LOGINเมื่อวางสาย จอมทัพก็หันมาหาแพรมุก “เราอาจกำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่ลงนามมาตลอด” เธอขมวดคิ้ว “คุณหมายความว่า คนที่มีสิทธิ์อนุมัติขั้นสุดท้ายอาจเป็นคนที่พยายามช่วยคุณพ่อของคุณหรือคะ?” “ฉันยังไม่รู้ แต่ข้อความนี้ทำให้ฉันคิดว่า คนที่ลงนามอาจไม่ได้เป็นคนเดียวกับคนที่สั่งให้เอกสารหายไป” จอมทัพวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วเดินไปหยุดหน้าต่าง “ลองคิดดูสิ ถ้าคนคนหนึ่งมีสิทธิ์อนุมัติข้อตกลง แต่ไม่เคยลงนาม แสดงว่าข้อตกลงนั้นยังไม่สมบูรณ์ และหากเอกสารที่เกี่ยวข้องถูกย้ายออกไปก่อนวันลงนาม ก็อาจมีคนพยายามขัดขวางไม่ให้ข้อตกลงนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่แรก” “หรือไม่ก็พยายามทำให้คนอื่นเชื่อว่าข้อตกลงเกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่สมบูรณ์” แพรมุกเสริมจอมทัพหันกลับมามองเธอ แววตาฉายความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าช้าๆ “เป็นไปได้” “ถ้าอย่างนั้น คนที่ส่งภาพมาให้เราอาจต้องการให้เราตามหาคุณพีระกิต เพราะท่านอยู่ในภาพ แต่คนที่ย้ายตู้เอกสารออกไปก่อนวันลงนามอาจเป็นอีกคนหนึ่ง” “ถูกต้อง และคนคนนั้นอาจรู้ว่าเอกสารอยู่ที่ไหน” แพรมุกนิ่งคิด ก่
แพรมุกพูดจบก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ทว่าความคิดกลับยังวนเวียนอยู่กับภาพถ่ายใบนั้น เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าบิดาของตนจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ซับซ้อนเช่นนี้ ยิ่งพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวมากเท่าไร เธอก็ยิ่งพบว่ามีช่องว่างมากมายที่ยังอธิบายไม่ได้ พีระกิตอยู่ในห้องเก็บเอกสารก่อนวันที่เอกสารหาย อาคมเป็นคนที่พ่อของจอมทัพนัดพบในคืนเกิดเหตุส่วนคนที่มีสิทธิ์อนุมัติขั้นสุดท้ายกลับไม่เคยปรากฏตัว ทั้งยังมีใครบางคนพยายามเข้าถึงไฟล์ภาพของอชิระหลังจากที่พวกเขาเริ่มขุดคุ้ยเรื่องนี้ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ แต่ยังไม่มีชิ้นส่วนใดมากพอจะยืนยันว่าใครเป็นผู้ลงมือ “แพร” จอมทัพเรียกเธอเบาๆ “คะ?” “ถ้าเธอเป็นคนส่งภาพถ่ายใบนั้นมา เธอจะเลือกส่งให้ใคร?” แพรมุกขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “คนที่กำลังตามหาเอกสารค่ะ หรือไม่ก็คนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารโดยตรง” “แล้วถ้าเป้าหมายไม่ใช่การช่วยให้เราหาความจริง แต่เป็นการทำให้เราหยุดสงสัยคนบางคนล่ะ?” เธอเงยหน้าขึ้นทันที จอมทัพหยิบโทรศัพท์กลับมา เปิดภาพถ่ายที่ได้รับจากหมายเลขปริศนาอีกครั้ง แล้วขยายบ
คำพูดของคุณหญิงจอมขวัญทำให้จอมทัพนิ่งไปหลายวินาที คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังมีชีวิตอยู่…หากเป็นเช่นนั้นจริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนคนนั้นอาจรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับข้อตกลง แต่เลือกที่จะไม่ปรากฏตัว กระทั่งตอนนี้ที่มีใครบางคนเริ่มตามหาเอกสารฉบับที่หนึ่ง ความลับซึ่งเคยถูกฝังไว้จึงค่อย ๆ ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง “แม่หมายความว่า แม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือครับ?” จอมทัพถามตรงๆ คุณหญิงจอมขวัญส่ายหน้า ทว่าครั้งนี้เธอไม่ได้ตอบอย่างมั่นใจเหมือนก่อนหน้านี้ “แม่ไม่รู้ชื่อที่แน่ชัด แต่พ่อของลูกเคยพูดถึงคนคนหนึ่ง เขาบอกว่าตราบใดที่คนคนนั้นยังไม่ยอมลงนาม ข้อตกลงก็จะไม่มีวันสมบูรณ์” “แล้วทำไมพ่อถึงไม่ไปตามตัวเขามาครับ?” “แม่เคยถามเหมือนกัน” นางหลุบตาลง “แต่พ่อของลูกบอกว่า บางครั้งการตามหาคนที่ไม่อยากถูกพบ อาจทำให้คนที่เรารักต้องตกอยู่ในอันตราย” แพรมุกขมวดคิ้ว “ถ้าเขาเป็นแค่ผู้อนุมัติสิทธิ์ ทำไมถึงต้องกลัวว่าจะมีคนเป็นอันตรายด้วยคะ?” ไม่มีคำตอบในทันที จอมทัพหันไปมองภาพถ่ายในมืออีกครั้ง ภาพของพีระกิตที่ยืนอยู่หน้าห้องเก็บเอกสารยังคงติดอยู่ในค
คุณหญิงจอมขวัญค่อยๆ ฉีกขอบซองอย่างระมัดระวัง ภายในมีภาพถ่ายเก่าหนึ่งใบกับกระดาษพับครึ่งอีกหนึ่งแผ่น ภาพถ่ายเป็นภาพการประชุมในห้องแห่งหนึ่ง มีชายหลายคนนั่งอยู่รอบโต๊ะยาว ด้านหลังเป็นผนังกระจกที่มองเห็นแม่น้ำอยู่ไกลๆ ภาพซีดจางตามกาลเวลา แต่ใบหน้าของชายคนหนึ่งยังชัดเจนพอให้จอมทัพจำได้ทันที “คุณพ่อ...” เขาหยิบภาพขึ้นมาดู ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังชายที่นั่งอยู่ข้างบิดา ชายคนนั้นคือพีระกิต เทวาภิรมย์แพรมุกชะงักไปทั้งตัว “คุณพ่อของฉัน...อยู่ในการประชุมครั้งนั้นด้วยเหรอคะ?” “ดูเหมือนจะใช่” จอมทัพตอบ แต่สายตายังคงจับจ้องภาพถ่าย “และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ชื่อของคุณเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้” “แต่ทำไมพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย?” ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ แพรมุกพลิกภาพกลับด้าน หวังจะพบวันที่หรือคำอธิบายเพิ่มเติม แต่กลับเห็นลายมือเขียนไว้เพียงประโยคเดียว ผู้ที่อยู่ในภาพทุกคนต่างรู้ว่าใครเป็นผู้อนุมัติ แต่ไม่มีใครยอมรับว่าเคยเห็นลายเซ็นนั้น ความเย็นวาบแล่นผ่านแผ่นหลังของเธอ ถ้าทุกคนในภาพรู้ว่าใครเป็นผู้อนุมัติ เหตุใดจึงไม่มีใคร
เสียงของอชิระดังมาจากปลายสายจนคนในห้องได้ยินกันทั่ว จอมทัพคว้าโทรศัพท์ขึ้นแนบหูทันที “เจออะไร?” “รอยกดบนกระดาษ ฉันถ่ายภาพหลายมุมแล้วลองปรับแสงดู ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่รอยขีดเขียนธรรมดา แต่พอซูมเข้าไป มันมีตัวอักษรอยู่จริงๆ” “อ่านได้ไหม?” “ได้บางส่วน แต่จอมทัพ...นายต้องดูด้วยตัวเอง” น้ำเสียงของอชิระไม่ได้มีเพียงความตื่นเต้น หากยังเจือความระแวดระวังบางอย่างที่ทำให้จอมทัพขมวดคิ้ว “ส่งมาเดี๋ยวนี้” ไม่ถึงสิบวินาที ภาพถ่ายก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ จอมทัพก้มมอง ขณะที่แพรมุกขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว บนภาพเป็นกระดาษเก่าที่ถูกถ่ายด้วยแสงเฉียง รอยกดจากตัวอักษรปรากฏเป็นเส้นจาง ๆ บางคำอ่านไม่ออก แต่ตรงกลางกลับมีข้อความที่เห็นได้ชัดกว่าส่วนอื่น ฝ่ายที่สองไม่ได้เป็นผู้รับสิทธิ์ แต่เป็นผู้อนุมัติการโอนสิทธิ์ ใต้ข้อความนั้นมีตัวอักษรอีกชุดหนึ่ง ทว่าถูกกดทับด้วยรอยพับจนอ่านได้เพียงบางส่วน...หิรกุญวรเดช แพรมุกนิ่งงัน “หิรกุญวรเดช...” เธอทวนช้าๆ ก่อนเงยหน้ามองจอมทัพ “นามสกุลของคุณ?” จอมทัพไม่ได้ตอบ
แพรมุกกำโทรศัพท์แน่นขึ้น ก่อนเงยหน้ามองจอมทัพ “ถ้าอย่างนั้น คนที่ถือเอกสารฉบับที่หนึ่งอยู่ก็อาจกำลังรอคำยืนยันจากอีกฝ่ายมาตลอดหลายปีใช่ไหมคะ?” “มีความเป็นไปได้” จอมทัพตอบ “และถ้าเราหาต้นฉบับของข้อตกลงเจอ เราอาจรู้ได้ทันทีว่าใครมีสิทธิ์เปิดผนึก” เขายังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์ของแพรมุกก็สั่นขึ้นอีกครั้ง อชิระส่งภาพเพิ่มเติมมาให้ คราวนี้เป็นหน้ากระดาษที่ถูกฉีกออกจากสมุดบันทึก แต่ยังเหลือรอยหมึกบางส่วนอยู่ตรงขอบ ข้อความที่อ่านได้มีเพียงสามบรรทัด ผู้ถือครองคนแรกคือ นำทัพ ผู้รับมอบหมายให้เก็บรักษาคือ อาคม ผู้มีอำนาจยืนยันสิทธิ์ — รอการลงนามจากฝ่ายที่สอง แพรมุกเบิกตากว้าง ส่วนจอมทัพนิ่งงันไปทันที “พ่อของคุณเป็นผู้ถือครองคนแรก...” เธอพึมพำ “และพ่อของอชิระเป็นคนเก็บรักษาเอกสารแทนพ่อฉัน” จอมทัพต่อประโยคให้ แต่แววตากลับยิ่งเคร่งขรึม “นั่นหมายความว่าอาคมอาจไม่ได้เป็นคนเอาเอกสารไปโดยพลการ เขาอาจได้รับมอบหมายให้ดูแลมันตั้งแต่ต้น” “แต่ทำไมคุณนำทัพถึงต้องส่งเอกสารให้


![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




