LOGINเขาวางเอกสารลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง สายตาคมเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยใบหน้าที่อ่านความรู้สึกไม่ออก แพรมุกจ้องลึกในดวงตาของเขาพลางก้มมองลงบนเอกสาร “ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา ฉันเชื่อว่ามัตซึโตะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุไฟไหม้ เพราะหลักฐานที่ฉันได้รับชี้ไปทางนั้น แต่ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันว่าใครเป็นคนออกคำสั่งจริงๆ กันแน่” แพรมุกมองเอกสารอีกครั้ง นั่นหมายความว่าทั้งเธอและจอมทัพต่างเคยยึดถือเรื่องราวที่อาจมีข้อมูลไม่ครบถ้วน “แล้วใครกันแน่ที่เป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องราวบ้าๆ นี้กันแน่ล่ะคะ?” “เราต้องหาตัวตนของคนคนนั้นให้ได้ก่อน” “แล้วคุณล่ะจอมทัพ...คิดว่าเป็นฉันหรือเปล่า?” จอมทัพไม่ได้ตอบในทันที เขาหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนมองข้อความที่ระบุชื่อภายหลังของเธอ “ชื่อของเธออยู่ในเอกสารนั่นก็จริงแพร แต่ฉันยังยืนยันไม่ได้ว่า คนอยู่เบื้องหลังนั่นคือพ่อเธอหรือใครกันแน่ เพราะเราต้องหาหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้” แพรมุกพยักหน้า แม้ความสงสัยจะยังคงอยู่ แต่เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าการรีบสรุปอาจทำให้พวกเขาเดินผิดทางอีกครั้ง
แพรมุกจ้องข้อความบนกระดาษอยู่นาน ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านแผ่นหลังอย่างช้าๆ เธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน ไม่รู้ว่าข้อความนี้ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนเขียนต้องการช่วยเธอหรือกำลังพยายามชี้นำให้เธอเข้าใจผิด แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้คือ ชื่อของจอมทัพไม่ควรปรากฏอยู่ในคำเตือนนี้โดยไม่มีเหตุผลหรืออย่างน้อย คนที่เขียนก็ต้องการให้เธอสงสัยในตัวเขา แพรมุกพับกระดาษเก็บไว้ ก่อนหยิบเทปบันทึกเสียงขึ้นมาพลิกดู บนตัวเทปมีรหัสเดียวกับเอกสารที่เธอเพิ่งอ่านจบ 19-041 เธอไล้นิ้วผ่านตัวเลขเหล่านั้นอย่างครุ่นคิด หากเทปม้วนนี้เกี่ยวข้องกับคำสั่งเดียวกัน มันอาจมีคำตอบที่เธอต้องการ แต่ห้องทำงานแห่งนี้ไม่มีเครื่องเล่นเทป และเธอก็ไม่รู้ว่าควรออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร แพรมุกหันไปทางประตูแล้วลองบิดลูกบิดอีกครั้ง ล็อกอยู่ เธอทุบประตูสองครั้ง ก่อนตะโกนเรียกคนด้านนอก แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ “บ้าจริง...” เธอกัดริมฝีปาก พยายามไม่ปล่อยให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำอีกครั้ง จากนั้นจึงนำเทปเก็บใส่กระเป๋า วางเอกสารกลับลงบนโต๊ะ และหยิบรูปถ่ายผู้หญิงที่มีใบหน
เสียงกระซิบนั้นดังซ้ำอยู่ในหัว ราวกับเจ้าของเสียงกำลังยืนอยู่ข้างหลังเธอ ทั้งที่ภายในห้องทำงานมีเพียงความเงียบงัน แพรมุกหลับตาแน่น ยกมือกดขมับ พยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มติดขัด ใครกันเป็นคนพูดประโยคนั้น แล้วเหตุใดคนคนนั้นจึงรู้ว่าเธอจะกลับมาที่นี่อีก เธอจำใบหน้าไม่ได้ จำเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ได้ทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในความทรงจำอันแตกกระจัดกระจายของเธอ ก่อนที่เธอจะตายในกองไฟ มีใครบางคนพยายามพาเธอออกไปจากห้องนี้ ส่วนคนที่ยืนถือซองสีน้ำตาลอยู่ท่ามกลางเปลวไฟนั้นเป็นใคร เธอยังตอบไม่ได้ แพรมุกค่อยๆ ลืมตา ก้มมองรูปถ่ายในมืออีกครั้ง ก่อนพลิกมันกลับไปด้านหน้า หญิงสาวในภาพสวมชุดสีอ่อน ชายกระโปรงเปื้อนเขม่าควัน ข้อมือซ้ายมีรอยแผลไหม้ และดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เธอไม่เคยเห็นจากตัวเองในกระจก เธอเคยฝันถึงใบหน้านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่เห็นในฝันอาจไม่ใช่แค่ความฝัน แพรมุกวางรูปถ่ายลงอย่างระมัดระวัง แล้วหันไปสำรวจเอกสารในลิ้นชัก เธอไม่ต้องการจมอยู่กับความทรงจำที่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้อีกต่อไป หากคน
ในความทรงจำที่ขาดหาย เธอมองเห็นประตูไม้บานใหญ่ที่กำลังถูกไฟเผาไหม้ เห็นเงาคนหลายคนวิ่งผ่านควันหนาทึบ และเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าของเขาพร่ามัวแต่เสียงที่ดังออกมาจากปากของเขากลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด 'ถ้าเธอรอดออกไปได้ อย่าบอกใครว่าเห็นอะไรในห้องนี้' แพรมุกสะดุ้งเฮือก “ไม่...ไม่จริง...นี่ฉันลืมอะไรไปหรือเปล่า” ชายที่พาเธอมาย่อตัวลงตรงหน้าเธอ “คุณจำได้แล้วใช่ไหมครับ?” เธอส่ายหน้าอย่างหวาดกลัว “ฉันไม่รู้...ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร!” “ถ้าอย่างนั้น คุณคงต้องเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง” เขาลุกขึ้นแล้วหันไปทางประตูบานหนึ่งตรงปลายโถง ประตูไม้สีเข้มบานนั้นมีรอยขีดข่วนอยู่ใกล้ลูกบิด และแม้จะได้รับการซ่อมแซมมาหลายครั้ง แต่รอยไหม้สีดำจางๆ บริเวณกรอบประตูก็ยังไม่หายไป แพรมุกจ้องมันเขม็ง หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอไม่เคยเข้าไปในห้องนั้นมาก่อน แต่กลับรู้สึกได้อย่างประหลาดว่า สิ่งที่อยู่หลังประตูบานนี้กำลังรอเธอมานานแสนนาน “เปิดประตู” ชายคนนั้นสั่ง บานประตูค่อยๆ แง้มออก ส่งกลิ่นไม้เก่
แพรมุกนั่งนิ่งอยู่เบาะหลัง มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหน้า แม้จะไม่แน่นจนเลือดไม่ไหลเวียน แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอไม่สามารถเปิดประตูหรือหยิบโทรศัพท์ได้ เธอไม่รู้ว่ารถกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน กระจกทุกบานติดฟิล์มทึบจนมองไม่เห็นทิวทัศน์ด้านนอก ส่วนผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ยอมพูดอะไรกับเธอเลยแม้แต่คำเดียว สิ่งเดียวที่แพรมุกยังจำได้คือ ก่อนถูกพาตัวขึ้นรถ เธอได้รับข้อความจากจอมทัพ เขาบอกให้เธอรออยู่ในรถ อย่าเปิดประตูให้ใคร และอย่าไปไหนกับคนแปลกหน้า แต่หลังจากนั้นไม่ถึงห้านาที ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเธอพร้อมรูปถ่ายเก่า รูปของนำทัพกับมัตซึโตะ รูปที่ถ่ายหน้าคฤหาสน์ของจอมทัพ ตอนแรกเธอคิดว่าเขาเป็นเพียงคนที่ต้องการข่มขู่ แต่เมื่อชายคนนั้นบอกว่ามีบางอย่างเกี่ยวข้องกับพีระกิต เธอกลับลังเลขึ้นมา “คุณรู้จักพ่อฉันได้ยังไง?” เธอถาม ชายคนนั้นไม่ตอบใบหน้าเขาสวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าไว้ เห็นเพียงดวงตาเท่านั้นเขาเพียงยื่นรูปถ่ายให้ดูอีกใบ เป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าคฤหาสน์ ใบหน้าถูกเงาบังจนมองไม่ชัด แต่เสื้อผ้าที่เธอสวมกลับทำให้แพรมุกรู้สึกคุ
จอมทัพนิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่ากลับไม่มีความขบขันอยู่ในน้ำเสียงแม้แต่น้อย “พบมัตซึโตะ...หมายความว่ายังไง?” เขาทวนคำช้าๆ พลางยกซองสีน้ำตาลขึ้นตรงหน้า “แกกำลังบอกให้ฉันไปพบคนที่ตายไปแล้วเมื่อสิบสองปีก่อนอย่างนั้นหรือ?” “แกจะรู้ได้ยังไงจอมทัพว่า มัตซึโตะยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว?” “แต่แกก็ยังไม่ได้ยืนยันว่าเขาตายแล้วหรือมีชีวิตอยู่!” เสียงของจอมทัพกระแทกก้องไปทั่วห้องเก็บเอกสาร อาคมเม้มปากแน่น ริ้วรอยบนใบหน้าลึกขึ้นราวกับแบกรับความเหนื่อยล้ามานานหลายปี “ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา แกเชื่อว่ามัตซึโตะเป็นคนฆ่าพ่อกับปู่ของแก เพราะมีคนบอกแกอย่างนั้น แกเคยเห็นศพเขาด้วยตาตัวเองหรือเปล่า?” จอมทัพชะงัก คำถามนั้นแทงตรงเข้าไปในความทรงจำที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด คืนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ตอนเกิดเหตุ เขากลับไปถึงหลังจากเปลวไฟสงบลงแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงซากอาคาร กลิ่นไหม้ และคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่าพ่อกับปู่ของเขาเสียชีวิตในกองเพลิง ส่วนมัตซึโตะถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตเช่นกัน แต่เขาไม่เคยเห็นใบหน้าของ







