LOGIN10
ขายผ้าไหม
หลังจากที่มู่ชิงเหยาได้วาดผ้าไหมมาแล้ว นางก็ไม่ได้รั้งรอให้เวลาเสียเปล่า นางจัดการห่อพับผ้าไหมผืนงามด้วยผ้าดิบเก่าๆ หลายชั้นเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น ก่อนจะซ่อนมันไว้ในตะกร้าสานที่ใช้สะพายหลัง นางบอกกล่าวกับนายหญิงเยี่ยเพียงสั้นๆ ว่าจะออกไปดักรอขบวนพ่อค้าที่ทางเข้าหมู่บ้านตามที่จินเยว่เคยบอกไว้ นายหญิงเยี่ยมองนางด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากถามลูกสาวก็วิ่งออกจากบ้านไปไกลแล้ว
ทางไปยังถนนหน้าหมู่บ้านหุบเขาหินนั้นขรุขระ ชิงเหยาเดินมาถึงจุดที่ถนนสายหลักตัดผ่าน นางเลือกนั่งรออยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้แห้งที่ดูไร้ชีวิตชีวาต้นหนึ่ง บริเวณนี้เป็นจุดที่รถม้าและเกวียนต้องชะลอความเร็วเนื่องจากเป็นทางโค้งขึ้นเนิน
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ จากยามเฉินเข้าสู่ยามซื่อ เริ่มสัมผัสได้ถึงแสงแดดที่ร้อนแรงขึ้น ชิงเหยานั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น สายตาคอยกวาดมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความหวัง ทว่ากลับมีเพียงลมพัดพาเศษฝุ่นหมุนวนไปมา ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ สัญจรผ่านไป จนนางเริ่มเกิดความกังวลขึ้นมา ขบวนพ่อค้าจะมาตามที่จินเยว่บอกจริงหรือไม่ หรือนางจะพลาดโอกาสสำคัญในรอบเดือนนี้ไปเสียแล้ว
จนกระทั่งยามอู่ผ่านพ้นเข้าสู่ยามเว่ย ในขณะที่นางเริ่มรู้สึกอ่อนแรงจากการรอคอย เสียงกระดิ่งลากจูงและเสียงฝีเท้าสัตว์ก็แว่วมาตามลมจากระยะไกล ชิงเหยารีบยืดตัวขึ้นมอง เห็นกลุ่มฝุ่นละอองหนาทึบ ไม่นานนักหัวขบวนเกวียนเล่มแรกก็ปรากฏให้เห็น ตามด้วยเกวียนสินค้าอีกนับยี่สิบเล่มที่เรียงรายกันมาเป็นแถวยาว
มู่ชิงเหยาไม่รอช้า นางรีบก้าวออกไปยืนอยู่ข้างถนนแล้วโบกมือส่งสัญญาณขอให้ขบวนหยุดลงด้วยท่าทางตื่นเต้น เสียงตะโกนสั่งของหัวหน้าขบวนดังขึ้นพร้อมกับเสียงหยุดของล้อไม้ที่บดเบียดกับก้อนหิน ขบวนเกวียนขนาดใหญ่หยุดนิ่งลงตรงหน้านางพอดี
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมเนื้อดีสีเทา ก้าวลงจากรถม้าที่อยู่ช่วงต้นขบวน เขาปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางมองดูเด็กสาวที่แต่งกายด้วยชุดผ้าป่านเก่าๆ ด้วยความสงสัย
"แม่นางน้อย เจ้ามีธุระอันใดถึงมาดักขวางขบวนของข้า" หัวหน้าพ่อค้าเอ่ยถาม
ชิงเหยาพยายามปรับจังหวะการหายใจให้เป็นปกติ นางไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก "ท่านผู้นำขบวน ข้ามีสินค้าล้ำค่าชิ้นหนึ่งอยากให้ท่านพิจารณาเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านเป็นพ่อค้าสายตาแหลมคม ย่อมต้องมองเห็นมูลค่าของสิ่งนี้แน่นอน"
หัวหน้าพ่อค้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขามองดูตะกร้าสานใบเก่าบนหลังนางแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ "ในเขตหุบเขาที่แห้งแล้งเช่นนี้จะมีสินค้าล้ำค่าอันใดกัน หากเป็นเพียงถั่วแห้งหรือรากไม้ป่า เจ้าไปคุยกับผู้ช่วยของข้าที่เกวียนเล่มท้ายๆ เถิด ข้าไม่มีเวลามาจัดการเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้"
"หากเป็นผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายคลื่นเมฆาด้วยดิ้นเงินเล่าเจ้าคะ”
คำพูดของชิงเหยาทำให้หัวหน้าพ่อค้าชะงักฝีเท้าที่กำลังจะเดินกลับไปยังรถม้า เขามองหน้านางอย่างพินิจอีกครั้ง ผ้าไหมลายเมฆมงคลมิใช่สิ่งที่ชาวบ้านในชนบทจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามได้ง่ายๆ หากไม่ใช่ผู้ที่เคยคลุกคลีอยู่ในแวดวงผ้าไหมชั้นสูงจริงๆ
"เจ้าว่าอย่างไรนะ ผ้าไหมงั้นหรือ"
เขาถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ชิงเหยารีบปลดตะกร้าลงแล้วเปิดห่อผ้าดิบออกช้าๆ ผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ซ่อนอยู่ภายในค่อยๆ ปรากฏสู่สายตา ทันทีที่เนื้อผ้าสัมผัสกับแสงแดดยามบ่าย ความเงางามของเส้นไหมที่ทอละเอียดประหนึ่งผิวน้ำก็เปล่งประกายออกมา ลวดลายเมฆมงคลที่ปักอย่างประณีตดูอ่อนช้อยยิ่งนัก เนื้อผ้าและน้ำหนักที่ทิ้งตัวทำให้หัวหน้าพ่อค้าถึงกับตกตะลึง
เขาเอื้อมมือที่สั่นเทามาสัมผัสเนื้อผ้าอย่างเบามือ "นี่มัน...เป็นไปได้อย่างไร ผ้าไหมชนิดนี้มีการทอที่ซับซ้อนยิ่งนัก ลวดลายเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มขุนนางระดับสูงที่เมืองหลวง ในรอบปีที่ผ่านมาข้าแทบจะหาผ้าไหมที่มีคุณภาพเช่นนี้ไม่ได้เลย"
เขาหยิบผ้าไหมขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด ทั้งการเก็บรายละเอียดและน้ำหนักของดิ้นเงิน ทุกอย่างล้วนไร้ที่ติประหนึ่งออกมาจากร้านผ้าไหมที่มีชื่อเสียงที่สุดในแคว้น
"เจ้าไปได้ผ้าผืนนี้มาจากที่ใด"
"มันเป็นสมบัติของตระกูลข้า หากผ้าผืนนี้ส่งถึงมือขุนนางในเมืองหลวง ท่านจะได้กำไรมหาศาล"
หัวหน้าพ่อค้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลางใช้ความคิด "เอาเถิด ข้ายอมรับว่าผ้าผืนนี้งดงามยิ่งนัก ข้าจะรับซื้อไว้ในราคาสามสิบตำลึงเงิน เจ้าตกลงหรือไม่"
ชิงเหยาแย้มยิ้มที่มุมปากบางๆ ราคาสามสิบตำลึงถือว่าสูงมากสำหรับชาวบ้านทั่วไป แต่นางรู้ดีว่าผ้าไหมคุณภาพระดับนี้ หากอยู่ในร้านค้าในเมืองหลวง ราคาย่อมไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึงแน่นอน และหากเป็นการรับซื้อจากพ่อค้าสัญจร ราคาที่ยุติธรรมควรจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบตำลึง
"ท่านหัวหน้าพ่อค้า ผ้าไหมผืนนี้ทอด้วยเส้นไหมพิเศษและปักลวดลายด้วยช่างฝีมือที่มีความประณีต ลายเมฆานี้มีความหมายที่เป็นมงคลยิ่ง เหล่าขุนนางย่อมพร้อมจะจ่ายหนักเพื่อให้ได้ไปครอบครอง ราคาสามสิบตำลึงที่ท่านเสนอมานั้น ข้าเกรงว่าจะดูแคลนคุณภาพของผ้าผืนนี้เกินไปหน่อยเจ้าค่ะ"
หัวหน้าพ่อค้าขมวดคิ้ว "แม่นางที่นี่คือหุบเขาหินห่างไกลความเจริญ ข้าต้องแบกรับความเสี่ยงในการขนส่งและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกมากมาย สามสิบตำลึงก็นับว่าสูงมากแล้ว"
"ข้าเข้าใจในความเสี่ยงของท่านเจ้าค่ะ แต่ผ้าผืนนี้พับเล็กขนย้ายง่ายและไม่เน่าเสีย มูลค่าของมันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อไปถึงที่หมาย ข้าขอต่อรองเป็นสี่สิบตำลึงเงินเถิดเจ้าค่ะ ราคานี้ท่านยังเหลือกำไรอีกเกือบเท่าตัวเมื่อนำไปขายต่อ”
หัวหน้าพ่อค้านิ่งอึ้งไปเมื่อถูกเด็กสาวอ่านทางออก เขาเริ่มตระหนักว่านางไม่ใช่หญิงชาวบ้านที่ไร้ความรู้ทั่วไป แต่เป็นผู้ที่รู้ถึงกลไกการค้าเป็นอย่างดี เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองดูผ้าไหมสลับกับใบหน้าที่แน่วแน่ของชิงเหยา สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาและเผยรอยยิ้มยอมแพ้
"เจ้าช่างเจรจาเก่งนักแม่นางน้อย เอาเถิดสี่สิบตำลึงก็สี่สิบตำลึง ข้าตกลงรับซื้อ"
เขาหันไปสั่งผู้ช่วยให้ไปหยิบถุงเงินจากเกวียน ไม่นานนักถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุเงินตำลึงจนเต็มก็ถูกส่งมาถึงมือชิงเหยา นางเปิดออกดูและตรวจนับเงินแต่ละก้อนอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าครบถ้วนตามจำนวนและเป็นเงินแท้ นางจึงมอบผ้าไหมพับนั้นให้แก่หัวหน้าพ่อค้าด้วยความยินดี
"ขอบพระคุณท่านหัวหน้าพ่อค้า ขอให้การเดินทางของท่านราบรื่น"
"ข้าหวังว่าเจ้าจะมีสินค้าดีๆ เช่นนี้มาเสนอขายให้ข้าอีกในเดือนหน้า"
หัวหน้าพ่อค้ากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะกลับขึ้นรถม้า ขบวนเกวียนเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลุ่มฝุ่นที่ค่อยๆ จางหายไปตามลม ชิงเหยายืนกอดถุงเงินไว้แนบอกด้วยความดีใจ มันเป็นเงินก้อนแรกจากการค้าขาย และเงินก้อนนี้ก็มากพอสำหรับการใช้ชีวิตในหมู่บ้านหุบเขาหินไปได้อีกหลายปี ถ้าเทียบกับชาวบ้านธรรมดาๆ ที่มีรายได้เพียงเดือนละไม่กี่อีแปะ จากนี้ไปนางกับท่านแม่จะไม่อดอยากอีกต่อไปแล้ว
ตอนพิเศษ 2 (จบ)ย่างเข้าสู่คิมหันตฤดู ไอแดดช่วงเช้าสะท้อนเหนือผืนน้ำทะเลสาบหนานซิง เสียงแมลงริมฝั่งร้องระงม เรือประมงลำน้อยหลังคาฟางผุพังลำหนึ่งกำลังลอยลำอยู่ในทะเลสาบอย่างโดดเดี่ยวบนเรือนั้นมีบุรุษสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งคือเล่าต๋าชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ผิวที่กร้านแดดเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ อีกคนคืออาซิ่งเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่แววตามีความดื้อรั้นฉายชัด ทั้งคู่กำลังช่วยกันออกแรงสาวตาข่ายที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งผิดปกติขึ้นมาจากน้ำ"วันนี้น่าจะก้าวเท้าออกจากบ้านถูกข้าง เราดวงดีแล้วอาซิ่ง คงได้ปลาใหญ่แน่ๆ ตาข่ายหนักเพียงนี้หากไม่ใช่ปลาหลีฮื้อตัวใหญ่จะเป็นสิ่งใดไปได้อีก" เล่าต๋าเอ่ยพลางพ่นลมหายใจออกทางปาก"ท่านอาเล่า อย่าเพิ่งคิดไปเองเลย เราไม่ได้ปลาใหญ่มาห้าวันแล้วนะ วันนี้จะต้องกลับบ้านมือเปล่าไปอีกรึเปล่าก็ไม่รู้"“เจ้าก็อย่าพูดอัปมงคลเช่นนั้นสิ!” เล่าต๋าดุอาซิ่งกัดฟัน แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเกร็งเขม็งขณะออกแรงกระชากตาข่ายขึ้นมา"หากเป็นปลาใหญ่จริง คืนนี้พวกเราคงได้กินเหล้าดีๆ ในเมืองสักไห"ทว่าเมื่อตาข่ายพ้นผิวน้ำ ความหวังที่ว่าจะเห็นปลาเกล็ดเงินกระโดดโลดเต้นกลับมลายหา
ตอนพิเศษ 1เส้นทางสู่หมู่บ้านหุบเขาหินนั้นทั้งคดเคี้ยวและลาดชัน สองข้างทางเต็มไปด้วยโขดหินรูปทรงประหลาดตา รถม้าหรูหราของจวนจวิ้นอ๋องเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตามหลังขบวนเกวียนขนเสบียงที่บรรทุกทั้งธัญพืช เครื่องเทศ และสมุนไพรมาเต็มลำเซียวอวี้นั่งอยู่ข้างกายชิงเหยาภายในรถม้า เขาคอยประคองร่างบอบบางของนางไว้ทุกครั้งที่ล้อรถสะดุดเข้ากับร่องหิน แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้กระทั่งชิงเหยาก็ยังนึกแปลกใจ บุรุษที่ไม่เคยรักหยกถนอมบุปผาก่อนหน้านี้ พอได้เป็นสามีของใครสักคนเขากลับทำหน้าที่ได้ดีจนน่าปลาบปลื้ม"ทางลำบากถึงเพียงนี้ เจ้ายืนกรานจะมาด้วยตนเองให้ได้ หากเจ้าบอกข้าเพียงคำเดียว ข้าจะสั่งให้ทหารนำเสบียงมาส่งให้ถึงมือชาวบ้านโดยที่เจ้าไม่ต้องเหนื่อยยากเช่นนี้"เซียวอวี้เอ่ยพลางกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้นาง ชิงเหยายิ้มบางๆ พลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา"การมอบของด้วยใจกับการมอบตามหน้าที่นั้นต่างกันนัก หม่อมฉันอยากเห็นด้วยตาตนเองว่าพวกเขามีความเป็นอยู่เช่นไร อีกอย่าง...หม่อมฉันคิดถึงคนในหมู่บ้านหุบเขาหินเพคะ ป่านนี้ไม่รู้ว่าหว่านอิงโตขึ้นมากน้อยเพียงใดแล้ว"เมื่อขบวนรถม้าเลี้ยวเข้าสู
77ข้าอยากปลดปล่อยตัวเองเมื่อรถม้าหยุดลงที่ริมทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ภาพเบื้องหน้าคือผืนน้ำที่ยังคงกระเพื่อมไหวอย่างแผ่วเบาด้วยไอเย็นจัด แม้หิมะจะโปรยปรายลงมาปกคลุมไปทั่ว แต่ผืนน้ำยังไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง เช่นนี้ก็นับว่ามาไม่เสียเที่ยวมู่ชิงเหยาก้าวลงจากรถม้าเดินไปหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง ปล่อยให้ลมหนาวปะทะใบหน้าจนแก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เซียวอวี้เดินตามมายืนเคียงข้างนาง คอยดูอยู่ว่าจุดประสงค์ที่นางอยากมาสถานที่แห่งนี้เพราะเหตุใด"ท่านอ๋อง ข้ายังมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกท่านเพคะ"นางเอ่ยขึ้น เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว เซียวอวี้ขมวดคิ้ว แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่เสี้ยวหน้าของนางอย่างพิจารณา"ความลับอันใดงั้นหรือ"ชิงเหยาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือพู่กันเกล็ดมังกร"พู่กันเล่มนี้คือสิ่งที่ทำให้หม่อมฉันสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ยกเว้นเงินและทอง" นางยิ้มบางๆ แต่อันที่จริงกลับดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก "มันมีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์”“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เขามองพู่กันในมือของนางด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิม“ในทุกครั้งที่หม่อมฉันวาดสิ่งขอ
76เลือดเย็นไม่เบาในช่วงหัวค่ำ มู่ชิงเหยาทราบข่าวเรื่องตระกูลจ้าวล่มสลาย นางได้ออกไปยืนมองขบวนลำเลียงนักโทษจากจวนตระกูลจ้าวไปยังคุกหลวงพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทุกเส้นทางที่คนของตระกูลจ้าวเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ บางคนถึงขั้นปาก้อนหินปาผักเน่าใส่ขบวน มู่ชิงเหยาเพียงแต่ยืนมองภาพนั้นที่มุมหนึ่งเงียบๆ ในที่สุดแสงแห่งความยุติธรรมก็ส่องมาถึงเสียที ข่าวแว่วมาว่าจ้าวคุนไฉได้รับโทษประหาร สตรีและเด็กถูกลดขั้นเป็นทาส บางส่วนก็ถูกส่งเข้าหอนางโลม ชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ถูกเนรเทศไปใช้แรงงานหนักในเช้าวันต่อมาขบวนองครักษ์จากวังหลวงเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเครื่องเทศพร้อมกับราชโองการสีทอง ขณะนั้นมู่ชิงเหยาเพิ่งจะเปิดร้านได้ไม่นานยังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของ นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความตื่นเต้น ฝ่ายนายหญิงเยี่ยก็วิ่งตามหลังมาติดๆ ทั้งสองนั่งลงคุกเข่ารับราชโองการด้วยใจที่สั่นระรัว รอฟังราชโองการในมือองครักษ์อย่างใจจดใจจ่อ"ตามที่จวิ้นอ๋องได้ถวายฎีกา ตรวจสอบพบความจริงว่ามู่ชิงเทียนอดีตพ่อค้าหลวงถูกใส่ร้ายป้ายสี บัดนี้ความจริงปรากฏชัด จึงขอประกาศคืนความบริสุทธิ์และล้างมลทินให้แก่มู่ชิงเท
75จิ้งจอกเฒ่าทั่วทั้งท้องพระโรงราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วโถง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความฉงน ความเงียบสงบเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความสงสัยและเสียงกระซิบกระซาบที่เริ่มหนาหู"มู่ชิงเหยา? นางคือบุตรีของนักโทษที่ล่วงลับไปแล้วมิใช่หรือ ไฉนจึงไม่ใช่คุณหนูตระกูลจ้าวเล่า" ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งพึมพำด้วยความสงสัยจ้าวคุนไฉยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มบัดนี้กลับกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสั่นเทาด้วยความอัปยศและโกรธแค้น เขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของเซียวอวี้ด้วยสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด หมากที่เขาอุตส่าห์วางไว้เพื่อให้บุตรีเป็นพระชายาเอกกลับถูกเซียวอวี้พลิกกระดานกลางท้องพระโรงอย่างไม่ไว้หน้า“ท่านอ๋องทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” จิ้งจอกเฒ่ากัดฟันถาม เดิมทีพยายามข่มอารมณ์อยู่ แต่ตบะแตกเมื่อได้ยินคำขอสมรสพระราชทานที่ผิดคาดไปไกลแสนไกล เขาหน้าดำหน้าแดง ก้าวออกมากลางท้องพระโรงพลางชี้หน้าเซียวอวี้ด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านอ๋อง! ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านไปมาหาสู่บุตรสาวของข้าที
74สินเดิมสิบลี้ทันทีที่รถม้าหรูหราเคลื่อนออกจากเขตตลาดที่พลุกพล่าน จ้าวจื่อรั่วไม่ได้สั่งให้คนขับรถม้ากลับไปยังจวนตระกูลจ้าว แต่กลับสั่งให้ไปที่จวนจวิ้นอ๋อง นางจัดแต่งทรงผมและเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยไร้ที่ติอีกครั้ง ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ประหนึ่งว่าตนเองคือพระชายาเอกของที่นี่เรียบร้อยแล้วสาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าจวนแจ้งแก่นางว่ายามนี้เซียวอวี้กำลังขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง จ้าวจื่อรั่วแย้มยิ้มบางๆ นางก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังห้องซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวของเขาอย่างคุ้นเคยภายในห้องหนังสือ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหมึกและตำราอบอวลไปทั่วห้อง เซียวอวี้ในชุดลำลองผ้าไหมสีเข้มกำลังนั่งพลิกหน้ากระดาษตำราในมืออย่างใจลอย ทันทีที่จ้าวจื่อรั่วก้าวเข้ามา นางไม่ได้รอให้บ่าวรับใช้รายงาน แต่กลับเดินเข้าไปหาเขาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดจนหวานหยด"ท่านอ๋อง จื่อรั่วเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านอ๋องหรือไม่เพคะ"เซียวอวี้ละสายตาจากตำรา เขาเหลือบมองสตรีตรงหน้าที่เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ายังคงไว้ซึ่งมารยาท"คุณหนูจ้าวมีธุระด่วนอันใดงั้นหรือ"จ้าวจื่
13อยู่ก็ได้ตายก็ดีบุรุษบนรถเข็นค่อยๆ เบือนหน้ามามองนาง แววตาของเขาดูว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย ราวกับว่าชีวิตที่เหลืออยู่นี้ไม่มีความหมายอันใดอีกต่อไป ทว่ามู่ชิงเหยากลับไม่ยอมแพ้ นางกระชับมือที่จับแขนเขาให้แน่นขึ้นอีก พยายามจะเข็นรถไม้ของเขาให้ออกไปจากจุดที่อันตรายนี้“ท่านจะมามัวนั่งรอความตายอ
12ไฟป่าผ่านช่วงเวลายามเช้ามาแล้วหลายชั่วยาม แต่มู่ชิงเหยากลับไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้นมาตักน้ำพรวนดินหรือออกไปหาของป่าเช่นวันก่อนๆ นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้นอนที่ตั้งอยู่ใต้ชายคาบ้าน ปล่อยให้ร่างกายรับลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่านไปอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังยอดเขาไกลโพ้นด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ข้าว
11เรามีกันสองคนมู่ชิงเหยาเก็บถุงเงินไว้ในสาบเสื้ออย่างดี นางจัดการจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังตลาดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นจุดรวมพลของชาวบ้านและพ่อค้าปลีกที่นำของมาแลกเปลี่ยนกันตลาดแห่งนี้แม้จะดูเงียบเหงาและซบเซาตา
9สะสมวันใช้งานเพื่อวาดของมีค่า“แม่นางชิงเหยา นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ แทนคำขอบคุณจากพวกเรา”จินเยว่ยื่นห่อผ้าส่งให้ชิงเหยาด้วยรอยยิ้ม ชิงเหยารับมาและเปิดดูพบว่าเป็นอาหารแห้งหลายชนิด มีทั้งถั่วหลากหลายสายพันธุ์ที่ถูกคัดมาอย่างดี และยังมีพุทราตากแห้งจำนวนหนึ่งที่ดูอวบอิ่มและมีสีแดงสวยงาม“พี่จินเยว่







