LOGIN
ลมฤดูใบไม้ร่วงโชยมากระทบร่างบอบบางของฉินมู่อิงที่นอนหมดสติอยู่กลางป่า ความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วศีรษะจนนางต้องนิ่วหน้า สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือไม้ท่อนใหญ่ที่ฟาดลงมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันของโจรป่าที่ฉกชิงเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตไป
นางลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก พลางหยิบสมุนไพรสดในตะกร้ามาขยี้แล้วโปะลงบนแผลอย่างคล่องแคล่ว ความสุขุมนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ไม่เหมือนหญิงชาวบ้านที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างฉินมู่อิงคนเดิม นางควรจะร้องไห้คร่ำครวญด้วยความอดทนอันน้อยนิด โทษฟ้าโทษดินและทุกสิ่งอย่างที่ทำให้นางมีชีวิตตกต่ำ นางพยุงกายลุกขึ้น แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับฉายแววครุ่นคิด 'วัยสามสิบปี ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการจัดการที่เพิ่งได้รับมาสามวัน ทุกอย่างจบลงเพราะอุบัติเหตุเพียงชั่ววูบงั้นหรือ' นางสลัดความสมเพชตัวเองทิ้ง ยันกายลุกขึ้นพร้อมตะกร้าใบใหญ่ สิ่งเดียวที่ต้องทำตอนนี้คือกลับบ้านให้ทันก่อนตะวันตกดิน เมื่อมาถึงกระท่อมในหมู่บ้าน บรรยากาศเงียบเหงาและแห้งแล้งกว่าที่คิด ร่างสูงของบุรุษในชุดผ้าเนื้อหยาบเดินออกมาจากข้างใน แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่าขาด แต่ท่วงท่าการเดินกลับดูองอาจอย่างน่าประหลาด "เกิดอะไรขึ้นถึงกลับค่ำ" น้ำเสียงเย็นชาถามขึ้น แววตาคมปลาบของเขาจับจ้องมาที่นางคล้ายจะค้นหาความจริง "ไม่มีอะไร ท่านกินข้าวหรือยัง" คำถามเรียบง่ายนั้นทำให้อาเหยียนชะงักไป คิ้วเรียวเข้มขมวดมุ่น ปกติสตรีผู้นี้หากกลับมามือเปล่าคงด่าทอเขาว่าเป็นกาลกิณี เป็นตัวภาระที่ทำให้พ่อของนางต้องตายไปแล้วเพื่อระบายอารมณ์มิใช่หรือ "ยังไม่หิว ถ้าเจ้าหิวก็ไปกินเถิด ข้าทำหมั่นโถวเอาไว้ให้แล้ว" เขาบอกปัดแล้วหันหลังกลับเข้าไปซ่อมแซมแคร่ไม้ที่ผุพังตามเดิม ฉินมู่อิงเดินเข้าครัว หยิบหมั่นโถวแข็ง ๆ มาเคี้ยวประทังหิว ก่อนจะเดินถือจานที่เหลือเข้าไปหาเขา "ข้าเอามาให้ ท่านควรจะกินบ้าง" อาเหยียนไม่แม้แต่จะหันมอง "ข้าบอกว่าไม่หิว" เขานั่งนิ่ง รอคอยคำด่าทอที่มักจะตามมาอย่างเช่นที่นางเคยกระทำ 'คนง่อยอย่างท่านจะกินไปทำไมให้สิ้นเปลือง' หรือไม่ก็ 'ถ้าท่านตายไป ข้าคงสบายกว่านี้' แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับมีเพียงความเงียบและเสียงวางจานลงเบา ๆ "ถึงยามกินก็ควรกิน งานซ่อมแซมเอาไว้ทำกลางวันเถิด ค่ำมืดอย่างนี้จะเสียสายตาเอาได้" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยทำให้เขาต้องหันกลับมามองนางอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน แสงตะกียงส่องสลัวกระทบใบหน้าซีดเซียวของของนาง และเขาก็สังเกตเห็นคราบเลือดที่ขมับ "นั่นเจ้า...เป็นอะไร" ความระแวงในใจวูบไหวกลายเป็นความตระหนก "มีแผลนี่!" "ปวด...หัว" นางพึมพำก่อนจะซวนเซ เขาจึงรีบเข้าไปประคอง ร่างกายของนางช่างบอบบางกว่าที่เขาจำได้ "พักผ่อนเถิด ข้าจะไปต้มยามาให้" เขาพานางไปนอนที่เตียงเพียงหลังเดียวในบ้าน แล้วเป็นฝ่ายอาสาลงไปนอนที่พื้นเอง อาเหยียนเดินออกไปที่เตาไฟด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ สองวันที่ผ่านมานางไม่พูดกับเขาเพราะโกรธที่เขาหาเงินไม่ได้ แต่วันนี้ นางกลับดูเหมือนคนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก แววตาของนางไม่ได้ดูถูกเขาเหมือนเก่าก่อน แต่มันกลับดูล้ำลึกเหมือนคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างไว้ ท่ามกลางเสียงปะทุของฟืนและควันที่เริ่มฟุ้งกระจายในห้องครัว อาเหยียนนั่งเฝ้ายาต้มด้วยสายตาเหม่อลอย แสงไฟสะท้อนให้เห็นรอยแผลเป็นจาง ๆ ที่ข้อมือ เป็นรอยที่เกิดจากถ้วยน้ำแกงที่นางเคยเขวี้ยงใส่เขาเมื่อเดือนก่อน เพียงเพราะเขาทำงานได้เงินมาไม่พอซื้อแป้งสาลี เขาจำได้ติดตา ใบหน้ากระจ่างใสนั้นยามบิดเบี้ยวด้วยโทสะช่างดูน่ากลัว นางมักจะตะคอกด่าเขาด้วยถ้อยคำที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจเสมอ 'หากท่านพ่อข้าไม่ช่วยเจ้ากลับมา ข้าคงไม่ต้องตกระกำลำบากเลี้ยงดูคนป่วยเหมือนศพเดินได้เช่นนี้' บางครั้งนางก็ไม่ได้เพียงแค่ด่า ยามที่นางเหนื่อยล้าหรือโมโหจากข้างนอกกลับมา ฝ่ามือเรียวเล็กนั้นเคยฟาดลงบนไหล่และหน้าอกของเขาที่ขยับหนีไปไหนไม่ได้เพราะร่างกายอ่อนแอ เขารู้ดีว่านางโกรธที่ความสวยงามของนางต้องมาหมองหม่นอยู่ในกระท่อมซอมซ่อกับคนที่เดินยังแทบไม่ไหว แต่ในวันนี้กลับต่างออกไป สตรีที่เคยหยิบจับสิ่งใดก็เพื่อทำร้ายเขา กลับหยิบหมั่นโถวมาวางให้ด้วยกิริยาที่นิ่งสงบ มือที่เคยเงื้อตบตีเขากลับกุมขมับอย่างอ่อนแรง แววตาที่เคยฉายแต่ความรังเกียจเดียดฉันท์กลับดูนิ่งลึกดั่งผืนน้ำเงียบสงบ 'นี่นางเป็นอะไรไป' นางออกไปข้างนอกโดยไม่บอกกล่าว กลับมาค่ำมืดพร้อมบาดแผลและที่สำคัญไปกว่านั้น นางเปลี่ยนไป เขายกถ้วยยาขึ้นเป่า ความร้อนจากไอระเหยทำให้ดวงตาของเขาร้อนผ่าวอย่างประหลาด เขาไม่กล้าคาดหวังว่านางจะเปลี่ยนไปตลอดกาล แต่ชั่วครู่เมื่อครู่นี้ ตอนที่นางบอกให้เขาพักงาน มันคือความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่เขารับรู้ได้ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา อาเหยียนอดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ว่าสตรีผู้นี้ต่างจากฉินมู่อิงคนเก่าราวกับเป็นคนละคนเสียงดาบกระทบกันเริ่มเบาบางลงเหลือเพียงเสียงคร่ำครวญของผู้แพ้ ทหารองครักษ์ผู้ภักดีต่อฮ่องเต้ทรราชถูกสยบจนหมดสิ้น จ้าวจิ้งเซียนในชุดเกราะที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดยืนเด่นอยู่หน้าบัลลังก์ทอง ดาบในมือชี้ตรงไปที่คอของอดีตฮ่องเต้ที่ยามนี้มงกุฎหลุดลุ่ย สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอกอดีตฮ่องเต้ตัวสั่นด้วยความขลาดเขลา "จิ้งเซียน ข้าเป็นอาของเจ้านะ เจ้าจะฆ่าสหายแท้ ๆ ของพ่อเจ้าเพื่อบัลลังก์เย็นชานี่รึ"จ้าวจิ้งเซียนสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง"ท่านไม่ใช่ญาติของข้า ท่านคือฆาตกรที่พรากทุกอย่างไปจากข้า บัลลังก์นี้ข้าไม่ได้อยากได้ แต่มันต้องถูกทำลายทิ้งพร้อมกับความชั่วช้าของท่าน ทหาร! ลากตัวมันไปขังคุกใต้ดินที่มืดที่สุด รอวันประหารเจ็ดชั่วโคตร!"เสียงโซ่ตรวนที่ลากไปกับพื้นหินขัดดังก้องไปทั่วโถง เป็นสัญญาณว่ารัชสมัยแห่งความหวาดกลัวได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะที่ข้างนอกรบกันจนแผ่นดินสะเทือน ฮองเฮาทรงกักตัวอยู่ในห้องรับรองพร้อมฉินมู่อิงและข้าราชบริพารบางส่วนฉินมู่อิงนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด นางไม่ได้กลัวความตาย แต่นางเป็นห่วง อาเหยียนจนหัวใจจะขาด นางภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงให้เขารอดกลับมาหานางก็พอ
งานเลี้ยงส่วนพระองค์แสงโคมส่องสว่างไปทั่วโถงใหญ่ กลิ่นสุราเลิศรสและเสียงดนตรีดังก้อง ฮ่องเต้แคว้นหยวนประทับบนบัลลังก์ทองด้วยรอยสรวลที่ดูเมตตา แต่แววตากลับเย็นเยียบราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกในงานเลี้ยงนี้มีแขกจากแคว้นโฮ่วเว่ยที่ได้รับคำเชิญเป็นกรณีพิเศษ แม้สายลับของพวกเขาจะยังสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ได้ชัดเจน แต่การมาร่วมงานครั้งนี้ก็เพื่อจับตาดูดุลอำนาจที่กำลังจะเปลี่ยนไปฮ่องเต้ยกจอกสุราขึ้นกล่าวเปิดงาน "วันนี้เป็นวันมงคลยิ่งนักที่เหล่ามิตรประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นวันที่ข้าจะได้ประกาศข่าวดีเรื่องการเกี่ยวดองระหว่างราชวงศ์กับจวนกั๋วกง จิ้งเซียน เจ้าจงมาดื่มสุรามงคลนี้ร่วมกับองค์หญิงสามเสีย"ในขณะที่หน้าฉากดูชื่นมื่น แต่ในใจของฮ่องเต้กลับวางหมากไว้หมดแล้ว พระองค์ตรัสกับขันทีคนสนิทเบา ๆ ในมุมมืด "ให้จิ้งเซียนแต่งงานไปก่อนเถิด ข้าไม่อยากให้มือตัวเองเปื้อนเลือดหลานในงานมงคล ให้องค์หญิงสามเป็นคนลงมือในคืนเข้าหอ ยาพิษที่ข้ามอบให้นางจะทำให้เขาสิ้นใจเหมือนเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน ใคร ๆ ก็จะคิดว่าซื่อจื่อผู้น่าสงสารสิ้นใจเพราะร่างกายอ่อนแอจากการรบ ส่วนข้าก็จะได้ครองอำนาจจวนกั๋วกงทั้งหมดโ
จ้าวจิ้งเซียนยืนตัวตรงนิ่งสง่า เขาพยักหน้ารับราชโองการสมรสพระราชทานด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ท่ามกลางความดีใจของท่านกั๋วกงและฮูหยินที่คิดว่าลูกชายยอมสยบต่ออำนาจแล้ว"กระหม่อมจ้าวจิ้งเซียน น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ"ในขณะที่เขากล่าวคำนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นฉินมู่อิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มสาวใช้ท้ายแถว นางก้มหน้าลงต่ำ แต่เขาก็ยังเห็นหยดน้ำตาที่หยดลงบนพื้นดิน หัวใจของพยัคฆ์หนุ่มเหมือนถูกกรีด แต่เขาต้องต้องกลั้นใจ เขาต้องทำให้นางไร้ตัวตนที่สุดในสายตาฮ่องเต้ เพื่อให้นางปลอดภัยจากพายุที่กำลังจะมาจ้าวจิ้งเซียนลอบเข้ามาหาฉินมู่อิงที่ห้องพักสาวใช้เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้เขากลับคุกเข่าลงต่อหน้านางและกุมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของนางขึ้นมาแนบแก้ม"มู่อิงยกโทษให้ข้าด้วย วันนี้ที่ข้าต้องเมินเฉยต่อเจ้า และยอมรับสมรสกับสตรีผู้นั้น ทั้งหมดคือละครฉากหนึ่ง ข้าต้องเข้าใกล้ฮ่องเต้ให้มากที่สุดในวันพิธี เพื่อจะปลิดชีพฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ข้า"ฉินมู่อิงสะอื้นไห้แต่ลูบผมเขาอย่างเบามือ "อาเหยียน ข้าเข้าใจ แม้ข้าจะเจ็บที่ต้องเห็นท่านยืนเคียงคู่ผู้อื่น แต่ข้ารู้ว่าหัวใจของท่านอยู่กับข้า ข้าจะรอวั
จ้าวจิ้งเซียนเดินออกมาจากการหารือกับท่านกั๋วกงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ฝีเท้าของเขากลับชะงักเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังคุกเข่าขัดพื้นหินอ่อนอย่างโดดเดี่ยว ฉินมู่อิงตัวสั่นเทา ผิวแก้มซูบซีด และที่สะดุดตาที่สุดคือรอยแดงพองจากการถูกน้ำร้อนลวกที่แขน ซึ่งนางพยายามใช้แขนเสื้อปกปิดไว้"มู่อิง!" จ้าวจิ้งเซียนถลาเข้าไปประคองร่างนางขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสถูกตัวนางถึงกับสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดจ้าวจิ้งเซียนเสียงสั่นด้วยความโกรธ "นี่มันอะไรกัน! ใครทำเจ้าบาดเจ็บขนาดนี้"ฉินมู่อิงส่ายหน้าทั้งน้ำตาพยายามจะดึงแขนกลับ "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าแค่ซุ่มซ่ามเอง"แต่ซื่อจื่อผู้เฉลียวฉลาดมีหรือจะเชื่อ เขาเหลือบไปเห็นเสี่ยวชิวที่ยืนถือแส้อยู่ไม่ไกล แววตาของจ้าวจิ้งเซียนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาอุ้มฉินมู่อิงขึ้นแนบอกแล้วเดินดิ่งเข้าไปในห้องของฮูหยินกั๋วกงทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากบ่าวไพร่ปัง! เสียงประตูถูกถีบเปิดออก ฮูหยินกั๋วกงที่กำลังจิบชาถึงกับสะดุ้งโหยงจ้าวจิ้งเซียนตวาดลั่นจนแจกันสั่นสะเทือน "ท่านแม่! ท่านทำอะไรลงไป! ข้าบอกแล้วว่านางคือภรรยาของข้า แต่ท่านกลับปฏิบัติกับนางเยี่ยงสัตว์เด
ทันทีที่รถม้าหยุดสนิท ท่านกั๋วกง ยืนหน้าดำคร่ำเครียดรออยู่พร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม แววตาของเขาฉายชัดถึงความกริ้วโกรธที่บุตรชายขัดคำสั่งไปนานวัน และเมื่อเห็นจ้าวจิ้งเซียนประคองฉินมู่อิงลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม โทสะของเขาก็พุ่งถึงขีดสุด "จิ้งเซียน! เจ้ายังมีหน้าพาแม่นางผู้นี้กลับมาอีกรึ รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำให้ตระกูลจ้าวต้องตกอยู่ในอันตรายเพียงใดเพราะความดื้อรั้นของเจ้า!"จ้าวจิ้งเซียนประสานมือคารวะ แต่ท่าทางยังคงนิ่งสงบ"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วตามความประสงค์ของท่าน และที่ข้าพานางมาด้วย เพราะนางคือภรรยาของข้า ข้าไม่มีวันทิ้งนางไว้ข้างหลัง"ฮูหยินกั๋วกง ที่นั่งรออยู่ด้านในถึงกับลุกพรวดเมื่อได้ยินคำว่าภรรยา นางจ้องมองฉินมู่อิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาหยามเหยียด"ภรรยางั้นหรือ จิ้งเซียน เจ้าสับสนอะไรอยู่หรือไม่ สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้จะเป็นสะใภ้จวนกั๋วกงได้อย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกของเจ้ามีไว้ให้องค์หญิงสามเท่านั้น""ข้าไม่สนตำแหน่งที่ใครยัดเยียดให้ ข้าสนเพียงสตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้าในยามที่ข้าเจ็บหนักเจียนตายเท่านั้น"ฮูหยินกั๋วกงแค่นหัวเราะ "ดี! ในเมื่อเจ้าจะพานางเข้าจวนให้ได้
ท่านกั๋วกงนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ต่อหน้าพระราชโองการที่แฝงไปด้วยคำขู่ ฮ่องเต้ทรงใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการบังคับ สมรสพระราชทานกับองค์หญิงสาม โดยไม่สนข่าวลือเรื่องอาการวิปริตหรือไร้สมรรถภาพของจ้าวจิ้งเซียนแม้แต่น้อย"หากจิ้งเซียนไม่กลับมารับตำแหน่งและสมรสตามกำหนดจวนกั๋วกงทั้งหมดต้องรับโทษฐานขัดพระราชโองการ"ด้วยความกลัวอาญาและห่วงในอำนาจของตระกูล ท่านกั๋วกงจึงรีบเขียนจดหมายลับสั่งให้บุตรชายกลับเมืองหลวงทันที โดยหารู้ไม่ว่าจดหมายฉบับนี้คือชนวนเหตุแห่งความร้าวรานในขณะที่จ้าวจิ้งเซียนและจ้าวจิ่วเหอกำลังเคร่งเครียดกับการหารือแผนรับมือการลอบสังหารที่อาจจะส่งมาอีกระลอก รวมถึงแผนการอารักขาท่านอาที่จ้องจะกำจัดทิ้ง จ้าวจิ้งเซียนตัดสินใจไม่บอกใครเรื่องที่เขารู้แผนสังหารตนเองในงานโคมไฟ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปถึงหูคนในจวนกั๋วกงฉินมู่อิงที่กำลังจะยกน้ำแกงเข้ามาให้ บังเอิญเห็นจดหมายจากจวนกั๋วกงที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหน้ากระโจม นางหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความสงสัย แต่แล้วมือของนางก็เริ่มสั่นเทาเนื้อความในจดหมายเขียนเอาไว้ว่า"จิ้งเซียน เจ้าจงรีบกลับมารับสมรสพระราชทานกับองค์หญิงสามตามกำหนดการเดิม อย่าปล่อยให
ฉินมู่อิงเดินจากมาด้วยความสะใจ นางเดินกลับบ้านพลางคิดไปตามทาง ไม่ว่าโลกยุคไหนก็ยังมีคนที่เหยียดหยามผู้ที่ดูด้อยกว่า นางมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งติดตัวมา การโดนดูแคลนเช่นวันนี้นางจึงไม่แสดงความอ่อนแอออกมา ความทรงจำร่างเก่าผุดขึ้นมาในทันใด เมื่อก่อนฉินมู่อิงไม่เคยพบปะผู้คนมากมายขนาดนี้ หากสายตาเหล่า
อาเหยียนได้ยินเสียงโต้เถียงกันครู่หนึ่งก็สงบลง เรื่องปากร้ายใครจะสู้ภรรยาของเขา เพียงแต่นางไม่ได้ด่าเขาแต่ด่าคนอื่นแทน ที่นางบอกว่านางสวยกว่าเสี่ยวหลันนั่นก็ไม่ผิดแม้แต่น้อยนางสวยมากเกินหญิงชาวบ้านธรรมดา หากไม่นับกิริยาและมันสมองที่มีไม่มากนัก เขาก็คิดว่านางคงเป็นคุณหนูจวนขุนนางชั้นสูงสักจวน แต่เพ
นางโง่เองที่หลงเชื่อเสี่ยวหลันกับอาเหมย เพราะอีกสิบวันจะมีงานรื่นเริงในตัวเมือง นางอยากได้ชุดสวย ๆ ใส่ไปอวดกับสหายและทำตัวเหมือนเหล่าคุณหนูที่มาเที่ยวงาน เผื่อความสวยของนางจะไปถูกตาต้องใจเหล่าคุณชายตระกูลดี ๆ บ้างยิ่งนึกทบทวนก็ยิ่งปวดหัว นี่เจ้าของร่างเดิมคิดจะทิ้งสามีถึงกับวางแผนชั่วร้ายขนาดนี้เช
ฉินมู่อิงไม่ได้ดื่มยาที่อาเหยียนนำมาให้ นางนอนหลับไปจนถึงเช้าของอีกวัน อาการปวดหัวลดลงไปมาก นางลุกจากเตียงเดินออกไปข้างนอก สงสัยว่าคนเมื่อคืนหายไปไหนแล้วควันลอยออกมาจากห้องครัว แสดงว่ามีคนอยู่ในนั้น ฉินมู่อิงเดินไปดู นางเห็นอาเหยียนกำลังพัดวีเตาที่มีหม้อดินตั้งอยู่"ทำอะไรแต่เช้า"เขาเงยหน้าละสายต







