LOGINณ คฤหาสน์หลังใหญ่ในอาณาเขตเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ลาวาเลนเต้ “คุณพ่อเรียกหนูเหรอคะ?” หญิงสาวตัวเล็กผอมเจ้าของเรือนผมบลอนด์ทองยาวสวยโดยกำเนิดแบบหาได้ยาก เดินเข้ามาหาผู้เป็นบิดาในห้องทำงานด้วยท่าทีตื่นเต้น นี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาโทรหาลูกสาวแบบเธอให้มาพบ “ฉันได้ยินข่าวมาว่านายเจมส์ผู้บริหารของบริษัทศิลาที่นาย อศิร ศิลาหัตร์ทัยเป็นเจ้าของ มันประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาลทำกายภาพบำบัด….” กาเบรียลหัวหน้าแก๊งลาวาเลนเต้เอ่ย ทั้งที่ยังไม่ได้หันไปมองคนมาใหม่ ทำโซเฟียบุตรสาวที่ยืนฟังอยู่เกิดความฉงนสงสัย “คุณพ่อหมายถึงอะไรคะ?” กาเบรียลหันมาจ้องหน้าเธอพร้อมตอบกลับเสียงเข้ม “ฉันอนุญาตให้แกเรียกฉันว่าพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่” โซเฟียก้มหน้างุดในทันที เธอก็แค่ลูกนอกสมรสที่เขาไม่ต้องการ “เอาล่ะ แต่ฉันจะยอมรับแกเป็นลูกก็ได้หากแกทำงานนี้ให้ฉันสำเร็จ” โซเฟียเงยหน้าขึ้นมาจ้องบิดาทันที “นายอศิรส่งลูกชายของเขาที่อายุไล่เลี่ยกับแกมาบริหารงานแทนไอ้เจมส์ที่ต้องรักษาตัว” เขาพูดพร้อมเว้นช่วงเพื่อพิสูจน์ความหัวไวของคนตรงหน้า “คุณท่านจะให้หนูไปตีสนิทกับเขางั้นเหรอคะ” กาเบรียลเผยยิ้มอย่างชอบใจ “ไม่ใช่แค่ตีสนิท” เขาเอ่ยพลางเดินเข้ามาใกล้และสำรวจดูรูปลักษณ์ของลูกสาว “ฉันเคยยื่นข้อเสนอขอร่วมงานกับนายอศิรมาหลายครั้ง แต่เขาไม่เคยตอบรับมา เพราะเห็นว่าฉันมีธุรกิจสีเทามากมาย แต่การที่เราได้ร่วมทำธุรกิจกับบริษัทนี้มันจะทำให้เรามีอำนาจมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแกไม่ใช่แค่ต้องตีสนิท แต่แกต้องทำยังไงก็ได้ให้ได้แต่งงานกับลูกชายมัน” หญิงสาวชะงักงันยืนตัวแข็งทื่อ “ถ้าแกทำได้ฉันจะยอมรับแกกับแม่เข้ามาเป็นคนในครอบครัว ตอนนี้ฉันได้ให้ลูกน้องหาที่พักใหม่ให้แกได้อยู่ใกล้กับไอ้หมอนั่น ไว้ให้แล้ว” โซเฟียยืนฟังที่พ่อพูดด้วยใจสั่นๆ เธอไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะว่าเธอกับแม่ต้องการ การยอมรับจากเขามา 26 ปีแล้ว “ค่ะ หนูจะทำให้ได้ตามที่ท่านต้องการค่ะ” หลังจากที่ถูกเรียกไปคุยกับพ่อเสร็จโซเฟียก็เดินทางออกมายังบ้านหลังใหม่ที่กาเบรียลสั่งให้ลูกน้องจดข้อมูลให้ หญิงสาวลงจากรถไฟประจำทางก็เดินมาเรื่อยๆ ตามริมถนน “นั่นไง หลังนั้น” เธอกำลังจะเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งแต่กลับถูกรถที่ไหนไม่รู้วิ่งด้วยความเร็วจนเกือบเฉี่ยวชนเธอ “ว้าย!” หญิงสาวถอยกลับ ขาสะดุดขอบฟุตบาทล้มก้มจ้ำลงกับพื้น “ขับรถรีบไปไหนกันหะ” เธอร้องตะโกนตามหลังรถคันนั้นที่ไม่แม้แต่จะหยุดลงมาดูเธอเลย “โอ้ย” “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มฟังแลอ่อนโยนดังแว่วมา หญิงสาวรีบเงยหน้ามองทำให้สบตาเข้ากับเขาที่กำลังนั่งย่อตัวอยู่ตรงหน้าเธอ วินาทีนั้นหัวใจของโซเฟียเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เอาแต่จ้องมองเขาตาไม่กระพริบ คนอะไรทำไมดูอบอุ่นจัง “ไหวไหมครับ?” คำถามของเขาทำให้เธอหลุดจากความคิด “เจ็บขาค่ะ พอดีฉันกำลังจะข้ามถนนแต่มีรถที่ไหนไม่รู้วิ่งมาตัดหน้านะ ทั้งที่ตอนจะข้ามไปฉันก็ดูดีแล้วน่ะว่ามันไม่มี” เธอก้มบ่นๆ กับข้อเท้าตัวเองเหมือนหลบเขินเพราะหน้าของเธอกำลังแดงก่ำ “งั้นให้ผมช่วยนะ คุณลุกไหวไหม” เขาพยายามช่วยเธอให้ลุกขึ้นยืน แต่เธอก็กึ่งยืนกึ่งจะล้มหน้าคว่ำ โชคดีที่คนตัวใหญ่นั้นมือไวคว้ารอบเอวเธอไว้ทันพร้อมกับหัวใจของโซเฟียที่เต้นดั่งจะระเบิดออกมาจากอก “คุณจะข้ามไปตรงนู้นใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมช่วยนะ” เขาถามพอเธอพยักหน้า เขาก็มองไปที่ถนน เห็นว่ารถบนถนนเริ่มบางลง ชายหนุ่มก็พาเธอเดินข้ามไป “โอ้ย!” วินาที ที่มายืนอยู่กลางถนนหญิงสาวก็สะดุดขาตัวเองอีกรอบจนร้องโอดโอย ชายหนุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่มันง่ายขึ้น “ขอโทษนะครับ” เขาอุ้มร่างหญิงสาวขึ้นในท่าเจ้าหญิง พลางพาเดินข้ามถนนไป ความรู้สึกของโซเฟียในตอนนี้เหมือนกับว่าเวลาได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของเธอเอาแต่จ้องมองชื่นชมความหล่อของเขาพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงผิดจังหวะ หญิงสาวหลบหน้าทันทีเมื่อเขาก้มหน้าลงมามอง “ถึงแล้วครับ ตรงนี้ใช่ไหม” เขาเอ่ยทำให้เธอที่กำลังเคอะเขินมีสติแล้วรีบหันไปมองรอบๆ “ใช่ค่ะ ใช่” เขาค่อยๆ วางเธอลงยืนด้วยตัวเอง โดยไม่ลืมกางแขนไว้รอรับข้างหลัง เพราะกลัวว่าเธอจะล้ม “ขอบคุณนะคะ ถึงบ้านแล้วพอดี” เธอตอบออกมาอย่างไม่เป็นประโยคเท่าไหร่ ชายหนุ่มส่งยิ้มมาให้เพราะสังเกตเห็นจมูกแดงๆ ของคนตรงหน้า “นี่บ้านคุณเหรอครับ” หญิงสาวพยักหน้า “ใช่ค่ะ บ้านฉันเองฉันพึ่งจะย้ายมานะ” “อ๋อ” ชายหนุ่มแหงนคอมองบ้านสองชั้นตรงหน้า “มาอยู่คนเดียวสินะครับ” “คะ?” “พอดีว่าผมก็พึ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังข้างๆ ได้สองวันแล้วนะ” หญิงสาวบางอ้อพลางชะงักงันมือสวยจิกเข้าที่เอกสารในมือซึ่งนั่นเป็นข้อมูลของคนที่กาเบรียลจะให้เธอมาหลอกให้เขารักแต่เธอแค่ยังไม่ได้เปิดดู หญิงสาวจ้องคนตรงหน้าด้วยใจเต้นรัว “แล้วคุณชื่ออะไรคะ” โซเฟียยืนลุ้นมองหนุ่มหล่อตรงหน้า หวังว่าเขาจะไม่ “คุณเรียกผมว่าคีรินก็ได้ครับ” ดั่งฟ้าผ่าลงกลางใจของโซเฟีย เธอควรดีใจที่เขาเป็นคนเดียวกับที่เธอต้องทำให้หลงรักและมาแต่งงานไหม? แต่เขาดูเป็นคนดี…. “แล้วคุณชื่ออะไรล่ะครับ” เขาเอ่ยพลางมองหน้าเธอที่เมื่อครู่ถูกเรือนผมสวยนั้นบดบังจนเห็นไม่ค่อยชัด แต่เหตุใดตอนเธอมองขึ้นมาเขากลับรู้สึกแปลกๆ “อ่า!” โซเฟียได้สติตอนที่เขาเรียก เธอเงยหน้าส่งยิ้มหวานให้ “ฉันโซเฟียค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ คุณเพื่อนบ้านใหม่!” เธอยื่นมือไปหาเขาซึ่งเขาก็ยื่นมือมาจับตามมารยาท “คุณเดินเข้าบ้านไหวไหม ให้ผมพาไปหาหมอหรือเปล่า ผมพาไปได้นะ” คีรินบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มและแววตาที่จริงใจ จนใจของโซเฟียแทบอ่อนระทวย “ไม่เป็นไรค่ะ ลองไปใส่ยาดูก่อน ถ้าไม่หายค่อยไปก็ได้” เธอก้มมองต่ำด้วยความรู้สึกร้อนๆ บนใบหน้า “งั้นผมขออนุญาตเข้าบ้านตัวเองก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรคุณเรียกผมได้นะ” เขาเอ่ยด้วยเป็นห่วงเพราะเห็นว่าหญิงสาวอยู่คนเดียว “ค่ะ ขอบคุณนะคะ” เธอได้แต่มองตามหลังเขาที่เดินเข้าบ้าน เมื่อเขาลับตาไปมือเล็กที่จับซองเอกสารอยู่ก็ยกมันขึ้นมาปิดหน้า “นี่ถ้าเราได้แต่งงานกับเขาจริงๆ มันจะเป็นยังไงนะ โอ้ย” ระหว่างพูดเธอก็กำลังจะก้าวขาเข้าบ้านตัวเองแต่ดันลืมตัวว่าขาเจ็บ จนต้องรีบเอามือปิดปากเพราะเผลอร้องเสียงดัง ก่อนจะค่อยๆ พาร่างกายอันบอบช้ำเดินเขย่ง เข้าบ้านด้วยหัวใจที่พองโตณ ยามเย็นของย่านแอ็คตันบรรยากาศกำลังเย็นสบาย เวลานั้นสวนสาธารณะที่เขียวขจีมีผู้คนมากมายออกมาเดินเล่นหลังจากทานข้าวเย็นกัน เสียงลมพัดเบาๆ พร้อมกับเสียงรถไฟวิ่งไปมาบนราง มีสองร่างชายหญิงที่ชอบมาเดินคู่กันหลังทานข้าวเย็นแบบนี้เป็นประจำ จนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะแห่งนี้ พวกเขาเดินตัวชิด มือเล็กจับแขนของฝ่ายชาย แขนใหญ่โอบรัดร่างเล็กของแฟนสาว ย่างก้าวเดินไปพร้อมกันตามทางเดิน “พี่คีริน วันมะรืนนี้ ซาเวียร์จะแต่งงาน เขาโทรมาชวนฉัน พี่จะไปด้วยกันไหมคะ” โซเฟียถามกับคนที่เดินข้างกัน ชายหนุ่มชะงัก “นี่ไอ้หมอนั่นจะแต่งงานแล้วเหรอ” “ใช่ค่ะ เขาบอกว่าเจอคนที่ถูกใจแล้วและไม่อยากปล่อยไปอีกเลยรีบขอแต่งนะ แถมยังบอกว่าให้ฉันไปดูให้เห็นกับตาว่าเมียเขาสวยกว่าฉันขนาดไหนอีกด้วยนะคะ” โซเฟียเล่าไปพลางนึกขำไปด้วย “แต่สำหรับพี่ไม่มีใครสวยกว่าโซเฟียนะ” คีรินอมยิ้มในขณะที่คนฟังหน้าร้อนผ่าว พักหลังนี้เขาหยอดไม่หยุดเลย “ถ้าโซเฟียอยากไปงานแต่งเขาก็ไปสิ เดี๋ยวพี่จะขับรถพาไปเอง” “แน่นอนสิคะ เพราะถ้าพี่ไม่ไปด้วยฉันคงไม่ไปหรอก เดี๋ยวจะโดนเย้ยเอา” ทั้งสองหลุดขำใส่กันก่อนจะเดินข้างกันไปเงียบๆ “แต่พี่คีร
เช้าที่สดใสของเหล่าพนักงานบริษัทศิลาทรัพย์ ในวันที่งานไม่ค่อยเยอะ ผู้คนแอบจับกลุ่มนั่งคุยเม้าท์มอย อยู่ๆ เสียงตู้ลำโพงบนกำแพง เพดาน มุมห้องก็เหมือนจะดังก๊อกแก๊กจนพนักงานหลายคนตื่นตัว “สวัสดีครับ” เสียงของคนที่ถือไมค์อยู่ในห้องประชาสัมพันธ์ดังขึ้น “เสียงท่านรอง?” ทุกคนต่างแปลกใจและตื่นเต้นเพราะตอนที่เขาประกาศบอกรักเลขาคนสวยยังติดอยู่ในหัว บ้างก็รีบหยิบมือถือขึ้นจ่อตู้ลำโพงหวังอัดคลิปไว้เรียกยอดไลก์ บ้างก็วิ่งมาฟังอย่างตั้งใจ “ท่านรองจะประกาศอะไรอีกวะ พึ่งแต่งงานไปไม่ใช่เหรอ” พี่ซูชิพึมพำกับแก๊งเพื่อนสาว “จะรู้ไหมล่ะ” “เอาล่ะ!” ทุกคนเงียบฟังเมื่อเขาเอ่ย “พวกคุณคงรู้ดีนะครับว่าผมกับเลขาเจริยาเราพึ่งจะแต่งงานกันไป แล้วตอนนี้เธอกำลังท้องลูกของผมอยู่นะ” เสียงคนพูดดูนิ่งชิวราวนั่งเม้าท์กับเพื่อนสาวในร้านคาเฟ่ “และวันนี้ผมก็ไม่ได้จะมาจับผิดใครที่ชอบเม้าท์มอยเจ้านายหรือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นหรอกครับ” สาวปลาสาวแมวคนชอบเม้าท์ถึงกับสะดุ้ง “ผมแค่จะขอความช่วยเหลือกับทุกคน ห้ามใช้งานภรรยาของผมหนักเกินไป และช่วยเป็นหูเป็นตา หากเห็นเธอดื้อยกของหนักก็อย่าลืมแจ้งผม หรือช่วยเหลือเธอแทน ตอนผมไม่อยู่ด
งานแต่งของพวกเขาก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สนามหญ้ากว้างของบริษัท ซึ่งบ่าวสาวเลือกเอง เพราะพวกเขาบอกว่าความรักของพวกเขาเกิดขึ้นที่บริษัทแม้เจ้าบ่าวจะเล็งเธอไว้ตั้งแต่สี่ขวบ วันนี้บรรยากาศช่างเป็นใจมากเสียด้วย ไม่มีฝน ไม่มีแดดแรงมาก ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศสดชื่นยิ่งกว่าวันไหนๆ ของเดือน “ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าโอมกับเจนจะได้ดองกันจริงๆ” มุมโซฟาตัวสีแดงมีสี่ร่างวัยเริ่มแก่ นั่งคุยกันอยู่ตามประสาเพื่อนสนิท เสี่ยโอมอมยิ้มให้คำพูดของไนยะ ในระหว่างที่พลอยเจนส่ายหน้าไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรมากมาย ที่ต้องดองกับเพื่อนรัก “นั่นสิ เด็กสองคนนี้ก็นะ แกล้งกันอยู่ดีๆ ผีผลักเฉยเลย” หนึ่งเดียวเอ่ยแซวบ้าง วันนั้นที่เขาเห็นอนาคินแกล้งเจย่าจนกรี๊ดลั่นบ้านศิลาแดงยังติดอยู่ในตาดังอยู่ในหูเขาอยู่เลย “แล้วจะให้ทำไงได้ ก็ลูกเพื่อนพวกนายมันร้ายเหมือนพ่อมันนี่”พลอยเจนว่าสายตามองเหล่าเมียๆ ของเพื่อนที่กำลังเดินมาทางนี้ “เอาเหอะน่า ลูกเธอโชคดีแล้วแหละเจน ได้เป็นสะใภ้บ้านศิลาแดงนะ บอกเลยนะเป็นกันได้ง่ายๆ ซะที่ไหน”ทั้งสี่คนหลุดขำออกมาพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีตลากยาวมาถึงปัจจุบันแม้ว่าช่วงนี้พวกเขาจะไม่ได้รวมตัวก
“มาแล้ว มาแล้ว” อนาคินวิ่งพรวดเข้ามาในห้องเพราะเขาอาสาเป็นคนไปซื้อของให้เอง ชายหนุ่มมีท่าทีร้อนรนใจเขารีบเทถุงที่ซื้อมา ลงบนโต๊ะตรงหน้าที่เจย่านั่งมองอยู่ หญิงสาวถึงกับตาโต “พี่คินซื้อมาทำไมเยอะแยะคะ” อนาคินถอนหายใจแรงรีบนั่งลงข้างเธอ “ก็เอาให้แน่เอาให้ชัวร์ไงครับ ปะ!” “พี่คินพี่รออยู่ตรงนี้แหละ” เธอปรามเมื่อเห็นว่าเขาจะลุกตามเธอไปห้องน้ำ ก่อนเดินเข้าไปคนเดียว ชายหนุ่มนั่งลุ้นตัวเกร็ง ถ้าเขามีเจ้าตัวน้อยจริงจะเป็นยังไง? ลูกจะหน้ามึนเหมือนเขาหรือน่ารักเหมือนเธอ เขาชะเง้อคอมองไปที่ห้องน้ำอยู่ครู่ใหญ่ “เจเสร็จหรือยัง” เมื่อเห็นเธอเงียบนานก็รีบตะโกนตาม “รอก่อนสิ” อนาคินลุกพรวดจากเตียงเอามือไพล่หลังเดินไปเดินมา จนเห็นเจย่าเดินหน้าซีดออกมาเขาจึงรีบพุ่งตัวไปประคองเธอนั่ง “เป็นยังไงบ้างครับ” หญิงสาวจ้องเขาน้ำตาคลอ “เพราะพี่เลย!” เธอยื่นที่ตรวจทั้งห้าอันในมือให้เขา ซึ่งทุกอันขึ้นเป็นสองขีดหมด อนาคินนั่งเงียบ ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจ “ฮ่า พี่จะได้เป็นพ่อคนแล้วเหรอเนี่ย พี่จะได้เป็นพ่อ! เป็นพ่อของลูกเจ” สีหน้าท่าทีดีใจของเขาทำให้เธอที่กำลังกลุ้มใจยิ้มอ่อน “เอ่อ...พะ พี่ต้องทำ
บริษัท “หัดซิ่ว!!” คีรินจามเสียงดัง ดูเหมือนว่าเขาจะติดไข้หวัดมาจากยัยตัวเล็กซะแล้ว “ยามาแล้วครับท่านประธาน นี่ไปทำอะไรมาครับถึงได้ดูจะเป็นไข้หวัดแบบนี้” โดวินเอายามาให้เขา พร้อมกับคำถามที่ทำให้คีรินแอบเขินไม่น้อย “สงสัยอากาศจะเปลี่ยนมั้ง” เขาทำเป็นตอบปัดๆ แต่ภาพสาเหตุของไข้หวัดเมื่อคืนกลับผุดขึ้นเป็นฉากๆ จนเอาแต่ยืนยิ้มให้เม็ดยาในมือ “ท่านประธาน!!”โดวินสังเกตความแปลกได้เลยเอ่ยเรียก คีรินชะงักรีบกรอกยาใส่ปากและตามด้วยน้ำ “เดี๋ยวอีกห้านาทีจะประชุมแล้ว ไหวแน่นะครับ” เขาพยักหน้าตอบคำถามพร้อมยกนิ้วชูว่าโอเคส่งให้เลขา แต่ในหัวก็ยังคงคิดถึงเรือนรางของสาวเจ้าที่พึ่งจะเปิดซิงเขาไปเมื่อคืน จนเผลอยิ้มกับโต๊ะกับคอม เหมือนคนเป็นบ้า “จะจ่ายหรือไม่จ่ายหะ ถ้าไม่จ่ายก็เก็บข้าวของออกไปเลย ฉันจะได้ให้คนอื่นมาเช่าต่อ” คุณป้าหัวขาวเจ้าของบ้านเช่ามายืนตะเพิดไล่โซเฟียถึงหน้าบ้าน ในระหว่างที่หญิงสาวยืนดูใบสัญญาเช่าด้วยหน้าจืดๆ “มีอะไรกัน” โชคดีที่คีรินเลิกงานพอดีเมื่อเห็นว่าแฟนสาวกำลังมีเรื่อง เขาก็จอดรถที่หน้าบ้าน และเดินลงมายืนข้างเธอ โซเฟียเงยหน้ามองเขา “พี่คีรินคือ ฉันเข้าใจมาตลอดว่าบ้านหลังนี้
“ถ้าอยากรู้ว่าขนมในกล่องถูกกินไปแล้วหรือยัง ก็ต้องเปิดดูสิคะ หรือว่าพี่คีรินไม่กล้า” คำพูดยั่วยุของเธอมันช่างขัดหูเขา คีรินพลิกตัวเธออย่างฉับพลัน หญิงสาวนอนยิ้มอยู่ใต้ล่างในขณะที่ตอนนี้เขาคร่อมร่างเธอไว้ ตรงหน้าคือหน้าอกอันน่ารักซึ่งกำลังเด้งออกจากเสื้อมาท้าทายเขาอยู่ “แล้วอย่าเสียใจทีหลังล่ะ” เขาก้มหน้าลงไปพูดใกล้ๆ เธอ “พี่นั่นแหละที่จะเสียใจ ถ้าพี่ปล่อยฉัน” โซเฟียแย้งด้วยท่าทีที่เขาไม่อยากจะเห็นจนต้องรีบก้มลงไปใช้ปากประกบปากของเธอเอาไว้ บดขยี้มันเบาๆ อย่างโหยหาและเร้าร้อน แค่เพียงแรงจูบเตียงนอนก็ยุบขึ้นลง เจ้าของร่างเล็กหายใจโรยรินอาจจะเพราะฤทธิ์ไข้ เขาคลายจูบออกเพราะกลัวว่าเธอจะไข้ขึ้นอีกรอบ แต่โซเฟียไม่ยอมเธอเอามือคล้องคอเขาและกระชากลงมา ริมฝีปากรีบประกบกลับไปทันทีเพื่อไม่อยากให้เขาเสียอารมณ์ เสียงลมหายใจของโซเฟียยังร้อนรุ่ม ขณะที่ริมฝีปากของเธอคลอเคลียข้างแก้มเขา “คืนนี้...อย่าหนีไปไหนนะคะ” เสียงแผ่วเบาราวกระซิบหล่นลงกลางหัวใจคีริน เขาเงยหน้ามองเธอ ดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำจากไข้ ตอนนี้กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง “เธอแน่ใจใช่ไหม?” เขาเอ่ยถามเบาๆ เสียงแหบพร่าแ
“เมื่อไหร่แกจะพาโซเฟียมาหาแม่สักที และไอ้ที่ว่าจะจัดการกาเบรียลคือพวกแกจะทำยังไง” นาตาเลียที่เวลานี้อยู่บนรถเข็นเธอเข็นรถเข้ามาซักถาม พลางมองหน้าสองหนุ่มที่กำลังนั่งปรึกษากันอยู่ “ใจเย็นนะครับคุณแม่ ยังไงผมก็ต้องพาโซเฟียมาหาคุณแม่แน่ๆ” ซาเวียร์นั่งย่อตัวข้างรถเข็นของหญิงกลางคน “แต่ว่าผมอยากให้เวล
ณ หน้าบ้าน ฤทธา รถของอนาคินวิ่งเข้ามาจอดเพื่อส่งลูกสาวคนเล็กของบ้านนี้คืนให้พ่อของเธอ “เดี๋ยวเจ!” เขารั้งเมื่อเห็นว่าเธอจะลงจากรถ “อะไรคะ พี่ไม่ต้องตามลงไปหรอกมันดึกแล้วป่านนี้เขาคงจะเข้านอนกันแล้ว” เธอปรามเพราะคิดว่าเขาอาจจะอยากลงไปด้วย ชายหนุ่มถอนหายใจ “ไม่ตามลงไปก็ได้ แต่ว่าพรุ่งนี้เจจะทิ้งพี
ไม่นานเจย่าก็งัวเงียได้สติตื่นขึ้น เธอเห็นว่าเขานั่งไขว่ห่างอยู่ข้างๆ “พี่คิน ทำไมไม่ปลุกเจ นี่มันกี่โมงแล้วนะ!” เธอดีดตัวลุกมองด้วยสีหน้าไม่ค่อยโอเคนัก “เป็นอะไรหรือเปล่า ปวดท้องเหรอ” เขาพุ่งตัวเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง เธอมองค้อนเขาเล็กน้อย “ช่างมันเถอะ เจต้องกลับบ้านแล้ว เดี๋ยวพ่อจะว่าเอา” หญ
“ตรงนั้นมันกำลังแข็งตัวเหรอคะ” เธอถามพร้อมดวงหน้าแดงแจ๋ มือเตรียมเอื้อมจับ “อย่านะ!! ถ้าจับพี่ยัดจริงๆ ด้วย!!” เขาเอ่ยเสียงขู่ แต่เธอกลับชอบท้าทายอำนาจ มือจับหมับเข้าให้ ตาโตเหลือกโผนให้กับขนาดที่สัมผัสได้ “ยัยเด็กดื้อ!” เขาจับพลิก เอาเธอไปไว้ใต้ร่างกายของเขาอย่างชำนาญและรวดเร็ว “พี่คิน~” “แกล







