LOGIN“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าผมมาจากไหน” ทว่าเหมือนมีคนอ่านใจฉันได้
“กลัวดูละลาบละล้วงคุณเกินไปค่ะ” ถึงเขาเปิดโอกาสให้ แต่เราพึ่งเจอกันเป็นครั้งที่สามเองนะ กลัวถามอะไรไปแล้วดูอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขาจนเกินงาม
“ตอนนี้เราไม่อยู่ในฐานะบาร์เทนเดอร์กับลูกค้าแล้ว คุยกับผมเป็นกันเองได้ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับผม ถามได้ ผมไม่ถือว่าเป็นการละลาบละล้วง ถือเสียว่าเป็นการทำความรู้จักระหว่างเราแล้วกัน”
เขาบอกฉันด้วยท่าสบายๆ แต่เป็นฉันที่ปรับตัวไม่ถูกเพราะก่อนหน้านี้ฉันพูดคุยกับเขาในฐานะลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งบทสนทนาต้องถูกกลั่นกรองและเลือกสรรมาแล้วในระดับหนึ่งเพื่อให้ถูกกาลเทศะในสถานที่ทำงาน
“คุยกับผมเหมือนผู้ชายคนหนึ่งได้ไหม”
“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบตกลงพลางเหลือบตามองคนที่กำลังตั้งใจขับรถ ในระดับที่เรียกว่าช้ามาก อาจจะเป็นเพราะเขาไม่คุ้นชินกับถนนที่กรุงเทพอย่างที่บอก
“คุณไม่ได้อาศัยอยู่ที่กรุงเทพใช่ไหมคะ?”
“เปล่าครับ ปกติผมอยู่ที่ฮ่องกง”
“คุณเป็นลูกครึ่งไทย - ฮ่องกง?” เพราะเขาพูดไทยได้เลยคิดว่าเขาต้องมีเชื้อไทย
“ผมเป็นลูกผสมน่ะ พ่อเป็นลูกครึ่งฮ่องกง - เยอรมัน ส่วนแม่
เป็นลูกครึ่งไทย - เยอรมัน”ก็ว่าทำไมรูปร่างเขาถึงสูงใหญ่ หน้าตาก็ออกไปทางยุโรปค่อนข้างเยอะ ที่แท้เขาก็มีเลือดยุโรปอยู่ในตัวเขาครึ่งหนึ่งนี่เอง
“ผมไม่เคยอยู่ที่เมืองไทยเลย ผมเกิดและโตที่เยอรมัน หลังจาก
จบมัธยมต้นที่เยอรมันก็ย้ายตามพ่อมาอยู่ที่ฮ่องกง”“แล้วทำไมคุณถึงพูดภาษาไทยชัดจังละคะ” ชัดเหมือนคนที่เกิดและโตที่เมืองไทย
“เพราะแม่นมผมเป็นคนไทยล่ะมั้ง แม่และยายผมก็พูดภาษาไทยกับผมตั้งแต่เกิดเพราะพวกท่านกลัวว่าผมจะไม่ได้ภาษาไทย แถมตอน
ไปเรียนที่อังกฤษยังมีเพื่อนเป็นคนไทยอีก ผมเลยได้ใช้มันทุกวัน เลยพูดได้เหมือนคนไทยคนหนึ่ง แต่อ่านกับเขียนไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” ไม่ได้เกิดไม่ได้โตที่นี่พูดคล่องปร๋อแบบนี้ก็สุดยอดแล้ว“แล้วคุณมาทำอะไรที่เมืองไทยคะ”
“ผมมาเรื่องงานครับ พอดีมีโปรเจกต์ใหญ่ที่เมืองไทย”
เสร็จงานแล้วเขาก็กลับฮ่องกงสินะ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันก็ควรจะเอาตัวออกห่างเขาสิ ไม่ใช่กระโดดขึ้นรถมากับเขาแบบนี้
“ปกติคุณกลับยังไง”
“ฉันกลับรถไฟฟ้าค่ะ โชคดีสายที่ฉันใช้บริการมีถึงตี 4 เลย”
“เป็นผู้หญิงเดินทางตอนกลางคืนด้วยรถสาธารณะอันตรายจะตายไป ทำไมไม่ขับรถมาเองล่ะ” ถ้าฉันฟังไม่ผิดน้ำเสียงเขาเหมือนกำลังดุฉันอยู่กลายๆ
ก็มีทางเลือกแค่นี้ แท็กซี่หรือรถไฟฟ้า ซึ่งฉันเลือกรถไฟฟ้าเพราะคิดว่าปลอดภัยกว่า แต่ถ้ายังคิดว่ารถฟ้าไฟฟ้าอันตราย ฉันคงต้องเดินกลับแล้วล่ะ
“ฉันไม่มีรถไงคะ” ถ้ามีรถจะขึ้นรถไฟฟ้ามาทำไมล่ะ
“ซื้อสิครับ”
“คะ!? ฉันไม่มีเงินมากมายไปซื้อรถหรอกนะคุณ” เขาพูดเหมือน
ซื้อไอติมแท่งหนึ่งงั้นแหละ รถนะพ่อคู้ณ คันเกินครึ่งล้าน นักศึกษาอย่างฉันจะเอาเงินไหนมากัน“ผมซื้อให้คุณเอาไหม จะเอาคันเดียวกับที่ผมขับอยู่ตอนนี้ก็ยังได้” คันนี้เนี่ยนะ?! สปอร์ตคาร์แรงม้าสูงคันนี้ราคาไม่น่าต่ำกว่าสิบล้านแน่ๆ…จะบ้าเหรอ
“คุณกำลังล้อฉันเล่นใช่ไหมคะ”
“คนอย่างผมไม่เคยล้อใครเล่นนะ” เขาหันมาบอกฉันด้วยใบหน้าจริงจังและย้ำชัดว่าเขาไม่ได้ล้อเล่นกับสิ่งที่พูดไปเมื่อกี้
อื้อหือ เอารถมาล่อเชียวเหรอ ต้องรวยละดับไหนถึงเต๊าะผู้หญิงด้วยรถคันเป็นสิบล้าน เล่นใหญ่มาก และฉันก็ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่เข้าใจว่าเขากำลังหยิบยื่นข้อเสนอเลี้ยงดูฉันให้อีกครั้ง แต่ตกใจที่เขากล้าทุ่มขนาดนี้เพื่อที่จะได้นอนกับฉันเนี่ยนะ
“เพื่อแลกกับการที่ฉันต้องไปเป็นเด็กของคุณ?”
“ครับ” นึกว่าเขาล้มเลิกความคิดที่จะเอาฉันขึ้นเตียงแล้วเสียอีกเพราะเมื่อวานเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย
“ปกติคุณจ่ายหนักขนาดนี้ เพื่อแลกกับการได้นอนกับผู้หญิง
คนหนึ่ง?”“ก็แล้วแต่ความเหมาะสม”
ฉันไม่รู้ว่ามาตรฐานของความเหมาะสมที่เขาว่าคืออะไรและก็
ไม่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมด้วย แต่ตกใจมากที่เขายอมจ่ายหลักล้านสำหรับผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างฉัน ไม่ได้ดูถูกตัวเองนะ แต่ไม่เข้าใจว่าเขาถูกใจอะไรฉันนักหนาถึงยอมทุ่มขนาดนี้“แล้วฉันเหมาะสมพอที่คุณจะยอมเสียเงินหลักล้านเชียวเหรอคะ”
“เพราะผมถูกใจ เท่าไหร่ผมก็จ่ายได้ คุณจะขอบ้าน คอนโด เงินสดเพิ่มอีกก็ยังได้” เขากำลังเสนองานที่ดีที่สุดที่ฉันรู้จักมาเลยนะ ก็มันมีงานอะไรอีกล่ะที่ได้ทั้งเงิน รถ บ้าน คอนโดแบบนี้
“คั่วสาวที่ไหนกัน เฮียทำแต่งาน กลับจากภูเก็ตก็มาคุยงานต่อกับไอ้ฟรานเลย…. เราด้วยโตแล้วยังหวงพี่ชายอยู่ได้” แม้ว่าเทียร์จะไม่ได้แสดงอาการใดๆ ให้เห็น แต่ผมก็รีบแก้ตัวไว้ก่อน ซึ่งความจริงมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่มาเหยียบเมืองไทยยังไม่ได้คั่วผู้หญิงคนไหนเลย ก็รอคั่วกับเธอคนนี้อยู่ไง ไม่รู้ว่าจะได้คั่วรึเปล่า“ไม่ได้หวงซะหน่อย แค่มีคนที่จองไว้ให้แล้วต่างหาก”“จองไว้? ใครเหรอบอกเฮียได้ไหม?” ถามไปเพราะอยากรู้ว่าใครกันที่เฟรจะยอมให้เป็นเมียไอ้ฟราน ก็เล่นหวงพี่ชายมาแต่ไหนแต่ไรทว่าผมอยากตะโกนบอกน้องสาวเพื่อนดังๆ ว่า คนนี้ไม่ได้ เฮียจองแล้วววว!!! เมื่อเห็นเฟรชี้นิ้วไปทางเทียร์“เทียร์….เพื่อนสนิทเฟรเอง สวย เก่ง ขยัน ผ่าน! ผ่าน! ผ่าน! 3 ผ่านเลย”ไม่ผ่านโว้ยยยย!!! ไหนเทียร์บอกว่าไอ้ฟรานเป็นแค่พี่ชายไงผมจึงเบนสายตาตั้งคำถามไปที่เทียร์ ซึ่งเธอสบตาผมและส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ เลยทำให้ผมเกือบหลุดยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องเม้มปากซ่อนรอยยิ้มไว้เพราะกลัวเฟรจะสังเกตเห็น“ดูหน้าเพื่อนเราก่อน ว่าเขาอยากได้พี่ชายเราไหม”“เทียร์มันไม่เคยมองผู้ชายคนไหนหรอกค่ะ วันๆ มีแต่เรียนกับงาน” เฟรถอนหายใจอย่างเ
“คุณคงไม่ได้เป็นเพื่อนกับไอ้ฟรานใช่ไหม?” และไม่คิดว่าเทียร์จะเป็นเด็กฟรานซิสมันด้วย ไม่งั้นเธอคงไม่ได้ไปทำงานที่คลับเลาจน์หรอก เพราะไอ้ฟรานมันไม่ปล่อยให้เด็กตัวเองไปทำงานในสถานที่แบบนั้นแน่นอน แต่ของแบบนี้สรุปเองไม่ได้ต้องถามให้มั่นใจว่าเธอกับเพื่อนผมไม่ได้มีซัมติงกันจริงๆ“ฉันคงไม่ได้ดูแก่ขั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฮียฟรานหรอกมั้งคะ” เธอตอบผมด้วยคำพูดติดตลก ซึ่งผมขำไม่ออกเพราะถ้าเธอว่าไอ้ฟรานซิสแก่ หมายความว่าผมก็แก่ด้วยสิ เพราะผมกับมันอายุเท่ากัน“คุณว่าผมแก่เหรอ” แล้วคนที่กำลังยิ้มร่าก็หน้าเจื่อนทันที“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ว่าให้คุณนะ แค่แซวเฮียฟรานเล่นเฉยๆ ค่ะ” เธอบอกพร้อมยกมือไว้ผมอย่างร้อนรนเหมือนกลัวคนแก่อย่างผมจะโกรธเอา หารู้ไหมว่าอารมณ์ของผมตอนนี้มันห่างไกลจากคำว่าโกรธโดยสิ้นเชิง ผมกำลังดีใจที่ได้เจอเธอ เพียงแค่ได้เห็นใบหน้าใสๆนี้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการทำงานมันเบาลง หรือเป็นเพราะความสดใสที่เปร่งประกายจากร่างบางที่ทำให้ผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เลือดในกายสูบฉีดจนหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะเป็นเอามากนะกู! จะหัวใจวายตายไหมเนี่ย!ด้วยลุคที่แปลกตาบวกกับการเป็นตัวของตัวเอง
ไคเดนผมขับรถตรงจากสนามบินมาที่บ้านฟรานซิส หลังบินกลับจากภูเก็ตเพื่อไปดูความคืบหน้าของโรงแรมที่ร่วมหุ้นกับคีย์ที่ฟรานซิสเป็นคนแนะนำให้รู้จักเมื่อสองปีก่อน ซึ่งตอนนี้โรงแรมสร้างเกือบเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว หลังจากนี้ก็จะเป็นการตกแต่งภายในและบริษัทตกแต่งภายในที่ประมูลได้คือบริษัทในเครือของฟรานซิสเอง วันนี้ผมเลยอยากแวะมาคุยกับมันเสียหน่อยบวกกับไม่รู้ไปไหน เพราะในเมืองไทยผมมีมันเป็นเพื่อนแค่คนเดียวเลยถือโอกาสแวะมาดื่มกับมันด้วยเสียเลย ตามประสาหนุ่มๆ ที่ยังไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน จะว่าหนุ่มโสดสนิทก็พูดได้ไม่เต็มปากความจริงจะคุยเรื่องงานกันผ่านโทรศัพท์ก็ได้ แต่การมานั่งคุยงานแล้วจิบวิสกี้ไปด้วยมันดีกว่าเป็นไหนๆ กลับห้องไปก็มีแต่งานและความเหงา บวกกับช่วงนี้ที่เกิดเบื่อหน่ายกับเรื่องบนเตียง แต่….เอ๊ะ! เรื่องบนเตียงไม่น่าเบื่อหน่ายแต่แค่ไม่อยากได้ใครเลย ในหัวมีแต่เธอคนนั้นคนเดียว ไม่รู้เป็นบ้าอะไร!เจอกันสองสามครั้งเธอก็เข้ามาวนเวียนอยู่ในหัวผมไม่หยุด ว่างเป็นไม่ได้เอาแต่คิดถึงใบหน้าสวยละมุนนั้นตลอด พอรู้ตัวว่าตัวเองอาการค่อนข้างหนัก ไม่เคยอยากได้ใครมากเท่านี้มาก่อน ก็ได้แต่หวังว่าเธอ
ถึงก่อนหน้านี้จะมีเสี่ยน้อยเสี่ยใหญ่มายื่นข้อเสนอให้จนหัวกระไดไม่แห้งก็ตาม และหลายคนก็ทุ่มไม่น้อย บางคนเสนอให้เงินเดือนหลักแสน ซื้อคอนโดให้อยู่บ้าง ซื้อรถให้ก็มี แต่ไม่มีใครบ้าจ่ายหนักเท่าเขาคนนี้มาก่อน แค่รถคันนี้ก็หลักสิบล้านแล้ว ไหนจะคอนโด บ้าน เงินสดอีกนี่ฉันไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่ไหม?ความรู้สึกเหมือนกำลังฝันว่าตัวเองถูกหวยไม่มีผิด ถ้าถามว่าสนใจข้อเสนอเขาไหม ตอบเลยว่า สนมาก!ฉันไม่ได้โลกสวยนะที่จะไม่สนใจข้อเสนอดีๆ แบบนี้ แต่ที่ปฏิเสธตลอดมาเพราะฉันไม่ได้ถูกใจคนพวกนั้นไง ไม่สามารถหลับหูหลับตานอนกับใครก็ได้เพื่อแลกกับเงิน อีกอย่างผู้ชายส่วนใหญ่ที่เข้ามามักมีครอบครัวกันแล้ว ซึ่งข้อนี้ฉันรับไม่ได้เด็ดขาด“คุณโสดใช่ไหมคะ” คนที่ขับรถสบายอารมณ์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจทันที“ถ้าผมไม่โสดจะยื่นข้อเสนอให้คุณทำไมกัน” ผู้ชายมักมากมีให้เห็นเยอะแยะไป ดูจากเสี่ยๆ ที่มาขอเลี้ยงดูก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะโสดสักคน“คุณมีอะไรมายืนยันกับฉันไหมคะ” เขาขำพรืดทั้งที่ฉันกำลังถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะชะลอรถจอดหน้าหอพัก ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันมาคุยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง“ผมไม่มีเอกสารอะไรมายืนยันสถานะตัวเอง
“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าผมมาจากไหน” ทว่าเหมือนมีคนอ่านใจฉันได้“กลัวดูละลาบละล้วงคุณเกินไปค่ะ” ถึงเขาเปิดโอกาสให้ แต่เราพึ่งเจอกันเป็นครั้งที่สามเองนะ กลัวถามอะไรไปแล้วดูอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขาจนเกินงาม“ตอนนี้เราไม่อยู่ในฐานะบาร์เทนเดอร์กับลูกค้าแล้ว คุยกับผมเป็นกันเองได้ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับผม ถามได้ ผมไม่ถือว่าเป็นการละลาบละล้วง ถือเสียว่าเป็นการทำความรู้จักระหว่างเราแล้วกัน”เขาบอกฉันด้วยท่าสบายๆ แต่เป็นฉันที่ปรับตัวไม่ถูกเพราะก่อนหน้านี้ฉันพูดคุยกับเขาในฐานะลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งบทสนทนาต้องถูกกลั่นกรองและเลือกสรรมาแล้วในระดับหนึ่งเพื่อให้ถูกกาลเทศะในสถานที่ทำงาน“คุยกับผมเหมือนผู้ชายคนหนึ่งได้ไหม”“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบตกลงพลางเหลือบตามองคนที่กำลังตั้งใจขับรถ ในระดับที่เรียกว่าช้ามาก อาจจะเป็นเพราะเขาไม่คุ้นชินกับถนนที่กรุงเทพอย่างที่บอก“คุณไม่ได้อาศัยอยู่ที่กรุงเทพใช่ไหมคะ?”“เปล่าครับ ปกติผมอยู่ที่ฮ่องกง”“คุณเป็นลูกครึ่งไทย - ฮ่องกง?” เพราะเขาพูดไทยได้เลยคิดว่าเขาต้องมีเชื้อไทย“ผมเป็นลูกผสมน่ะ พ่อเป็นลูกครึ่งฮ่องกง - เยอรมัน ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งไทย - เยอรมัน”ก็ว่าทำไมรูปร่างเขาถึงสูง
นอนพักไปเกือบสองชั่วโมงได้ก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน โชคดีหน่อยที่โรงแรมไม่ได้ไกลจากหอพักมากและใกล้กับรถไฟฟ้าอย่าง Bts ด้วย จึงสะดวกต่อการเดินทางไปทำงาน ไม่งั้นคงต้องเสียเวลาบนท้องถนนอีกมากโขเวลาล่วงเลยจนถึง 5 ทุ่มกว่าๆ แล้ว แต่ยังไม่เห็นใครบางคนที่บอกว่าจะมาที่นี่เพราะอยากเจอฉันเลย แล้วทำไมฉันต้องเชื่อคำพูดเขาด้วยเนี่ย! เขาก็แค่แขกขาจรที่มานั่งดื่มคนหนึ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ดูจากหน้าตาไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ ตาคมเฉี่ยวเหมือนมีเชื้อจีน แต่สีตาและเค้าโครงหน้าดูจะมีเชื้อยุโรปด้วย แต่เขากลับพูดไทยได้ชัดแจ๋ว เลยเดาไม่ออกว่าเขาเป็นลูกครึ่งหรือลูกผสมจากที่ไหน มีอย่างเดียวที่มั่นใจคือเขารวยแน่ๆ ดูจากเครื่องประดับกายทุกชิ้นบนตัวเขาแบรนด์ดังระดับโลกทั้งนั้น ที่สำคัญเขาดูมีภูมิฐานดูมีอำนาจบารมีใหญ่โตและเหมือนมีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้เขาดูน่าเกรงขาม“ถึงเวลาเลิกงานแล้ว น้องเทียร์ไปพักเถอะ” เสียงพี่ ‘โจ’ บาร์เทนเดอร์อีกคนที่เข้ากะดึกต่อจากฉันเอ่ยบอกเที่ยงคืนแล้วเหรอทำไมเวลาคืนนี้มันเร็วจัง….“ค่ะ พี่โจ ไว้เจอกันวันศุกร์นะคะ”“ครับ กลับดีๆ ล่ะเรา ถึงแล้วไลน์มาบอ







