LOGIN5
ใช่ว่าจะเป็นผลดี
เสียงหัวเราะเยาะหยันของเฉินกุ้ยและพวกพ้องค่อยๆ เลือนหายไป มู่ชิงเหยามองตามหลังคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางไม่ได้สนใจต่อคำถากถางหรือคำขู่ที่ว่าจะปล่อยให้พวกนางอดตายเพราะขาดน้ำ เพราะนางมีบ่อน้ำในที่ดินของตนเองแล้ว แถมยังใสสะอาดไม่เหมือนบ่อน้ำของเฉินกุ้ยที่ขุ่นเพราะใกล้แห้งขอด
เมื่อมารดากลับเข้าไปพักในบ้านแล้ว หญิงสาวก็หันไปหยิบตะกร้าสานใบเก่าขึ้นมาสะพายหลัง ในมือถือจอบบิ่นๆ เล่มเดิม เป้าหมายของนางในวันนี้คือเนินดินรกร้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ที่นั่นมีดินเหนียวเนื้อละเอียดที่พอจะนำมาผสมฟางเพื่อใช้ซ่อมแซมรอยแตกตามผนังบ้านดินได้
นางไม่ได้หยิบพู่กันเกล็ดมังกรมาใช้งาน เหตุผลก็เพราะว่านางเริ่มสังเกตเห็นกฎเกณฑ์บางอย่างของพู่กันวิเศษเล่มนี้ ชิงเหยาเชื่อว่าหากนางมีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อม มีเลือดลมเดินสะดวกและมีพละกำลังเต็มเปี่ยม เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้มันวาดของสำคัญที่อาจต้องแลกด้วยความเจ็บปวด นางย่อมต้านทานแรงสะท้อนกลับนั้นได้ดีกว่าตอนที่ร่างกายอ่อนแอซูบผอม การใช้พู่กันทุกวันก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป
สิ่งไหนที่พอจะทำได้ด้วยแรงกายนางจะลงมือทำด้วยตนเอง สิ่งไหนที่หาได้จากป่าเขาลำเนาไพรนางจะไม่ยอมพึ่งพาพู่กันเป็นอันขาด พู่กันนี้มีทั้งคุณและโทษ การพึ่งพาปาฏิหาริย์ทุกวันนางจะถูกดูดพลังจนตาย ชิงเหยาไม่ได้ต้องการเพียงแค่รอดตาย แต่นางต้องการยืนยัดเพื่อให้มารดาได้พึ่งพา
เมื่อมาถึงเนินดินที่มีร่องรอยของดินเหนียวสีเข้มก็เริ่มลงมือขุดดินอย่างตั้งใจ ดินที่นี่เหนียวหนึบและขุดยากกว่าดินทรายทั่วไป ทุกครั้งที่จอบสับลงต้องออกแรงแขนอย่างมากจนเหงื่อกาฬไหลซึม
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางขนดินเหนียวกลับมาที่บ้านหลายเที่ยว จนกระทั่งได้กองดินพูนสูงพอกับความต้องการ
นายหญิงเยี่ยเดินออกมาเห็นบุตรสาวในสภาพที่เนื้อตัวเปื้อนโคลนก็รีบเข้ามาช่วยประคองตะกร้าออกให้
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าพักเสียหน่อยเถิดลูก มือเจ้าแดงไปหมดแล้ว”
มารดากล่าวด้วยความสงสาร พลางมองดูนิ้วมือเล็กๆ ที่เริ่มมีรอยด้านจากการทำงานหนัก ตั้งแต่เล็กจนโตชิงเหยาไม่เคยต้องทำงานแบกหาม นายหญิงเยี่ยเลี้ยงบุตรสาวมาราวกับคุณหนูในห้องหอ พอได้มาเห็นลูกสาวในสภาพนี้แล้วยิ่งทำให้ผู้เป็นแม่หดหู่ใจยิ่งนัก
“ลูกไม่เหนื่อยเจ้าค่ะท่านแม่ ตอนที่อยู่จวนตระกูลมู่ท่านพ่อเคยเรียกช่างมาซ่อมแซมเรือนสาวใช้ ลูกเห็นว่าช่างใช้ดินเหนียวอุดรอยรั่ว ลูกก็เลยจำมาทำดูบ้าง”
“เช่นนั้นให้แม่ช่วยนะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ไปนอนพักต่อเถิดเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร แม่ดีขึ้นบ้างแล้ว”
สองแม่ลูกช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น ชิงเหยาใช้เท้าเปล่าเหยียบย่ำดินเหนียวผสมกับฟางและน้ำจากบ่อจนได้เนื้อที่เหนียวพอดี แล้วใช้มือกอบดินเหล่านั้นขึ้นมาปาดปิดรอยร้าวตามผนังบ้านดิน รอยโหว่ที่เคยปล่อยให้ลมหนาวลอดผ่านเข้ามาได้บัดนี้ถูกปิดสนิทแล้ว
เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ชิงเหยาก็ทำงานเสร็จสิ้นพอดี นางล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำในบ่อ จากนั้นเดินกลับเข้าบ้านมานั่งข้างมารดาที่เตรียมหัวมันต้มและไข่ไก่ไว้ให้
“วันนี้เจ้าทำงานหนัก กินให้มากหน่อย” มารดาคัดไข่ไก่ฟองที่ใหญ่ที่สุดวางลงในชามของบุตรสาว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
เช้าวันรุ่งขึ้นหมอกจางๆ ปกคลุมหุบเขา มู่ชิงเหยาลุกขึ้นจัดการธุระส่วนตัวก่อนจะเดินออกไปหลังบ้าน นางก้มลงมองแปลงผักเล็กๆ ที่เพิ่งหย่อนเมล็ดลงไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นผักที่ปลูกไว้กำลังเป็นต้นกล้า ชิงเหยาแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจ แล้วเดินไปที่บ่อน้ำตักน้ำใส่ถังไม้เล็กๆ รดลงบนต้นกล้าเหล่านั้นจนชุ่มฉ่ำ
ทว่าในขณะที่นางกำลังก้มตัวทำงานอยู่นั้น นางกลับรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างที่บริเวณรั้วไม้ไผ่ผุๆ จึงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ
ที่นั่นมีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งยืนเกาะรั้วมองมาด้วยดวงตากลมแป๋ว อายุของเด็กหญิงราวๆ แปดขวบ สวมชุดผ้าหยาบสีหม่นที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ผิวพรรณกร้านแดดตามแบบลูกหลานชาวนาในชนบท เส้นผมของนางมัดเป็นจุกเล็กๆ สองข้างดูยุ่งเหยิง เด็กน้อยยืนจ้องมองการกระทำของชิงเหยาอย่างเงียบๆ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
ชิงเหยาชะงักมือที่กำลังรดน้ำ มองสบตาเด็กหญิงผู้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลี่รอยยิ้มส่งไปให้ ความประหม่าที่เคยมีบนใบหน้าเล็กๆ นั้นจางหายไป เมื่อเห็นว่าพี่สาวที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่เป็นมิตรและดูเหมือนจะใจดี
“พี่สาว บ้านของท่านมีบ่อน้ำเป็นของตนเองหรือเจ้าคะ”
เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามพร้อมกับเอียงคอ ดวงตากลมโตของนางจ้องมองไปยังแอ่งน้ำใสที่อยู่เบื้องหลังมู่ชิงเหยาไม่วางตา น้ำในบ่อนั้นต้องแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ
ชิงเหยาวางถังน้ำลงแล้วเดินเข้าไปใกล้รั้วไม้ไผ่มากขึ้น นางย่อตัวลงเพื่อให้ระดับสายตาเท่ากับเด็กหญิง
“ใช่แล้ว ข้าเพิ่งขุดพบแหล่งน้ำที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง”
เด็กหญิงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นไปอีก มองดูน้ำในบ่อด้วยความกระหายอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก้มหน้าลงมองพื้นดินและพึมพำออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“พ่อแม่ของข้าต้องซื้อน้ำจากผู้นำหมู่บ้านยี่สิบอีแปะต่อเดือน แถมน้ำยังไม่ใสสะอาดเหมือนบ่อน้ำของพี่สาวเลยเจ้าค่ะ”
คำพูดจากปากเด็กหญิงทำให้มู่ชิงเหยาชะงัก นางนิ่งไปครู่หนึ่งพลางครุ่นคิด ยี่สิบอีแปะนั่นเป็นเงินจำนวนที่ไม่น้อยเลยสำหรับครอบครัวชาวนา พวกเขาไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร แถมผลผลิตที่เก็บได้จากไร่นาก็น้อยนิด มิหนำซ้ำยังต้องเจียดเงินที่หามาได้ซื้อน้ำตั้งเดือนละยี่สิบอีแปะเพื่อดำรงชีวิต คิดไปแล้วก็น่าอนาถใจเหลือเกิน
เฉินกุ้ยทำเช่นนี้เท่ากับว่ารีดเลือดเอากับปูชัดๆ!
นางลอบสังเกตความเศร้าบนใบหน้าของเด็กหญิงผู้ไร้เดียงสา ความยากจนและความเห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจในหมู่บ้านนี้ช่างน่ารังเกียจ น้ำที่ควรจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของการมีชีวิต กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการขูดรีดประหนึ่งสินค้าล้ำค่าที่หาซื้อได้ยากยิ่ง
“ยี่สิบอีแปะเป็นเงินไม่น้อยเลย แล้วน้ำที่เจ้าซื้อมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง” ชิงเหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเห็นใจ
“มันขุ่นและมีเศษดินติดมาด้วยเจ้าค่ะ บางวันก็มีกลิ่นเหม็นจนท่านแม่ต้องเอาไปต้มหลายรอบกว่าจะกล้าให้ข้าดื่ม พี่สาวเจ้าคะ น้ำของท่านใสเหลือเกิน ข้าไม่เคยเห็นน้ำที่ใสเช่นนี้มาก่อนในหมู่บ้านของเรา” เด็กหญิงตอบพลางเงยหน้าขึ้นมองบ่อน้ำอีกครั้ง
ตอนพิเศษ 2 (จบ)ย่างเข้าสู่คิมหันตฤดู ไอแดดช่วงเช้าสะท้อนเหนือผืนน้ำทะเลสาบหนานซิง เสียงแมลงริมฝั่งร้องระงม เรือประมงลำน้อยหลังคาฟางผุพังลำหนึ่งกำลังลอยลำอยู่ในทะเลสาบอย่างโดดเดี่ยวบนเรือนั้นมีบุรุษสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งคือเล่าต๋าชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ผิวที่กร้านแดดเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ อีกคนคืออาซิ่งเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่แววตามีความดื้อรั้นฉายชัด ทั้งคู่กำลังช่วยกันออกแรงสาวตาข่ายที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งผิดปกติขึ้นมาจากน้ำ"วันนี้น่าจะก้าวเท้าออกจากบ้านถูกข้าง เราดวงดีแล้วอาซิ่ง คงได้ปลาใหญ่แน่ๆ ตาข่ายหนักเพียงนี้หากไม่ใช่ปลาหลีฮื้อตัวใหญ่จะเป็นสิ่งใดไปได้อีก" เล่าต๋าเอ่ยพลางพ่นลมหายใจออกทางปาก"ท่านอาเล่า อย่าเพิ่งคิดไปเองเลย เราไม่ได้ปลาใหญ่มาห้าวันแล้วนะ วันนี้จะต้องกลับบ้านมือเปล่าไปอีกรึเปล่าก็ไม่รู้"“เจ้าก็อย่าพูดอัปมงคลเช่นนั้นสิ!” เล่าต๋าดุอาซิ่งกัดฟัน แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเกร็งเขม็งขณะออกแรงกระชากตาข่ายขึ้นมา"หากเป็นปลาใหญ่จริง คืนนี้พวกเราคงได้กินเหล้าดีๆ ในเมืองสักไห"ทว่าเมื่อตาข่ายพ้นผิวน้ำ ความหวังที่ว่าจะเห็นปลาเกล็ดเงินกระโดดโลดเต้นกลับมลายหา
ตอนพิเศษ 1เส้นทางสู่หมู่บ้านหุบเขาหินนั้นทั้งคดเคี้ยวและลาดชัน สองข้างทางเต็มไปด้วยโขดหินรูปทรงประหลาดตา รถม้าหรูหราของจวนจวิ้นอ๋องเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตามหลังขบวนเกวียนขนเสบียงที่บรรทุกทั้งธัญพืช เครื่องเทศ และสมุนไพรมาเต็มลำเซียวอวี้นั่งอยู่ข้างกายชิงเหยาภายในรถม้า เขาคอยประคองร่างบอบบางของนางไว้ทุกครั้งที่ล้อรถสะดุดเข้ากับร่องหิน แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้กระทั่งชิงเหยาก็ยังนึกแปลกใจ บุรุษที่ไม่เคยรักหยกถนอมบุปผาก่อนหน้านี้ พอได้เป็นสามีของใครสักคนเขากลับทำหน้าที่ได้ดีจนน่าปลาบปลื้ม"ทางลำบากถึงเพียงนี้ เจ้ายืนกรานจะมาด้วยตนเองให้ได้ หากเจ้าบอกข้าเพียงคำเดียว ข้าจะสั่งให้ทหารนำเสบียงมาส่งให้ถึงมือชาวบ้านโดยที่เจ้าไม่ต้องเหนื่อยยากเช่นนี้"เซียวอวี้เอ่ยพลางกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้นาง ชิงเหยายิ้มบางๆ พลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา"การมอบของด้วยใจกับการมอบตามหน้าที่นั้นต่างกันนัก หม่อมฉันอยากเห็นด้วยตาตนเองว่าพวกเขามีความเป็นอยู่เช่นไร อีกอย่าง...หม่อมฉันคิดถึงคนในหมู่บ้านหุบเขาหินเพคะ ป่านนี้ไม่รู้ว่าหว่านอิงโตขึ้นมากน้อยเพียงใดแล้ว"เมื่อขบวนรถม้าเลี้ยวเข้าสู
77ข้าอยากปลดปล่อยตัวเองเมื่อรถม้าหยุดลงที่ริมทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ภาพเบื้องหน้าคือผืนน้ำที่ยังคงกระเพื่อมไหวอย่างแผ่วเบาด้วยไอเย็นจัด แม้หิมะจะโปรยปรายลงมาปกคลุมไปทั่ว แต่ผืนน้ำยังไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง เช่นนี้ก็นับว่ามาไม่เสียเที่ยวมู่ชิงเหยาก้าวลงจากรถม้าเดินไปหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง ปล่อยให้ลมหนาวปะทะใบหน้าจนแก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เซียวอวี้เดินตามมายืนเคียงข้างนาง คอยดูอยู่ว่าจุดประสงค์ที่นางอยากมาสถานที่แห่งนี้เพราะเหตุใด"ท่านอ๋อง ข้ายังมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกท่านเพคะ"นางเอ่ยขึ้น เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว เซียวอวี้ขมวดคิ้ว แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่เสี้ยวหน้าของนางอย่างพิจารณา"ความลับอันใดงั้นหรือ"ชิงเหยาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือพู่กันเกล็ดมังกร"พู่กันเล่มนี้คือสิ่งที่ทำให้หม่อมฉันสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ยกเว้นเงินและทอง" นางยิ้มบางๆ แต่อันที่จริงกลับดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก "มันมีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์”“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เขามองพู่กันในมือของนางด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิม“ในทุกครั้งที่หม่อมฉันวาดสิ่งขอ
76เลือดเย็นไม่เบาในช่วงหัวค่ำ มู่ชิงเหยาทราบข่าวเรื่องตระกูลจ้าวล่มสลาย นางได้ออกไปยืนมองขบวนลำเลียงนักโทษจากจวนตระกูลจ้าวไปยังคุกหลวงพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทุกเส้นทางที่คนของตระกูลจ้าวเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ บางคนถึงขั้นปาก้อนหินปาผักเน่าใส่ขบวน มู่ชิงเหยาเพียงแต่ยืนมองภาพนั้นที่มุมหนึ่งเงียบๆ ในที่สุดแสงแห่งความยุติธรรมก็ส่องมาถึงเสียที ข่าวแว่วมาว่าจ้าวคุนไฉได้รับโทษประหาร สตรีและเด็กถูกลดขั้นเป็นทาส บางส่วนก็ถูกส่งเข้าหอนางโลม ชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ถูกเนรเทศไปใช้แรงงานหนักในเช้าวันต่อมาขบวนองครักษ์จากวังหลวงเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเครื่องเทศพร้อมกับราชโองการสีทอง ขณะนั้นมู่ชิงเหยาเพิ่งจะเปิดร้านได้ไม่นานยังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของ นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความตื่นเต้น ฝ่ายนายหญิงเยี่ยก็วิ่งตามหลังมาติดๆ ทั้งสองนั่งลงคุกเข่ารับราชโองการด้วยใจที่สั่นระรัว รอฟังราชโองการในมือองครักษ์อย่างใจจดใจจ่อ"ตามที่จวิ้นอ๋องได้ถวายฎีกา ตรวจสอบพบความจริงว่ามู่ชิงเทียนอดีตพ่อค้าหลวงถูกใส่ร้ายป้ายสี บัดนี้ความจริงปรากฏชัด จึงขอประกาศคืนความบริสุทธิ์และล้างมลทินให้แก่มู่ชิงเท
75จิ้งจอกเฒ่าทั่วทั้งท้องพระโรงราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วโถง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความฉงน ความเงียบสงบเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความสงสัยและเสียงกระซิบกระซาบที่เริ่มหนาหู"มู่ชิงเหยา? นางคือบุตรีของนักโทษที่ล่วงลับไปแล้วมิใช่หรือ ไฉนจึงไม่ใช่คุณหนูตระกูลจ้าวเล่า" ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งพึมพำด้วยความสงสัยจ้าวคุนไฉยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มบัดนี้กลับกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสั่นเทาด้วยความอัปยศและโกรธแค้น เขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของเซียวอวี้ด้วยสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด หมากที่เขาอุตส่าห์วางไว้เพื่อให้บุตรีเป็นพระชายาเอกกลับถูกเซียวอวี้พลิกกระดานกลางท้องพระโรงอย่างไม่ไว้หน้า“ท่านอ๋องทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” จิ้งจอกเฒ่ากัดฟันถาม เดิมทีพยายามข่มอารมณ์อยู่ แต่ตบะแตกเมื่อได้ยินคำขอสมรสพระราชทานที่ผิดคาดไปไกลแสนไกล เขาหน้าดำหน้าแดง ก้าวออกมากลางท้องพระโรงพลางชี้หน้าเซียวอวี้ด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านอ๋อง! ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านไปมาหาสู่บุตรสาวของข้าที
74สินเดิมสิบลี้ทันทีที่รถม้าหรูหราเคลื่อนออกจากเขตตลาดที่พลุกพล่าน จ้าวจื่อรั่วไม่ได้สั่งให้คนขับรถม้ากลับไปยังจวนตระกูลจ้าว แต่กลับสั่งให้ไปที่จวนจวิ้นอ๋อง นางจัดแต่งทรงผมและเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยไร้ที่ติอีกครั้ง ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ประหนึ่งว่าตนเองคือพระชายาเอกของที่นี่เรียบร้อยแล้วสาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าจวนแจ้งแก่นางว่ายามนี้เซียวอวี้กำลังขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง จ้าวจื่อรั่วแย้มยิ้มบางๆ นางก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังห้องซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวของเขาอย่างคุ้นเคยภายในห้องหนังสือ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหมึกและตำราอบอวลไปทั่วห้อง เซียวอวี้ในชุดลำลองผ้าไหมสีเข้มกำลังนั่งพลิกหน้ากระดาษตำราในมืออย่างใจลอย ทันทีที่จ้าวจื่อรั่วก้าวเข้ามา นางไม่ได้รอให้บ่าวรับใช้รายงาน แต่กลับเดินเข้าไปหาเขาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดจนหวานหยด"ท่านอ๋อง จื่อรั่วเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านอ๋องหรือไม่เพคะ"เซียวอวี้ละสายตาจากตำรา เขาเหลือบมองสตรีตรงหน้าที่เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ายังคงไว้ซึ่งมารยาท"คุณหนูจ้าวมีธุระด่วนอันใดงั้นหรือ"จ้าวจื่
13อยู่ก็ได้ตายก็ดีบุรุษบนรถเข็นค่อยๆ เบือนหน้ามามองนาง แววตาของเขาดูว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย ราวกับว่าชีวิตที่เหลืออยู่นี้ไม่มีความหมายอันใดอีกต่อไป ทว่ามู่ชิงเหยากลับไม่ยอมแพ้ นางกระชับมือที่จับแขนเขาให้แน่นขึ้นอีก พยายามจะเข็นรถไม้ของเขาให้ออกไปจากจุดที่อันตรายนี้“ท่านจะมามัวนั่งรอความตายอ
12ไฟป่าผ่านช่วงเวลายามเช้ามาแล้วหลายชั่วยาม แต่มู่ชิงเหยากลับไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้นมาตักน้ำพรวนดินหรือออกไปหาของป่าเช่นวันก่อนๆ นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้นอนที่ตั้งอยู่ใต้ชายคาบ้าน ปล่อยให้ร่างกายรับลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่านไปอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังยอดเขาไกลโพ้นด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ข้าว
11เรามีกันสองคนมู่ชิงเหยาเก็บถุงเงินไว้ในสาบเสื้ออย่างดี นางจัดการจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังตลาดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นจุดรวมพลของชาวบ้านและพ่อค้าปลีกที่นำของมาแลกเปลี่ยนกันตลาดแห่งนี้แม้จะดูเงียบเหงาและซบเซาตา
10ขายผ้าไหมหลังจากที่มู่ชิงเหยาได้วาดผ้าไหมมาแล้ว นางก็ไม่ได้รั้งรอให้เวลาเสียเปล่า นางจัดการห่อพับผ้าไหมผืนงามด้วยผ้าดิบเก่าๆ หลายชั้นเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น ก่อนจะซ่อนมันไว้ในตะกร้าสานที่ใช้สะพายหลัง นางบอกกล่าวกับนายหญิงเยี่ยเพียงสั้นๆ ว่าจะออกไปดักรอขบวนพ่อค้าที่ทางเข้าหมู่บ้านตามที่







