Share

บทที่ 3

Author: มู่เฉิงซินสวี่
เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้ว

ฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้

“นายท่าน”

ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่ง

จ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เจียงโย่วหนิงตามมา

ฝีเท้าเจียงโย่วหนิงลังเล

“คุณหนูเจียง นายท่านจะไปส่งท่านขอรับ” ชิงเจี้ยนยิ้มบอก

“ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงนึกได้ว่ามีเรื่องต้องคุยกับจ้าวหยวนเช่อ จึงหลุบตาแล้วทำความเคารพเขา ก่อนจะตามย่างเท้าของเขาไป

ชิงเจี้ยนมองทั้งสองคนกางร่มเดินอยู่กลางฝนพรำ แผ่นหลังสมกัน ราวกับภาพวาดหมึกดำชั้นดี เขาส่ายหน้าแล้วลอบถอนหายใจ

“ท่านพี่ ข้าพักที่เรือนเสี่ยวอิ่นจนชินแล้ว ขอไม่ย้ายไปเรือนฝูหรงนะเจ้าคะ”

เจียงโย่วหนิงครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะคิดได้ว่าควรพูดกับเขาอย่างไร

นางก้าวช้าไปครึ่งก้าว ถึงกล้ามองเขาอย่างเปิดเผย

เขาสูงกว่านางไปหนึ่งช่วงศีรษะ สันกรามโครงหน้าชัดเจนเส้นสายลื่นไหล มุมปากเม้มเล็กน้อยอย่างห่างเหิน ราวกับจันทร์บนท้องฟ้า มองเห็นแต่มิอาจเอื้อม

“อยู่เรือนฝูหรงไปนาน ๆ ก็จะชินเอง”

จ้าวหยวนเช่อไพล่มือไปด้านหลังหนึ่งข้าง น้ำเสียงราบเรียบแต่ไม่อนุญาตให้โต้แย้ง

เจียงโย่วหนิงกัดริมฝีปาก ไม่รู้ว่าควรหาข้ออ้างใดมาปฏิเสธอีก

เรือนฝูหรงอยู่ข้างเรือนใหญ่ เป็นใจกลางของหมู่เรือนหลัง

ยามนางจะออกไปทำงานที่โรงหมอ หากพักที่เรือนเล็กสามารถเข้าออกทางประตูตะวันตกเฉียงเหนือ แค่ติดสินบนยายเฒ่าที่เฝ้าประตูก็พอ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาตลอด

หากพักที่เรือนฝูหรง หนทางยาวไกล คนเยอะพลุกพล่าน จะปิดความลับนี้ไว้ไม่อยู่

เมื่อสามปีก่อน จู่ ๆ อู๋มามาซึ่งเป็นแม่นมของนางก็เป็นอัมพาตติดเตียง ตาเขปากเบี้ยว พูดไม่ได้

อู๋มามาเลี้ยงนางมาจนเติบใหญ่ นางย่อมต้องเลี้ยงดูอีกฝ่ายจนสิ้นอายุขัย

เพราะไม่มีเงินรักษาอู๋มามา นางจึงแอบไปช่วยงานที่โรงหมอ พอได้เงินมาก็สามารถเอาไปซื้อยาให้อู๋มามา หลังเรียนกับหมอมาปีกว่า บัดนี้นางสามารถฝังเข็มให้อู๋มามาเองได้แล้ว

อาการของอู๋มามาในตอนนี้ดีขึ้นกว่าตอนเริ่มป่วยมาก

ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด ถนนก็เดินมาจนสุดทาง

จ้าวหยวนเช่อหยุดฝีเท้าตรงประตูเรือนหลังเล็ก

เจียงโย่วหนิงเดินออกจากร่มแล้วหันกลับไปย่อตัวให้จ้าวหยวนเช่อ ตามด้วยก้มหน้ากล่าว “ข้าเป็นอย่างตอนนี้ก็ดีมากแล้ว ต่อไปท่านพี่อย่าลำบากเพราะข้าเลยเจ้าค่ะ”

เมื่อนึกข้ออ้างดี ๆ ไม่ออกจริง ๆ จึงต้องปฏิเสธทั้งอย่างนี้

นางก้มหน้าลง ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านความห่างเหิน เห็นได้ชัดว่าต้องการขีดเส้นแบ่งกับเขา

จ้าวหยวนเช่อก้มหน้ามองนางแต่ไม่ตอบ

เจียงโย่วหนิงถูกเขามองจนรู้สึกอึดอัด ขณะลังเลว่าจะหันหลังจากไปหรือไม่นั้น

พลันได้ยินจ้าวหยวนเช่อกล่าว “ผ้าซับเหงื่อของเจ้าอยู่ที่ข้า จะไปเอาเมื่อใด?”

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงร้อนผ่าวทันที ไม่สนอีกว่าจะห่างเหินกับเขาหรือไม่ หันหลังหนีไปทันที

ตอนเช้าลุกลี้ลุกลนกลับมาที่เรือน ถึงได้พบว่าลืมผ้าซับเหงื่อที่ผูกกับเสื้อชั้นในไว้ที่เขา

เขาโยนทิ้งก็สิ้นเรื่อง อยู่ดี ๆ ยังจงใจพูดถึงเรื่องนี้ทำไมกัน?

เจียงโย่วหนิงวิ่งเข้าไปในเรือนหลังเล็ก พลันเห็นเรือนในมีควันลอยขึ้น

สาวใช้ฟู่อวี้ถือพัดใบลาน กำลังเฝ้าเตาเคี่ยวยาอยู่ใต้ทางเดิน

เมื่อเห็นนางเข้ามา ฟู่อวี้จึงรีบลุกขึ้นทำความเคารพ “คุณหนู ท่านกลับมาแล้ว”

เจียงโย่วหนิงสำรวจนางอย่างสงสัย “ทำไมถึงลุกขึ้นมาทำงาน หรือจะกินเหล้าปลอมเข้าไป?”

ตอนนี้นางมีสาวใช้เพียงสองคนคือฟางเฟยกับฟู่อวี้

ฟางเฟยเป็นเด็กที่อู๋มามา แม่นมนางรับมาเลี้ยง ติดตามนางตั้งแต่เด็ก จงรักภักดีกับนาง ผูกพันฉันท์พี่น้อง

ส่วนฟู่อวี้คือเป็นลูกของบ่าวในจวน

หลังคุณหนูตัวจริงอย่างจ้าวเชียนหัวกลับจวน สถานะของเจียงโย่วหนิงในจวนก็ตกต่ำอย่างรวดเร็ว

พวกบ่าวรับใช้มักใหญ่ใฝ่สูง จึงสลายตัวทันที

มีเพียงฟู่อวี้คนเดียวที่อยู่ต่อ

แต่ฟู่อวี้ไม่ทำงาน

เจียงโย่วหนิงเคยแอบสังเกตนาง พบว่านางไม่ใช่คนของนางหาน แต่แค่ขี้เกียจเท่านั้น จึงแล้วแต่นาง

เพราะอย่างไรถ้าไล่ฟู่อวี้ไป นางหานอาจฉวยโอกาสส่งคนมา

วันนี้จู่ ๆ ฟู่อวี้ก็ขยันขึ้นมา จึงน่าประหลาดมาก

“คุณหนูกลับมาแล้ว” ฟางเฟยยิ้มแล้วออกเรือนมาต้อนรับ พร้อมถลึงตาใส่ฟู่อวี้ “ยังต้องให้ท่านซื่อจื่อกลับมาสินะ ถึงจะกำราบบ่าวชั่วบางคนได้”

ฟู่อวี้รีบเอ่ยกับเจียงโย่วหนิง “คุณหนู ข้าสำนึกผิดแล้ว ท่านอย่าฟ้องท่านซื่อจื่อเลยนะเจ้าคะ”

เจียงโย่วหนิงถอดเสื้อตัวนอกออก แล้วก้าวเข้าไปข้างใน “ข้าไม่ได้ว่างขนาดนั้น”

ฟางเฟยรับเสื้อตัวนอกไป

“วันนี้อู๋มามาเป็นอย่างไรบ้าง?”

ปากเจียงโย่วหนิงสอบถาม มือก็ใช้หมอนนุ่มใบหนึ่งรองให้อู๋มามา แล้วนวดแขนให้อีกฝ่าย

“วันนี้กินได้มากหน่อย โจ๊กข้าวฟ่างถ้วยหนึ่งกินหมดเลยเจ้าค่ะ” ฟางเฟยยิ้มพร้อมนวดขาให้อู๋มามา “ตอนข้าพูดกับนางยังรู้จักกะพริบตาตอบข้าด้วยนะเจ้าคะ”

“อย่างนั้นหรือ มามา?”

เจียงโย่วหนิงมองอู๋มามา

อู๋มามากะพริบตาให้นางอย่างลำบาก

เจียงโย่วหนิงอดยิ้มไม่ได้ “ดีขึ้นทุกวันแล้วนะ มามาอย่าใจร้อน ต้องค่อย ๆ ดีขึ้นแน่นอน”

“คุณหนู ทำไมตัวท่านถึงมีกลิ่นหอมของสมุนไพรเจ้าคะ?”

ฟางเฟยถามอย่างไม่วางใจ

“เท้าแพลงน่ะ เลยทายา”

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงเริ่มแดงระเรื่ออีกครั้ง

ยาทาของจ้าวหยวนเช่อ กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นเกินไปหน่อย

“ตรงไหนเจ้าคะ? ให้ข้าดูหน่อยไหม?”

ฟางเฟยได้ยินพลันเป็นห่วง

เจียงโย่วหนิงจะให้นางดูได้อย่างไร รีบบอกว่า “ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันก็หายแล้ว”

“ข้าจะไปยกน้ำร้อนมาให้ ท่านรีบไปแช่น้ำแล้วพักสักหน่อย ข้าจะเฝ้ามามาเองเจ้าค่ะ”

ฟางเฟยสงสารนาง จึงให้นางรีบไปอาบน้ำพักผ่อน

เมื่อคืนเจียงโย่วหนิงไม่ได้นอนมาทั้งคืน ความปวดเมื่อยทั่วร่างยังอยู่ และเหนื่อยล้าจริง ๆ

หลังฉากกั้น

นางถอดเสื้อผ้า ก้มหน้ามองตัวเอง ความระบมบนร่างกายยังคงอยู่ ฝังลึกเข้ากระดูก ราวกับเสียงที่ยังวนเวียน ไม่จางหายไป

ตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงไป จนถึงข้อเท้า เต็มไปด้วยรอยจูบเขียวม่วง

จ้าวหยวนเช่อจูบรุนแรงเกินไป

แต่ร่องรอยที่มากมายขนาดนี้กลับไม่ทิ้งไว้บนลำคอของนาง

กลับเป็นนาง ที่กัดเขาเพียงคำเดียว ก็เผยพิรุธออกไปแล้ว

นางแช่ตัวลงในถังอาบน้ำ สองมือวักน้ำสาดใส่ใบหน้าที่ร้อนผ่าว หลังอาบน้ำเสร็จ ร่างกายยิ่งอ่อนล้ากว่าเดิม

ตอนนอนลงบนเตียง ภายในหัวก็ยังคงยุ่งเหยิง นางกอดผ้าห่มแต่สิ่งที่คิดกลับเป็นเรื่องเมื่อคืน ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ถึงได้ผล็อยหลับไป

“คุณหนู เฝิงมามามาเจ้าค่ะ ฮูหยินกั๋วกงเชิญท่านไปรับอาหารเช้า”

เสียงของฟางเฟยดังขึ้น

เจียงโย่วหนิงลืมตามองซ้ายขวา ท้องฟ้าข้างนอกเพิ่งสาง นางหลับตื่นเดียวยันเช้าเลยหรือเนี่ย?

ท่าทางที่นางหยัดกายลุกขึ้นหยุดชะงัก ใบหน้าดวงน้อยขมวดย่น ตรงท้องน้อยยังปวดร้าวอย่างรุนแรง

“คุณหนูปวดเท้าที่แพลงหรือเจ้าคะ?” ฟางเฟยยื่นมือไปประคองนาง “ถ้าอย่างไรข้าจะไปปฏิเสธเฝิงมามา อย่าไปเลยนะเจ้าคะ?”

เจียงโย่วหนิงส่ายหน้า “นาน ๆ ทีกว่าท่านแม่จะเรียกข้า ไม่ไปคงไม่เหมาะ”

นางลุกขึ้นมาล้างหน้าแต่งตัว พอแต่งตัวเรียบร้อย ก็ตามเฝิงมามาไปเรือนใหญ่

เฝิงมามาเปิดประตู “ฮูหยิน คุณหนูเจียงมาแล้วเจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงยกชายกระโปรงขึ้น ก้าวข้ามธรณีประตู พอเงยหน้าขึ้นหยุดหายใจทันใด

ร่างที่สูงใหญ่ตรงสง่าเข้าสู่สายตาของนางทันที คิดว่าอีกเดี๋ยวต้องไปว่าราชการแล้ว เขาสวมชุดขุนนางสีแดงสดแขนเล็ก ตรงเอวคาดเข็มขัดหนัง

ใบหน้าหล่อละมุนคู่กับสีแดงร้อนแรง ไม่เพียงไม่แปลกแยกแม้แต่น้อย กลับยิ่งโดดเด่นสะดุดตา

กระทั่งแสงเทียนที่ยังไม่ดับมอดในห้องก็ยังลำเอียงเขา รอบตัวเขาเหมือนปกคลุมด้วยแสงอ่อน ๆ

หัวใจเจียงโย่วหนิงกระตุก จ้าวหยวนเช่อก็อยู่ด้วยหรือเนี่ย

สีหน้าเขาขึงขัง สายตาเย็นชา เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ไม่แม้แต่จะมองนางสักครั้ง

ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ความผิดพลาดในคืนนั้นดั่งความฝันที่วุ่นวาย

เจียงโย่วหนิงก้มหน้าทำความเคารพ “คารวะท่านแม่ คารวะท่านพี่”

เขากับนาง แต่เดิมก็ไม่สนิทกันอยู่แล้ว

นอกจากอุบัติเหตุเรื่องนั้น

นางเคยได้รับอานิสงส์จากเขาไม่น้อย แต่สำหรับเขา ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่เท่านั้น เพื่อหน้าตาของจวนเจิ้นกั๋วกงเฉย ๆ

เขาไม่เคยสังเกตนาง

จ้าวหยวนเช่อนั่งลง

นางหานยิ้มแล้วเรียก “โย่วหนิง มา มานั่งกับแม่ กินเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”

เจียงโย่วหนิงเดินไปนั่งลง หยิบตะเกียบขึ้นมองเพียงของว่างตรงหน้า ไม่มองจ้าวหยวนเช่ออีกต่อไป

นางเข้าใจเจตนาที่นางหานให้นางมา ก็เพื่อใช้การกระทำบอกจ้าวหยวนเช่อ ว่านางไม่ได้ใจร้ายกับตัวเอง

เมื่อนางหานเงยหน้าก็มองเห็นรอยฟันตรงลำคอจ้าวหยวนเช่อ นางคีบเสี่ยวหลงเปาวางไว้ในจานกระเบื้องสีชมพูใบเล็กตรงหน้าจ้าวหยวนเช่อ “อวี้เหิง สตรีข้างนอกของเจ้าคนนั้น คงไม่ใช่คนดีอะไรกระมัง?”

เจียงโย่วหนิงได้ยินแบบนั้นก็มือกระตุก ขนมพุทราจีนที่คีบอยู่หล่นกลับไปที่จาน ในใจเกิดคลื่นถาโถม

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 414

    “หากยามค่ำคืนรู้สึกหนาวเย็น ก็สามารถขยับกองไฟไปไว้ด้านข้างได้ นำหญ้าแห้งมาปูทับบริเวณที่พื้นถูกรนจนอุ่น แล้วค่อยลงไปนอนบนนั้น”จ้าวหยวนเช่อเก็บกวาดถ้วยชามและตะเกียบพลางเอ่ยสอนนาง“วันนี้คงไม่จำเป็นแล้วกระมัง?”เจียงโย่วหนิงเอียงศีรษะมองเขา“อืม” จ้าวหยวนเช่อปูหญ้าแห้งออก “เจ้านอนก่อนเถิด”“แล้วท่านเล่า?” เจียงโย่วหนิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม“ข้าจะเฝ้ายามเอง” จ้าวหยวนเช่อขยับไปนั่งลงตรงปากถ้ำ ทอดสายตามองนางที่เอนกายตะแคงลงบนกองหญ้า ก่อนจะกล่าวต่อ “ยามอยู่กลางป่าเขาต้องคอยระแวดระวังภัยอยู่เสมอ มีคนผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายามย่อมดีที่สุด หากไม่มีผู้ใดเฝ้ายาม ทางที่ดีควรหาวิธีปิดปากถ้ำเอาไว้”“ข้าจำไว้แล้ว” เจียงโย่วหนิงกล่าว “เช่นนั้นหากถึงกลางดึกท่านค่อยปลุกข้า ผลัดให้ข้ามาเฝ้ายาม แล้วท่านค่อยไปนอน”นางจะปล่อยให้เขาต้องอดหลับอดนอนทั้งคืนได้อย่างไร“เจ้าเข้านอนก่อนเถิด”จ้าวหยวนเช่อไม่ได้เอ่ยรับคำ ทว่าก็มิได้ปฏิเสธเช่นกันเจียงโย่วหนิงหลับตาลง พลางนึกย้อนทบทวนถึงสิ่งที่เขาสอนในวันนี้ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าการรอนแรมในป่าเขานั้นช่างอันตรายและยากลำบากยิ่งนักภายภาคหน้า ต่อให้นางจะหลบหนีออกจ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 413

    จ้าวหยวนเช่อถอยไปด้านข้างก้าวหนึ่ง เพื่อให้แสงสลัวจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาได้เจียงโย่วหนิงกวาดรวมกิ่งไม้ใบไม้บนพื้นมากองไว้ตรงหน้า ก่อนจะเริ่มใช้หินเหล็กไฟจุดไฟนางรู้ดีว่าเขากำลังสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขาลำเนาไพรให้นางเรื่องนี้นางจำเป็นต้องเรียนรู้เอาไว้วันข้างหน้าเมื่อต้องจากจวนเจิ้นกั๋วกงไป จากเขาไปสู่ดินแดนห่างไกล ออกไปเผชิญโลกภายนอกย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้างทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าเหล่านี้ เรียนรู้ไว้ก็ถือเป็นวิชาติดตัวที่ไม่เสียหายก่อนหน้านี้ในห้องกรรมฐานที่วัด เขาเคยสอนวิธีใช้หินเหล็กไฟให้นางแล้ว ของพรรค์นี้แท้จริงแล้วไม่ได้มีเคล็ดลับอันใดมากนัก เพียงแค่ต้องออกแรงและเสียเวลาสักหน่อย ต่อมานางก็แอบลองจุดเองอยู่หลายครั้ง จึงนับว่าพอจะใช้งานเป็นอยู่บ้าง“ใบไม้รอบ ๆ ต้องเก็บกวาดให้หมด” จ้าวหยวนเช่อยืนอยู่ด้านข้าง หลุบตาลงมองนาง “มิเช่นนั้นหลังจากเจ้าจุดกองฟืนแล้ว ถ้ำทั้งถ้ำก็อาจจะถูกไฟไหม้เอาได้”เจียงโย่วหนิงได้ยินดังนั้น ก็วางหินเหล็กไฟลง แล้วรีบกวาดรวมกิ่งไม้ใบไม้รอบบริเวณนั้นเข้ามาอีกครั้งจากนั้นจึงหยิบหินเหล็กไฟขึ้นมาเริ่มจุดไฟใหม่เมื่อครู่จ้า

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 412

    “เช่นนี้ จะหาเจอได้อย่างไร?”เจียงโย่วหนิงยืนอยู่บนยอดเขา ทอดสายตามองทิวเขาเบื้องหน้าที่ทอดยาวสลับซับซ้อน ลูกแล้วลูกเล่าราวกับไร้จุดสิ้นสุดล่วงเข้าสู่วันที่สอง นางและจ้าวหยวนเช่อเดินทางผ่านหมู่บ้านมาอีกสองแห่ง จนกระทั่งปีนขึ้นมาถึงยอดเขาสูงชันลูกนี้เบื้องหน้านี้ คือ “เขตหวงห้าม” ตามที่สวี่ลิ่วเจี่ยเคยกล่าวไว้ทว่าภูเขามากมายถึงเพียงนี้ ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าเหมืองแร่ซ่อนอยู่ที่ใด? อาจจะอยู่ใจกลางเขาลูกใดลูกหนึ่ง หรืออาจจะอยู่ระหว่างหุบเขาสองลูกก็เป็นได้ แล้วเช่นนี้ต้องทำอย่างไรถึงจะหาพบกัน?จ้าวหยวนเช่อจ้องมองยอดเขาที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องกันอยู่เบื้องหน้า ชั่วขณะหนึ่งก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา“ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว พวกเราย้อนกลับไปที่หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด เพื่อหาเรือนชาวบ้านขอพักแรมสักคืนดีหรือไม่?”เจียงโย่วหนิงหันไปเอ่ยถามเขาก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ทำเช่นนี้มาตลอดจนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้วบัดนี้ไม่ต้องรอให้เขาชี้แนะ นางก็รู้ดีว่าควรต้องทำเช่นไร“ไม่ไป”จ้าวหยวนเช่อคว้ามือนางมาจูงไว้ แล้วพาเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบด้านข้าง“ยังจะไปที่ใดอีก? ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว”เจียงโย่วหนิงรู้สึกหวา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 411

    นางลืมตาขึ้นมาก็หันไปมองข้างกายโดยสัญชาตญาณจ้าวหยวนเช่อไม่อยู่แล้ว บนเตียงเย็นเฉียบ เห็นได้ชัดว่าเขาลุกไปได้พักใหญ่แล้ว“เสี่ยวเถียน?”สวี่ลิ่วเจี่ยร้องเรียกนางอยู่ด้านนอก“มาแล้วเจ้าค่ะ”เจียงโย่วหนิงลุกขึ้นมองออกไปด้านนอกมิน่าเล่าแสงแดดถึงสว่างจ้าเพียงนี้ ที่แท้นางก็เผลอหลับจนถึงยามเที่ยงวันโดยไม่รู้ตัว“มีอันใดหรือเจ้าคะลิ่วเจี่ย?”นางขยี้ตาพลางเปิดประตูออกไป“สายป่านนี้แล้วเจ้ายังไม่ลุกมากินมื้อเช้าอีก ประเดี๋ยวก็จะถึงมื้อเที่ยงอยู่แล้ว” สวี่ลิ่วเจี่ยคว้ามือนางไปกุมไว้ พลางกล่าวกลั้วหัวเราะ “ข้าเองก็อยากคุยกับเจ้า จึงมาปลุก เจ้าคงไม่โกรธข้าใช่หรือไม่?”“จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรเจ้าคะ?”เจียงโย่วหนิงแย้มยิ้มนางอยากจะถามสวี่ลิ่วเจี่ยว่ารู้หรือไม่ว่าจ้าวหยวนเช่อไปที่ใด และออกไปตั้งแต่เมื่อใด ทว่าเมื่อคิดได้ว่าหากถามออกไปก็ต้องอธิบายว่าจ้าวหยวนเช่อเป็นสามีของนาง คำพูดที่มาจ่ออยู่ริมฝีปากจึงถูกกลืนลงคอไปคาดว่าเขาคงไปปรึกษาหารือเรื่องราวกับพวกชิงเจี้ยนกระมัง“ข้าขอถามเจ้าหน่อยเถิด เจ้ามีเคล็ดลับมัดใจสามีอย่างไรกัน ถึงได้ทำให้เขารักใคร่เจ้าปานนั้น กระทั่งเรื่องพรรค์นี้

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 410

    “น้ำตาลต้มหรือ?”เจียงโย่วหนิงได้กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลทรายแดง จึงอดไม่ได้ที่จะยืดตัวขึ้นนั่งตัวตรงแล้วมองดูเขาเขารู้ได้อย่างไรว่านางอยากทานของหวาน?“น้ำตาลทรายแดงต้มกัญชาเทศ ใส่ขิงสดลงไปสองสามแว่น”จ้าวหยวนเช่อตักขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าเบา ๆ แล้วป้อนจ่อที่ริมฝีปากของนาง“ข้าดื่มเอง”เจียงโย่วหนิงยื่นมือออกไปรับชามนั้น“มันร้อน”จ้าวหยวนเช่อเบี่ยงมือหลบไปด้านหลังเล็กน้อยหลังมือของเจียงโย่วหนิงเฉียดขอบชามไป ร้อนดั่งที่เขาว่าจริง ๆ“อ้าปาก”จ้าวหยวนเช่อยืนกรานที่จะป้อนนางให้ได้เจียงโย่วหนิงจึงยอมดื่มน้ำตาลทรายแดงต้มในช้อนอย่างว่าง่าย เขาใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปมาก จึงกลบรสเผ็ดร้อนของขิงเสียมิด น้ำตาลต้มรสชาติหวานล้ำอุ่นร้อนไหลลื่นลงคอ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลตรงไปถึงท้องน้อย อาการปวดเมื่อยคล้ายจะทุเลาลงบ้างแล้วเมื่อได้ดื่มของหวาน นางก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงอย่างสบายใจนางโปรดปรานของหวานมาตั้งแต่เด็กในยามนี้ นางไม่อาจปฏิเสธน้ำตาลทรายแดงต้มชามนี้ได้ลงคอจริง ๆจ้าวหยวนเช่อป้อนนางอีกหลายคำนางเพิ่งนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามว่า “ท่านได้น้ำตาลทรายแดงกับกัญชาเทศมาจากที่ใดหรือ?”“น้ำตา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 409

    “เสี่ยวเถียน เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าสามีของเจ้าไม่เหมือนผู้ช่วยหมอ และไม่เหมือนหมอเอาเสียเลย”สวี่ลิ่วเจี่ยมองแผ่นหลังของจ้าวหยวนเช่อแล้วเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม“ไม่เหมือนที่ใดหรือ?”เจียงโย่วหนิงได้ยินเช่นนั้น ในใจก็อดตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ นางลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายเงียบ ๆหรือว่า สวี่ลิ่วเจี่ยจะมองอันใดออกแล้ว?“ข้าเองก็บอกไม่ถูก แต่เขากลับดูคล้ายพวกผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเสียมากกว่า” สวี่ลิ่วเจี่ยตากเสื้อผ้าไปพลาง หันมาส่งยิ้มให้นางไปพลาง “ภายภาคหน้าเขาจะต้องได้ดิบได้ดีอย่างแน่นอน บางทีอาจจะกลายเป็นหมอเทวดาชื่อดังยุคหนึ่งเลยก็ได้? เจ้าก็รอเสวยสุขได้เลย”เจียงโย่วหนิงได้ยินแล้วก็คลี่ยิ้ม โชคดีที่สวี่ลิ่วเจี่ยมิได้เกิดความสงสัยจ้าวหยวนเช่อนั้นช่างมีอนาคตก้าวไกลจริง ๆทว่าคนที่ได้เสวยสุข ย่อมไม่มีทางเป็นนางจ้าวหยวนเช่อออกไปราวหนึ่งชั่วยามยามที่เขากลับมา เจียงโย่วหนิงกำลังช่วยสวี่ลิ่วเจี่ยเตรียมอาหารกลางวันอยู่ในห้องครัว“ข้ากลับมาแล้ว”จ้าวหยวนเช่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องครัวและปรายตามองนางแวบหนึ่งเจียงโย่วหนิงสุมไฟอยู่หน้าเตา เมื่อได้ยินเสียงจึงหันขวับไปรับคำเขาออก

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 6

    “เจ้าช่างมีน้ำใจ มานั่งกับข้าตรงนี้มา”นางหานยิ้มพร้อมกวักมือเรียกเจียงโย่วหนิง ส่งสัญญาณให้นางมานั่งลงข้างตัวเองตอนนี้อยู่ข้างนอก ต้องดีกับเจียงโย่วหนิงหน่อย จะได้สร้างชื่อเสียงดีงามให้ตัวเองด้วยเจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นล่วมยาให้หมอจางหมอจางสบตากับนางแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 5

    “โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 4

    นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 2

    “ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status