Masukเรื่องราวในอดีตที่ไหลย้อนกลับไปไม่รู้จบค่อย ๆ ดูดพลังของณัฐนรีทีละนิดจนเปลือกตาหนักอึ้ง บวกกับร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอผล็อยบนโซฟาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสะดุ้งตื่นในช่วงกลางดึก
"เฮ้อ.."
เธอถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา มือยกขึ้นประสานเหนือหัวแล้วบิดตัวไปมาไล่อาการเมื่อยขบ จากนั้นก็เดินไปเลิกผ้าม่านหน้าต่างเล็กน้อย
ใบหน้าขาวซีดแสดงอาการเซ้งออกมาเมื่อเห็นผู้ชายร่างบึกบึนนั่งเล่นมือถืออยู่ด้านนอก คิดว่าดึก ๆ แบบนี้คนเหล่านี้จะหลับนอน หรือเลิกเฝ้าแล้วเธอจะได้หนี เธอเดินกลับมานั่งลงที่โซฟาเหมือนเดิม สมองพยายามคิดหาหนทางออกไปจากที่นี่ เธอยังมีน้องสาวที่ต้องดูแล และยังอยากเฝ้าดูการเติบโตของลูกชีวิตจะมาจบลงที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด
เธอนั่งจมอยู่กับความคิดมากมายที่หาทางออกไม่เจอจนผล็อยหลับไปอีกครั้ง
แกร็ก~
เสียงของลูกบิดประตูดังขึ้นปลุกให้เธอสะดุ้งตื่นอีกครั้งในช่วงเช้าของวันใหม่ เธอหยัดกายลุกขึ้นพลางใช้มือลูบหน้าไล่อาการงัวเงียแล้วมองไปยังประตู
เห็นชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในมือถุงพลาสติกใส่กล่องข้าวกับขวดน้ำ เขาเดินมาวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอโดยไม่พูดอะไร ไม่มองหน้าเธอด้วยซ้ำ ก่อนจะเดินออกไป
"เดี๋ยวก่อนสิคะคุณ" เธอรีบลุกขึ้นเรียกเขาไว้ เขาหยุดเดินแล้วหันมามองด้วยแววตาดุ เธอรู้สึกกลัวแต่ก็ทำใจดีสู้เสือเดินเขาไปใกล้เขา แล้วยกมือขึ้นไหว้อ้อนวอน "คุณช่วยปล่อยฉันออกไปได้ไหมคะ ฉันขอร้องล่ะ"
"ไปขอร้องเจ้านายผมเองเถอะ" เขาตอบเสียงแข็ง จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมปิดประตูใส่หน้าดังปังทิ้งให้เธอยืนอยู่กับความมืดมนเพียงลำพัง เขาก็พูดง่ายเนอะว่าให้ไปขอเจ้านายของพวกเขาเองเธอจะขอได้ยังไงกันเมื่อถูกขังอยู่แบบนี้ หนำซ้ำยังไม่เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นอีกเลยหลังแยกกันที่วัดเมื่อคืน
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะหยิบกล่องข้าวออกจากถุงมาเปิดอย่างช้า ๆ กลิ่นผัดกระเพราไก่หอม ๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก แต่มันไม่ได้กระตุ้นความหิวเท่าไรนัก ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังตักกินคำแล้วคำเล่า กินเพื่อให้ร่างกายยังอยู่ต่อได้ไม่ใช่เพราะอยากกิน
หลังกินเสร็จเธอก็เริ่มเดินสำรวจภายในบ้านอีกครั้งทั้งชั้นหนึ่งชั้นสอง ทว่าความหวังในการหนีของเธอเหมือนจะริบหรี่เหลือเกินเพราะช่องทางการออกไปจากบ้านหลังนี้มีแค่หน้าต่างกับประตูเท่านั้น
เธอเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่เดิมสายตามองไปยังหน้าต่างซึ่งเป็นช่องทางหนีเดียวที่มองเห็นในตอนนี้ แค่ต้องคิดหาวิธีว่าทำยังไงถึงจะล่อผู้ชายที่ยืนเฝ้าให้ออกไปที่อื่นได้ ความคิดบางอย่างพลันฉายขึ้นในสมองเธอพอจะมองเห็นทางบ้างแล้ว
"ขอให้เจ้าบ้านเจ้าเรือน เจ้าที่เจ้าทางช่วยให้ลูกหนีออกไปจากที่นี่ได้สำเร็จด้วยเทอญ" เธอพนมมือยกขึ้นเหนือหัวหลับตาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็เริ่มแผนการ
"กรี๊ดด.."
"งู! งูเข้าบ้าน"
เธอเปล่งเสียงร้องตะโกนจนดังลั่นไปทั้งบ้าน ไม่ถึงเสี้ยวนาทีชายฉกรรจ์ห้าคนที่ยืนเฝ้าอยู่รอบบ้านพากันวิ่งกรูเข้ามาด้วยท่าทางตกใจ
"อะไร..มีอะไร"
"งูอยู่ไหน!"
เธอแสร้งทำตัวสั่น สีหน้าตื่นตระหนก มือชี้ไปทางด้านหลังบ้าน "มันเลื้อยเข้าไปทางครัว มันตัวใหญ่มากเลย"
ท่าทางหวาดกลัวจนดูสมจริงเกินกว่าจะตั้งคำถามเหล่าชายฉกรรจ์เชื่อสนิทใจ ไม่มีใครคิดจะสงสัยเพราะพื้นที่แถบนี้มีงูเป็นเรื่องปกติ
ทั้งหมดสบตากัน ก่อนจะพากันวิ่งกรูเข้าไปในครัวเธอจึงใช้จังหวะนั้นหมุนตัววิ่งออกจากบ้านสุดแรง วิ่งไปตามถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไร้บ้าน ไร้ผู้คนสันจร ทว่ายังไม่ทันพ้นโค้งถนน
"เฮ้ย! หยุดนะ!"
เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลังตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหลายคู่ไล่กวดมาเมื่อหันกลับไปมองเพียงเสี้ยววินาทีก็เห็นเงาคนหลายร่างกำลังวิ่งตามมา หัวใจดวงน้อยหล่นวูบ เธอรู้ดีว่าถ้าวิ่งหนีแบบนี้ต่อไปไม่มีทางชนะคนพวกนั้นได้
เธอกวาดสายตาไปด้านข้างเห็นป่ารกทึบ หญ้าสูง พงหนามแน่นไม่มีเวลาคิดสองเท้าหักเลี้ยวพุ่งเข้าป่าข้างทางทันที แม้มีกิ่งไม้ขีดแขน หนามเกี่ยวเสื้อแต่เธอก็ไม่คิดหยุด วิ่ง แทรก มุดจนเสียงตะโกนด้านหลังเริ่มห่างออกไป
"มันหนีเข้าป่า!"
"แยกกันหา"
เสียงนั้นดังแว่ว แล้วค่อย ๆ เลือนหายไปกับความหนาแน่นของต้นไม้ เธอค่อย ๆ ทรุดตัวลงหลังกอไม้ใหญ่เอามือปิดปากกลั้นเสียงหอบที่ดังจนกลัวว่าจะมีใครได้ยิน ร่างกายท่วมไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นกระหน่ำยิ่งกว่ากลองชุด
เธอหลับตาตั้งสติ ไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะกล้าหายใจแรงเพราะกลัวคนเหล่านั้นจะตามเจอ หูพยายามเอี้ยงฟังความเคลื่อนไหวตลอด
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเสียงฝีเท้าค่อย ๆ หายไปเหลือเพียงเสียงแมลงกับลมพัดใบไม้ไหว แต่เธอไม่รู้ว่าพวกเขาจะกลับมาอีกไหม ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยแค่ไหน
ตอนนี้เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องรีบหาทางออกไปจากที่นี้ก่อนที่ชายหนุ่มจะรู้แล้วระดมคนมาตามล่าเธอ
เธอยังไม่เคลื่อนไหวในทันทีรอจนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าคนเหล่านั้นหายไปหมดสิ้นจึงค่อย ๆ ขยับตัวโผล่ออกมาจากพงไม้ สายตากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
สองเท้าเริ่มก้าวไปตามทิศทางที่คิดว่าน่าจะออกสู่ถนน แต่ยิ่งเดินป่ากลับยิ่งหนาทึบ ต้นไม้สูง เถาวัลย์พันกันยุ่ง แสงแดดส่องลงมาเป็นลำเล็ก ๆ
เธอหยุดเดินเมื่อเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ หัวใจเริ่มเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น ดวงตากลมกวาดมองไปรอบตัวความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาจนแทบอยากร้องไห้
"เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดลบันดาลให้ลูกหาทางนอกเจอด้วยเถิด" เธอพยายามประคองสติตัวเองไม่ให้แตกกระเจิงแล้วยกมือขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นความหวัง และสิ่งปลอบใจเดียวของเธอในตอนนี้
ก่อนจะเริ่มเดินต่อไปทั้งที่ขาเริ่มล้า ลมหายใจหอบถี่ เหงื่อไหลท่วมตัวจนในที่สุดแรงก็หมด
เธอทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่นหลังพิงลำต้นหยาบเปลือกไม้เย็นชื้น และเพราะความเหนื่อยล้าที่กัดกินสติ เปลือกตาหนักอึ้งเธอจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งแสงแดดก็อ่อนลงท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มหม่น
"เย็นแล้วเหรอ" หัวใจเธอกระตุกวูบรีบผุดลุกขึ้นยืน ปัดเศษใบไม้ที่ติดเสื้อออก
เธอต้องรีบหาทางออกก่อนมืด แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเสียงฟ่อเบา ๆ ก็ดังขึ้นตรงหน้า ร่างเธอแข็งทื่อ หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นงูเห่าตัวใหญ่ตั้งลำตัวชูสูงแผ่แม่เบี้ยกว้างดวงตาจ้องเขม็งพร้อมฉกอยู่ตรงหน้า
"กรี๊ด!"
เสียงกรีดร้องหลุดออกมาโดยไม่ทันห้าม ในเสี้ยววินาทีสัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ทำงาน เธอหมุนตัววิ่งสุดแรงไม่คิดชีวิต แม้ถูกกิ่งไม้ฟาดหน้าหนามขูดแขนเธอก็ไม่สนยังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีจนกระทั่ง
ปึก!
ร่างเธอชนเข้ากับอะไรบางอย่างอย่างแรง แรงจนถอยหลังเซแทบล้มลง
หลายเดือนต่อมา..."น้องโซ่อย่าวิ่งครับ""คิก คิก...""น้องโซ่ระวังล้ม""คิก คิก..."เสียงร้องห้ามผสมด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์โชคอัศวนนท์ บนสนามหญ้าอันกว้างขวางร่างเล็กของเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งเตาะแตะสุดแรงขา เล็ก ๆ ก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ด้านหลังมีคุณพ่อตัวโตวิ่งตามปากก็ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง แม้ลูกชายคนโตจะรักษาตัวจนหายดีแล้วแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีจึงดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษ"น้องโซ่อย่าวิ่งครับเดี๋ยวก็หอบอีกหรอก..""กรี๊ดดด!"เสียงใสร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นพ่อไล่ทัน ก่อนสะดุดเท้าตัวเองนิดหน่อยแต่ยังไม่ทันล้มคนเป็นพ่อก็รีบเข้าไปรับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังขึ้นพร้อมกันภาพนั้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่บนศาลาหลุดยิ้มตามณัฐนรีนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนวัยสิบเอ็ดเดือนนั่งอยู่บนตัก เด็กน้อยแก้มกลมที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เก่งขึ้นทุกวัน เจ้าตัวกำลังตบมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สายตามองไม่รอบตัวไม่หยุดนิ่งบ้างก็หัวเราะคิกคักออกมา"ดูพี่เขาสิ" ณัฐนรีก้
การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่ทุกคนคาดไว้เพราะณัฐนรีค่อนข้างคลอดง่ายเพียงสองชั่วโมงทารกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ และแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการก็ออกมาลืมตาดูโลกตลอดช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าภารัณไม่เคยห่างจากหญิงสาวแม้แต่วินาทีเดียว เขาคอยจับมือเธอไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อ คอยพูดปลอบ และให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา"อุแว้..."เสียงร้องดังลั่นของเด็กทารกตัวน้อยดังขึ้นภายในห้องคลอด เสียงแรกของลูกชายทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อและเป็นแม่สั่นไหวไปพร้อมกันภารัณมองหน้าลูกแล้วดวงตาแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ลูกที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตลูกอีกคน ลูกคนที่เขาไม่ตั้งใจจะมีแต่เพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าตอนนี้ความคิดเหล่านั้นไม่มีอยู่ในหัวเลยเขารักลูกคนนี้ไม่แพ้ลูกคนโตเลย รักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก"เดี๋ยวส่งคุณแม่กลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ส่วนน้องพยาบาลจะพาไปส่งทีหลัง" เสียงพยาบาลดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาจากลูก พยักหน้ารับเบา ๆจากนั้นณัฐนรีก็ถูกพากลับไปยังห้องพักฟื้นโดยมีภารัณเดินตามไปไม่ห่าง"เป็นไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่ไหม" คอยถามไถ่ตลอด"ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ" ณัฐนรียิ้มให้เขาบาง ๆ แม้จริง ๆ ยังรู้สึกเจ็บ แ
หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่อีกพักใหญ่ภารัณก็ประคองณัฐนรีกลับขึ้นมายังห้องนอนบนชั้นสาม พาเธอไปนั่งที่เตียง แล้วหันไปถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงออกวางบนโต๊ะข้างเตียงตามปกติทว่ายังไม่ทันได้วางลงก็ต้องชะงักเมื่อมีอ้อมแขนเล็ก ๆ สวมกอดเข้ามาจากด้านหลัง เขาอมยิ้มสายตาก้มมองมือเล็กที่ประสานอยู่บริเวณเอวของตัวเองณัฐนรีซบแก้มลงบนแผ่นหลังกว้างหลับตาลงช้า ๆสูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย ความอบอุ่นจากร่างของเขาทำให้หัวใจที่เต็มตื้นอยู่แล้วยิ่งอุ่นขึ้นไปอีก วงแขนกอดเขาเอาไว้แน่นราวกับอยากส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในหัวใจภารัณจึงวางนาฬิกาลงช้า ๆ แล้วเลื่อนมือลงกุมมือของเธอ"เป็นอะไรฮึ" เอ่ยถามเสียงนุ่ม"ขอบคุณนะคะ" เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ ชิดแผ่นหลังกว้าง"ขอบคุณเรื่องอะไร" เขาย้อนถามทั้งที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ณัฐนรียิ้มบาง ๆ มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น "ทุกเรื่องเลย"ภารัณยิ้มบาง ๆ ก่อนค่อย ๆ หันตัวกลับ แล้วดึงร่างอวบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน มือใหญ่ลูบเส้นผมนุ่มเบา ๆ"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นหน้าที่ของสามีอยู่แล้ว"ณัฐนรีเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาอ่อนโยนของเขาแล้วระบายยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไร สองสายตามองสบประสา
นับตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านโชคอัศวนนท์ชีวิตในแต่ละวันของณัฐนรีก็เต็มไปด้วยความสุข ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้ความเกร็งและความประหม่าของเธอค่อย ๆ จางหายไปเธอสนิทกับพ่อแม่ของชายหนุ่ม และทุกคนในบ้านโชคอัศวนนท์มากขึ้น ทุกคนทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆน้องสาวของเธอเองก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้ได้ดี มีทั้งแม่บ้าน พยาบาล และทุกคนในบ้านคอยดูแลและให้ความรักราวกับว่าน้องสาวคือคนในครอบครัวจริง ๆเธอได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวที่มีมากขึ้นในแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดส่วนชายหนุ่มนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขารัก และดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี ยิ่งใกล้คลอดยิ่งทะนุถนอมราวกับไข่ในหินบางครั้งก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป"เฮ้อ..."เธอนั่งมองหน้าลูกน้อยบนเตียงแล้วเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองอย่างสงสัย"เป็นอะไรครับ?""เซ็งค่ะพรุ่งนี้ไม่ได้มาหาลูก" เธอยู่ปากใส่พ่อของลูกก็เพราะเขากับแม่นั่นแหละที่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดก็ยิ่งเข้มงวดมากขึ้นจากเดิมที่เธอมาโรงพยาบาลหาลูกได้ทุกวันตอนนี้กลับถูกลดเหลือเพียงไม่กี่วันต่อสัปดาห์ และถ้าวันไหนไปก็อยู่ได้ไม่
วันต่อมา...ณัฐนรีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ แม้เช้านี้จะตื่นมาในอ้อมกอดของชายหนุ่มเหมือนทุกวันการลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของคฤหาสน์โชคอัศวนนท์อดทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนบางครั้งเธอต้องก้มมองแหวนที่นิ้วนางของตัวเองเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็พาเธอลงมายังห้องอาหาร นั่นทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อแม่ของเขาอย่างเป็นทางการถึงแม้ผู้ใหญ่ทั้งสองจะดีกับเธอมาก แต่ความเกรงใจและความประหม่าก็ยังมีอยู่ไม่น้อย เธอนั่งหลังตรงแทบตลอดเวลาภารัณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนแก้วนมมาให้พร้อมกระซิบเบา ๆ "เธอนั่งตัวตรงยิ่งกว่านักเรียนโดนครูเรียกตอบคำถามอีก ผ่อนคลายหน่อยสิครับ"ณัฐนรีหันไปค้อนทันที แต่ก็ทำให้ความเกร็งลดลงไปได้บ้างสายตามองน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แล้วหันมองพ่อแม่ชายหนุ่มด้วยความรู้ตื้นตัน และซาบซึ้งสุดใจพวกท่านให้น้องสาวมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย มีแม่บ้านและพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่มีใครแสดงสีหน
"มานั่งกันก่อนแล้วค่อยคุยต่อ คนท้องยืนนาน ๆ เดี๋ยวเหนื่อย"ฉัตรชัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยืนคุยไม่ยอมมานั่งกันสักทีพิมพ์ผกาจึงรีบจับมือณัฐนรีดึงให้เดินตามนั่งลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวยาวท่าทางเป็นกันเองราวกับเธอเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ทำให้ความประหม่าของณัฐนรีค่อย ๆ ลดลงทีละนิดส่วนภารัณก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างเธออีกด้านหนึ่งเพราะกลัวว่าเธอจะยังไม่ชินกับบรรยากาศฉัตรชัยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ไม่ต้องเกร็งนะลูกคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้น"ณัฐนรีมองพวกท่านน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามันรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกกับความเมตตาที่พวกท่านมอบให้มือรีบยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ คุณลุงกับคุณป้าที่เมตตาหนูนะคะ"น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อยจนพิมพ์ผกาเอ็นดูยื่นมือไปลูบหลังมือเธอเบา ๆ"เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็เลิกเรียกป้ากับลุงได้แล้ว ตอนนี้หนูแต่งงานกับภารัณแล้วก็ถือเป็นลูกพ่อกับแม่ด้วย ต้องเรียกพ่อกับแม่เหมือนที่ภารัณเรียกสิ"ณัฐนรีเม้มริมฝีปากแน่นพยายามสะกดความรู้สึกที่มันเอ่อล้นในอก ก่อ
แสงแดดอ่อน ๆ ของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องแสนเงียบเชียบราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แสงอ่อน ๆ ค่อย ๆ ตกกระทบเปลือกตาของร่างสูงที่นอนหลับอยู่ปลุกให้เขารู้สึกตัวตื่นภารัณลืมตาขึ้นช้า ๆ พร้อมด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในศีรษะที่เหมือนถูกของแข็งกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความปวดแล่นตุบ ๆ ท
ปัง!ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างแรงเสียงกระแทกดังสะท้อนทั่วผนังทำณัฐนรีที่นั่งอยู่ริมเตียงสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาเมื่อเห็นร่างสูงที่ก้าวพ้นเงามืดที่ประตูเข้ามา พยายามรวบรวมสติที่เริ่มพร่าเลือน และข่มความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในร่างกายฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน ดวงตากลมมองไปที่ร
คืนร้าวนั้นแสนยาวนานเธอต้องเป็นที่ระบายอารมณ์ของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างกายแทบรับไม่ไหวเขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระหลังฤทธิ์ยาสกปรกนั้นหมดลงแล้ว เธอจึงใช้โอกาสที่เขาหลับไปหอบร่างกายแสนบอบช้ำหนีออกมาแม้ในตอนนั้นหัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ไม่ร้องไห้ น้ำตาเหมือนถูกกลืนหายไปหมดแล้ว ส
หนึ่งปีก่อน...ทางเดินของโรงแรมห้าดาวสว่างไสวด้วยไฟสีทอง แต่สำหรับณัฐนรีที่กำลังเข็นรถรูมเซอร์วิสไปตามทางกลับรู้สึกว่ารอบตัวมันกลับมืดมนกว่าที่เคยเป็นรถรูมเซอร์วิสที่เธอเข็นอยู่ทุกวัน วันละหลายรอบก็หนักกว่าปกติ สาเหตุไม่ใช่อาหาร หรือเครื่องดื่มที่อยู่บนรถ แต่เพราะสิ่งที่เธอแอบผสมลงไปต่างหากทำให้รู







