Masuk7
ยี่สิบอีแปะแลกกับตลอดไป
คำขอร้องนั้นทำให้นายหญิงเยี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างเผลอกำชายเสื้อแน่นด้วยความกังวล เพราะกลัวว่าชิงเหยาจะมีปัญหากับเฉินกุ้ยผู้นำหมู่บ้าน นางหันมองบุตรสาวที่ยังคงมีสีหน้าสงบ มู่ชิงเหยาจ้องมองหลี่เฉียงครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
“ที่ดินของท่านอยู่ไกลจากที่นี่มากหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ไกลเท่าไร เดินเท้าเพียงหนึ่งเค่อก็ถึง” หลี่เฉียงรีบตอบก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย “แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกตามตรง ครอบครัวของข้ายากจนมาก เงินที่สะสมไว้มีไม่มาก ข้าเกรงว่าอาจจะไม่สามารถจ่ายค่าจ้างที่สูงเกินไปให้เจ้าได้ แต่ข้าสัญญาว่าจะพยายามรวบรวมมาให้ได้มากที่สุด”
ชิงเหยานิ่งเงียบไป นางหวนนึกถึงส่วยน้ำที่เฉินกุ้ยเรียกเก็บถึงเดือนละยี่สิบอีแปะ หากครอบครัวหนึ่งต้องจ่ายเช่นนี้ไปทุกเดือน ตลอดทั้งปีก็เป็นเงินไม่น้อย และยังต้องจ่ายไปชั่วลูกชั่วหลานโดยที่ไม่ได้ครอบครองแหล่งน้ำนั้นจริงๆ
นางครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็เงยหน้าขึ้นสบตาหลี่เฉียง “พี่หลี่ ในเมื่อท่านมีความตั้งใจจริงข้าก็จะช่วยเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องค่าจ้างนั้นข้าขอคิดราคาเพียงยี่สิบอีแปะก็พอเจ้าค่ะ”
หลี่เฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ "ยี่สิบอีแปะหรือ! เรียกเก็บเพียงเท่านี้เองหรือ!"
"เจ้าค่ะ ยี่สิบอีแปะจ่ายเพียงครั้งเดียวแล้วจบเลยเจ้าค่ะ" ชิงเหยาพยักหน้ายืนยัน "พี่หลี่ลองคิดดูเถิด หากข้าหาตาน้ำในที่ดินของท่านเจอ ครอบครัวของท่านก็จะมีน้ำสะอาดไว้ใช้สอยไปยาวนาน ไม่ต้องไปแบกรับภาระจ่ายส่วยให้เฉินกุ้ยถึงเดือนละยี่สิบอีแปะอีก เทียบกับการจ่ายให้ข้าเพียงครั้งเดียวแล้วได้น้ำใช้ไปตลอดชีวิต แบบนี้น่าจะคุ้มค่ากว่า ข้ามาอยู่นี่เพียงแค่ไม่กี่วันก็เห็นความลำบากของผู้คนที่นี่มากมาย แต่ถึงอย่างนั้นตัวข้าเองก็ลำบากไม่แพ้กัน จึงจำเป็นต้องเรียกค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ มาเพื่อประทังชีวิตพวกเราสองแม่ลูก"
หลี่เฉียงได้ยินดังนั้นถึงกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เงินยี่สิบอีแปะแม้จะมีความหมายต่อคนยากจน แต่เมื่อเทียบกับการที่จะไม่ต้องถูกขูดรีดทุกเดือนแล้วมันเหมือนการยกภูเขาออกจากอก
"คุ้มค่า คุ้มค่ายิ่งนัก ข้ายินดีจ่าย ขอบคุณแม่นางชิงเหยาที่เมตตา ข้าจะจัดเตรียมเงินจำนวนนี้ไว้ให้เจ้าทันทีที่พบตาน้ำ"
"เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้เจ้าค่ะ" ชิงเหยาสรุป
"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เช้าข้าจะให้หว่านอิงเดินมารับเจ้า นางจะพาเจ้าไปที่บ้านของข้า"
หว่านอิงที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็พลอยยิ้มกว้างไปด้วย "พี่ชิงเหยา พรุ่งนี้เช้าข้าจะมารอรับท่านแต่เช้า”
“ได้ ข้าจะเตรียมตัวแต่เช้า”
เมื่อหลี่เฉียงและหว่านอิงขอตัวลากลับแล้ว ชิงเหยายืนมองตามหลังสองพ่อลูกจนลับสายตาไปในความมืด หากนางใช้ไม้ดิ่งหาตาน้ำเจอ เงินยี่สิบอีแปะที่ได้เป็นค่าจ้างจากหลี่เฉียงจะเป็นเงินก้อนแรกที่นางหาได้ในหมู่บ้านแห่งนี้ ต่อไปชาวบ้านคนอื่นๆ ก็อาจติดต่อนางให้หาตาน้ำให้อีก ถ้ามีหลายหลังคาเรือนสนใจขุดบ่อนางก็จะได้เงินเพิ่มอีกหลายอีแปะ
"เหยาเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะหาตาน้ำในที่ดินของเขาเจอ แล้วเฉินกุ้ย…" นายหญิงเยี่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"ข้าจะพยายามเจ้าค่ะท่านแม่ ส่วนเฉินกุ้ยท่านแม่ไม่ต้องกังวล พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎแคว้น เขาทำอะไรเราไม่ได้" ชิงเหยาตอบพลางกุมมือมารดาไว้ "น้ำคือชีวิตของคนที่นี่ หากข้าทำให้พวกเขามีน้ำใช้ได้ด้วยตัวเอง ชาวบ้านในหมู่บ้านก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถ้ามีน้ำมากพอให้ชาวบ้านทำการเกษตรพืชพันธุ์ต้นไม้ใบหญ้าก็จะเขียวชอุ่ม ต่อไปหมู่บ้านหุบเขาหินแห่งนี้ก็จะไม่แร้นแค้นอีกต่อไป"
คืนนั้น ชิงเหยาเอนกายลงนอน นางไม่ได้กังวลเรื่องการหาตาน้ำ และเมื่อย้อนคิดก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองคิดถูกเป็นอย่างยิ่งที่วันนั้นนางเลือกวาดไม้ดิ่งหาตาน้ำมากกว่าวาดน้ำโดยตรง เพราะการวาดไม้ดิ่งนางจะสามารถหยิบมาใช้ซ้ำกี่ครั้งก็ได้ อีกทั้งไม้ดิ่งสามารถเอามาใช้ต่อยอดหาเงินได้ แถมยังไม่ถูกดูดพลังชีวิตอีกด้วยเพราะนางไม่ได้ใช้พู่กันวาดสิ่งใหม่
รุ่งอรุณฟ้าสาง หุบเขาหินในยามเช้ายังคงมีไอเย็นปกคลุม มู่ชิงเหยาตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ นางจัดแจงรวบผมให้เรียบร้อย สวมชุดกลางเก่ากลางใหม่ ในย่ามมีไม้ดิ่งสำหรับค้นหาตาน้ำที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ นางเดินออกมาหน้าบ้านก็พบกับหว่านอิงที่ยืนรออยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"พี่ชิงเหยาข้ามาแล้วเจ้าค่ะ" หว่านอิงเอ่ยทักทายเสียงใส
"ไปกันเถิดหว่านอิง พี่ก็เตรียมตัวเสร็จพอดี"
ชิงเหยาตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปบอกลาท่านแม่ที่เดินออกมาส่งถึงหน้าประตู หว่านอิงนำทางชิงเหยาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ของหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปทางบ้านหลังเล็กซึ่งเป็นเขตที่ดินของหลี่เฉียง สองข้างทางมีเพียงพงหญ้าที่แห้งกรัง จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว สภาพบ้านดูทรุดโทรมไม่ต่างจากบ้านของชิงเหยาในวันแรกนัก แต่บริเวณรอบบ้านกลับสะอาดสะอ้านและมีระเบียบ
หลี่เฉียงยืนรออยู่หน้าบ้านพร้อมกับสตรีผู้หนึ่งที่มีสีหน้าใจดี เมื่อเห็นชิงเหยาเดินมาถึง ทั้งคู่ก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีกระตือรือร้น
"แม่นางชิงเหยาเชิญเข้าบ้านก่อน" หลี่เฉียงเอ่ยทักทาย
"พี่หลี่ไม่ต้องเกรงใจเจ้าค่ะ ข้าตั้งใจมาช่วยท่านอยู่แล้ว" ชิงเหยาตอบรับพลางก้มศีรษะให้เล็กน้อย
"นี่คือจินเยว่ภรรยาของข้า" หลี่เฉียงแนะนำสตรีที่ยืนข้างๆ
"ยินดีที่ได้พบแม่นางชิงเหยาเจ้าค่ะ หว่านอิงเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังไม่หยุดเลย ขอบพระคุณที่เมตตาครอบครัวเรานะเจ้าคะ" จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวัง
"ไม่ต้องขอบพระคุณข้าหรอกเจ้าค่ะพี่จินเยว่ ในเมื่อเราอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ย่อมต้องช่วยเหลือกันเป็นธรรมดา"
จินเยว่รีบเชิญชิงเหยาให้นั่งพักที่โต๊ะไม้หน้าบ้าน นางนำชามน้ำมาวางต้อนรับ แม้น้ำในชามจะขุ่นมัวเล็กน้อยตามสภาพน้ำที่ซื้อจากบ่อของเฉินกุ้ยแต่ชิงเหยาก็รับมาจิบพอเป็นพิธีเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ หลังจากพูดคุยทักทายกันอยู่ครู่หนึ่ง ชิงเหยาจึงเริ่มเข้าเรื่องสำคัญ
"พี่หลี่ ข้าอยากเริ่มสำรวจที่ดินของท่านเลยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเจ้าค่ะ"
"ได้ ข้าเตรียมจอบไว้พร้อมแล้ว ให้ข้าเริ่มจากจุดใดก่อนดี" หลี่เฉียงกระตือรือร้นหยิบเครื่องมือขึ้นมาถือไว้
ชิงเหยาเดินออกไปที่พื้นที่ว่างหลังบ้านของหลี่เฉียง ที่ดินบริเวณนี้มีก้อนหินระเกะระกะและดินแข็งกระด้างไม่ต่างจากที่อื่น นางหยิบไม้ดิ่งในย่ามออกมาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง
นางเริ่มเดินไปรอบๆ ที่ดินอย่างช้าๆ โดยมีหลี่เฉียง หว่านอิง และจินเยว่เฝ้ามองตามด้วยความตื่นเต้น ชิงเหยาเดินวนไปทางทิศตะวันออกที่เป็นพื้นที่ลาดต่ำ แต่ไม้ดิ่งกลับยังคงนิ่งสนิท นางจึงเปลี่ยนทิศมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกที่อยู่ติดกับโขดหินใหญ่
ตอนพิเศษ 2 (จบ)ย่างเข้าสู่คิมหันตฤดู ไอแดดช่วงเช้าสะท้อนเหนือผืนน้ำทะเลสาบหนานซิง เสียงแมลงริมฝั่งร้องระงม เรือประมงลำน้อยหลังคาฟางผุพังลำหนึ่งกำลังลอยลำอยู่ในทะเลสาบอย่างโดดเดี่ยวบนเรือนั้นมีบุรุษสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งคือเล่าต๋าชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ผิวที่กร้านแดดเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ อีกคนคืออาซิ่งเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่แววตามีความดื้อรั้นฉายชัด ทั้งคู่กำลังช่วยกันออกแรงสาวตาข่ายที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งผิดปกติขึ้นมาจากน้ำ"วันนี้น่าจะก้าวเท้าออกจากบ้านถูกข้าง เราดวงดีแล้วอาซิ่ง คงได้ปลาใหญ่แน่ๆ ตาข่ายหนักเพียงนี้หากไม่ใช่ปลาหลีฮื้อตัวใหญ่จะเป็นสิ่งใดไปได้อีก" เล่าต๋าเอ่ยพลางพ่นลมหายใจออกทางปาก"ท่านอาเล่า อย่าเพิ่งคิดไปเองเลย เราไม่ได้ปลาใหญ่มาห้าวันแล้วนะ วันนี้จะต้องกลับบ้านมือเปล่าไปอีกรึเปล่าก็ไม่รู้"“เจ้าก็อย่าพูดอัปมงคลเช่นนั้นสิ!” เล่าต๋าดุอาซิ่งกัดฟัน แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเกร็งเขม็งขณะออกแรงกระชากตาข่ายขึ้นมา"หากเป็นปลาใหญ่จริง คืนนี้พวกเราคงได้กินเหล้าดีๆ ในเมืองสักไห"ทว่าเมื่อตาข่ายพ้นผิวน้ำ ความหวังที่ว่าจะเห็นปลาเกล็ดเงินกระโดดโลดเต้นกลับมลายหา
ตอนพิเศษ 1เส้นทางสู่หมู่บ้านหุบเขาหินนั้นทั้งคดเคี้ยวและลาดชัน สองข้างทางเต็มไปด้วยโขดหินรูปทรงประหลาดตา รถม้าหรูหราของจวนจวิ้นอ๋องเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตามหลังขบวนเกวียนขนเสบียงที่บรรทุกทั้งธัญพืช เครื่องเทศ และสมุนไพรมาเต็มลำเซียวอวี้นั่งอยู่ข้างกายชิงเหยาภายในรถม้า เขาคอยประคองร่างบอบบางของนางไว้ทุกครั้งที่ล้อรถสะดุดเข้ากับร่องหิน แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้กระทั่งชิงเหยาก็ยังนึกแปลกใจ บุรุษที่ไม่เคยรักหยกถนอมบุปผาก่อนหน้านี้ พอได้เป็นสามีของใครสักคนเขากลับทำหน้าที่ได้ดีจนน่าปลาบปลื้ม"ทางลำบากถึงเพียงนี้ เจ้ายืนกรานจะมาด้วยตนเองให้ได้ หากเจ้าบอกข้าเพียงคำเดียว ข้าจะสั่งให้ทหารนำเสบียงมาส่งให้ถึงมือชาวบ้านโดยที่เจ้าไม่ต้องเหนื่อยยากเช่นนี้"เซียวอวี้เอ่ยพลางกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้นาง ชิงเหยายิ้มบางๆ พลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา"การมอบของด้วยใจกับการมอบตามหน้าที่นั้นต่างกันนัก หม่อมฉันอยากเห็นด้วยตาตนเองว่าพวกเขามีความเป็นอยู่เช่นไร อีกอย่าง...หม่อมฉันคิดถึงคนในหมู่บ้านหุบเขาหินเพคะ ป่านนี้ไม่รู้ว่าหว่านอิงโตขึ้นมากน้อยเพียงใดแล้ว"เมื่อขบวนรถม้าเลี้ยวเข้าสู
77ข้าอยากปลดปล่อยตัวเองเมื่อรถม้าหยุดลงที่ริมทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ภาพเบื้องหน้าคือผืนน้ำที่ยังคงกระเพื่อมไหวอย่างแผ่วเบาด้วยไอเย็นจัด แม้หิมะจะโปรยปรายลงมาปกคลุมไปทั่ว แต่ผืนน้ำยังไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง เช่นนี้ก็นับว่ามาไม่เสียเที่ยวมู่ชิงเหยาก้าวลงจากรถม้าเดินไปหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง ปล่อยให้ลมหนาวปะทะใบหน้าจนแก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เซียวอวี้เดินตามมายืนเคียงข้างนาง คอยดูอยู่ว่าจุดประสงค์ที่นางอยากมาสถานที่แห่งนี้เพราะเหตุใด"ท่านอ๋อง ข้ายังมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกท่านเพคะ"นางเอ่ยขึ้น เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว เซียวอวี้ขมวดคิ้ว แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่เสี้ยวหน้าของนางอย่างพิจารณา"ความลับอันใดงั้นหรือ"ชิงเหยาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือพู่กันเกล็ดมังกร"พู่กันเล่มนี้คือสิ่งที่ทำให้หม่อมฉันสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ยกเว้นเงินและทอง" นางยิ้มบางๆ แต่อันที่จริงกลับดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก "มันมีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์”“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เขามองพู่กันในมือของนางด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิม“ในทุกครั้งที่หม่อมฉันวาดสิ่งขอ
76เลือดเย็นไม่เบาในช่วงหัวค่ำ มู่ชิงเหยาทราบข่าวเรื่องตระกูลจ้าวล่มสลาย นางได้ออกไปยืนมองขบวนลำเลียงนักโทษจากจวนตระกูลจ้าวไปยังคุกหลวงพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทุกเส้นทางที่คนของตระกูลจ้าวเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ บางคนถึงขั้นปาก้อนหินปาผักเน่าใส่ขบวน มู่ชิงเหยาเพียงแต่ยืนมองภาพนั้นที่มุมหนึ่งเงียบๆ ในที่สุดแสงแห่งความยุติธรรมก็ส่องมาถึงเสียที ข่าวแว่วมาว่าจ้าวคุนไฉได้รับโทษประหาร สตรีและเด็กถูกลดขั้นเป็นทาส บางส่วนก็ถูกส่งเข้าหอนางโลม ชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ถูกเนรเทศไปใช้แรงงานหนักในเช้าวันต่อมาขบวนองครักษ์จากวังหลวงเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเครื่องเทศพร้อมกับราชโองการสีทอง ขณะนั้นมู่ชิงเหยาเพิ่งจะเปิดร้านได้ไม่นานยังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของ นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความตื่นเต้น ฝ่ายนายหญิงเยี่ยก็วิ่งตามหลังมาติดๆ ทั้งสองนั่งลงคุกเข่ารับราชโองการด้วยใจที่สั่นระรัว รอฟังราชโองการในมือองครักษ์อย่างใจจดใจจ่อ"ตามที่จวิ้นอ๋องได้ถวายฎีกา ตรวจสอบพบความจริงว่ามู่ชิงเทียนอดีตพ่อค้าหลวงถูกใส่ร้ายป้ายสี บัดนี้ความจริงปรากฏชัด จึงขอประกาศคืนความบริสุทธิ์และล้างมลทินให้แก่มู่ชิงเท
75จิ้งจอกเฒ่าทั่วทั้งท้องพระโรงราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วโถง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความฉงน ความเงียบสงบเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความสงสัยและเสียงกระซิบกระซาบที่เริ่มหนาหู"มู่ชิงเหยา? นางคือบุตรีของนักโทษที่ล่วงลับไปแล้วมิใช่หรือ ไฉนจึงไม่ใช่คุณหนูตระกูลจ้าวเล่า" ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งพึมพำด้วยความสงสัยจ้าวคุนไฉยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มบัดนี้กลับกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสั่นเทาด้วยความอัปยศและโกรธแค้น เขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของเซียวอวี้ด้วยสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด หมากที่เขาอุตส่าห์วางไว้เพื่อให้บุตรีเป็นพระชายาเอกกลับถูกเซียวอวี้พลิกกระดานกลางท้องพระโรงอย่างไม่ไว้หน้า“ท่านอ๋องทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” จิ้งจอกเฒ่ากัดฟันถาม เดิมทีพยายามข่มอารมณ์อยู่ แต่ตบะแตกเมื่อได้ยินคำขอสมรสพระราชทานที่ผิดคาดไปไกลแสนไกล เขาหน้าดำหน้าแดง ก้าวออกมากลางท้องพระโรงพลางชี้หน้าเซียวอวี้ด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านอ๋อง! ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านไปมาหาสู่บุตรสาวของข้าที
74สินเดิมสิบลี้ทันทีที่รถม้าหรูหราเคลื่อนออกจากเขตตลาดที่พลุกพล่าน จ้าวจื่อรั่วไม่ได้สั่งให้คนขับรถม้ากลับไปยังจวนตระกูลจ้าว แต่กลับสั่งให้ไปที่จวนจวิ้นอ๋อง นางจัดแต่งทรงผมและเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยไร้ที่ติอีกครั้ง ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ประหนึ่งว่าตนเองคือพระชายาเอกของที่นี่เรียบร้อยแล้วสาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าจวนแจ้งแก่นางว่ายามนี้เซียวอวี้กำลังขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง จ้าวจื่อรั่วแย้มยิ้มบางๆ นางก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังห้องซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวของเขาอย่างคุ้นเคยภายในห้องหนังสือ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหมึกและตำราอบอวลไปทั่วห้อง เซียวอวี้ในชุดลำลองผ้าไหมสีเข้มกำลังนั่งพลิกหน้ากระดาษตำราในมืออย่างใจลอย ทันทีที่จ้าวจื่อรั่วก้าวเข้ามา นางไม่ได้รอให้บ่าวรับใช้รายงาน แต่กลับเดินเข้าไปหาเขาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดจนหวานหยด"ท่านอ๋อง จื่อรั่วเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านอ๋องหรือไม่เพคะ"เซียวอวี้ละสายตาจากตำรา เขาเหลือบมองสตรีตรงหน้าที่เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ายังคงไว้ซึ่งมารยาท"คุณหนูจ้าวมีธุระด่วนอันใดงั้นหรือ"จ้าวจื่
13อยู่ก็ได้ตายก็ดีบุรุษบนรถเข็นค่อยๆ เบือนหน้ามามองนาง แววตาของเขาดูว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย ราวกับว่าชีวิตที่เหลืออยู่นี้ไม่มีความหมายอันใดอีกต่อไป ทว่ามู่ชิงเหยากลับไม่ยอมแพ้ นางกระชับมือที่จับแขนเขาให้แน่นขึ้นอีก พยายามจะเข็นรถไม้ของเขาให้ออกไปจากจุดที่อันตรายนี้“ท่านจะมามัวนั่งรอความตายอ
12ไฟป่าผ่านช่วงเวลายามเช้ามาแล้วหลายชั่วยาม แต่มู่ชิงเหยากลับไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้นมาตักน้ำพรวนดินหรือออกไปหาของป่าเช่นวันก่อนๆ นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้นอนที่ตั้งอยู่ใต้ชายคาบ้าน ปล่อยให้ร่างกายรับลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่านไปอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังยอดเขาไกลโพ้นด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ข้าว
11เรามีกันสองคนมู่ชิงเหยาเก็บถุงเงินไว้ในสาบเสื้ออย่างดี นางจัดการจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังตลาดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นจุดรวมพลของชาวบ้านและพ่อค้าปลีกที่นำของมาแลกเปลี่ยนกันตลาดแห่งนี้แม้จะดูเงียบเหงาและซบเซาตา
10ขายผ้าไหมหลังจากที่มู่ชิงเหยาได้วาดผ้าไหมมาแล้ว นางก็ไม่ได้รั้งรอให้เวลาเสียเปล่า นางจัดการห่อพับผ้าไหมผืนงามด้วยผ้าดิบเก่าๆ หลายชั้นเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น ก่อนจะซ่อนมันไว้ในตะกร้าสานที่ใช้สะพายหลัง นางบอกกล่าวกับนายหญิงเยี่ยเพียงสั้นๆ ว่าจะออกไปดักรอขบวนพ่อค้าที่ทางเข้าหมู่บ้านตามที่







