LOGINบทนำ เขาได้รู้ได้เห็นจากภาพเหล่านั้นตรงหน้าก็อดที่จะคิดถึงพวกโคแมนเช่ พวกเวอร์ฮาร์-เรห์นูห์หรือพวกแอนตีโลปซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่ป่าเถื่อนดุร้ายที่สุดแล้ว แตาภาพที่เขาเห็นตอนนี้มันกลับย้ำความรู้สึกและทำให้เขาขนหัวลุกได้ว่า....มันน่ากลัวและโหดร้ายยิ่งกว่าคนเผ่าที่เอ่ยมามากนัก ร่างกายท่าทางของพวกมันนั้นน่าเกรงขาม แต่เมื่อซันซีได้มาเห็นชาวภูเขาเผ่าป่าลึก’ที่เขาเรียกไม่ถูกว่าเผ่าอะไรกันแน่ ที่ทำการขนทองเหล่านั้น ซ้ำยังโหดร้ายพอ ๆ กับอินเดียนแดงที่เคยเห็นมา หรืออาจจะโหดมากกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะภาพการถลกหนังหัวเพื่อนชายของเขายังติดตาตรึงใจให้เขาหนาวสะท้านจนถึงยามนี้...
View Moreซันซี กระตุกร่างกายที่ผ่ายผอมของเขาขึ้นจากพื้นดินหยาบ ๆ อย่างไม่ใยดี หลังจากที่คลุกเคล้าให้ร่างกายได้แผ่นอนยาวผ่านมาทั้งคืนกับความหนาวเหน็บของอากาศในหุบเขาอันรกทึบ เขาลุกขึ้นนั่งพร้อมกับก่นด่าตัวเองและโทษโชคชะตาที่มีความโหดร้ายต่อเขาตลอดมา ในที่สุดเขาก็เหนื่อยล้า
เขาได้แต่เศร้าสร้อยในอารมณ์แทน พลางมองดูท้องฟ้าสีม่วงครามของเช้ามืดมนที่ขอบหน้าผา อารมณ์ของซันซีขุ่นมัวยิ่งขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เขาและเพื่อนวางแผนการเข้ามาแทรกซึมค้าขายกับชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง เพื่อหวังผลประโยชน์มหาศาล...ซึ่งเขาคงไม่มีวันลืมเด็ดขาด...
เขาขี่ม้ามาเป็นระยะทางที่ยาวนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เพราะความกลัวที่มันแล่นมาจับในหัวใจของเขาตลอดเวลา คอยแต่จะระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ทุกเมื่อ ซันซีรู้ดีว่าเพราะเหตุที่เขากับพรรคดพวกได้บุกเข้าปล้นทองกับคณะของชาวเขาทางแถบป่าลึกบนดอยสูง ซึ่งทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากความชำนาญของเขา ที่ใช้ประสบการณ์เหล่านี้มายาวนานกับการหลอกลวงกลยุทธลักเล็กขโมยที่มีเทคนิคแพรวพราวจนชำนาญการมันต้องเป็นเขา และได้ฉายาว่า “ขุนโจรรอยเท้าปุยนุ่น” กันเลยทีเดียว เพราะความตัวเล็กผอมของเขาส่วนหนึ่งและความช่ำชองของเขานั่นด้วยเป็นหลักจึงได้ฉายานี้มาครองเป็นการรู้กันในสมาคมกลุ่มโจรด้วยกัน
ดังนั้นเขาจึงเป็นคนที่กลุ่มซุ้มโจรหลายๆกลุ่มที่อยากจะได้ตัวไปร่วมกลุ่มด้วยเพื่อเป็นตัวล่อและเป็นตัวนำทาง เฉกเช่นเหตุการณ์นี้ที่เขาเพิ่งเผชิญกับมันมาหมาด ๆ ซึ่งพวกเขาได้แผนที่มาว่าจะมีการขนทองผ่านช่องทางร่องเขาเข้าสู่ป่าลึกขึ้นดอยสูงนั้นและร่วมวางแผนเพื่อดักรอการปล้นครั้งยิ่งใหญ่นี้มาเป็นแรมเดือน
มันเริ่มเข้าไปทำความรู้จักเพื่อทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า โดยถือเอาความได้เปรียบตรงที่เขาเป็นได้ทั้งคนพื้นเมืองของเผ่าเผ่าหนึ่งในภูเขาสูงและแม้แต่การเป็นคนของเมืองของบ้านใกล้เรือนเคียงถ้าเขาออกไปตามขอบแนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่นั้นเขาก็สวามารถเป็นคนพื้นที่ได้โดยไม่มีใครสงสัยเลย กระทั่งมาถึงการมาเป็นคนเมืองหลวงของไทยเขาก็แฝงตัวอยู่มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งทั้งหมดมันเกิดจากความชำนาญของเขา ที่ใช้ประสบการณ์เหล่านี้มายาวนานกับการหลอกลวง การขโมย จนถึงการปล้น และคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ยากนัก แต่ทุกอย่างก็ผิดคาด !
"พวกมึงจะบ้ารึไง?"
มัด ลัมซี ร้องถาม เมื่อรู้เรื่องการวางแผนร่วมกันของเพื่อนรุ่นน้องผู้เคยบากบั่นผ่านเรื่องการปล้นฆ่า และผ่านคุกตะรางมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน น้ำเสียงของเขา สีหน้าแววตาของเขาซันซีจำแม่นไม่เคยลืมเลือน
"มึงคิดว่าจะรวยได้แบบเร็ว ๆ ลัด ๆ งั้นเรอะ?"
จมูกของมัดบานเข้าออกอย่างน่ากลัวขณะที่ดวงตาทั้งคู่ของเขากลอกกลิ้งไปมาระหว่างเขากับเพื่อนอีกคนที่ร่วมแผนงาน
"...มึงสองคนจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น แล้วกระดูกของพวกมึงก็จะไม่มีใครดูดำดูดี "
มัดเน้นคำดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า
"กูรู้ดีว่าคนเผ่าผสมป่าลึกนั่นมันเป็นชาวป่าที่เถื่อนสุด ๆ มันยังไม่พบกับความเจริญเลยสักครั้ง มึงคิดกันให้ดี ถ้ายังไม่อยากตายเร็วก็ไป"
"แต่ทองนะพี่...ทองน่ะ"
ซันซีเคยย้ำคำนี้กับลูกพี่ผู้ที่เขาเคยฝากชีวิตในการทำความชั่วมานักต่อนัก เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และถือว่าที่นี่คือแหล่งสมบัติและแหล่งอาชีพของเขา ลูกพี่คนนี้สนใจเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มานานแล้ว "ทอง" ที่ได้มาโดยไม่ต้องลงมือค้นหาจากแหล่งธรรมชาติให้เมื่อยหากสามารถปล้นมาได้ตามแผนทุกอย่างก็จบเร็ว
"เออ! กูรู้แล้ว"
ลูกพี่ที่ซันซี่นับถือกระแทกเสียงก่อนที่ประโยคต่อมาจะกระจ่างชัดในโสตประสาทของเขาขึ้นอีกว่า
"แต่คนเผ่านี้กูไม่อยากยุ่ง..."
"ทำไมล่ะพี่..."
"มึงยังไม่รู้อะไร”
เขาหรี่ดวงตาที่มีหนังตาค่อนข้างหนาลงมาจ้องซันซีพร้อมเน้นคำพูดว่า
“ ไอ้พวกนั้นที่มึงว่านี่แหละ มันเถื่อนยิ่งกว่าอะไรดี อย่าว่าแต่กูเลยว่ะ ไอ้นักเลงที่มันผ่านมาแถว "งาสวรรค์" นี้ก็เถอะ กูยังไม่เห็นใครซ่า กล้าเข้าเหยียบถิ่นไอ้เถื่อนนั้นเลยสักคน...พวกมึงจะไม่เก่งเกินหน้าเขาไปหน่อยเร้อ...ไอ้ซันซี"
"แต่มันก็น่าลองนะพี่ "
ซันซีจำได้ว่าเขายังไม่ลดละที่จะพยายามดึงลูกพี่ “มัด ลัมซี”เข้าร่วมก้วน
"ข่าวที่ได้รับมา พวกนี้จะขนทองประจำเผ่าของมันผ่านเส้นทางด้านหลังของ "งาสวรรค์" ขึ้นไปทางเหนือสุดเข้าไปอีกใช้ร่องเขาเป็นที่เดินทางขนย้ายของและหลบเร้นสายตา...ซึ่งฉันคิดว่า..."
"มึงจะคิดอะไรเรื่องของมึง กูไม่เอาด้วย"มัดตัดบท " อยากตายเร็วก็ไปสิ!
"แต่ถ้าเราลงมือนะพี่เรารวยไม่รู้เรื่อง"
" ใช่ ! ไม่รู้เรื่อง " ลูกพี่เบ้ปากมองนัยน์ตาโปนอย่างเยาะหยัน
".....ไม่รู้เรื่อง เพราะพวกมึงจะตายก่อนที่จะรู้เรื่องไงละ ไอ้โง่!"
"โธ่พี่...ไม่ไปก็น่าจะให้พรกันมั่ง"
"กูรู้...ต่อให้กูสวดมนต์อ้อนวอน พวกมึงก็รอดยาก "เขาลากเสียงตอนท้าย " ...ถ้ายังขืนตะแบงอยากจะไปละก็"
มัด พูดถูกที่บอกว่าไม่ควรจะไปที่นั่น เพราะคนเผ่านั้นสามารถที่จะเชือดหนังหัวใครต่อใครออกมาได้โดยง่าย และไม่มีมือกฎหมายเข้าไปถึงได้ อีกทั้งกลุ่มคนพวกนั้นยังสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกรูปแบบได้ด้วยคนของเผ่า เพียงการตัดสินจากหัวหน้าเผ่าของพวกเขา ประกาศิตทุกอย่างอยู่ที่นั่น ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่สำหรับซันซีแล้วมันเป็นตลกที่ร้ันทดมากในชีวิตการเป็นคนและนักเลงโตมาตลอด เกือบจะสิ้นลายก็คราวนี้ ซึ่งตัวเขาเองก็เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับคนในดเผ่าที่โหดร้ายลักษณะนี้มาจากภาพยนตร์จอยักษ์ใหญ่ ที่ชอบเข้ามาให้ความสำราญเพลิดเพลินที่ลานวัดแถวเชิงเขาแถบชานเมือง ซึ่งเขาเคยได้เข้าท่องราตรีแถว ๆ นั้นเพื่อดูลาดเลาของการขโมยก็หลายครั้งหลายครา
เขาได้รู้ได้เห็นจากภาพเหล่านั้นเองว่าเผ่าโคแมนเว่ พวกเวอร์ฮาร์-เรห์นอห์ หรือพวกแอนตีโลป ซึ่งเป็นอินเดียนแดงที่ป่าเถื่อนดุร้ายที่สุดแล้ว ร่างกายของพวกมันนั้นน่าเกรงขาม แต่ครั้นเมื่อซันซีได้มาเห็นมาสัมผัสกับชาวภูเขาเผ่าป่าลึก ที่เขาเองก็เรียกขานไม่ถูกว่าเผ่าอะไรกันแน่ ที่ทำการขนทองเหล่านั้น ซ้ำโหดร้ายพอ ๆ กับพวกอินเดียนแดงที่เคยเห็นในหนังมา หรืออาจจะโหดกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะภาพการาถลกหนังหัวเพื่อนชายของเขายังติดจาตรึงใจให้เขาหนาวสะท้านจนถึงยามนี้...แม้ซันซีจะไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นนี้จะเกิดขึ้นในแถบบ้านเมืองของเขาเอง แต่สิ่งที่เห็นก็คือความจริง และเกิดขึ้นแล้วด้วย
หากในยามนั้น เขาไม่คิดสักนิดว่าจะเกรงกลัวชาวเขาเผ่าป่าลึกนั้น เพราะซันซีก็ถือว่าตนเอาเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งจะแพ้หน่อยก้แต่เรื่องภูมิประเทศเพราะเขาต้องข้ามแดนมาเพื่อการปล้นทองโดยเฉพาะ
แล้วมันก็เป็นจริงอย่างที่มัดคาดเดาเอาไว้ทุกอย่าง ซันซียังจำได้ถึงเสียงร้องของเพื่อนร่วมแผนการณ์เมื่อถูกเฉือนทีละชิ้น ๆ โชคดีที่เขาหนีเตลิดออกมาได้พร้อมม้าแก่ ๆ ตัวนี้ มันนำพาเขาออกมาจาก เหตุการณ์หฤโหดแห่งนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพ้นเขตอันตรายแล้ว...
"คุณพระช่วยด้วยเถิด "ซันซีพนมมือยกขึ้นท่วมหัว
"เราจะไม่ก่อเรื่องบ้าบอนี้ขึ้นมาอีกแล้ว"
เขานั่งเงียบอยู่ในท่านั้นชั่วอึดใจก่อนจะลุกขึ้นดึงม้าให้ออกเดินลดเลาะมากับสุมทุมพุ่มไม้ ท่ามกลางความเงียบสงบ จนกระทั่งความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส
"อ้าคคคคคคคคคคคค"
ซันซีกระตุกม้าให้หยุดกึกร่างเกร็งขึ้นมาอย่างฉับพลัน
"โอย...ไม่นะ มันจะต้องไม่ตามมาถึงนี่แน่ ๆ "เขาคราง
"...มันไกลเกินกว่าเจ้าพวกเถื่อนนั่นจะมาถึงเสียอีกนะนี่"
ความคิดแรก คือเขาอาจจะฝังหัวมาจากเสียงร้องของเพื่อน ที่ถูกถลกหนังหัวมาก็ได้ เพราะมันตราตรึงในความจำเขาอยู่ตลอดมา ภาพต่าง ๆยังคงเด่นชัดและทำให้เขาขวัญผวา เขารีบเข้าไปซ่อนตัวหลังก้อนหินใหญ่ แล้วกวาดสายตาไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แกมหวาดหวั่น
" พระผู้เป็นเจ้าช่วยลูกด้วยเถิด"
ลมหายใจของซันซีติดขัดและขาดห้วงทั้งที่หัวใจเต้นถี่แรงเมื่อมองเห็นภาพเบื้่องหน้าที่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยฟุต มีชายคนหนึ่งนอนเปล่าเปลือยแผ่อยู่บนพื้น เหนือร่างของเขามีคนเถื่อนร่างใหญ่โตยืนผงาดถือมีดเปื้อนเลือดอยู่ที่นั่น เขาเป็นชายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตของซันซีเท่าที่พบเห็นมา
ด้วยร่างสูงใหญ่และเต็มไปด้วยพลัง ใบหน้าที่ดุเหมือนเหยี่ยวเป็นสีทองแดง ดวงตามีแววน่าสยดสยองที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังความนิ่งลึกคู่นั้น ผมสีดำขลับถักเปียหนาเป็นประกายเงาวาววับ ทว่าแสงแดดส่องมากระทบมีดเปื้อนเบือดในมือของเขาจนเป็นประกายนั่นต่างหากที่ทำให้ซันซีจ้องอย่างหวาดหวั่น มือเท้าเกร็งเย็นเฉียบ ไม่กล้าขยับ ไม่แม้แต่จะกระพริบตา ความตกใจของเขามีมากจนไม่สามารถจะขยับปืนยาวในมือขึ้นมาได้
ซันซีมองดูชายเผ่าป่าลึกแล้วสะท้านในอก ซึ่งตัวเขาเองกลัวนักหนาว่าจะมาเจอะเจอแล้วก็เจอจริง ๆ ทำเอาขนหัวลุกซู่ ก็เขาเพิ่งจะผ่านมันมาหยก ๆ กับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว หากแต่ขายผู้นี้ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นอีกเป็นสิบ ๆ เท่า จากภาพรวม ๆเบื้องหน้าขณะนี้เขายอมรับว่ามันสยดสยองยิ่งกว่าเพื่อนชายของเขาถูกถลกหนังมาเสียอีก
"ทำไมมันถึงได้น่ากลัวอย่างนี้นะ?"
ซันซีพึมพำมองจ้องชาบร่างยักษ์นั้นกลับขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่วต่างจากรูปร่างภายนอกของเขาที่ดูใหญ่ล่ำสัน แต่เขากลับว่องไวพลิ้วตามจังหวะได้ดีเมื่ออยู่บนหลังม้า ทะยานออกจากที่นั่นด้วยความเร็ว แม้ชายคนนั้นจะจากไปแล้วแต่หัวใจของซันซียังคงสั่นระทึก ก่อนจะรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่น้อยนิด กลับมาก้มลงแก้เชือกม้าที่มัดเอาไว้แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะกลับไปหยุดนิ่งยังภาพท่ี่น่าสังเวชของชยคนที่นอนบนปล่าเปลือยบนพื้นในท่าสงบนิ่งไม่ไหวติง แล้วใบหน้าของซันซีก็ซีดเผือดเมื่อพยายามกลืนน้ำลายอันเหนียวหนึบลงคอ
"คุณพระช่วย มันโหดร้ายเกินไปกว่าที่เคนเห็นเสียอีก"
เขาคิดอย่างพะอืดพะอมและสะอิดสะเอียน เมื่อมองไปยังร่างชายที่นอนเปลือยจากการถูกแทงอยู่ตรงนี้มานานแล้ว ผู้บาดเจ็บคงทรมานอยู่นาน ก่อนที่ชาวเขาเผ่าอำมหิตตัวใหญ่คนนั้นจะผละจากไป หลังจากได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์...ด้วยการตัดอวัยวะชิ้นสำคัญของชายหนุ่มนั้นทิ้งไป
ซันซีได้แต่หวนนึกถึงคำถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ชายผู้เคราะห์ร้ายตรงหน้าเขาทำอะไรผิด ถึงได้มาอยู่ใสนสภาพน่าอดสูเพียงนี้ สายตาของซันซีมองเพ่งพิศจารณาชายที่นอนหายใจระรวยอยู่บนพื้น ใบหน้ายับเยินนั้นยังคงหลงเหลือริ้วรอยของความหล่อเหลาอยู่บ้าง แม้จะใกล้ตาย ท่าทางของเขาดูดีกว่าคนชาวเขาแถบนี้ ดูจากลักษณะผิวพรรณหน้าตาแล้ว ซันซียิ่งมั่นใจ
เขาไม่ใช่คนแถบนี้แน่นอน !!
หลังอาหารมื้อนั้น นวลปรางค์ได้ก้าวเข้าสู่ห้องรับรองแขกอันโอ่อ่าของคุ้มวิจิตร แสงไฟระยับจากโคมระย้าสาดกระทบกรอบรูปทองเหลืองใบใหญ่ที่แขวนเด่นอยู่บนผนังไม้สัก หล่อนสะดุดตากับภาพใบหน้าอ่อนใสของหญิงสาวคนหนึ่งในนั้นจนอดใจไม่ไหวที่จะเอ่ยปากถามคำตอบจากเจ้าของคุ้มผู้ทรงอำนาจทำให้นวลปรางค์รู้ว่า เธอคือ ‘การเวก’ ลูกสาวคนเดียวของตระกูลกุลวงศ์ หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ และกำลังจะเดินทางกลับมาในไม่ช้า... หลังจากที่ ‘ยิ่งใหญ่’ ผู้เป็นหลานชายเดินทางนำร่องกลับมาก่อนแล้วนวลปรางค์ปลีกตัวออกจากห้องรับรอง มุ่งหน้ากลับห้องพักตามระเบียงทางเดินที่เริ่มทอดเงาสลัว หล่อนเพิ่งแจ้งความประสงค์กับคนเก่าแก่ของคุ้มว่าต้องการคนนำทางสำหรับวันพรุ่งนี้ และได้รับคำมั่นเป็นมั่นเหมาะว่าจะจัดการให้เรียบร้อย"อุ๊ย! คุณพระช่วย!"นวลปรางค์สะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังเกือบชนผนัง เมื่อร่างสูงใหญ่ของยิ่งใหญ่โผล่พรวดออกมาจากประตูห้องหนึ่งที่เปิดผางออกสู่ทางเดิน เขายังคงอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อหัวค่ำ นัยน์ตาคู่นั้นวาวระยับในความมืดสลัว"คุณทำให้ฉันตกใจนะคะ" นวลปรางค์ยกมือทาบอก หัวใจยังเต้นรัวด้วยความตระหนก หล่อนตวัดสา
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น... ห่างไกลออกไปจากผืนป่ารกชัฏอันหนาวเหน็บ ที่คุ้ม “การเวก” ณ พิกัดใจกลางงาสวรรค์ ผืนดินทำเลทองที่ใหญ่โตและร่มรื่นที่สุดในแถบนี้ เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ทรงอิทธิพลว่าที่แห่งนี้มีสิ่งใดที่ชวนให้เกรงขามและลึกลับเกินกว่าที่คนนอกจะกล้าย่างกรายเข้ามาหากแต่สำหรับ ‘นวลปรางค์’ แล้ว หญิงสาวกลับไม่เคยมีความรู้สึกยำเกรงหรือหวาดกลัวเลยสักนิด แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในการมาเยือนคุ้มการเวกก็ตามทีทำไมจะต้องกลัว! เธอบอกกับตัวเองพลางยกมือขึ้นจัดแต่งปอยผมสลวย เมืองนอกเมืองนาก็ไปมามากจนเจนโลกแล้ว เรื่องตื่นเต้นแค่นี้ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไร สำหรับเธอแล้ว ความกลัวเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ แต่คนอย่างนวลปรางค์รู้ดีว่าความสิเน่หาและรูปโฉมต่างหากคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด มารยาหญิงที่เปี่ยมเสน่ห์และสามารถเป็นที่สมใจของบุรุษผู้กุมอำนาจได้... นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนาอยากจะเป็นอยากเป็นที่หนึ่งเพียงคนเดียวของเขาทั้งโลกด้วยซ้ำ!เธอก้าวเดินอย่างมาดมั่นไปตามระเบียงไม้สักทองหลังใหญ่ แสงไฟจากโคมระย้าดวงโตสะท้อนผิวเนียนละเอียดของเธอให้ดูผุดผ่องเหนือใครในค่ำคืนนี้ จนกระทั่งเสียงทุ้มพร่าขอ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามดึก เปลวไฟจากกองไฟเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ อากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนความหนาวเหน็บยะเยือกคืบคลานเข้ามา อริยะที่นั่งเฝ้ายามอยู่ขยับตัวลุกขึ้น ขยับไปที่ถุงนอนหนาซึ่งเขาเปิดอ้ารอไว้ ชายหนุ่มหันไปมองร่างบางที่นอนขดตัวสั่นงันงกอยู่บนผืนผ้าใบห่างออกไป"มานอนที่ถุงนอนนี่มา" อริยะเอ่ยปากเรียก เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงความจริงจัง"ไม่! ฉันนอนตรงนี้ได้!"สะวันนาปฏิเสธทันควันโดยไม่ลืมตา เสียงใสสั่นสะท้านด้วยความหนาว แต่ความดื้อรั้นและทิฐิในใจทำให้เธอไม่อยากยอมก้มหัวให้คนที่เพิ่งแกล้งเธอไปเมื่อหัวค่ำ"อย่าอวดเก่งน่ะสะวันนา ยามดึกในป่านี้มันหนาวมาก หนาวจนเธอทนไม่ไหวหรอก"อริยะเตือนเสียงเข้ม สายตาคมกริบมองร่างที่พยายามขดจนตัวกลมเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง "ถ้าเธอไม่ลุกมาดีๆ คราวนี้ฉันจะเดินไปอุ้ม... แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"เขาลุกขึ้นทำให้สะวันนาเบิกตากว้างกลัวที่เขาพูดว่าจะอุ้ม แต่ชายหนุ่มเดินไปที่กองไฟสุมฟืนเข้าไว้อีกเพื่อไล่ความเหน็บหนาวและสัตว์ป้ายามค่ำคืน“ฉันไม่นอนในถุงนอนนั่นเด็ดขาด...”“แต่เธอจำเป็นต้องง้อมันนะคนสวย”อริยะลากเสียงทุ้มต่ำพลางทรุดตัวลงนั่งข้างถุง
ความมืดมิดโรยตัวเข้าปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็วราวกับมีใครนำม่านดำผืนใหญ่มาสวมทับ เสียงแมลงกลางคืนเริ่มส่งเสียงระงมขับเน้นความวังเวงรอบค่ายพักแรมชั่วคราว มีเพียงแสงสีส้มจากกองไฟที่อริยะก่อขึ้นเท่านั้นที่ช่วยให้ความอบอุ่นและขับไล่ความมืดออกไปได้บ้าง ชายหนุ่มเดินกลับมานั่งลงฝั่งตรงข้ามของสะวันนา ขยับตัวหยิบห่อเสบียงแห้งที่หยิบติดมือมาจากค่ายของมัดลัมซีเปิดออก กลิ่นเค็มปร่าและกลิ่นอับของเนื้อตากแห้งลอยโชยออกมาทันที อริยะแบ่งเนื้อชิ้นหนึ่งยื่นให้หญิงสาวที่นอนหน้างออยู่บนผืนผ้า"เอ้า... กินซะ จะได้มีแรง"สะวันนายื่นมือมอมแมมไปรับมาอย่างเสียไม่ได้ แต่พอหยิบชิ้นเนื้อแห้งกรังขึ้นมาดูใกล้ ๆ ใบหน้าหวานก็เหยเกลงทันที เธอพลิกเนื้อก้อนแข็งพังพาบชิ้นนั้นไปมาด้วยสายตาสะอิดสะเอียน ความเหนียวและเนื้อสัมผัสที่ดูหยาบกระด้างจนแทบไม่เหมือนอาหาร ทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง"จะให้ฉันกินไอ้ก้อนแข็ง ๆ เหมือนเศษไม้กลิ่นเน่า นี่จริง ๆ เหรอ..." สะวันนาพึมพำ เสียงแผ่วลงด้วยความขยาดอริยะที่กำลังเคี้ยวเนื้อแห้งในปากอย่างหน้าตาเฉยเหลือบสายตาขึ้นมอง ดวงตาคมกริบเป็นประกายวิบวับพราวระยับเมื่อเห็นท่าทางของ






reviewsMore