความวินัยในการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าคมสันรับกับคิ้วดกดำที่พาดเรียงตัวเป็นระเบียบเหนือนัยน์ตาคมกริบทรงพลัง แต่สิ่งที่สะกดสายตาที่สุดกลับเป็นยามที่เขาขยับปากพูดหรือเผยยิ้ม เพราะลักยิ้มบุ๋มที่แก้มซ้ายนั้นดูมีเสน่ห์เหลือร้าย เป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้ใครต่อใครยากจะถอนสายตาชายหนุ่มทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความขบขันระคนพึงพอใจผ่านแพขนตาหนางอนเกินชาย แววตาของเขาพราวระยับด้วยเสน่ห์ลุ่มลึกจนทำให้เธอกลั้นใจถามคำถามที่ค้างคาออกมา“ทำไมคุณถึงไม่คิดจะแต่งงานกับฉันล่ะคะ”แทนคำตอบ มุมปากหยักลึกกลับยกยิ้มอย่างไม่แยแส ท่าทีที่เหมือนเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ นั้นทำให้เธอใจหายด้วยความเศร้า“คุณหัวเราะเยาะฉันเหรอคะ คุณก็เป็นแบบนี้ทุกที”เธอกำหมัดน้อย ๆ ทุบลงบนอกแกร่งเบาๆ อย่างแง่งอน ก่อนจะบดเบียดร่างกายเข้าหาเขาให้แนบชิดยิ่งขึ้นหวังใช้เสน่ห์เข้าสู้“ผมไม่ได้หัวเราะเยาะคุณสักหน่อย” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบชวนลุ่มหลง “เพียงแต่พอเห็นคุณในสภาพที่ยั่วยวนขนาดนี้ ผมก็คิดเรื่องอื่นไม่ออกเลยจริง ๆ”ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามผิวกา
‘จันทร์จวง’ แม่ม่ายสาวผู้ทรงเสน่ห์และเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ หล่อนไม่ใช่เพียงเจ้าของคอกม้า แต่ยังเป็นผู้กว้างขวางที่มีหูตาอยู่แทบทุกหัวระแหงของ ‘งาสวรรค์’ แห่งดอยช้างเผือก ด้วยการเปิดห้องหับราคาถูกให้คนยากจนและเหล่านักแสวงโชคได้พักพิง ทำให้หล่อนเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลจากคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่กรรมกรไปจนถึงผู้มีอิทธิพลสำหรับมัด... จันทร์จวงคือแหล่งข่าวชั้นเลิศและที่พักพิงชั้นดี ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเขากับหล่อนนั้นมีค่าเหนือกว่าเงินตรา เพียงแค่เขารู้จักบริหารเสน่ห์และเอาใจหล่อนให้ถูกจังหวะ ข้อมูลความเคลื่อนไหวสำคัญๆ ก็จะไหลเข้าหูเขาอย่างไม่ขาดสาย ทว่าในยามที่มัดไร้อารมณ์หรือหมางเมิน หล่อนก็พร้อมจะปิดปากเงียบและตัดขาดสายข่าวเอาเสียดื้อๆในครั้งนี้มัดมีแผนการใหญ่ เขาตั้งใจจะใช้ข่าวลวงบอกกับจันทร์จวงว่าตนเพิ่งกลับมาจาก ‘ภูสวรรค์’ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องกำชับให้ ‘ไอ้เลิศ’ ปิดปากให้สนิท อย่าให้แผนการรับงานสังหารครั้งนี้หลุดลอดออกไปถึงหูใครได้มัดยังคงเลือกที่นี่เป็นรังลับ เพราะชัยภูมิที่ได้เปรียบ ทั้งทางหนีทีไล่ที่รวดเร็ว ม้าฝีเท้าดีที่พร้อมควบหนีได้ทันที
"แกน่ะจัดการกันเอง เลิศมันเข้านอกออกในที่นั่นจนรู้ทางหนีทีไล่หมดแล้ว ทั้งรูปเป้าหมาย ทั้งที่อยู่ก็อยู่ในมือแกหมด จะต้องให้ไปชี้เป้าบ้าบออะไรอีก!"เขานิ่งไปอึดใจเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะย้ำคำขาด "จำไว้... ต่อจากนี้พวกแกจัดการกันเอง อย่าให้เรื่องลามมาถึงตัวฉันเด็ดขาด ส่วนเรื่องเงิน... ฉันจ่ายไม่อั้นถ้างานนี้สะอาดพอ"มัดยิ้มรับด้วยความพอใจใน 'ความใจป้ำ' ของอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าเหยื่อรายนี้ไม่ใช่แค่มีแค้น แต่ยังมีกำลังจ่ายหนักพอที่จะทำให้เขายอมเสี่ยง"ได้ ได้ นายไม่ต้องห่วง""งั้นฉันกลับละ"ค่ำคืนแห่งการเจรจาสิ้นสุดลงด้วยผลประโยชน์ที่ลงตัว แม้หลังจากที่ 'เลิศ ลุ่มเจ้าพระยา' เดินออกไปส่งชายลึกลับคนนั้นแล้วกลับมานั่งดื่มต่อ เขายังคงยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่เคยรู้จักมักจี่กับผู้จ้างวานคนนี้มาก่อน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ 'มัด สัมซี' จะต้องเก็บมาใส่ใจ ในถิ่นที่ไร้มือกฎหมายกล้าย่างกรายเข้ามาสบตาเขาเช่นนี้ ใครจะเป็นคนสั่งตายจึงไม่สำคัญเท่ากับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่คุ้มค่าความเสี่ยง"เฮ้... มัด งานนี้ข้าขอห้าสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมนะโว้ย"เลิศร้องทวงส่วนแบ่งอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ แต่มัดกลับสวนกลับด้วย





