ログインฉินมู่อิงไม่ได้ดื่มยาที่อาเหยียนนำมาให้ นางนอนหลับไปจนถึงเช้าของอีกวัน อาการปวดหัวลดลงไปมาก นางลุกจากเตียงเดินออกไปข้างนอก สงสัยว่าคนเมื่อคืนหายไปไหนแล้ว
ควันลอยออกมาจากห้องครัว แสดงว่ามีคนอยู่ในนั้น ฉินมู่อิงเดินไปดู นางเห็นอาเหยียนกำลังพัดวีเตาที่มีหม้อดินตั้งอยู่ "ทำอะไรแต่เช้า" เขาเงยหน้าละสายตามองมาที่นางทว่ากลับไม่มีคำพูดเปล่งออกมาแม้แต่คำเดียว ฉินมู่อิงเอามือจับที่ศีรษะตรงแผลยังปวดอยู่บ้างแต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อวานมากนัก "มู่อิงอยู่หรือไม่" เสียงเรียกที่หน้าบ้านทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด ฉินมู่อิงเดินออกไปดู เห็นสตรีวัยกลางคนยืนรอที่รั้วด้านนอก "ป้าเจี่ย มีอะไรหรือเจ้าคะ" ป้าเจี่ยเลิกคิ้วสูง หรี่ตาและทำท่าทางประหลาดใจ ฉินมู่อิงเห็นนางเงียบไปจึงถามอย่างเป็นห่วง "ท่านป้า ทำไมเงียบไปเจ้าคะ" เมื่อเห็นนางท้วง ป้าเจี่ยถึงนึกขึ้นได้ว่าตนมีธุระเรื่องใด "อ้อ ลืมไป ข้าเอาไข่ไก่มาฝาก ที่บ้านมีเยอะ" สตรีอาวุโสกว่ายื่นตะกร้าใส่ไข่ให้นาง ฉินมู่อิงจำได้ว่าป้าเจี่ยคนนี้เอ็นดูนางมาตลอดตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่และช่วยเหลือนางหลายอย่าง "ขอบคุณมากเจ้าค่ะ" "อ้อ เจ้ากับอาเหยียนกินเยอะ ๆ ล่ะ ดูสิผอมบางกันขนาดนี้เมื่อไหร่จะมีตัวเล็กให้ป้าได้อุ้มเล่นเล่า" ป้าเจี่ยหยอกเย้าพลางหัวเราะ ฉินมู่อิงได้ฟังถึงกับหน้าร้อนผ่าว "ท่านป้าล้อข้าเล่นแล้ว" "เรื่องอย่างนี้ล้อเล่นได้ที่ไหน เจ้าสองคนแต่งงานกันมาหลายเดือนแล้ว หากไม่เร่งมือตอนนี้ เดี๋ยวก็มีลูกไม่ทันใช้กันพอดี" นางยิ้มบางพร้อมคำนับเล็กน้อย "ข้าจะเชื่อท่านเจ้าค่ะ" "ดีมาก เด็กดี ข้าไปก่อนล่ะต้องรีบไปทำกับข้าวให้ลุงของเจ้า" "ขอบคุณท่านป้ามากเจ้าค่ะ" ป้าเจี่ยเดินออกไป นางรอส่งครู่หนึ่งก็ถือตะกร้าเดินเข้าไปที่ห้องครัว อาเหยียนกำลังปั้นแป้งเงียบ ๆ ไม่ได้สนใจนางเช่นเดิม 'คนหล่อ มือเปื้อนแป้งยังหล่อ' นางเหม่อมองใบหน้าคมคายอย่างลืมตัว เขาเงยหน้ามองเห็นนางยืนเหม่อจึงได้ทักขึ้นเบา ๆ "ใครมาหรือ" ฉินมู่อิงสะดุ้งเล็กน้อย รีบเอาตะกร้าไข่ไปวางไว้ "เอ่อ...ป้าเจี่ยเอาไข่มาให้น่ะ ข้าจะทำอาหารให้เอง" "ไม่ต้องหรอก ข้ากำลังทำหมั่นโถว กินได้อีกหลายวัน ถ้าเจ้าอยากกินไข่ก็กินเถอะ" เขายังคงดูห่างเหินเช่นเดิม หรือว่าก่อนหน้านี้นางเคยด่าเขาแล้วยังใจร้ายกับเขาเลยทำให้เขาเย็นชากับนางได้ขนาดนี้ "ไม่ได้หรอก กินก็กินด้วยกัน" มือผอมที่กำลังนวดแป้งหยุดชะงัก แล้วนวดต่อโดยไม่พูดอะไร เวลาอาหารเช้าสองสามีภรรยานั่งกินข้าวด้วยกัน บรรยากาศยังคงเงียบเชียบไร้ชีวิตชีวาเช่นเดิม ฉินมู่อิงเริ่มอึดอัด ในโลกก่อนสังคมของนางเต็มไปด้วยสีสันและการพูดคุย เมื่อมาอยู่ที่อย่างนี้นางจึงไม่ค่อยคุ้นเคยนัก "วันนี้ข้าจะไปหาฟืนใกล้ ๆ ไข่ต้มมีอีกสองฟองท่านกินหมดเลยก็ได้ เผื่อข้าได้อะไรดี ๆ กลับมา" นางเห็นฟืนในบ้านเริ่มร่อยหรอแล้วและมองในห้องครัวก็ไม่ค่อยมีอะไร มือที่จับตะเกียบของอาเหยียนหยุดลง ใจเขากระตุก สัมผัสถึงความแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน อาจไม่ใช่ความรู้สึกที่มีต่อนางเปลี่ยนไป แต่มันเหมือนเขากำลังพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก "ไม่ต้องหรอก ข้ากลับจากซ่อมประตูให้ลุงเจียงเสร็จจะไปหาฟืนในป่าใกล้ ๆ เอง" คำพูดที่เปล่งออกมาฟังดูเฉยชาชัดเจน เขาพอทำงานพวกนี้ได้หากไม่เกินกำลังและไม่เคยนิ่งเฉย เพียงแต่ฉินมู่อิงไม่เคยพอใจนางจึงเอาแต่ด่าทอไม่ว่างเว้น "ทำงานกลับมาก็ควรกินยาแล้วพักผ่อน ข้าไม่มีอะไรทำข้าควรช่วยท่าน" นางกินเสร็จก็สะพายตะกร้าเตรียมออกไปอย่างว่องไวจนอาเหยียนมึนงง "พูดยังไม่จบ เจ้า...เจ้าก็จะไปเลยหรือ" นางพยักหน้ายิ้มกว้างให้เขาแล้วเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที "อื้ม แล้วเจอกัน" ปล่อยให้คนเบื้องหลังถือตะเกียบค้างบนอากาศอย่างไม่เข้าใจ ฉินมู่อิงมุ่งหน้าไปทางเชิงเขา อากาศในยุคนี้มีความสดชื่นเป็นธรรมชาติอยู่มาก ถึงนางจะปวดแผลอยู่บ้างแต่ความสบายกายสบายใจทำให้นางลืมไปชั่วขณะ "ป่านนี้ ที่ทำงานจะเป็นอย่างไรบ้างนะ คงวุ่นวายน่าดู" นางพึมพำเมื่อนึกถึง ไม่รู้โชคร้ายหรือโชคดีที่นางตายจากที่นั่นแล้วมาเกิดใหม่ที่นี่ นางกำลังก้าวหน้าในสายอาชีพซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ก็ไม่เสียใจเพราะนางไม่มีครอบครัวให้เป็นห่วง พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้วตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยจึงอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ก็เหมือนร่างนี้ที่พ่อแม่จากไปเหลือเพียงสามีแปลกหน้าคนหนึ่งที่อยู่ร่วมชายคา หกเดือนก่อน ฉินเหวิน บิดาของนางไปล่าสัตว์บนเขา บังเอิญเจออาเหยียนนอนสลบอยู่ข้างทางจึงพากลับมาบ้านและหาหมอมารักษา พอฟื้นขึ้นมากลับพบว่าเขาอ่อนแอมาก มีอาการบาดเจ็บทั้งภายนอกภายในและหมอยังเจอพิษในตัว ตอนนี้แผลภายนอกเริ่มดีขึ้นแล้ว ส่วนภายในยังน่าห่วงโดยเฉพาะพิษในตัวที่หมอบอกว่าต้องพบหมอเทวดาเท่านั้น นั่นหมายถึงหากหมอไม่เก่งจริงก็ไม่อาจรักษาได้และหมอที่มีฝีมือมักจะมาคู่กับค่ารักษาที่สูงลิ่ว ฉินมู่อิงเดินลึกเข้าไปในป่า ที่นี่อุดมสมบูรณ์พอที่จะมีหัวเผือกและมันเทศให้เก็บกิน นางยังได้โสมป่ากับเห็ดหอมติดมือมาด้วยอีกหนึ่งหอบใหญ่ นางตัดใบไม้มาโปะไว้มิดชิดแล้วจึงไปหาฟืนต่อ จัดการมัดเรียบร้อยแบกเดินกลับบ้าน "วันนี้มีอาหารกินแล้ว ส่วนเห็ดก็จะแบ่งเอาไปขาย" บ่ายคล้อยนางก็เดินมาถึงบ้านทว่า "หน้าด้านจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าคนหน้าตาดีอย่างเจ้าจะขี้โกงซึ่ง ๆ หน้า" "เสียแรงที่อาเหวินเมตตาช่วยให้พ้นมือมัจจุราช" "แย่จริง ๆ ไม่มีปัญญาหาเงินแล้วยังขี้โกงอีก คนเราช่างรู้หน้าไม่รู้ใจ" คำก่นด่าพ่นออกมาจากปากคนมุงหน้าบ้าน ฉินมู่อิงเห็นคนมามุงเยอะก็รีบเข้าไปดู "มีอะไรกัน" นางแหวกฝูงชนเดินเข้าบ้าน เห็นชายหญิงแต่งตัวดีคู่หนึ่งกำลังกดดันอาเหยียน "เมียเจ้าไปยืมเงินข้าบอกว่าจะเอามาคืนตั้งแต่เมื่อวานพร้อมดอกเบี้ย ข้ามาถามเจ้ากลับบอกว่าไม่มีให้ หน้าไม่อายทั้งผัวทั้งเมีย" "ใช่ นางจิ้งจอกนั่นก็หายหัวไปแล้ว คงจงใจหนีหนี้ข้าแน่ ๆ ทำไมพวกเจ้าถึงชั่วร้ายขนาดนี้" ทั้งคู่ต่อว่ารุนแรง อาเหยียนเพียงอ้าปากจะอธิบายแต่ก็ไม่เถียงไม่ทันเจ้าหนี้ ความอ่อนแอของร่างกายทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะโต้เถียงและอธิบาย "ท่านลุง..." "มีอะไรกัน" เสียงกังวานแทรกขึ้นมาทำให้ทั้งสามหยุดทุ่มเถียงกัน "มาแล้วนังตัวดี คิดหนีหนี้เรอะ หน้าไม่อายแล้วยังไม่รู้จักเจียมตัวอีก ทำไมอาเหวินถึงมีลูกเลว ๆ อย่างเจ้ากันนะ" ฝ่ายภรรยาชี้หน้านางพลางขยับปากด่าทอไม่หยุด "น่าสงสารคนตายที่ลูกหลานสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เอาเงินข้าคืนมานะ ไม่เช่นนั้นข้าจะไปฟ้องทางการ" อาเหยียนมองหน้านางเป็นเชิงต้องการคำตอบเช่นเดียวกันเสียงดาบกระทบกันเริ่มเบาบางลงเหลือเพียงเสียงคร่ำครวญของผู้แพ้ ทหารองครักษ์ผู้ภักดีต่อฮ่องเต้ทรราชถูกสยบจนหมดสิ้น จ้าวจิ้งเซียนในชุดเกราะที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดยืนเด่นอยู่หน้าบัลลังก์ทอง ดาบในมือชี้ตรงไปที่คอของอดีตฮ่องเต้ที่ยามนี้มงกุฎหลุดลุ่ย สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอกอดีตฮ่องเต้ตัวสั่นด้วยความขลาดเขลา "จิ้งเซียน ข้าเป็นอาของเจ้านะ เจ้าจะฆ่าสหายแท้ ๆ ของพ่อเจ้าเพื่อบัลลังก์เย็นชานี่รึ"จ้าวจิ้งเซียนสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง"ท่านไม่ใช่ญาติของข้า ท่านคือฆาตกรที่พรากทุกอย่างไปจากข้า บัลลังก์นี้ข้าไม่ได้อยากได้ แต่มันต้องถูกทำลายทิ้งพร้อมกับความชั่วช้าของท่าน ทหาร! ลากตัวมันไปขังคุกใต้ดินที่มืดที่สุด รอวันประหารเจ็ดชั่วโคตร!"เสียงโซ่ตรวนที่ลากไปกับพื้นหินขัดดังก้องไปทั่วโถง เป็นสัญญาณว่ารัชสมัยแห่งความหวาดกลัวได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะที่ข้างนอกรบกันจนแผ่นดินสะเทือน ฮองเฮาทรงกักตัวอยู่ในห้องรับรองพร้อมฉินมู่อิงและข้าราชบริพารบางส่วนฉินมู่อิงนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด นางไม่ได้กลัวความตาย แต่นางเป็นห่วง อาเหยียนจนหัวใจจะขาด นางภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงให้เขารอดกลับมาหานางก็พอ
งานเลี้ยงส่วนพระองค์แสงโคมส่องสว่างไปทั่วโถงใหญ่ กลิ่นสุราเลิศรสและเสียงดนตรีดังก้อง ฮ่องเต้แคว้นหยวนประทับบนบัลลังก์ทองด้วยรอยสรวลที่ดูเมตตา แต่แววตากลับเย็นเยียบราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกในงานเลี้ยงนี้มีแขกจากแคว้นโฮ่วเว่ยที่ได้รับคำเชิญเป็นกรณีพิเศษ แม้สายลับของพวกเขาจะยังสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ได้ชัดเจน แต่การมาร่วมงานครั้งนี้ก็เพื่อจับตาดูดุลอำนาจที่กำลังจะเปลี่ยนไปฮ่องเต้ยกจอกสุราขึ้นกล่าวเปิดงาน "วันนี้เป็นวันมงคลยิ่งนักที่เหล่ามิตรประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นวันที่ข้าจะได้ประกาศข่าวดีเรื่องการเกี่ยวดองระหว่างราชวงศ์กับจวนกั๋วกง จิ้งเซียน เจ้าจงมาดื่มสุรามงคลนี้ร่วมกับองค์หญิงสามเสีย"ในขณะที่หน้าฉากดูชื่นมื่น แต่ในใจของฮ่องเต้กลับวางหมากไว้หมดแล้ว พระองค์ตรัสกับขันทีคนสนิทเบา ๆ ในมุมมืด "ให้จิ้งเซียนแต่งงานไปก่อนเถิด ข้าไม่อยากให้มือตัวเองเปื้อนเลือดหลานในงานมงคล ให้องค์หญิงสามเป็นคนลงมือในคืนเข้าหอ ยาพิษที่ข้ามอบให้นางจะทำให้เขาสิ้นใจเหมือนเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน ใคร ๆ ก็จะคิดว่าซื่อจื่อผู้น่าสงสารสิ้นใจเพราะร่างกายอ่อนแอจากการรบ ส่วนข้าก็จะได้ครองอำนาจจวนกั๋วกงทั้งหมดโ
จ้าวจิ้งเซียนยืนตัวตรงนิ่งสง่า เขาพยักหน้ารับราชโองการสมรสพระราชทานด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ท่ามกลางความดีใจของท่านกั๋วกงและฮูหยินที่คิดว่าลูกชายยอมสยบต่ออำนาจแล้ว"กระหม่อมจ้าวจิ้งเซียน น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ"ในขณะที่เขากล่าวคำนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นฉินมู่อิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มสาวใช้ท้ายแถว นางก้มหน้าลงต่ำ แต่เขาก็ยังเห็นหยดน้ำตาที่หยดลงบนพื้นดิน หัวใจของพยัคฆ์หนุ่มเหมือนถูกกรีด แต่เขาต้องต้องกลั้นใจ เขาต้องทำให้นางไร้ตัวตนที่สุดในสายตาฮ่องเต้ เพื่อให้นางปลอดภัยจากพายุที่กำลังจะมาจ้าวจิ้งเซียนลอบเข้ามาหาฉินมู่อิงที่ห้องพักสาวใช้เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้เขากลับคุกเข่าลงต่อหน้านางและกุมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของนางขึ้นมาแนบแก้ม"มู่อิงยกโทษให้ข้าด้วย วันนี้ที่ข้าต้องเมินเฉยต่อเจ้า และยอมรับสมรสกับสตรีผู้นั้น ทั้งหมดคือละครฉากหนึ่ง ข้าต้องเข้าใกล้ฮ่องเต้ให้มากที่สุดในวันพิธี เพื่อจะปลิดชีพฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ข้า"ฉินมู่อิงสะอื้นไห้แต่ลูบผมเขาอย่างเบามือ "อาเหยียน ข้าเข้าใจ แม้ข้าจะเจ็บที่ต้องเห็นท่านยืนเคียงคู่ผู้อื่น แต่ข้ารู้ว่าหัวใจของท่านอยู่กับข้า ข้าจะรอวั
จ้าวจิ้งเซียนเดินออกมาจากการหารือกับท่านกั๋วกงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ฝีเท้าของเขากลับชะงักเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังคุกเข่าขัดพื้นหินอ่อนอย่างโดดเดี่ยว ฉินมู่อิงตัวสั่นเทา ผิวแก้มซูบซีด และที่สะดุดตาที่สุดคือรอยแดงพองจากการถูกน้ำร้อนลวกที่แขน ซึ่งนางพยายามใช้แขนเสื้อปกปิดไว้"มู่อิง!" จ้าวจิ้งเซียนถลาเข้าไปประคองร่างนางขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสถูกตัวนางถึงกับสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดจ้าวจิ้งเซียนเสียงสั่นด้วยความโกรธ "นี่มันอะไรกัน! ใครทำเจ้าบาดเจ็บขนาดนี้"ฉินมู่อิงส่ายหน้าทั้งน้ำตาพยายามจะดึงแขนกลับ "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าแค่ซุ่มซ่ามเอง"แต่ซื่อจื่อผู้เฉลียวฉลาดมีหรือจะเชื่อ เขาเหลือบไปเห็นเสี่ยวชิวที่ยืนถือแส้อยู่ไม่ไกล แววตาของจ้าวจิ้งเซียนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาอุ้มฉินมู่อิงขึ้นแนบอกแล้วเดินดิ่งเข้าไปในห้องของฮูหยินกั๋วกงทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากบ่าวไพร่ปัง! เสียงประตูถูกถีบเปิดออก ฮูหยินกั๋วกงที่กำลังจิบชาถึงกับสะดุ้งโหยงจ้าวจิ้งเซียนตวาดลั่นจนแจกันสั่นสะเทือน "ท่านแม่! ท่านทำอะไรลงไป! ข้าบอกแล้วว่านางคือภรรยาของข้า แต่ท่านกลับปฏิบัติกับนางเยี่ยงสัตว์เด
ทันทีที่รถม้าหยุดสนิท ท่านกั๋วกง ยืนหน้าดำคร่ำเครียดรออยู่พร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม แววตาของเขาฉายชัดถึงความกริ้วโกรธที่บุตรชายขัดคำสั่งไปนานวัน และเมื่อเห็นจ้าวจิ้งเซียนประคองฉินมู่อิงลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม โทสะของเขาก็พุ่งถึงขีดสุด "จิ้งเซียน! เจ้ายังมีหน้าพาแม่นางผู้นี้กลับมาอีกรึ รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้ตระกูลจ้าวต้องตกอยู่ในอันตรายเพียงใดเพราะความดื้อรั้นของเจ้า!"จ้าวจิ้งเซียนประสานมือคารวะ แต่ท่าทางยังคงนิ่งสงบ"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วตามความประสงค์ของท่าน และที่ข้าพานางมาด้วย เพราะนางคือภรรยาของข้า ข้าไม่มีวันทิ้งนางไว้ข้างหลัง"ฮูหยินกั๋วกง ที่นั่งรออยู่ด้านในถึงกับลุกพรวดเมื่อได้ยินคำว่าภรรยา นางจ้องมองฉินมู่อิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาหยามเหยียด"ภรรยางั้นหรือ จิ้งเซียน เจ้าสับสนอะไรอยู่หรือไม่ สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้จะเป็นสะใภ้จวนกั๋วกงได้อย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกของเจ้ามีไว้ให้องค์หญิงสามเท่านั้น""ข้าไม่สนตำแหน่งที่ใครยัดเยียดให้ ข้าสนเพียงสตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้าในยามที่ข้าเจ็บหนักเจียนตายเท่านั้น"ฮูหยินกั๋วกงแค่นหัวเราะ "ดี! ในเมื่อเจ้าจะพานางเข้าจวนให้ได้
ท่านกั๋วกงนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ต่อหน้าพระราชโองการที่แฝงไปด้วยคำขู่ ฮ่องเต้ทรงใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการบังคับ สมรสพระราชทานกับองค์หญิงสาม โดยไม่สนข่าวลือเรื่องอาการวิปริตหรือไร้สมรรถภาพของจ้าวจิ้งเซียนแม้แต่น้อย"หากจิ้งเซียนไม่กลับมารับตำแหน่งและสมรสตามกำหนดจวนกั๋วกงทั้งหมดต้องรับโทษฐานขัดพระราชโองการ"ด้วยความกลัวอาญาและห่วงในอำนาจของตระกูล ท่านกั๋วกงจึงรีบเขียนจดหมายลับสั่งให้บุตรชายกลับเมืองหลวงทันที โดยหารู้ไม่ว่าจดหมายฉบับนี้คือชนวนเหตุแห่งความร้าวรานในขณะที่จ้าวจิ้งเซียนและจ้าวจิ่วเหอกำลังเคร่งเครียดกับการหารือแผนรับมือการลอบสังหารที่อาจจะส่งมาอีกระลอก รวมถึงแผนการอารักขาท่านอาที่จ้องจะกำจัดทิ้ง จ้าวจิ้งเซียนตัดสินใจไม่บอกใครเรื่องที่เขารู้แผนสังหารตนเองในงานโคมไฟ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปถึงหูคนในจวนกั๋วกงฉินมู่อิงที่กำลังจะยกน้ำแกงเข้ามาให้ บังเอิญเห็นจดหมายจากจวนกั๋วกงที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหน้ากระโจม นางหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความสงสัย แต่แล้วมือของนางก็เริ่มสั่นเทาเนื้อความในจดหมายเขียนเอาไว้ว่า"จิ้งเซียน เจ้าจงรีบกลับมารับสมรสพระราชทานกับองค์หญิงสามตามกำหนดการเดิม อย่าปล่อยให
บรรยากาศในห้องนอนแคบ ๆ เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่มองไม่เห็น ฉินมู่อิงถอนหายใจทิ้งเบา ๆ พลางเหลือบมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ นางค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้าไปใกล้โต๊ะหัวเตียงเพื่อจัดการกับตะเกียงน้ำมันที่ส่องแสงสว่างจ้าเกินจำเป็นอาเหยียนยังคงนอนนิ่งประหนึ่งก้อนหิน เปลือกตาปิดสนิทแต่แพขน
นางนับเงินในมือได้ไม่มากนัก แต่ก็พอให้ใจชื้น พอเดินผ่านร้านรวงที่มีผ้าสวย ๆ และขนมหน้าตาน่ากิน แต่นางข่มใจไม่ซื้อแม้แต่อย่างเดียว "ต้องรอพุทราตากแห้งรอบหน้า ถ้าขายให้ร้านยาได้ราคาดีกว่านี้ค่อยซื้อยาและของกินดี ๆ กลับไปให้อาเหยียน" นางเดินกลับบ้านด้วยความหวัง ทิ้งปริศนาไว้ที่สายตาของคุณชายผู้จากไป
ฉินมู่อิงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แสงไฟจากตะเกียงในห้องครัวสว่างราง ๆ ก่อนใครในละแวกนี้ นางอุ่นซุปเมื่อคืนที่ยังเหลือครึ่งหม้อและเคี่ยวยาให้อาเหยียนไปด้วย "เขาถูกพิษร้ายแรงหรือไรถึงต้องใช้หมอเทวดา" นางไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้แต่นางมีวิธีบริหารจัดการเพื่อเสาะหาหมอดี ๆ มารักษาเขาได้ "หมอเก่ง ๆ ใน
ฉินมู่อิงเดินจากมาด้วยความสะใจ นางเดินกลับบ้านพลางคิดไปตามทาง ไม่ว่าโลกยุคไหนก็ยังมีคนที่เหยียดหยามผู้ที่ดูด้อยกว่า นางมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งติดตัวมา การโดนดูแคลนเช่นวันนี้นางจึงไม่แสดงความอ่อนแอออกมา ความทรงจำร่างเก่าผุดขึ้นมาในทันใด เมื่อก่อนฉินมู่อิงไม่เคยพบปะผู้คนมากมายขนาดนี้ หากสายตาเหล่า







