Masukจอมทัพสตาร์ตรถ แต่ยังไม่ทันเหยียบคันเร่ง โทรศัพท์ที่วางอยู่บนคอนโซลก็สั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ข้อความจากหมายเลขปริศนา หากเป็นสายเรียกเข้าจากพีระกิต แพรมุกหันขวับไปมองหน้าจอทันที “พ่อโทรมาค่ะ” จอมทัพไม่ได้รับสายในทันที เขาจ้องชื่อที่ปรากฏบนหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดเปิดลำโพง “มีอะไรครับพ่อ?” ปลายสายเงียบไปหลายวินาที เสียงลมหายใจหนักๆ ดังแทรกเข้ามา ราวกับคนที่โทรมากำลังพยายามรวบรวมสติ “พวกแกยังอยู่หน้าบ้านหรือเปล่า?” “กำลังจะออกไปครับ” “อย่าเพิ่งไปคลังหมายเลข 073” แพรมุกหันมาสบตาจอมทัพทันที ประโยคนั้นตรงกับข้อความที่พวกเขาเคยได้รับจากคนส่งปริศนาอย่างน่าประหลาด “ทำไมครับ?” จอมทัพถามเสียงเข้ม “พ่อรู้อะไรเกี่ยวกับคลังแห่งนั้นหรือเปล่า?” “ฉันไม่มีเวลาพูดทางโทรศัพท์” พีระกิตลดเสียงลง “ฟังฉันให้ดี ถ้ามีใครถามเรื่องตู้ A-7 อย่าบอกว่าแกเห็นมันแล้ว และอย่าพูดถึงภาพถ่ายที่ได้รับเมื่อครู่กับใครทั้งนั้น” แพรมุกหน้าซีดลง พ่อรู้เรื่องภาพถ่ายได้อย่างไร เธอเหลียวมองหน้าต่างห้องทำงานที่เพิ่งปิดม่านลงไป แต่ไม่อ
จอมทัพยังไม่ทันก้าวลงบันได โทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้นเช่นกัน ข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จักปรากฏบนหน้าจอ มีเพียงภาพถ่ายหนึ่งภาพกับประโยคสั้นๆ ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครเปิดตู้ A-7 เป็นคนสุดท้าย ให้ดูภาพนี้ให้ดี จอมทัพกดเปิดภาพทันที ภาพถ่ายแสดงให้เห็นทางเดินภายในอาคารเก่าริมแม่น้ำ ประตูเหล็กบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่ แสงไฟจากด้านในส่องออกมากระทบพื้นซีเมนต์ เผยให้เห็นเงาของชายคนหนึ่งซึ่งกำลังลากกล่องเอกสารออกจากห้อง ภาพมีความละเอียดต่ำ แต่สิ่งที่ทำให้จอมทัพชะงักไม่ใช่ใบหน้าของชายคนนั้น เป็นนาฬิกาข้อมือที่อยู่บนแขนซ้ายต่างหาก นาฬิกาเรือนนั้นมีรอยขีดข่วนเป็นแนวยาวบนขอบหน้าปัด เขาเคยเห็นมันมาก่อนไม่ใช่จากภาพถ่ายเก่า ไม่ใช่จากเอกสารในแฟ้ม แต่เป็นบนข้อมือของคนที่เพิ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเขาเมื่อครู่ “มีอะไรหรือคะ?” แพรมุกถามเมื่อเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จอมทัพไม่ตอบ เขาขยายภาพจนเห็นรายละเอียดบริเวณข้อมือชัดขึ้น ก่อนยื่นโทรศัพท์ให้เธอ แพรมุกมองภาพอยู่หลายวินาที แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “นี่มัน...” “นาฬิกาของคุณพีระกิต” จอมทัพกล่าวเสียงต่ำ ทั้งคู่
พีระกิตไม่ตอบในทันที เขาเดินไปยังโต๊ะทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วค้นหาแฟ้มข้อมูลเก่าที่เก็บไว้ในระบบ หลังจากคลิกอยู่หลายครั้ง หน้าจอก็แสดงรายการคลังเก็บเอกสารที่เคยใช้ในช่วงเวลานั้น รายการหมายเลข 073 ปรากฏอยู่เกือบท้ายสุดแต่สถานะของคลังแห่งนั้นถูกระบุว่า ปิดใช้งาน ด้านล่างมีหมายเหตุสั้นๆ ย้ายทรัพย์สินและเอกสารออกทั้งหมดตามคำสั่งผู้มีอำนาจ วันที่ระบุในระบบคือสามวันหลังจากเอกสารหมายเลขหนึ่งหายไป “ใครเป็นคนสั่งย้ายครับ?” จอมทัพถาม พีระกิตคลิกเปิดรายละเอียด แต่ช่องผู้อนุมัติกลับว่างเปล่า เหลือเพียงหมายเลขอ้างอิงคำสั่ง คำสั่งเลขที่ 19-041 แพรมุกรีบจดหมายเลขนั้นไว้ “เราต้องไปที่คลังแห่งนี้ค่ะ ต่อให้เอกสารถูกย้ายออกไปแล้ว ก็ต้องมีทะเบียนการขนย้ายหรือชื่อผู้รับมอบ” จอมทัพพยักหน้า ก่อนหันไปหาพีระกิต “คุณพีระกิตพอจะรู้ไหมครับว่าคลังนี้อยู่ที่ไหน?” “รู้” เขาตอบอย่างเคร่งเครียด “เป็นอาคารเก่าริมแม่น้ำ ไม่ไกลจากโกดังที่พวกคุณกำลังตามหา” แพรมุกกับจอมทัพสบตากัน เบาะแสที่พวกเขาตามหามาตลอดเริ่มเชื่อมโยงเข้าด้วยกันแล้ว
พีระกิตกำกุญแจในมือแน่น เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะเปิดเผยความลับที่เก็บงำมานานเพียงใด ก่อนจะเดินไปยังตู้เอกสารเหล็กตรงมุมห้อง เสียงกุญแจไขเข้าไปในแม่กุญแจดังขึ้นเบาๆ คลิก! เขาเปิดตู้ หยิบแฟ้มเอกสารเก่าสองสามแฟ้มออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนแฟ้มสีน้ำตาลที่มีรอยไหม้ตรงมุมเข้าหาจอมทัพกับแพรมุก “เมื่อหลายปีก่อน พ่อได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินของโครงการเดอะริเวอร์คราวน์ซึ่งตรงกับโครงการเก่าของพ่อ ตอนนั้นพ่อเข้าใจว่าเป็นเพียงการซื้อขายที่ดินระหว่างกลุ่มทุน แต่หลังจากตรวจเอกสารฉบับจริง พ่อถึงรู้ว่ามีเงื่อนไขบางอย่างที่ถูกปิดบังไว้” จอมทัพเปิดแฟ้มทันที ภายในมีสำเนาเอกสารหลายหน้า บางหน้ามีตราประทับ บางหน้าถูกขีดฆ่าข้อความจนอ่านแทบไม่ออก “เงื่อนไขอะไรครับ?” “สิทธิ์ในการพัฒนาโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ถือครองที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องได้รับการรับรองจากผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งด้วย หากไม่มีลายเซ็นของคนคนนั้น ข้อตกลงทั้งหมดก็ไม่มีผลสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้” แพรมุกพลิกเอกสารทีละหน้า จนกระทั่งพบสำเน
เมื่อวางสาย จอมทัพก็หันมาหาแพรมุก “เราอาจกำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่ลงนามมาตลอด” เธอขมวดคิ้ว “คุณหมายความว่า คนที่มีสิทธิ์อนุมัติขั้นสุดท้ายอาจเป็นคนที่พยายามช่วยคุณพ่อของคุณหรือคะ?” “ฉันยังไม่รู้ แต่ข้อความนี้ทำให้ฉันคิดว่า คนที่ลงนามอาจไม่ได้เป็นคนเดียวกับคนที่สั่งให้เอกสารหายไป” จอมทัพวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วเดินไปหยุดหน้าต่าง “ลองคิดดูสิ ถ้าคนคนหนึ่งมีสิทธิ์อนุมัติข้อตกลง แต่ไม่เคยลงนาม แสดงว่าข้อตกลงนั้นยังไม่สมบูรณ์ และหากเอกสารที่เกี่ยวข้องถูกย้ายออกไปก่อนวันลงนาม ก็อาจมีคนพยายามขัดขวางไม่ให้ข้อตกลงนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่แรก” “หรือไม่ก็พยายามทำให้คนอื่นเชื่อว่าข้อตกลงเกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่สมบูรณ์” แพรมุกเสริมจอมทัพหันกลับมามองเธอ แววตาฉายความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าช้าๆ “เป็นไปได้” “ถ้าอย่างนั้น คนที่ส่งภาพมาให้เราอาจต้องการให้เราตามหาคุณพีระกิต เพราะท่านอยู่ในภาพ แต่คนที่ย้ายตู้เอกสารออกไปก่อนวันลงนามอาจเป็นอีกคนหนึ่ง” “ถูกต้อง และคนคนนั้นอาจรู้ว่าเอกสารอยู่ที่ไหน” แพรมุกนิ่งคิด ก่
แพรมุกพูดจบก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ทว่าความคิดกลับยังวนเวียนอยู่กับภาพถ่ายใบนั้น เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าบิดาของตนจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ซับซ้อนเช่นนี้ ยิ่งพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวมากเท่าไร เธอก็ยิ่งพบว่ามีช่องว่างมากมายที่ยังอธิบายไม่ได้ พีระกิตอยู่ในห้องเก็บเอกสารก่อนวันที่เอกสารหาย อาคมเป็นคนที่พ่อของจอมทัพนัดพบในคืนเกิดเหตุส่วนคนที่มีสิทธิ์อนุมัติขั้นสุดท้ายกลับไม่เคยปรากฏตัว ทั้งยังมีใครบางคนพยายามเข้าถึงไฟล์ภาพของอชิระหลังจากที่พวกเขาเริ่มขุดคุ้ยเรื่องนี้ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ แต่ยังไม่มีชิ้นส่วนใดมากพอจะยืนยันว่าใครเป็นผู้ลงมือ “แพร” จอมทัพเรียกเธอเบาๆ “คะ?” “ถ้าเธอเป็นคนส่งภาพถ่ายใบนั้นมา เธอจะเลือกส่งให้ใคร?” แพรมุกขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “คนที่กำลังตามหาเอกสารค่ะ หรือไม่ก็คนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารโดยตรง” “แล้วถ้าเป้าหมายไม่ใช่การช่วยให้เราหาความจริง แต่เป็นการทำให้เราหยุดสงสัยคนบางคนล่ะ?” เธอเงยหน้าขึ้นทันที จอมทัพหยิบโทรศัพท์กลับมา เปิดภาพถ่ายที่ได้รับจากหมายเลขปริศนาอีกครั้ง แล้วขยายบ







