แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: มู่เฉิงซินสวี่
เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้ว

ฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้

“นายท่าน”

ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่ง

จ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เจียงโย่วหนิงตามมา

ฝีเท้าเจียงโย่วหนิงลังเล

“คุณหนูเจียง นายท่านจะไปส่งท่านขอรับ” ชิงเจี้ยนยิ้มบอก

“ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงนึกได้ว่ามีเรื่องต้องคุยกับจ้าวหยวนเช่อ จึงหลุบตาแล้วทำความเคารพเขา ก่อนจะตามย่างเท้าของเขาไป

ชิงเจี้ยนมองทั้งสองคนกางร่มเดินอยู่กลางฝนพรำ แผ่นหลังสมกัน ราวกับภาพวาดหมึกดำชั้นดี เขาส่ายหน้าแล้วลอบถอนหายใจ

“ท่านพี่ ข้าพักที่เรือนเสี่ยวอิ่นจนชินแล้ว ขอไม่ย้ายไปเรือนฝูหรงนะเจ้าคะ”

เจียงโย่วหนิงครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะคิดได้ว่าควรพูดกับเขาอย่างไร

นางก้าวช้าไปครึ่งก้าว ถึงกล้ามองเขาอย่างเปิดเผย

เขาสูงกว่านางไปหนึ่งช่วงศีรษะ สันกรามโครงหน้าชัดเจนเส้นสายลื่นไหล มุมปากเม้มเล็กน้อยอย่างห่างเหิน ราวกับจันทร์บนท้องฟ้า มองเห็นแต่มิอาจเอื้อม

“อยู่เรือนฝูหรงไปนาน ๆ ก็จะชินเอง”

จ้าวหยวนเช่อไพล่มือไปด้านหลังหนึ่งข้าง น้ำเสียงราบเรียบแต่ไม่อนุญาตให้โต้แย้ง

เจียงโย่วหนิงกัดริมฝีปาก ไม่รู้ว่าควรหาข้ออ้างใดมาปฏิเสธอีก

เรือนฝูหรงอยู่ข้างเรือนใหญ่ เป็นใจกลางของหมู่เรือนหลัง

ยามนางจะออกไปทำงานที่โรงหมอ หากพักที่เรือนเล็กสามารถเข้าออกทางประตูตะวันตกเฉียงเหนือ แค่ติดสินบนยายเฒ่าที่เฝ้าประตูก็พอ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาตลอด

หากพักที่เรือนฝูหรง หนทางยาวไกล คนเยอะพลุกพล่าน จะปิดความลับนี้ไว้ไม่อยู่

เมื่อสามปีก่อน จู่ ๆ อู๋มามาซึ่งเป็นแม่นมของนางก็เป็นอัมพาตติดเตียง ตาเขปากเบี้ยว พูดไม่ได้

อู๋มามาเลี้ยงนางมาจนเติบใหญ่ นางย่อมต้องเลี้ยงดูอีกฝ่ายจนสิ้นอายุขัย

เพราะไม่มีเงินรักษาอู๋มามา นางจึงแอบไปช่วยงานที่โรงหมอ พอได้เงินมาก็สามารถเอาไปซื้อยาให้อู๋มามา หลังเรียนกับหมอมาปีกว่า บัดนี้นางสามารถฝังเข็มให้อู๋มามาเองได้แล้ว

อาการของอู๋มามาในตอนนี้ดีขึ้นกว่าตอนเริ่มป่วยมาก

ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด ถนนก็เดินมาจนสุดทาง

จ้าวหยวนเช่อหยุดฝีเท้าตรงประตูเรือนหลังเล็ก

เจียงโย่วหนิงเดินออกจากร่มแล้วหันกลับไปย่อตัวให้จ้าวหยวนเช่อ ตามด้วยก้มหน้ากล่าว “ข้าเป็นอย่างตอนนี้ก็ดีมากแล้ว ต่อไปท่านพี่อย่าลำบากเพราะข้าเลยเจ้าค่ะ”

เมื่อนึกข้ออ้างดี ๆ ไม่ออกจริง ๆ จึงต้องปฏิเสธทั้งอย่างนี้

นางก้มหน้าลง ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านความห่างเหิน เห็นได้ชัดว่าต้องการขีดเส้นแบ่งกับเขา

จ้าวหยวนเช่อก้มหน้ามองนางแต่ไม่ตอบ

เจียงโย่วหนิงถูกเขามองจนรู้สึกอึดอัด ขณะลังเลว่าจะหันหลังจากไปหรือไม่นั้น

พลันได้ยินจ้าวหยวนเช่อกล่าว “ผ้าซับเหงื่อของเจ้าอยู่ที่ข้า จะไปเอาเมื่อใด?”

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงร้อนผ่าวทันที ไม่สนอีกว่าจะห่างเหินกับเขาหรือไม่ หันหลังหนีไปทันที

ตอนเช้าลุกลี้ลุกลนกลับมาที่เรือน ถึงได้พบว่าลืมผ้าซับเหงื่อที่ผูกกับเสื้อชั้นในไว้ที่เขา

เขาโยนทิ้งก็สิ้นเรื่อง อยู่ดี ๆ ยังจงใจพูดถึงเรื่องนี้ทำไมกัน?

เจียงโย่วหนิงวิ่งเข้าไปในเรือนหลังเล็ก พลันเห็นเรือนในมีควันลอยขึ้น

สาวใช้ฟู่อวี้ถือพัดใบลาน กำลังเฝ้าเตาเคี่ยวยาอยู่ใต้ทางเดิน

เมื่อเห็นนางเข้ามา ฟู่อวี้จึงรีบลุกขึ้นทำความเคารพ “คุณหนู ท่านกลับมาแล้ว”

เจียงโย่วหนิงสำรวจนางอย่างสงสัย “ทำไมถึงลุกขึ้นมาทำงาน หรือจะกินเหล้าปลอมเข้าไป?”

ตอนนี้นางมีสาวใช้เพียงสองคนคือฟางเฟยกับฟู่อวี้

ฟางเฟยเป็นเด็กที่อู๋มามา แม่นมนางรับมาเลี้ยง ติดตามนางตั้งแต่เด็ก จงรักภักดีกับนาง ผูกพันฉันท์พี่น้อง

ส่วนฟู่อวี้คือเป็นลูกของบ่าวในจวน

หลังคุณหนูตัวจริงอย่างจ้าวเชียนหัวกลับจวน สถานะของเจียงโย่วหนิงในจวนก็ตกต่ำอย่างรวดเร็ว

พวกบ่าวรับใช้มักใหญ่ใฝ่สูง จึงสลายตัวทันที

มีเพียงฟู่อวี้คนเดียวที่อยู่ต่อ

แต่ฟู่อวี้ไม่ทำงาน

เจียงโย่วหนิงเคยแอบสังเกตนาง พบว่านางไม่ใช่คนของนางหาน แต่แค่ขี้เกียจเท่านั้น จึงแล้วแต่นาง

เพราะอย่างไรถ้าไล่ฟู่อวี้ไป นางหานอาจฉวยโอกาสส่งคนมา

วันนี้จู่ ๆ ฟู่อวี้ก็ขยันขึ้นมา จึงน่าประหลาดมาก

“คุณหนูกลับมาแล้ว” ฟางเฟยยิ้มแล้วออกเรือนมาต้อนรับ พร้อมถลึงตาใส่ฟู่อวี้ “ยังต้องให้ท่านซื่อจื่อกลับมาสินะ ถึงจะกำราบบ่าวชั่วบางคนได้”

ฟู่อวี้รีบเอ่ยกับเจียงโย่วหนิง “คุณหนู ข้าสำนึกผิดแล้ว ท่านอย่าฟ้องท่านซื่อจื่อเลยนะเจ้าคะ”

เจียงโย่วหนิงถอดเสื้อตัวนอกออก แล้วก้าวเข้าไปข้างใน “ข้าไม่ได้ว่างขนาดนั้น”

ฟางเฟยรับเสื้อตัวนอกไป

“วันนี้อู๋มามาเป็นอย่างไรบ้าง?”

ปากเจียงโย่วหนิงสอบถาม มือก็ใช้หมอนนุ่มใบหนึ่งรองให้อู๋มามา แล้วนวดแขนให้อีกฝ่าย

“วันนี้กินได้มากหน่อย โจ๊กข้าวฟ่างถ้วยหนึ่งกินหมดเลยเจ้าค่ะ” ฟางเฟยยิ้มพร้อมนวดขาให้อู๋มามา “ตอนข้าพูดกับนางยังรู้จักกะพริบตาตอบข้าด้วยนะเจ้าคะ”

“อย่างนั้นหรือ มามา?”

เจียงโย่วหนิงมองอู๋มามา

อู๋มามากะพริบตาให้นางอย่างลำบาก

เจียงโย่วหนิงอดยิ้มไม่ได้ “ดีขึ้นทุกวันแล้วนะ มามาอย่าใจร้อน ต้องค่อย ๆ ดีขึ้นแน่นอน”

“คุณหนู ทำไมตัวท่านถึงมีกลิ่นหอมของสมุนไพรเจ้าคะ?”

ฟางเฟยถามอย่างไม่วางใจ

“เท้าแพลงน่ะ เลยทายา”

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงเริ่มแดงระเรื่ออีกครั้ง

ยาทาของจ้าวหยวนเช่อ กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นเกินไปหน่อย

“ตรงไหนเจ้าคะ? ให้ข้าดูหน่อยไหม?”

ฟางเฟยได้ยินพลันเป็นห่วง

เจียงโย่วหนิงจะให้นางดูได้อย่างไร รีบบอกว่า “ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันก็หายแล้ว”

“ข้าจะไปยกน้ำร้อนมาให้ ท่านรีบไปแช่น้ำแล้วพักสักหน่อย ข้าจะเฝ้ามามาเองเจ้าค่ะ”

ฟางเฟยสงสารนาง จึงให้นางรีบไปอาบน้ำพักผ่อน

เมื่อคืนเจียงโย่วหนิงไม่ได้นอนมาทั้งคืน ความปวดเมื่อยทั่วร่างยังอยู่ และเหนื่อยล้าจริง ๆ

หลังฉากกั้น

นางถอดเสื้อผ้า ก้มหน้ามองตัวเอง ความระบมบนร่างกายยังคงอยู่ ฝังลึกเข้ากระดูก ราวกับเสียงที่ยังวนเวียน ไม่จางหายไป

ตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงไป จนถึงข้อเท้า เต็มไปด้วยรอยจูบเขียวม่วง

จ้าวหยวนเช่อจูบรุนแรงเกินไป

แต่ร่องรอยที่มากมายขนาดนี้กลับไม่ทิ้งไว้บนลำคอของนาง

กลับเป็นนาง ที่กัดเขาเพียงคำเดียว ก็เผยพิรุธออกไปแล้ว

นางแช่ตัวลงในถังอาบน้ำ สองมือวักน้ำสาดใส่ใบหน้าที่ร้อนผ่าว หลังอาบน้ำเสร็จ ร่างกายยิ่งอ่อนล้ากว่าเดิม

ตอนนอนลงบนเตียง ภายในหัวก็ยังคงยุ่งเหยิง นางกอดผ้าห่มแต่สิ่งที่คิดกลับเป็นเรื่องเมื่อคืน ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ถึงได้ผล็อยหลับไป

“คุณหนู เฝิงมามามาเจ้าค่ะ ฮูหยินกั๋วกงเชิญท่านไปรับอาหารเช้า”

เสียงของฟางเฟยดังขึ้น

เจียงโย่วหนิงลืมตามองซ้ายขวา ท้องฟ้าข้างนอกเพิ่งสาง นางหลับตื่นเดียวยันเช้าเลยหรือเนี่ย?

ท่าทางที่นางหยัดกายลุกขึ้นหยุดชะงัก ใบหน้าดวงน้อยขมวดย่น ตรงท้องน้อยยังปวดร้าวอย่างรุนแรง

“คุณหนูปวดเท้าที่แพลงหรือเจ้าคะ?” ฟางเฟยยื่นมือไปประคองนาง “ถ้าอย่างไรข้าจะไปปฏิเสธเฝิงมามา อย่าไปเลยนะเจ้าคะ?”

เจียงโย่วหนิงส่ายหน้า “นาน ๆ ทีกว่าท่านแม่จะเรียกข้า ไม่ไปคงไม่เหมาะ”

นางลุกขึ้นมาล้างหน้าแต่งตัว พอแต่งตัวเรียบร้อย ก็ตามเฝิงมามาไปเรือนใหญ่

เฝิงมามาเปิดประตู “ฮูหยิน คุณหนูเจียงมาแล้วเจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงยกชายกระโปรงขึ้น ก้าวข้ามธรณีประตู พอเงยหน้าขึ้นหยุดหายใจทันใด

ร่างที่สูงใหญ่ตรงสง่าเข้าสู่สายตาของนางทันที คิดว่าอีกเดี๋ยวต้องไปว่าราชการแล้ว เขาสวมชุดขุนนางสีแดงสดแขนเล็ก ตรงเอวคาดเข็มขัดหนัง

ใบหน้าหล่อละมุนคู่กับสีแดงร้อนแรง ไม่เพียงไม่แปลกแยกแม้แต่น้อย กลับยิ่งโดดเด่นสะดุดตา

กระทั่งแสงเทียนที่ยังไม่ดับมอดในห้องก็ยังลำเอียงเขา รอบตัวเขาเหมือนปกคลุมด้วยแสงอ่อน ๆ

หัวใจเจียงโย่วหนิงกระตุก จ้าวหยวนเช่อก็อยู่ด้วยหรือเนี่ย

สีหน้าเขาขึงขัง สายตาเย็นชา เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ไม่แม้แต่จะมองนางสักครั้ง

ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ความผิดพลาดในคืนนั้นดั่งความฝันที่วุ่นวาย

เจียงโย่วหนิงก้มหน้าทำความเคารพ “คารวะท่านแม่ คารวะท่านพี่”

เขากับนาง แต่เดิมก็ไม่สนิทกันอยู่แล้ว

นอกจากอุบัติเหตุเรื่องนั้น

นางเคยได้รับอานิสงส์จากเขาไม่น้อย แต่สำหรับเขา ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่เท่านั้น เพื่อหน้าตาของจวนเจิ้นกั๋วกงเฉย ๆ

เขาไม่เคยสังเกตนาง

จ้าวหยวนเช่อนั่งลง

นางหานยิ้มแล้วเรียก “โย่วหนิง มา มานั่งกับแม่ กินเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”

เจียงโย่วหนิงเดินไปนั่งลง หยิบตะเกียบขึ้นมองเพียงของว่างตรงหน้า ไม่มองจ้าวหยวนเช่ออีกต่อไป

นางเข้าใจเจตนาที่นางหานให้นางมา ก็เพื่อใช้การกระทำบอกจ้าวหยวนเช่อ ว่านางไม่ได้ใจร้ายกับตัวเอง

เมื่อนางหานเงยหน้าก็มองเห็นรอยฟันตรงลำคอจ้าวหยวนเช่อ นางคีบเสี่ยวหลงเปาวางไว้ในจานกระเบื้องสีชมพูใบเล็กตรงหน้าจ้าวหยวนเช่อ “อวี้เหิง สตรีข้างนอกของเจ้าคนนั้น คงไม่ใช่คนดีอะไรกระมัง?”

เจียงโย่วหนิงได้ยินแบบนั้นก็มือกระตุก ขนมพุทราจีนที่คีบอยู่หล่นกลับไปที่จาน ในใจเกิดคลื่นถาโถม

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 240

    ยามเลิกงานเลี้ยง ดวงจันทร์ก็ลอยเด่นเหนือยอดไม้เสียแล้วเมื่อออกจากวังเจียงโย่วหนิงเพิ่งจะขึ้นรถม้า ก็ได้ยินเสียงคนเรียกนางจากด้านหลัง“คุณหนูเจียง”ชิงเจี้ยนเดินมาที่ข้างรถม้า“มีเรื่องอันใดหรือ?”เจียงโย่วหนิงนั่งถามอยู่ภายในรถม้า มิได้เลิกม่านขึ้นมองเขาชิงเจี้ยนนับว่าเป็นคนดีผู้หนึ่งทว่าเพราะเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับจ้าวหยวนเช่อ ยามนี้นางจึงไม่อยากเห็นหน้าชิงเจี้ยนแม้แต่น้อย“นายท่านให้ผู้น้อยนำมามอบให้ท่านขอรับ”ชิงเจี้ยนยื่นกล่องอาหารเข้ามา“ข้าไม่เอา เจ้าเอากลับไปเถิด”เจียงโย่วหนิงรู้สึกอึดอัดในอก ปฏิเสธไปโดยมิต้องคิดเขากับซูอวิ๋นชิงอีกเพียงสิบสี่วันก็จะแต่งงานกันแล้ว ยังจะมาสนใจนางอีกทำไมกัน?ต่อให้นางต้องอดตาย ก็มิได้เกี่ยวอันใดกับเขาชิงเจี้ยนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะขยิบตาให้ฟู่อวี้ที่กำลังบังคับรถม้าฟู่อวี้ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “คุณหนู เมื่อครู่ในงานเลี้ยงพระราชวังท่านแทบจะมิได้ทานสิ่งใดเลยมิใช่หรือเจ้าคะ? อย่างไรเสียสุขภาพก็สำคัญที่สุด ท่านยังมีเรื่องต้องทำอีกมากนะเจ้าคะ”ยามนี้นางย่อมรู้ดีว่า หากคุณหนูทุกข์ใจเมื่อใดก็จะทานสิ่งใดไม่ลงในวังมีข่าวลือออก

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 239

    “ท่านพ่อ ท่านจะรีบร้อนไปไยเจ้าคะ?”ซูอวิ๋นชิงหน้าแดงก่ำ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบานางดูราวกับกำลังเอียงอาย ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับประหม่ายิ่งนักนางรู้ดีว่าฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับท่านพ่อเป็นพิเศษ แต่ท่านพ่อก็ไม่ควรหยิ่งผยองเพราะความโปรดปรานเช่นนี้การกล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าพระพักตร์ท่ามกลางผู้คนมากมาย เกรงว่าฝ่าบาทคงจะไม่พอพระทัยเป็นแน่เมื่อหันไปมองพระชายาหวยหนาน กลับพบว่านางยังมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ราวกับคุ้นชินที่หวยหนานอ๋องเป็นเช่นนี้ไปเสียแล้วเจียงโย่วหนิงอดมิได้ที่จะปรายตามองจ้าวหยวนเช่อคราหนึ่งทว่ากลับเห็นเพียงใบหน้าเรียบเฉย เขาก้มมองอาหารเบื้องหน้า ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่เจียงโย่วหนิงมองเพียงแวบเดียว ก็ชักสายตากลับมาเขาจะเป็นเช่นไร แล้วเกี่ยวอันใดกับนางเล่า?นางไม่ควรใส่ใจเขาบรรยากาศภายในตำหนักหนักอึ้งตึงเครียดหวยหนานอ๋องจ้องมองเฉียนเจิ้งตี้โดยมิได้เอ่ยสิ่งใดครู่ต่อมา เฉียนเจิ้งตี้พลันแย้มพระสรวล “หวยหนานอ๋องช่างใจร้อนเสียจริง”เมื่อพระองค์ตรัสขึ้น ทุกคนก็พลันผ่อนคลายลง ต่างหัวเราะผสมโรงตามไปด้วย“โดยหลักเป็นเพราะชายแดนใต้ยังมีกิจธุระอีกมาก

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 238

    เจียงโย่วหนิงผู้นี้ ภายนอกดูขลาดเขลา ทว่าแท้จริงแล้วกลับทำได้ทุกเรื่อง นี่คงเห็นว่าปีนป่ายจ้าวหยวนเช่อไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่กระมังยามนี้จิตใจของนางมิได้จดจ่ออยู่กับเจียงโย่วหนิงอีกแล้ว ทว่าต้องการสืบหาตัวตนของภรรยานอกสมรสของจ้าวหยวนเช่อผู้นั้น การที่สามารถทำให้จ้าวหยวนเช่อออกรับคมดาบแทนได้ ภรรยานอกสมรสผู้นั้นย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนน่าเสียดายที่นางส่งคนออกไปมิใช่น้อย ทว่ากลับมิได้เบาะแสอันใดเลยแม้แต่น้อยเรื่องนี้นับว่าประหลาดนัก ตามหลักแล้วหากเป็นคนเป็น ย่อมต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้บ้างภรรยานอกสมรสผู้นั้น ไฉนจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยถึงเพียงนี้? จ้าวหยวนเช่อนำคนไปซ่อนไว้ที่ใดกันแน่?เจียงโย่วหนิงเม้มริมฝีปากก่อนจะเดินตามไปนางมองดูคนทั้งสองที่ดูเหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่งเบื้องหน้า ข่มความขื่นขมในใจลงไป แล้วฝืนยิ้มที่มุมปากทุกสิ่งกำลังจะจบสิ้นลงแล้วยังมีอันใดให้ต้องเศร้าเสียใจอีกเล่า?ฮ่องเต้เฉียนเจิ้งเสด็จมาพร้อมกับหวยหนานอ๋องทุกคนต่างถวายพระพรโดยพร้อมเพรียงกัน“พวกท่านลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้เฉียนเจิ้งดูเหมือนจะทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก หลังจากประทับนั่งบนตำแหน่งประธานแ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 237

    “เหตุใดกัน? การแต่งเข้าจวนรุ่ยอ๋อง มีหญิงสาวในเมืองหลวงมากมายเพียงไรที่ปรารถนาแต่กลับมิอาจครอบครองได้?”เซี่ยหวยอวี่หรี่ตาลงจ้องมองนาง“ข้าไม่อยากออกเรือน”น้ำเสียงของเจียงโย่วหนิงนั้นกระจ่างใสและอ่อนหวาน ทว่ากลับหนักแน่นเด็ดขาด“แล้วภายภาคหน้าเล่า?”เซี่ยหวยอวี่ซักไซ้“เรื่องในภายภาคหน้า ผู้ใดจะล่วงรู้ได้เล่า?”ในน้ำเสียงของเจียงโย่วหนิงมีความสับสนเจืออยู่จาง ๆในยามนี้ นางมิได้อยากออกเรือนแต่อย่างใดในภายภาคหน้า นางอาจจะได้พบคนที่ดีสักคน คนที่ไม่ใส่ใจอดีตของนาง และยินดีที่จะอยู่เคียงข้างคอยเป็นความอบอุ่นให้แก่กันทว่าในโลกหล้าจะมีคนเช่นนั้นอยู่ที่ใดกันเล่า?“วางใจเถิด” เซี่ยหวยอวี่พลันหัวเราะออกมาเบา ๆ “ข้าจะไม่บอกกล่าวแก่ผู้ใดทั้งสิ้น”หากปล่อยให้จ้าวหยวนเช่อล่วงรู้ข่าวนี้เข้า นางจะยังจากไปได้อย่างไร?แล้วเขาจะฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปในใจนางได้อย่างไรเล่า?“มาเถิด ตั๋วเงินนี่ รับเอาไว้”เขาหยิบตั๋วเงินออกมาแล้วยัดใส่มือของนาง“ขอบใจท่าน...”เจียงโย่วหนิงเอ่ยได้เพียงครึ่งประโยคก็พลันชะงักไปนางเหลือบเห็นปึกตั๋วเงินในมือ ใบที่อยู่บนสุดคือตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึง เงิ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 236

    “นายท่านของท่านไม่อนุญาตให้ท่านออกมาใช่หรือไม่?”เจียงโย่วหนิงเอียงคอพิจารณาเขา พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบานางคิดมาตลอดว่า เซี่ยหวยอวี่คงไปรับใช้ในจวนของขุนนางผู้ใหญ่ท่านใดในราชสำนัก ดูจากการแต่งกายของเขา อย่างน้อยก็ต้องเป็นจวนอัครมหาเสนาบดีชาติตระกูลสูงส่งถึงเพียงนั้น กฎระเบียบในจวนจะเคร่งครัดมากมายก็เป็นเรื่องธรรมดานางจึงมิได้เกิดความระแวงสงสัยอันใด“อืม ก็นับว่าใช่กระมัง” เซี่ยหวยอวี่ขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย ยกมุมปากขึ้น รอยยิ้มชวนให้ผู้คนหวั่นไหว “เจ้าตามหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”“ข้า...”เจียงโย่วหนิงไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่เขาขยับมาใกล้ชิดถึงเพียงนี้ จึงถอยหลังหลบเล็กน้อย รู้สึกกระดากอายเกินกว่าจะเอ่ยปาก“เจ้าทำไมหรือ? พูดมาตามตรงเถิด ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ ย่อมต้องช่วยเหลือเจ้าอย่างแน่นอน งานของข้าในยามนี้ ก็นับว่าเป็นผู้มีอำนาจบารมีอยู่บ้างแล้ว”เซี่ยหวยอวี่รวบรัดยอมรับเรื่องที่ตนรับใช้ในจวนของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งไปเสียเลย“คือว่า...ยามนี้ข้าจำเป็นต้องใช้เงิน...”เจียงโย่วหนิงก้มหน้าลง น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับยุงบินในครานั้น เป็นนางเองที่เสนอตัวให้เซี่ยหวยอวี่ย

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 235

    เอ่ยคำเหล่านี้ออกมา ก็เพื่อดับความโอหังของเจียงโย่วหนิง ให้นางยอมไปเป็นอนุที่จวนรุ่ยอ๋องแต่โดยดี มิใช่เอาแต่เพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ“ข้าทราบแล้ว”เจียงโย่วหนิงพยักหน้ารับคำ มองดูเฝิงมามาเดินจากไป ใบหน้าก็ค่อย ๆ ซีดเผือดลง“คุณหนู ไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?”ฟางเฟยมองนางด้วยความห่วงใย แววตาเปี่ยมไปด้วยความปวดใจ“ข้าจะเป็นอันใดได้เล่า?”เจียงโย่วหนิงส่งยิ้มให้นาง ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าเรือน กลางอกรู้สึกปวดหนึบ กระเพาะอาหารคล้ายกับบีบรัดตามไปด้วยจนรู้สึกอยากอาเจียนเล็กน้อยฟางเฟยส่ายหน้าพลางทอดถอนใจคุณหนูมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ กลืนกินทุกความขมขื่นปวดร้าวลงสู่ท้อง ไม่เคยยอมปริปากบอกกล่าวผู้ใดแม้แต่ครึ่งคำเก็บงำเอาไว้ในใจเช่นนี้ตลอดไป คงได้ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นแน่……งานเลี้ยงในวังหลวงจัดขึ้นที่หอเซิงผิงจากชั้นสองสามารถมองเห็นอุทยานหลวงได้ทั่วทั้งบริเวณทว่า ยามนี้เป็นเวลาค่ำคืน จึงมองเห็นเพียงแสงตะเกียงที่จุดสว่างไสวตามจุดต่าง ๆ ในอุทยานเท่านั้นเจียงโย่วหนิงเดินตามหลังนางหานและจ้าวเชียนหัว มิกล้าสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ อย่างพลการฮ่องเต้ยังเสด็จมาไม่ถึงนางหานกำลังทักทายปราศรั

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 2

    “ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 1

    เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 20

    หลังจากเจียงโย่วหนิงรับปาก ก็คิดจะลุกขึ้นแล้วขอตัวนางหานลุกขึ้นแล้วหยิบเครื่องประดับสองสามชิ้นออกมา “เจียงโย่วหนิงเป็นผู้หญิงที่คนแรกในครอบครัวพวกเราที่ไปดูตัว เลือกมาสักชิ้นไว้ใส่พรุ่งนี้เถิด”เจียงโยว่หนิงหลุบตามองปิ่นปักผมที่อยู่บนโต๊ะ กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ที่เรือนของข้ามี”

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 4

    นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status