登入นางโง่เองที่หลงเชื่อเสี่ยวหลันกับอาเหมย เพราะอีกสิบวันจะมีงานรื่นเริงในตัวเมือง นางอยากได้ชุดสวย ๆ ใส่ไปอวดกับสหายและทำตัวเหมือนเหล่าคุณหนูที่มาเที่ยวงาน เผื่อความสวยของนางจะไปถูกตาต้องใจเหล่าคุณชายตระกูลดี ๆ บ้าง
ยิ่งนึกทบทวนก็ยิ่งปวดหัว นี่เจ้าของร่างเดิมคิดจะทิ้งสามีถึงกับวางแผนชั่วร้ายขนาดนี้เชียวหรือ เมื่อวานนางถูกปล้นเอาเงินไปหมด เงินที่กู้ยืมมาก็อยู่ในถุง ตอนนี้นางไม่เหลืออะไรแล้ว นางหันมองสองสหายที่หัวเราะเยาะเย้ยตนที่หน้าบ้านก็เข้าใจทุกอย่าง "ท่านลุง ท่านป้า ข้ายังไม่มีเงินคืนท่านตอนนี้ ขอเวลาสี่ห้าวันให้ข้าเอาของป่าไปขายก่อนแล้วข้าจะทยอยคืนให้" นางพูดชัดถ้อยชัดคำแววตามั่นใจจนเจ้าหนี้สองคนขมวดคิ้วมองหน้ากัน ฉินมู่อิงคนเก่าไม่กล้าพูดขนาดนี้ นอกจากด่าสามีแล้ว นางก็ไม่มีความสามารถอะไรเลย อาเหยียนมองนางนิ่งนานราวกับกำลังประเมินเช่นเดียวกัน "คนอย่างเจ้าเนี่ยนะจะไปค้าขาย อย่าคิดตุกติกกับข้า ข้ามีสัญญาที่เจ้าประทับลายนิ้วมือเองนะ" ฝ่ายสามีเริ่มข่มขู่ "เช่นนั้นข้าขอดูได้หรือไม่" อาเหยียนเอ่ยขึ้น "เจ้าเกี่ยวอะไร ไอ้คนพเนจร!" เขาตวาดลั่นบ้านพร้อมส่งสายตาเหยียดหยาม "หยุดนะ! ข้าเป็นลูกหนี้ท่านเพราะความผิดพลาด แต่ไม่ใช่ขี้ข้าให้ท่านมาด่าเสีย ๆ หาย ๆ" "อ้าวนังหนู จะมากเกินไปแล้วนะ" เขาชี้หน้านางท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน สายตาที่ผู้อื่นมองนางล้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ "คนจนตรอก หมดหนทางก็ใช้ความหยาบคายด่าผู้มีพระคุณ" เสี่ยวหลันเบ้ปาก "ข้าไม่มีรายได้ข้าก็ไปหาของป่ามาขายใช้หนี้ มันเป็นวิธีเดียวที่ข้าทำได้ตอนนี้ ถ้าพวกท่านไม่เอาข้าก็ไม่มีปัญญาแล้ว อยากฟ้องทางการก็เชิญ ข้าก็จะฟ้องกลับว่าพวกท่านมันหน้าเลือด!" "อย่ามาขู่ข้า!" "ข้าไม่ได้ขู่ ข้าเสนอทางเลือก หากท่านไม่รับข้อเสนอนี้ก็ไม่มีทางอื่น" อาเหยียนที่ยืนพิงประตูอยู่เพราะเริ่มเหนื่อยขยับกายเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้นตัดบท "ท่านลุง ภรรยาข้าพูดถูก หากท่านเอาเรื่องถึงทางการ ท่านอาจได้ไม่คุ้มเสีย แต่ถ้าท่านรอสี่วัน ข้ากับภรรยาของข้าจะไม่เบี้ยวหนี้ท่านแม้แต่อีแปะเดียว" เจ้าหนี้ทั้งสองมองหน้ากันอย่างชั่งใจ สุดท้ายก็ยอมรับข้อเสนอ "ก็ได้ ให้สี่วัน หากข้าไม่ได้เงิน ข้าจะมารื้อบ้านเจ้าทิ้งซะ!" เมื่อฝูงชนแยกย้าย รวมถึงเสี่ยวหลันกับอาเหมยที่เดินฟึดฟัดสะบัดหน้าหนีเพราะอดดูเรื่องตลก ความเงียบก็กลับมาปกคลุมกระท่อมหลังน้อยอีกครั้ง ฉินมู่อิงถอนหายใจยาว พิงหลังกับรั้วไม้อย่างหมดแรง "ขอบคุณท่านนะที่ช่วยพูด" อาเหยียนไม่ตอบ เขาเพียงมองดูสตรีตรงหน้าที่ดูแปลกตาไปจนน่าใจหาย "เจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหน แล้วกู้เงินไปทำอะไร" นางอึกอักไม่ได้ตอบคำถามบอกเพียงว่า "ข้าต้องรับผิดชอบสิ่งที่ก่อขึ้น" คำพูดนั้นทำให้อาเหยียนอึ้งไปครู่ใหญ่ หัวใจที่เคยด้านชาเพราะถูกทุบตีและดูหมิ่นกลับสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น "เจ้าปวดหัวจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ" นางเอาฟืนกับตะกร้าไปเก็บพลางเอ่ยขึ้น "เอาเถอะน่า ข้าไม่รบกวนท่านหรอก" "ไม่ได้ ข้าจะช่วยเจ้าเอง" นางชะงักเล็กน้อยก่อนยิ้มบางแล้วขนของออกจากตะกร้าโดยไม่ต่อปากต่อคำ รุ่งเช้านางนำเห็ดหอมและโสมป่าที่เก็บได้แบ่งใส่ตะกร้าเดินทางเข้าเมือง ส่วนหัวมันนางทำอาหารไว้ให้อาเหยียนกิน วันนี้เขารับจ้างซ่อมบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ พอได้เงินมาช่วยใช้หนี้ ฉินมู่อิงขายของป่าหมดแต่นางไม่สามารถซื้อของกลับบ้านได้เพราะเงินก้อนแรกนำไปใช้หนี้ได้เพียงครึ่งหนึ่ง "ท่านไม่น่าลำบากเลย ส่วนของท่านควรเก็บไว้รักษาตัว ข้าหาใช้หนี้เอง พอหมดหนี้ข้าจะได้ช่วยท่านหาเงินเข้าบ้านบ้าง" นางเอ่ยขึ้นในคืนนั้น อาเหยียนนิ่งเงียบ อาการของเขารักษายาก ไม่รู้ต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหนถึงจะเพียงพอ "ข้า...ไม่เป็นไร" เขาตอบเพียงสั้น ๆ "ข้าจะพักผ่อนแล้ว" นี่เป็นการไล่นางกลาย ๆ นางจึงเดินออกจากห้องเงียบ ๆ โดยไม่คิดอะไร รอเขาหลับสนิทก่อนนางถึงจะเข้ามาใหม่ อาเหยียนนอนมองเพดาน สายตาของเขาว่างเปล่านึกถึงเมื่อก่อนที่เคยร่างกายแข็งแรงกว่านี้ "หากไม่หาย ก็คงเป็นเช่นนี้ตลอดไป" เขาเอ่ยกับตัวเองเพียงสั้น ๆ แล้วหลับตาลง คิดเพียงว่าปล่อยให้กาลเวลาค่อย ๆ ผ่านพ้นไปก็พอ ฉินมู่อิงเทียวขึ้นเขาและหาของป่าไปขายทุกวันจนกระทั่งนางใช้หนี้จนหมดพร้อมดอกเบี้ยจนเจ้าหนี้แปลกใจ "ปกติเด็กคนนี้ไม่ใช่อย่างนี้ อาเหวินเลี้ยงลูกสาวอย่างกับไข่ในหิน ไม่คิดว่าพอพ่อตายนางกลับแข็งแกร่งขึ้น" "นั่นนะสิ ข้าก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกัน" ทั้งคู่หารือกันถึงจะไม่เข้าใจในตัวนางแต่ก็ทำได้เพียงแค่สงสัยและได้เพียงเหตุผลว่านางขาดที่พึ่งจึงกลายเป็นคนกล้าหาญขึ้นมา เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่ฉินมู่อิงกำลังแยกโสมป่าเอาไปขาย อีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ทำยา พลันเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น "พี่เหยียนอยู่หรือไม่" ฉินมู่อิงเงยหน้าขึ้นพบเสี่ยวหลันยืนชูคออยู่ตรงหน้านาง เสื้อผ้าสีหวานเหมือนเพิ่งใส่ครั้งแรก ผมเผ้าเกล้าขึ้นเรียบร้อย นางแต่งหน้าอ่อน ๆ ดูสดใสเหมือนจงใจมาบ้านนี้โดยเฉพาะ "เจ้าเข้ามาได้อย่างไร" เสี่ยวหลันมองนางแล้วหันไปมองประตูหน้าบ้าน "ข้าก็เปิดประตูเข้ามานะสิถามโง่ ๆ" ฉินมู่อิงจำได้ว่าร่างเดิมเคยหลงเชื่อเสี่ยวหลันอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่ยุยงให้นางเกลียดอาเหยียนรวมถึงแนะนำให้ไปกู้เงินซื้อชุดสวย ๆ ไปหาสามีใหม่ เพื่อที่นางจะได้เข้าหาอาเหยียนได้สะดวก นางมีแผนการแย่งสามีฉินมู่อิงมาตั้งแต่ต้นแล้ว "มีธุระสำคัญหรือถึงได้มาตั้งแต่ไก่โห่" "มู่อิง พูดกับข้าให้ดีหน่อย อย่าทำตัวเหมือนคนเนรคุณ" ฉินมู่อิงยืนขึ้นกอดอกมองอดีตสหาย คนที่ผ่านโลกมาสามสิบปีอย่างนางเหตุใดจะอ่านใจเด็กสาววัยเพียงสิบเจ็ดปีไม่ออก "ข้าต้องเนรคุณงูพิษด้วยเหรอ" "มู่อิง!" เสี่ยวหลันโกรธจนหน้าแดงจ้องหน้าฉินมู่อิง ความชิงชังฉายออกมาอย่างปิดไม่มิด "มีอะไรกัน" อาเหยียนเดินออกมาหยุดมองสตรีทั้งสองคน "พี่เหยียน ข้า...ข้าเอาไก่อบมาฝากท่านเจ้าค่ะ เมื่อวานที่บ้านข้าฆ่าไก่จึงแบ่งมาให้ท่าน" สาวน้อยเสี่ยวหลันพูดเสียงอ่อนหวานต่างจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว อาเหยียนมองฉินมู่อิงแวบหนึ่งจึงพูดว่า "ขอบใจเจ้ามากที่มีน้ำใจ ของกินดี ๆ เจ้าเก็บไว้กินเถิด ข้ามีอาหารที่ภรรยาข้าทำเอาไว้แล้ว" แม้น้ำเสียงไม่กระด้างแต่กลับเชือดเฉือนหัวใจ เขาใช้คำว่าภรรยาเหมือนจะเน้นย้ำให้เสี่ยวหลันรู้จักผิดชอบชั่วดี นางหน้าร้อนวูบไม่เคยคิดว่าอาเหยียนจะพูดจาเช่นนี้ "แต่ข้าตั้งใจ..." "ไม่เป็นไร ฝากขอบคุณท่านป้าด้วยช่วยบอกว่าข้าไม่รบกวนท่าน" เสี่ยวหลันหน้าชาเพราะความอับอายที่ถูกปฏิเสธ ยังไม่ทันที่นางจะพูดต่ออาเหยียนก็ขอตัวไปกินยา "เสี่ยวหลัน เจ้าเห็นหรือไม่ว่าสามีข้าเขาไม่ได้สนใจ กลับบ้านไปกินข้าวเป็นเพื่อนแม่เจ้าที่ป่วยกระเสาะกระแสะไม่ดีกว่าหรือ ถ้าท่านป้ารู้ว่าเจ้าทำตัวหน้าไม่อายมาอ่อยสามีชาวบ้านแบบนี้ท่านคงเสียใจจนทรุดแน่" "เจ้านี่มัน..." อดีตสหายชี้หน้านาง กัดฟันแน่นจนใจจะหาคำพูดมาด่าทอ ฉินมู่อิงยิ้มหวานยกมือกอดอกพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ "ข้าทำไมหรือ อ้อแน่นอนว่าข้าสวยกว่าเจ้า" พูดจบนางก็หัวเราะเยาะจนอีกฝ่ายพูดไม่ออก เสี่ยวหลันหน้าแดงทั้งอับอายและโมโห แต่นางก็ทำได้เพียงกระทืบเท้าแล้วสะบัดหน้าเดินออกไปห่างไกลออกไปหลายร้อยลี้ ณ เมืองหน้าด่านชายแดนที่ลมเหนือพัดกระโชกจนฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย บรรยากาศภายในกระโจมแม่ทัพตึงเครียดและเงียบงันจนได้ยินเสียงเปลวไฟจากตะเกียงบุรุษวัยกลางคนในชุดเกราะเต็มยศ ผู้มีใบหน้าคมเข้มและร่องรอยประสบการณ์ศึกปรากฏชัดบนหางตา เขายืนเอามือไพล่หลังจ้องมองแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เร่งรีบดังขึ้นก่อนที่ผ้าม่านกระโจมจะถูกเลิกออก สายลับในชุดรัดกุมสีเข้มคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันทีบุรุษผู้อยู่ด้านในเอ่ยเสียงต่ำแต่ทรงพลังโดยไม่หันกลับมามอง"ว่าอย่างไร เจอเบาะแสบ้างหรือไม่""เรียนท่านแม่ทัพ หน่วยของเรากระจายกำลังออกไปตามหัวเมืองรายทางทั้งหมดแล้วขอรับ แต่ร่องรอยของซื่อจื่อขาดหายไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่ช่วงรอยต่อเขาลึกพรมแดนตะวันออก"เขานิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "แต่มีรายงานวงในแจ้งมาว่าพบกลุ่มคนแปลกหน้าที่พยายามสะกดรอยตามหาคนลักษณะเดียวกันในเขตหมู่บ้านรอบนอกเมืองหลวงเช่นกันขอรับ ดูเหมือนพวกเขายังไม่ยอมรามือ"จ้าวจิ่วเหอกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แววตาที่ห่วงใยฉายชัดออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและด
บรรยากาศที่บ้านยามค่ำฉินมู่อิงกลับมาถึงบ้านด้วยสีหน้าเบิกบาน นางยื่นถุงเงินให้อาเหยียนดูพลางเล่าเรื่องที่เถ้าแก่เนี้ยชมไม่ขาดปาก"อาเหยียน เรามีเงินเยอะแล้วนะเดือนหน้านอกจากจะพาท่านไปหาหมอเทวดาแล้ว ข้าว่าเราควรซ่อมรั้วบ้านให้แข็งแรงขึ้น และซื้อเตียงนุ่ม ๆ ให้ท่านดีไหม"อาเหยียนรับถุงเงินมาวางไว้ข้างตัว เขาไม่ได้ดูดีใจเท่านาง แต่กลับดึงมือนางมาจับไว้แน่น"เงินทองพวกนี้สำคัญก็จริง แต่เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ วันนี้ตอนเจ้าไปเมือง ข้าเห็นคนแปลกหน้ามาวนเวียนแถวรั้วบ้านเราหลายรอบ ข้ารู้สึกไม่ค่อยดี"ฉินมู่อิงชะงักไป ความอบอุ่นจากมืออาเหยียนทำให้ใจนางสงบลง"ไม่ต้องกลัวนะ ข้าเตรียมตัวรับมือไว้แล้ว ใครมาดีเราต้อนรับ ใครมาร้ายข้าจะเอาไม้พายกวนเผือกตีให้หัวโนเลย"บ่ายวันถัดมา ในขณะที่ฉินมู่อิงกำลังแจกขนมชิมฟรีและนับเงินอีแปะอย่างมีความสุข รถม้าหรูของคุณชายหลี่ก็มาจอดที่หน้าบ้าน เขาไม่ได้มาคนเดียวแต่มีอาเหมย และเสี่ยวหลันคอยเดินตามต้อย ๆ มาดูความล่มจมของนางด้วยคุณชายหลี่สะบัดพัดเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนือกว่า"แม่นางมู่อิง ข้าเห็นเจ้าขยันขันแข็งทำขนมขายตากแดดตากลมเช่นนี้แล้ว ข้าก็เวทนาจับใจ เงินไม
หลังจากที่เห็นคุณชายหลี่มาดูถูกเหยียดหยาม แววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นห้าวหาญ เขาขลุกตัวอยู่แต่ในมุมห้องของบ้านเร่งมือแกะสลักกล่องเครื่องหอม เสียงมีดกรีดลงบนเนื้อไม้ดังสม่ำเสมอแสดงถึงสมาธิขั้นสูง เขาตั้งใจจะทำงานนี้ให้วิจิตรบรรจงที่สุด เพื่อให้ฉินมู่อิงนำไปแลกเงินก้อนใหญ่มาบำรุงบ้านและเตรียมตัวรักษาตัวเขาเอง ส่วนฉินมู่อิงก็ไม่ได้ย่อท้อ นางยังคงเปิดแผงขายขนมเผือกกวนหน้าบ้านเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือการใช้กลยุทธ์ใหม่ วันนี้ฉินมู่อิงจัดเต็มกว่าเดิม นางจัดเรียงขนมเผือกกวนจี่ไฟจนเหลืองทองสวยงาม และที่พิเศษคือมีถาดเล็ก ๆ วางอยู่ด้านหน้า พร้อมป้ายไม้แผ่นน้อยที่เขียนด้วยตัวบรรจงว่าชิมฟรี ไม่ซื้อไม่ว่ากัน "อ้าว แม่มู่อิง วันนี้ให้ชิมฟรีเชียวรึ ไม่กลัวขาดทุนหรือไร" ชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมาเจอพอดี ฉินมู่อิงยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับ "ไม่ขาดทุนหรอกเจ้าค่ะ ของดีต้องลองชิมดูให้รู้รส ใครใคร่ซื้อก็ซื้อ ใครยังไม่พร้อมก็ชิมให้ชื่นใจก่อนได้เจ้าค่ะ ข้าทำด้วยใจ อยากให้คนในหมู่บ้านเราได้กินของอร่อย ๆ" นางตักขนมชิ้นเล็ก ๆ ส่งให้ทุกคนที่เดินผ่าน ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็ก ๆ หรือคนเฒ่าคนแก่ ความใจกว้างของนาง
วันต่อมาฉินมู่อิงเปิดร้านแต่เช้าซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนออกจากบ้านจะไปขายของป่าในเมืองหรือไม่ก็กลับจากขึ้นเขาเสี่ยวหลันที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ตาเป็นประกาย รีบขยับเข้าไปเป่าหูอาเหมยและหาจังหวะยุยงมู่อิงทันที"มู่อิง ดูนั่นสิ คุณชายหลี่ที่เจ้าเคยเพ้อหามาเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านเราแล้วนะ เจ้าสวยขึ้นขนาดนี้ลองเข้าไปทักเขาสิ เผื่อเขาจะพาเจ้าไปเที่ยวในเมือง ไม่ต้องมานั่งจี่ขนมงก ๆ เลี้ยงคนป่วยอยู่ที่นี่"ในใจเสี่ยวหลันถ้าฉินมู่อิงไปหาคุณชายหลี่ นางจะได้เข้าใกล้อาเหยียนมากขึ้นคุณชายหลี่หรือใต้เท้าหลี่ซวนหยุดลงหน้าแคร่ขนม เขามองฉินมู่อิงที่ดูเปล่งปลั่งมีราศีผิดจากสาวชาวบ้านทั่วไปที่เขาเคยเมินเฉย ความเจ้าชู้ในตัวบุรุษผู้นี้ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีคุณชายหลี่เชิดหน้าพรางหุบพัด "แม่นาง ข้าได้ยินมาว่าเจ้านิยมชมชอบในตัวข้าถึงขั้นลงทุนลงแรงไปมากมาย วันนี้ข้ามาเห็นเจ้าด้วยตาตัวเอง ก็นับว่าเจ้ามีวาสนาที่ข้าจะชายตาแล หากเจ้ายังสนใจข้าอาจจะพิจารณาให้เจ้าไปอยู่เป็นอนุที่เรือนหลังของข้าในเมือง ดีกว่ามาตกระกำลำบากในกระท่อมไม้ไผ่เช่นนี้"ฉินมู่อิงกำลังจะอ้าปากด่าชุดใหญ่ แต่อยู่ ๆ สัมผัสอุ่นวาบก็พาดลงบนไหล่บอบบางขอ
หลังจากมีเรื่องพุทราป่าวันนั้นความเงียบสงบก็มาเยือนหมู่บ้านเวยเซียงอีกหลายวัน อาเหยียนตั้งใจแกะสลักอีกสองลวดลายอย่างประณีตที่สุด เขาใช้สมาธิจดจ่อกับงานสองชิ้นโดยไม่ออกไปไหน ทำให้งานของเขาเสร็จไวขึ้น"นี่มัน...ลายหงส์ นี่ลายบุปผา อาเหยียน งานฝีมือของท่านยอดเยี่ยมจริง ๆ"ฉินมู่อิงหยิบขึ้นมาดูอย่างทะนุถนอมและตื่นเต้น อาเหยียนเพียงยิ้มบางเหมือนงานอดิเรกเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุ้นชินสายตา"ไม่ต้องแกะเพิ่มแล้ว สองชิ้นนี้พร้อมขายได้"เขาเอ่ยเสียงทุ้มยิ้มบางอย่างที่ทำเป็นประจำ"เช่นนั้นข้าจะรีบเอาไปส่งแล้วจะรีบกลับมา"นางเอากล่องห่อผ้าไว้อย่างมิดชิดดั่งกลัวสินค้าจะเสียหายฉินมู่อิงสะพายตะกร้าที่ห่อกล่องไม้สองชิ้นไว้อย่างดีเยี่ยม นางเดินเข้าเมืองด้วยความมุ่งมั่น ตรงไปยังร้านเครื่องหอมหลิงยิ่วทันทีเมื่อไปถึง เถ้าแก่เนี้ยรีบกุลีกุจอมาต้อนรับ"มาแล้วรึ! ข้ากำลังรออยู่เชียว ลูกค้าคนสำคัญของข้ากำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ไหนขอดูผลงานชิ้นใหม่หน่อยสิ"ฉินมู่อิงแกะห่อผ้าออก ค่อย ๆ วางกล่องลงบนโต๊ะไม้ปูผ้ากำมะหยี่ ความละเอียดของงานทำให้บรรยากาศในร้านดูเงียบขรึมขึ้นมาทันที"นี่มัน... เหนือกว่าที่ข้าจินตนาการ
บรรยากาศในกระท่อมไม้ไผ่ดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นในช่วงหลังมานี้ อาเหยียน นั่งหลังตรงจดจ่ออยู่กับการตวัดปลายมีดแกะสลักไม้ชิ้นที่สองอย่างใจเย็น ลวดลายที่เขาเลือกคราวนี้ดูอ่อนช้อยและเข้ากับเครื่องประทินโฉมของผู้หญิงมากกว่าเดิม ฉินมู่อิงที่กำลังจัดระเบียบของแห้งอยู่ในครัว เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นความคืบหน้าของงาน "อาเหยียน ลายดูสูงค่ามากเลย ถ้าเถ้าแก่เนี้ยเห็นเข้า นางต้องขอผูกขาดงานของท่านแน่ ๆ" อาเหยียนหยุดมือชั่วคราว เขาไม่ได้ตอบคำชมนั้นตรง ๆ แต่กลับเอื้อมมือไปหยิบถุงผ้าใบเล็กที่วางอยู่ข้างตัว แล้วยื่นส่งให้นาง "นี่คือค่าเช่าเครื่องมือช่างที่ลุงเกาเอามาคืน เจ้าเก็บไว้เถอะ" ฉินมู่อิงชะงักไป มองถุงที่มีเหรียญอีแปะจำนวนหนึ่งข้างใน นางรีบโบกมือปฏิเสธทันที "ไม่ได้ นั่นเป็นเงินที่ท่านหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการบริหารจัดการของท่าน ท่านควรมีเงินติดตัวไว้บ้างนะ เผื่ออยากได้อะไรหรืออยากกินอะไรตอนข้าไม่อยู่" สายตาเขามั่นคงและนิ่งสงบกว่าเดิม "ข้าอยู่ในบ้านหลังนี้ มีเจ้าคอยจัดหาทุกอย่างให้ ข้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินที่ไหนหรอก ให้เจ้าเก็บไว้ดีกว่า ข้าสบายใจกว่าหากรู้ว่าเงินอยู่ใ
สามวันต่อมาเป็นวันที่อากาศแจ่มใส ฉินมู่อิงจัดการแบ่งพุทราที่ตากจนแห้งสนิท ผิวสีแดงเข้มย่นระยิบระยับและมีกลิ่นหอมหวานลุ่มลึก นางแบ่งส่วนหนึ่งใส่โหลดินเผาไว้ต้มให้อาเหยียนดื่มบำรุงกำลัง ส่วนที่เหลือห่อผ้าสะอาดอย่างดีเตรียมเข้าเมือง"อาหารวางไว้บนโต๊ะ ข้าอุ่นแกงของป้าเจี่ยไว้ให้แล้ว พุทราแห้งนี่ท่านก็
บรรยากาศในห้องนอนแคบ ๆ เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่มองไม่เห็น ฉินมู่อิงถอนหายใจทิ้งเบา ๆ พลางเหลือบมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ นางค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้าไปใกล้โต๊ะหัวเตียงเพื่อจัดการกับตะเกียงน้ำมันที่ส่องแสงสว่างจ้าเกินจำเป็นอาเหยียนยังคงนอนนิ่งประหนึ่งก้อนหิน เปลือกตาปิดสนิทแต่แพขน
นางนับเงินในมือได้ไม่มากนัก แต่ก็พอให้ใจชื้น พอเดินผ่านร้านรวงที่มีผ้าสวย ๆ และขนมหน้าตาน่ากิน แต่นางข่มใจไม่ซื้อแม้แต่อย่างเดียว "ต้องรอพุทราตากแห้งรอบหน้า ถ้าขายให้ร้านยาได้ราคาดีกว่านี้ค่อยซื้อยาและของกินดี ๆ กลับไปให้อาเหยียน" นางเดินกลับบ้านด้วยความหวัง ทิ้งปริศนาไว้ที่สายตาของคุณชายผู้จากไป
ฉินมู่อิงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แสงไฟจากตะเกียงในห้องครัวสว่างราง ๆ ก่อนใครในละแวกนี้ นางอุ่นซุปเมื่อคืนที่ยังเหลือครึ่งหม้อและเคี่ยวยาให้อาเหยียนไปด้วย "เขาถูกพิษร้ายแรงหรือไรถึงต้องใช้หมอเทวดา" นางไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้แต่นางมีวิธีบริหารจัดการเพื่อเสาะหาหมอดี ๆ มารักษาเขาได้ "หมอเก่ง ๆ ใน







