เข้าสู่ระบบ8
ใครอนุญาติให้ขุดบ่อ
ทันใดนั้นเอง ไม้ดิ่งในมือของนางก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ ปลายของมันเริ่มดิ่งลงสู่พื้นดินอย่างช้าๆ ชิงเหยาหยุดเดินและก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงเล็กน้อย แรงสั่นสะเทือนจากไม้ดิ่งก็แรงขึ้นจนนางสัมผัสได้ชัดเจน
"ตรงนี้แหละเจ้าค่ะพี่หลี่" ชิงเหยาเอ่ยขึ้นพลางชี้ลงที่พื้นดินใต้เงาโขดหินใหญ่
"ตรงนี้หรือแม่นางชิงเหยา ดินตรงนี้ดูแข็งกว่าที่อื่นนัก" หลี่เฉียงถามด้วยความสงสัยแต่ในใจก็ยังเชื่อมั่น
"ใต้หินก้อนนี้มีสายน้ำไหลผ่านเจ้าค่ะ หากท่านขุดลงไป ข้าเชื่อว่าจะเจอแหล่งน้ำที่ดี" นางยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หลี่เฉียงไม่รอช้า เขากระชับจอบในมือแน่น เริ่มสับจอบลงบนพื้นดินตามที่ชิงเหยาชี้จุดไว้ เสียงจอบกระทบดินแข็งดังก้องไปทั่วบริเวณ จินเยว่และหว่านอิงยืนกำมือแน่นเฝ้าดูอยู่ไม่ห่าง ทุกคนต่างภาวนาให้สิ่งที่ชิงเหยาบอกเป็นความจริง
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม หลี่เฉียงขุดดินลงไปได้ลึกประมาณสามศอก ร่างกายของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อแต่ก็ยังไม่หยุดมือ จนกระทั่งจอบในมือของเขาสับลงไปโดนชั้นดินที่อ่อนตัวลง และทันใดนั้นเอง ดินที่ก้นหลุมก็เริ่มมีสีเข้มขึ้นและเปลี่ยนเป็นชื้นแฉะ
"น้ำ! มีน้ำซึมออกมาแล้ว!"
หลี่เฉียงตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น เขาโยนจอบทิ้งแล้วใช้มือโกยดินที่ชุ่มน้ำออกมาจากก้นหลุม น้ำใสค่อยๆ ซึมออกมาจากรอยแยกใต้ชั้นหินทีละนิด ก่อนจะเริ่มรวมตัวกันจนเอ่อล้นขึ้นมาเต็มก้นหลุม ชิงเหยาก้มลงมองดูด้วยรอยยิ้ม ตาน้ำใต้โขดหินช่วยกักเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดี
"มีน้ำจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะท่านพ่อ"
หว่านอิงร้องกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ จินเยว่น้ำตาคลอเบ้า นางรีบจูงมือลูกเข้ามาดูน้ำที่พุ่งออกมาจากใต้ดิน
"ขอบคุณแม่นางชิงเหยา ขอบคุณจริงๆ เจ้าค่ะ ครอบครัวเรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งแล้ว"
หลี่เฉียงเงยหน้าขึ้นจากหลุมน้ำ ใบหน้าของเขาเปื้อนโคลนแต่ดวงตากลับมีประกายความสุข
"แม่นางชิงเหยา เจ้าเก่งกาจนัก ข้าไม่คิดเลยว่าในดินแห้งๆ แบบนี้จะมีน้ำซ่อนอยู่ลึกเพียงเท่านี้เอง"
"พี่หลี่อย่าเพิ่งขอบคุณข้าเลยเจ้าค่ะ ท่านรีบขุดต่อและนำหินมาเรียงเป็นขอบบ่อให้แข็งแรงก่อนเถิด น้ำนี้ใสสะอาดใช้ดื่มกินและรดผักได้สบายเจ้าค่ะ"
"จริงด้วย ข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้เลย" หลี่เฉียงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
ชิงเหยายืนมองภาพครอบครัวเล็กๆ ที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุข เงินยี่สิบอีแปะที่หลี่เฉียงเตรียมไว้ให้นั้นไม่สำคัญเท่ากับการที่คนเหล่านี้จะสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจการขูดรีดของเฉินกุ้ยอีกต่อไป
นางหันมองไปทางที่ดินที่นางเพิ่งหาตาน้ำให้ แม้จะเป็นเพียงบ่อน้ำเล็กๆ แต่ในหมู่บ้านหุบเขาหินที่แห้งแล้งแห่งนี้ น้ำเพียงหนึ่งบ่อก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งตระกูล
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าขุดบ่อ!”
ขณะที่หลี่เฉียงกำลังวางหินสร้างบ่อ เฉินกุ้ยก็เดินปรี่เข้ามาด้วยความโกรธจัดจนใบหน้าแดงก่ำ ด้านหลังมีลูกสมุนสองคนเดินตามมาติดๆ พวกมันจ้องมองบ่อน้ำที่เพิ่งขุดเสร็จใหม่ด้วยสายตาดุดัน ทั้งโกรธและตกใจที่เห็นว่าในดินแห้งๆ แห่งนี้มีตาน้ำซ่อนอยู่จริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้รายได้จากการเก็บสวยของเฉินกุ้ยจะหายไปอย่างไม่ต้องสงสัย
“บังอาจนัก! ใครกล้าขุดบ่อน้ำโดยไม่ขออนุญาตข้า”
ได้ยินดังนั้นหลี่เฉียงชะงักมือทันที เขายืดตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางตื่นตระหนก
“ท่านผู้นำหมู่บ้าน คือข้า...”
“ข้าถามว่าใครอนุญาตให้พวกเจ้าขุดบ่อน้ำ!” เฉินกุ้ยไม่รอให้หลี่เฉียงอธิบาย ชี้นิ้วสั่งเสียงกร้าว “หมู่บ้านหุบเขาหินมีบ่อน้ำส่วนกลางอยู่แล้ว การที่เจ้าทำเช่นนี้ถือเป็นการขโมยทรัพยากรน้ำใต้ดินไปใช้ส่วนตัว กลบบ่อน้ำเดี๋ยวนี้!”
หลี่เฉียงหน้าซีดเผือด เขาหันมองจินเยว่ที่ยืนกอดลูกน้อยไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะบานปลาย มู่ชิงเหยาที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ก็ก้าวออกมาข้างหน้า นางจ้องมองเฉินกุ้ยอย่างไม่ลดละ ในแววตาของนางแข็งกร้าวไร้แววหวาดกลัว
“เหตุใดชาวบ้านจะสร้างบ่อน้ำในที่ดินของตนเองไม่ได้!”
เฉินกุ้ยหันไปมองหญิงสาวร่างบางด้วยความขัดใจ “ข้าเป็นผู้นำหมู่บ้าน หากไม่ได้รับการอนุญาตจากข้าใครหน้าไหนก็สร้างบ่อน้ำเองไม่ได้!”
ชิงเหยาเหยียดยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน “ข้ามาจากเมืองหลวง ข้ามีความรู้มีการศึกษา รู้กฎหมายบ้านเมืองมาไม่น้อย ไม่เคยมีกฎหมายแคว้นห้ามให้ชาวบ้านขุดบ่อน้ำเพื่อใช้สอยในเขตที่ดินที่ตนถือครองอย่างถูกต้อง ที่เมืองหลวงบ้านขุนนางหรือบ้านราษฎรทุกหลังก็ล้วนมีบ่อน้ำใช้เป็นของตนเองทั้งสิ้น เพื่อความสะดวกและสุขอนามัยของครอบครัว หากท่านจะบังคับให้พี่หลี่กลบบ่อนี้ ท่านก็ควรจะมีหนังสือคำสั่งจากทางการมายืนยัน มิใช่ใช้เพียงอารมณ์และคำพูดของตนเองมาข่มขู่ลูกบ้าน”
คำตอกกลับของชิงเหยาทำให้เฉินกุ้ยถึงกับอึ้งจนน้ำท่วมปาก เขาไม่คิดว่านางจะยกเรื่องการใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาอ้าง ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เริ่มมามุงดูต่างก็ซุบซิบเห็นพ้องกับนาง เพราะไม่มีใครอยากเสียเงินซื้อน้ำขุ่นมัวจากเฉินกุ้ยไปตลอดชีวิต
“เจ้ามันเด็กปากดี!”
เฉินกุ้ยเค้นเสียงรอดไรฟัน แต่ก็รู้ดีว่าหากเรื่องนี้ไปถึงหูทางการที่ในเมืองหลวง เขาต่างหากที่จะเป็นฝ่ายผิดฐานขูดรีดและใช้อำนาจเกินขอบเขต อีกทั้งเมื่อครู่นี้ชิงเหยายังบอกว่านางมีการศึกษาและรู้กฎหมายไม่น้อย เทียบกับชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่รู้อะไรเลย ชิงเหยาแตกต่างจากชาวบ้านหน้าซื่อเหล่านี้มาก เฉินกุ้ยจึงยอมถอยให้อย่างจำใจ
“เอาเถอะ ในเมื่อพวกเจ้าอยากจะขุดนักก็ตามใจ แต่หากวันใดบ่อนี้แห้งขอดหรือเกิดอาเพศขึ้นในที่ดินผืนนี้ อย่าคลานเข่ามาขอร้องข้าก็แล้วกัน”
เฉินกุ้ยสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงก่อนจะเดินกระแทกเท้ากลับไปพร้อมลูกสมุนด้วยความขุ่นเคือง เมื่อเห็นว่าคนพาลไปพ้นทางแล้ว หลี่เฉียงก็ถอนใจออกมาอย่างโล่งอก เขาหันไปหาชิงเหยาด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณแม่นางชิงเหยามาก หากไม่ได้เจ้าช่วยพูด ข้าคงต้องถูกบังคับให้กลบบ่อนี้ทิ้งแน่ๆ”
“พี่หลี่อย่าได้กังวลไปเจ้าค่ะ สิทธิ์ในที่ดินเป็นของท่าน น้ำที่ผุดขึ้นมาก็เป็นของท่าน ใครก็มาบังคับให้ห้ามใช้น้ำในบ่อนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ”
หลังจากช่วยหลี่เฉียงจัดการหินรอบบ่อจนเสร็จสิ้น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าตาน้ำจะไหลเวียนได้ดี ชิงเหยาก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน จินเยว่รีบเดินเข้าไปในครัวชั่วครู่ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมห่อผ้าสองสามห่อที่บรรจุของมาจนเต็มเพื่อมอบให้เป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ
ตอนพิเศษ 2 (จบ)ย่างเข้าสู่คิมหันตฤดู ไอแดดช่วงเช้าสะท้อนเหนือผืนน้ำทะเลสาบหนานซิง เสียงแมลงริมฝั่งร้องระงม เรือประมงลำน้อยหลังคาฟางผุพังลำหนึ่งกำลังลอยลำอยู่ในทะเลสาบอย่างโดดเดี่ยวบนเรือนั้นมีบุรุษสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งคือเล่าต๋าชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ผิวที่กร้านแดดเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ อีกคนคืออาซิ่งเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่แววตามีความดื้อรั้นฉายชัด ทั้งคู่กำลังช่วยกันออกแรงสาวตาข่ายที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งผิดปกติขึ้นมาจากน้ำ"วันนี้น่าจะก้าวเท้าออกจากบ้านถูกข้าง เราดวงดีแล้วอาซิ่ง คงได้ปลาใหญ่แน่ๆ ตาข่ายหนักเพียงนี้หากไม่ใช่ปลาหลีฮื้อตัวใหญ่จะเป็นสิ่งใดไปได้อีก" เล่าต๋าเอ่ยพลางพ่นลมหายใจออกทางปาก"ท่านอาเล่า อย่าเพิ่งคิดไปเองเลย เราไม่ได้ปลาใหญ่มาห้าวันแล้วนะ วันนี้จะต้องกลับบ้านมือเปล่าไปอีกรึเปล่าก็ไม่รู้"“เจ้าก็อย่าพูดอัปมงคลเช่นนั้นสิ!” เล่าต๋าดุอาซิ่งกัดฟัน แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเกร็งเขม็งขณะออกแรงกระชากตาข่ายขึ้นมา"หากเป็นปลาใหญ่จริง คืนนี้พวกเราคงได้กินเหล้าดีๆ ในเมืองสักไห"ทว่าเมื่อตาข่ายพ้นผิวน้ำ ความหวังที่ว่าจะเห็นปลาเกล็ดเงินกระโดดโลดเต้นกลับมลายหา
ตอนพิเศษ 1เส้นทางสู่หมู่บ้านหุบเขาหินนั้นทั้งคดเคี้ยวและลาดชัน สองข้างทางเต็มไปด้วยโขดหินรูปทรงประหลาดตา รถม้าหรูหราของจวนจวิ้นอ๋องเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตามหลังขบวนเกวียนขนเสบียงที่บรรทุกทั้งธัญพืช เครื่องเทศ และสมุนไพรมาเต็มลำเซียวอวี้นั่งอยู่ข้างกายชิงเหยาภายในรถม้า เขาคอยประคองร่างบอบบางของนางไว้ทุกครั้งที่ล้อรถสะดุดเข้ากับร่องหิน แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้กระทั่งชิงเหยาก็ยังนึกแปลกใจ บุรุษที่ไม่เคยรักหยกถนอมบุปผาก่อนหน้านี้ พอได้เป็นสามีของใครสักคนเขากลับทำหน้าที่ได้ดีจนน่าปลาบปลื้ม"ทางลำบากถึงเพียงนี้ เจ้ายืนกรานจะมาด้วยตนเองให้ได้ หากเจ้าบอกข้าเพียงคำเดียว ข้าจะสั่งให้ทหารนำเสบียงมาส่งให้ถึงมือชาวบ้านโดยที่เจ้าไม่ต้องเหนื่อยยากเช่นนี้"เซียวอวี้เอ่ยพลางกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้นาง ชิงเหยายิ้มบางๆ พลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา"การมอบของด้วยใจกับการมอบตามหน้าที่นั้นต่างกันนัก หม่อมฉันอยากเห็นด้วยตาตนเองว่าพวกเขามีความเป็นอยู่เช่นไร อีกอย่าง...หม่อมฉันคิดถึงคนในหมู่บ้านหุบเขาหินเพคะ ป่านนี้ไม่รู้ว่าหว่านอิงโตขึ้นมากน้อยเพียงใดแล้ว"เมื่อขบวนรถม้าเลี้ยวเข้าสู
77ข้าอยากปลดปล่อยตัวเองเมื่อรถม้าหยุดลงที่ริมทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ภาพเบื้องหน้าคือผืนน้ำที่ยังคงกระเพื่อมไหวอย่างแผ่วเบาด้วยไอเย็นจัด แม้หิมะจะโปรยปรายลงมาปกคลุมไปทั่ว แต่ผืนน้ำยังไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง เช่นนี้ก็นับว่ามาไม่เสียเที่ยวมู่ชิงเหยาก้าวลงจากรถม้าเดินไปหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง ปล่อยให้ลมหนาวปะทะใบหน้าจนแก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เซียวอวี้เดินตามมายืนเคียงข้างนาง คอยดูอยู่ว่าจุดประสงค์ที่นางอยากมาสถานที่แห่งนี้เพราะเหตุใด"ท่านอ๋อง ข้ายังมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกท่านเพคะ"นางเอ่ยขึ้น เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว เซียวอวี้ขมวดคิ้ว แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่เสี้ยวหน้าของนางอย่างพิจารณา"ความลับอันใดงั้นหรือ"ชิงเหยาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือพู่กันเกล็ดมังกร"พู่กันเล่มนี้คือสิ่งที่ทำให้หม่อมฉันสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ยกเว้นเงินและทอง" นางยิ้มบางๆ แต่อันที่จริงกลับดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก "มันมีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์”“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เขามองพู่กันในมือของนางด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิม“ในทุกครั้งที่หม่อมฉันวาดสิ่งขอ
76เลือดเย็นไม่เบาในช่วงหัวค่ำ มู่ชิงเหยาทราบข่าวเรื่องตระกูลจ้าวล่มสลาย นางได้ออกไปยืนมองขบวนลำเลียงนักโทษจากจวนตระกูลจ้าวไปยังคุกหลวงพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทุกเส้นทางที่คนของตระกูลจ้าวเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ บางคนถึงขั้นปาก้อนหินปาผักเน่าใส่ขบวน มู่ชิงเหยาเพียงแต่ยืนมองภาพนั้นที่มุมหนึ่งเงียบๆ ในที่สุดแสงแห่งความยุติธรรมก็ส่องมาถึงเสียที ข่าวแว่วมาว่าจ้าวคุนไฉได้รับโทษประหาร สตรีและเด็กถูกลดขั้นเป็นทาส บางส่วนก็ถูกส่งเข้าหอนางโลม ชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ถูกเนรเทศไปใช้แรงงานหนักในเช้าวันต่อมาขบวนองครักษ์จากวังหลวงเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเครื่องเทศพร้อมกับราชโองการสีทอง ขณะนั้นมู่ชิงเหยาเพิ่งจะเปิดร้านได้ไม่นานยังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของ นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความตื่นเต้น ฝ่ายนายหญิงเยี่ยก็วิ่งตามหลังมาติดๆ ทั้งสองนั่งลงคุกเข่ารับราชโองการด้วยใจที่สั่นระรัว รอฟังราชโองการในมือองครักษ์อย่างใจจดใจจ่อ"ตามที่จวิ้นอ๋องได้ถวายฎีกา ตรวจสอบพบความจริงว่ามู่ชิงเทียนอดีตพ่อค้าหลวงถูกใส่ร้ายป้ายสี บัดนี้ความจริงปรากฏชัด จึงขอประกาศคืนความบริสุทธิ์และล้างมลทินให้แก่มู่ชิงเท
75จิ้งจอกเฒ่าทั่วทั้งท้องพระโรงราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วโถง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความฉงน ความเงียบสงบเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความสงสัยและเสียงกระซิบกระซาบที่เริ่มหนาหู"มู่ชิงเหยา? นางคือบุตรีของนักโทษที่ล่วงลับไปแล้วมิใช่หรือ ไฉนจึงไม่ใช่คุณหนูตระกูลจ้าวเล่า" ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งพึมพำด้วยความสงสัยจ้าวคุนไฉยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มบัดนี้กลับกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสั่นเทาด้วยความอัปยศและโกรธแค้น เขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของเซียวอวี้ด้วยสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด หมากที่เขาอุตส่าห์วางไว้เพื่อให้บุตรีเป็นพระชายาเอกกลับถูกเซียวอวี้พลิกกระดานกลางท้องพระโรงอย่างไม่ไว้หน้า“ท่านอ๋องทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” จิ้งจอกเฒ่ากัดฟันถาม เดิมทีพยายามข่มอารมณ์อยู่ แต่ตบะแตกเมื่อได้ยินคำขอสมรสพระราชทานที่ผิดคาดไปไกลแสนไกล เขาหน้าดำหน้าแดง ก้าวออกมากลางท้องพระโรงพลางชี้หน้าเซียวอวี้ด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านอ๋อง! ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านไปมาหาสู่บุตรสาวของข้าที
74สินเดิมสิบลี้ทันทีที่รถม้าหรูหราเคลื่อนออกจากเขตตลาดที่พลุกพล่าน จ้าวจื่อรั่วไม่ได้สั่งให้คนขับรถม้ากลับไปยังจวนตระกูลจ้าว แต่กลับสั่งให้ไปที่จวนจวิ้นอ๋อง นางจัดแต่งทรงผมและเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยไร้ที่ติอีกครั้ง ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ประหนึ่งว่าตนเองคือพระชายาเอกของที่นี่เรียบร้อยแล้วสาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าจวนแจ้งแก่นางว่ายามนี้เซียวอวี้กำลังขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง จ้าวจื่อรั่วแย้มยิ้มบางๆ นางก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังห้องซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวของเขาอย่างคุ้นเคยภายในห้องหนังสือ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหมึกและตำราอบอวลไปทั่วห้อง เซียวอวี้ในชุดลำลองผ้าไหมสีเข้มกำลังนั่งพลิกหน้ากระดาษตำราในมืออย่างใจลอย ทันทีที่จ้าวจื่อรั่วก้าวเข้ามา นางไม่ได้รอให้บ่าวรับใช้รายงาน แต่กลับเดินเข้าไปหาเขาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดจนหวานหยด"ท่านอ๋อง จื่อรั่วเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านอ๋องหรือไม่เพคะ"เซียวอวี้ละสายตาจากตำรา เขาเหลือบมองสตรีตรงหน้าที่เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ายังคงไว้ซึ่งมารยาท"คุณหนูจ้าวมีธุระด่วนอันใดงั้นหรือ"จ้าวจื่
13อยู่ก็ได้ตายก็ดีบุรุษบนรถเข็นค่อยๆ เบือนหน้ามามองนาง แววตาของเขาดูว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย ราวกับว่าชีวิตที่เหลืออยู่นี้ไม่มีความหมายอันใดอีกต่อไป ทว่ามู่ชิงเหยากลับไม่ยอมแพ้ นางกระชับมือที่จับแขนเขาให้แน่นขึ้นอีก พยายามจะเข็นรถไม้ของเขาให้ออกไปจากจุดที่อันตรายนี้“ท่านจะมามัวนั่งรอความตายอ
12ไฟป่าผ่านช่วงเวลายามเช้ามาแล้วหลายชั่วยาม แต่มู่ชิงเหยากลับไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้นมาตักน้ำพรวนดินหรือออกไปหาของป่าเช่นวันก่อนๆ นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้นอนที่ตั้งอยู่ใต้ชายคาบ้าน ปล่อยให้ร่างกายรับลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่านไปอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังยอดเขาไกลโพ้นด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ข้าว
11เรามีกันสองคนมู่ชิงเหยาเก็บถุงเงินไว้ในสาบเสื้ออย่างดี นางจัดการจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังตลาดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นจุดรวมพลของชาวบ้านและพ่อค้าปลีกที่นำของมาแลกเปลี่ยนกันตลาดแห่งนี้แม้จะดูเงียบเหงาและซบเซาตา
10ขายผ้าไหมหลังจากที่มู่ชิงเหยาได้วาดผ้าไหมมาแล้ว นางก็ไม่ได้รั้งรอให้เวลาเสียเปล่า นางจัดการห่อพับผ้าไหมผืนงามด้วยผ้าดิบเก่าๆ หลายชั้นเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น ก่อนจะซ่อนมันไว้ในตะกร้าสานที่ใช้สะพายหลัง นางบอกกล่าวกับนายหญิงเยี่ยเพียงสั้นๆ ว่าจะออกไปดักรอขบวนพ่อค้าที่ทางเข้าหมู่บ้านตามที่







