เข้าสู่ระบบ
เดิมทีโลกใบนี้มีสัตว์อยู่สองประเภท อันได้แก่ สัตว์นักล่าและเหยื่ออย่างสัตว์กินพืช หลายครั้งมนุษย์อาจคิดทะนงว่าตนคือ ‘นักล่า’ ที่เป็นที่สุดเหนือกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกทั้งใบ เพราะมีอารยธรรมกับความฉลาดที่ส่งต่อกันมา มันก็ใช่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่
เพราะในบางครั้งมนุษย์กลับเป็นแค่ ‘เหยื่อ’ ที่รู้จักวิธีปกป้องตัวเองเท่านั้น ไม่ได้วิเศษวิโสและไม่ได้ต่ำต้อย
แต่กับมนุษย์บางคนที่ผ่านการต่อสู้มานาน
วันหนึ่งก็ก้าวข้ามเป็น ‘นักล่าฉกาจ’ ได้เช่นกัน
“เดิมพัน 50 กิลครับ”
ชายหนุ่มในเครื่องแบบฮันเตอร์นามว่า ‘บิทเทอ โลฮาส’ นั่งตรงข้ามหญิงวัยกลางคน ภายในห้องกว้างที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟข้างโต๊ะกับเชิงเทียน ตั้งตามมุมต่างๆ ความสว่างเหล่านั้นสร้างบรรยากาศอบอุ่น แต่ขณะเดียวกันเงามืดก็ทำให้บางจุดแลดูน่ากลัว
ท่ามกลางพื้นที่อบอวลกลิ่นอายสงบยามดึกนี้ ปรากฏเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสทอดมองรอรับคำตอบจากคู่สนทนา
“เดิมพันสูงเหมือนเดิมเลย ไม่กลัวตายเหรอ?”
เสียงโทนต่ำตอบกลับพลางหัวเราะในลำคอ หญิงคนนี้คือ ‘ยานรัม ฮิลล์’ ทำหน้าที่บันทึกภารกิจฮันเตอร์ที่เข้ามารับงานต่างๆ ทางด้านบิทเทอได้ยินเช่นนั้น พลันเสสายตามองหน้าต่างบานกว้างด้วยท่าทีเฉยเมย จากนั้นตอบเสียงเฉื่อยหน่าย
“ไม่กลัว”
“ปล่อยวางเรื่องล่าฆ่าฟันไม่ได้เลยล่ะสิ”
“คงอย่างงั้นครับ”
ในสายตาที่มองออกนอกหน้าต่างนั้น มีสิ่งหนึ่งกำลังปรากฏ นั่นคือความต้องการชายคนนี้ที่มักโหยหามันเสมอ โหยหาเสียจนบางครั้งก็แอบพิกลใจตนเอง
“ยังหนุ่มยังแน่นอย่างนายเนี่ย ถึงไม่ตายง่ายๆ ก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”
เธอยิ้มกว้างพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะชอบใจเบา ในฐานะผู้รับรู้กิจวัตร ฮันเตอร์คนนี้เป็นอย่างดี จึงไม่ยากที่จะเดาออกว่าเขาคิดจะทำอะไรต่อไป บิทเทอยกมุมปากส่งให้ในช่วงเวลาสั้นๆ อาจเป็นเพราะอำนาจแสงที่ไม่มากพอ ทำให้ยานรัมไม่เห็นชัดว่าเขาเผยรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน
“งั้นขอตัวก่อน”
ร่างโปร่งในชุดดำไม่คอยท่า กล่าวลาคนตรงหน้าหวังดำเนิน ‘กิจวัตร’ ต่อ
“โชคดีล่ะ คุณฮันเตอร์”
เธออวยพรพร้อมเท้าคางส่งยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง จนเมื่อเขาก้าวออกจากสำนักงานก็ตรงไปยังอีกสถานที่หนึ่งทันที โดยตั้งเป้าหมายยึดมั่นเอาไว้ในอก เท้าย่างเดินบนพื้นอิฐผ่านบ้านเมืองที่มีแสงเพลิงส่องจากเสาไฟข้างทาง หรือไม่ก็จำพวกตะเกียงห้อยตามหน้าบ้านเป็นหย่อมๆ
มีสิ่งหนึ่งที่เขาตามหามาตลอด แต่เขาก็อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร เขาไม่เคยคิดจะล้มเลิกแม้ไม่เข้าใจการกระทำตน กลับรู้สึกกระชุ่มกระชวยทุกครั้งที่เห็นความตายอยู่ตรงหน้า ราวกับว่าบางสิ่งทำให้หัวใจอบอุ่นอีกครั้ง เหมือนมันกำลังกลับมา
แต่สุดท้ายมันก็อยู่ได้ไม่นาน
อยากมาก อยากได้อีก
ขอมันได้ไหม? ขอเข่นฆ่าเดรัจฉานพวกนั้น
ใบหน้าคมคายผิวขาวกระจ่าง ดวงตาสีฟ้ามองตรงไปตามทางเดินแคบ เส้นผมบลอนด์ขาวสั่นไหวตามแรงลมพัดผ่าน จากสีหน้าเรียบนิ่งยากจะคาดเดาก็ผันเปลี่ยนไป มุมปากปรากฏรอยยิ้มอ่อนหลังจากที่ครุ่นคิดในหัวตัวเองมานานพักใหญ่
“ขอให้ครั้งนี้ไม่น่าผิดหวังแล้วกัน”
‘ทำไมฉันต้องมาตามคนหัวแข็งนั่นเวล่ำเวลาแบบนี้ด้วยเนี่ย~’
ชายร่างสูงผมยาวดำผู้เป็นเจ้าของความคิดเดินไปตามซอยเปลี่ยว เพราะด้วยเวลาที่เข้าสู่ยามวิกาลจึงมีชาวเมืองไม่กี่คนสัญจรผ่าน เขาชะงักฝีเท้าก่อนเปลี่ยนทางกะทันหัน แต่ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงบางอย่างเล็ดลอดเข้าโสตประสาท ด้วยความสงสัยจึงเลี้ยวเดินเข้าไปในตรอกเล็กระหว่างซอยทันที
‘เสียงร้อง?’
ในใจของเขามีเพียงคำถามหนึ่งเดียว สายตายังคงมองตามทางด้านหน้าอย่างสงสัย มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเพราะอากาศที่หนาวเย็น ดวงตาหรี่เพ่งมองผนวกกับคิ้วเรียวเริ่มขมวดเป็นปม
ฉึก ...แผละ
เพียงแค่เสียงก็ทำใจร่วงไปถึงตาตุ่มได้ เหมือนบางอย่างกำลังต่อสู้ตรงหัวมุมตรอกอย่างหิวกระหาย สองเท้าหยุดลงที่ทางแยก สายตามองไปยังกำแพงเบื้องหน้ามีเงาไหววูบไปมา ไม่นานร่างสูงก็เลือกจะเบียดตัวเองขนาบกลืนไปกับกำแพงเพื่อชำเลืองมองสถานการณ์อยู่ห่างๆ แทน
สิ่งแรกที่แสดงตรงหน้าคือชายสวมชุดดำคลุมยาวถึงเข่าพุ่งโจมตีบางอย่างไม่ปรานี มือขวาถือครองดาบยาวตวัดหวดฟาดฟันต่อเนื่อง เสียงโลหะคมปะทะกันพักหนึ่ง ก่อนฮันเตอร์หนุ่มจะปัดป้องอาวุธศัตรูตัวสูงผิดธรรมชาติ พอได้จังหวะก็กะซวกกลางท้องงัดขึ้นจนโลหิตทะลักมหาศาล
‘เห็นกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่าหมอนี่มันบ้าเลือดชะมัด’
‘แต่…ช่างเถอะ นั่นก็เป็นนิสัยที่ฉันสนใจด้วยสิ~’
ครั้นศัตรูสิ้นฤทธิ์จึงดึงดาบออก ร่างสัตว์ประหลาดแทบไม่ต่างจากมนุษย์ล้มลงไปกองกับพื้นอิฐ ไม่นานโลหิตก็ไหลนองเป็นแอ่งกว้างส่งกลิ่นเน่า โดยคนสังหารคือ บิทเทอ โลฮาส
“ไม่เมื่อยรึไง”
เสียงเข้มของฮันเตอร์หนุ่มกล่าวถาม ในขณะที่ดวงตาสีฟ้าเรียวชำเลืองชมเชยผลงานตน
“มองตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่เมื่อยรึไง แกน่ะ...”
ชายผมยาวดำที่แอบลอบมองอยู่สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายซึ่งเพิ่งต่อสู้เสร็จกลับรับรู้ตัวตนเขาได้เร็วจนน่าประหลาด “แสดงตัออกมา” โทนเสียงเยือกเย็นนั้นทำเอาคนถูกจับได้แอบใจหวิว เพราะดูจากสภาพแล้วก็อดกังวลไม่ได้ว่าคนที่เพิ่งจัดการสัตว์ประหลาดจะหันมาเชือดเขาทิ้งด้วยไหมหนอ
“...”
เขาก้าวออกมาจากมุมกำแพงช้าๆ มือทั้งสองดึงออกจากกระเป๋าเสื้อ ยกขึ้นไพล่ไว้หลังศีรษะ ท่าทางปราศจากความยำเกรง รวมถึงใบหน้ายังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม
‘ตื่นเต้นชะมัด โดนจับได้แล้ววุ้ย~’
“มีเหตุอะไรที่มายุ่มย่ามย่านนี้”
ฮันเตอร์กล่าวพลางเลื่อนสายตามองชายนิ่งเงียบ “คุณใช่ไหม?” ก่อนอีกฝ่ายจะเริ่มปริปากพูดพร้อมทั้งรอยยิ้มแฝงเล่ห์เหลี่ยม
“?”
บิทเทอขานในลำคออย่างสงสัย ยิ่งเห็นอีกฝ่ายพึงพอใจต่อปฏิกิริยาเขาแล้ว ฮันเตอร์กลับยิ่งสงสัยกว่าเก่าในการมีตัวตนของชายแปลกหน้าคนนี้ “นักล่าเสพติดภูต” ฉายาเจ้าของผมบลอนด์ขาวถูกเอ่ยออกมา เขายังคงท่าทีเรียบนิ่งก่อนจะหรี่ตามองพร้อมคาดคั้นคนตรงหน้า
“แกเป็นใคร”
ในทีแรกนักล่าแสนดุดันอาบกลิ่นคาวเลือดแลดูไม่สนใจเขาเท่าไรนัก แต่ตอนนี้สายตาสีฟ้าคู่นั้นไม่อาจละจากหนุ่มผมยาวดำคนนี้ได้เลย ไหนจะรอยยิ้มที่แม้มีเสน่ห์สำหรับใครทั้งหลาย แต่ในสายตานักล่าอย่างเขาแล้ว มันคือคนปลิ้นปล้อนไม่น่าไว้ใจแม้แต่น้อย
‘ชักตื่นเต้นแล้วสิ~’
ชายผมยาวคิดแล้วเอ่ยต่อ “นักล่าชื่อดังอย่างคุณ ทำไมผมจะไม่รู้จักล่ะ”
“ต้องการอะไร”
“คุณก็รู้ว่าผมต้องการอะไร จำไม่ได้เหรอ? เราเพิ่งจะเจอกันเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนะ” ฮันเตอร์ชายเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้วเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาถอนหายใจพร้อมหันหลังเดินออกไปอย่างไม่แยแส คนยกมือไพล่ไว้หลังหัวมองเก้อแล้วเรียกไว้ทันที
“เดี๋ยวสิ!”
“อะไรอีก ถ้าไม่มีธุระก็อย่ามาเซ้าซี้”
“จำฉันไม่ได้จริงเหรอ?”
“จำอะไร? ฉันไม่เคยรู้จักคนแบบนาย”
‘ไอ้เวรนี้ ยังจะมาเป็นไม่รู้ไม่ชี้หน้าตาเฉยอีก’
“อา...ช่างเถอะ” ชายหนุ่มผมยาวดำลดมือลงจัดการตัดบทซะเอง นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องมองคนเป็นฮันเตอร์อย่างมีเลศนัย แต่เมื่อบิทเทอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล่าวอะไรต่อก็หันหลังเดินออกห่างไปเช่นเดิม
‘ก็พอรู้หรอกว่าไอ้เวรนี่กะเมินฉันลูกเดียว แต่แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? ถึงขั้นทำเป็นไม่เคยเห็นหน้ากันเลยเนี่ยนะ แม่ง...กวนใจชะมัด’
“เฮ้!”
บิทเทอเดินออกไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกเรียกไว้อีกครั้ง ฮันเตอร์หนุ่มพรูลมหายใจก่อนเหลียวกลับไปมอง ก็เห็นอีกคนยืนส่งยิ้มค้างพร้อมกับชูนิ้วกลางให้อย่างโจ่งแจ้ง
‘พระเอกก็พระเอกเถอะ! ช่วยกวนตีนให้มันน้อยๆ หน่อยดิ๊!’
ก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะไม่นานก็ถูกเปิดออกโดยเจ้าบ้านอย่างอดีตนักล่าเสพติดภูต บุรุษผมบลอนด์ขาวยาวมัดรวบต่ำสำรวจผู้มาเยือนทั้งสาม เขากอดอกซึ่งมือซ้ายสวมทับด้วยถุงมือดำปกปิดส่วนที่เป็นศิลา บรรยากาศแผ่ออกมาบ่งบอกความไม่เป็นมิตรต้อนรับแขกด้วยซ้ำ“ฉันไม่ได้บอกไปรึไงว่าห้ามมาที่นี่”“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”หนึ่งในสามผู้มาเยือนกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม นั่นคือนางร้ายอย่างรานนามิด ส่วนอีกสองคนข้างหลังเธอคือราวิน อัศวินประจำกลุ่มกบฏ และอีกคนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นโรเดนเวอร์ หัวหน้ากรงเล็บเพลิงฝ่ายกบฏ“ฉันเคยบอกไปชัดแล้วว่าเราจะไม่ยุ่งเรื่องพวกนั้น”“ฉันเข้าใจค่ะ แต่อย่างน้อยคุณควรจะฟัง”“อย่าทำตัวน่ารำคาญให้มาก ทาร์เมา”“ใจเย็นสิ เราแค่ต้องการคุย... ไม่นานหรอก”“พวกแกมาที่นี่เพื่อที่รบกวนพวกเรา และฉันมีสิทธิ์จะไล่ออกไป”บิทเทอพูดเสียงต่ำพร้อมกับเพ่งสายตาคมมองทั้งสาม วางท่าข่มขู่ไม่คิดเปิดทางให้คนนอกเข้ามา พลันทำบุรุษสตรีที่ถ่อมาถึงบ้านปลีกวิเวกจากเมืองใหญ่อดผละออกไม่ได้
สายลมพัดผ่านลูบใบหน้าเปื้อนฝุ่น เลือด และคราบน้ำตา ได้กลิ่นเกสรดอกประกอบใบไม้หญ้า ความอุดมสมบูรณ์ตามฤดูกาลคือสิ่งที่คาเลนสัมผัสได้แม้จะไม่ลืมตา เขาอยากลืมตามองเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว แต่ด้วยเรี่ยวแรงและบาดแผลตามตัว เหมือนถูกร่างกายสั่งว่าควรพักเสีย‘ผมรอด? หรือผมตายแล้วกันแน่?’นั่นคือคำถามดังก้องในหัวตั้งแต่สติเริ่มกลับมา เขายังคงรับรู้ความเจ็บปวดตามตัว แต่มันไม่ได้หนักหนาอย่างที่คิดคาดไว้ มันเบาบางลงมากจนน่าประหลาดใจ แล้วนอกจากความสงสัยซึ่งกำเนิด คงเป็นความกลัวนั่นแลที่กำลังเกาะกินเขากลัวว่าตื่นมาแล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยความสลด อาจเหลือเขาเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต กลัวว่าตื่นมาต้องเจอกับความจริงที่ว่าสูญเสียใครบางคน กลัวต้องเผชิญกับความผิดหวังซึ่งไม่ต้องการเห็น เขากลัวและนึกแม้แต่ว่า...ตื่นมาตนอาจเป็นศิลาคำสาปอย่างข้อตกลงเดียอามาลัมกลายเป็น ศิลาแห่งฟูลเนสศิลาซึ่งโหยหาความสมบูรณ์สงบที่ไม่มีอยู่จริง‘จริงๆ นี่อาจจะเป็นโลกหลังความตายก็ได้’
ตู้ม! พลั่ก!รูปปั้นไซอาร์วาดมือส่งออร่าเวทใส่สองเป้าหมาย บิทเทอไหวตัวหลบ ในขณะที่คาเลนสร้างโล่เงาหวังต้านพลังชะลอเวลา แต่ความพยายามทั้งสองไม่เป็นผล ฉับพลันพวกเขาถูกหยุดการเคลื่อนไหว จังหวะนั้นอดีตเพชฌฆาตละความสนใจจากบิทเทอ สองเท้าวิ่งไปเหวี่ยงหมัดใส่สีข้างคาเลนกระเด็นกลิ้งพื้น จนแผ่นหลังกระแทกผนังกระอักจุก รายต่อไปเป็นบิทเทอที่ถูกไซอาร์ส่งกระแสเวทสีทองผลักล้ม จากนั้นยกร่างเขาลอยกลางอากาศแล้วกระแทกพื้นจนแตกเป็นหลุม“แค่ก! อั่ก! แม่งเอ๊ย...”พระเอกร่างสะบักสะบอมหัวแตกเลือดไหล เขาเดาะลิ้นไม่พอใจหลังหลุดจากพลังชะลอซัสพิช สายตาพลันเหลือบเห็นเพรลคราบศิลากำลังเข้าไปซ้ำคนรักตน เขาไม่รอช้ารีบลุกขึ้นวิ่งตามไป แต่ฝ่ายตรงข้ามเร็วเสียจนความเร็วที่เขาใช้แลอ่อนด้อยเพอร์เซเว่ถึงตัวคาเลนก่อน มือกระชากคอเสื้อชายต่างโลกจนเท้าลอย แล้วฟาดร่างหนุ่มผมดำใส่กำแพงราวกับเขวี้ยงลูกบอล คาเลนไม่ทันตั้งตัวไม่สามารถหนีหรือขัดขืน ตัวเขาร่วงจากผนังลงมาไอเลือดอีกครั้งปัง!บิทเทอทนไม่ได้ จัดการยิงดวงแสงใส่ขาอดีตเพชฌฆาตให้ชะงัก มันหันไปมองเคือง
“มาพิสูจน์กัน ลูกรักของข้า”พลั่ก!ครั้นสิ้นการประกาศกร้าว ร่างโปร่งทั้งสองพลันทรุดฮวบลงไปกับพื้น บิทเทอเงยหน้าขึ้นไม่ทันไร เพรลในคราบศิลาก็พุ่งเข้ามาปล่อยหมัดตรง พระเอกตอบสนองเบี่ยงตัวหลบพร้อมฉวยดาบขาวออกมา เรียกดวงแสงยิงกลับจนเพอร์เซเว่ผงะออกไปทางด้านคาเลนกำลังพะวงสถานการณ์อีกคน พอเบือนมองข้างหน้าจึงพบศิลาไซอาร์สะบัดมือปล่อยออร่าเวทสีทอง ชายหนุ่มจะวิ่งหลบแต่ไม่ทัน ก่อนร่างกายจะถูกชะลอการเคลื่อนไหวแทบหยุดกับที่ เตือนความจำว่านี่คือพลังของไซอาร์ตู้ม! พลั่ก!ระลึกไม่ทันไร ซัสพิชหรือรูปปั้นไซอาร์ใช้กลุ่มพลังเวทกุมร่างคาเลนปาอัดใส่กำแพง สร้างรอยแตกร้าวบนผนังมหาวิหารวงกว้าง ชายผมดำร่วงมาคลานกับพื้นกระอักเลือดออกปาก ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วกลางตัว ทั้งที่เพิ่งเริ่มกลับรู้ชัดว่าใครได้หรือเสียเปรียบ‘ทำไมต้องเป็นสองคนนี้ด้วย!?’“เดียอามาลัม!”เขายันตัวลุกตวาดลั่นอย่างพิโรธ ทุกสิ่งอย่างผิดเพี้ยนไปหมดตั้งแต่หล่อนปรากฏตัว กระนั้นเทพหญิงทรงอำนาจหาได้ทุกข
‘นี่คงเป็นการต่อสู้ที่ผมรู้สึกกลัวที่สุด’กรับ กรับ กรับเสียงฝีเท้าม้ากระทบดินดังหลายคู่ในผืนป่าธาน ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นฤดูกาลอากาศดีที่สุดเหมาะแก่การพักผ่อนยิ่ง สวนกับห้วงเวลาของกลุ่มล่าศิลาเหลือเกิน เกือบตลอดการเดินทางทุกคนนั้นอยู่ในบรรยากาศสงบ และภายใต้ความสงัดนั้นแฝงด้วยความกังวลมหาศาลโดยเฉพาะคาเลน…“คาเลน”“...”“คาเลน แบรนดอน”“...”“ที่รัก”“หะ ฮะ...” คาเลนถึงกับสะดุ้งพลางปรายตามองคนขี่ม้าขนาบข้างด้วยใบหน้าเหลอหลาเลิกคิ้วมึนๆ บิทเทอที่เห็นแบบนั้นก็รับรู้ว่าคนรักตนคงจมไปในความคิดบางอย่าง ซึ่งอาจทั้งรู้ทั้งไม่รู้ในเวลาเดียวกัน ทำได้เพียงคาดเดา “เมื่อกี้เรียกฉันว่าที่รักเหรอ คุณโลฮาส~”คาเลนกลบเกลื่อนท่าทีวิตกด้วยรอยยิ้มบางแฝงทะเล้น แต่นั่นไม่อาจปกปิดความจริงจากสายตาคุณพระเอกได้ กระนั้นเจ้าของผมบลอนด์ขาวก็ไม่ได้ถือโทษ เขาเอื้อมมือไปลูบหูพลางเสนอความเ
ณ ป่าธานช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อวานยามบ่ายแก่ กลุ่มล่าศิลาได้สูญเสียสมาชิกนามว่า ไซอาร์ แม้นสลดแต่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอย่างใด เพราะผู้จากหายบอกกล่าวชัดเจนเสมอมาว่าชีวิตตนนั้นสั้นยาวเท่าไหร่ กระนั้นใช่ว่าจะไม่เหลือบาดแผลไว้ให้ใครสองบุรุษอย่างราวินกับคาเลนแทบสิ้นสติ คนหนึ่งมองเป็นเหมือนน้องชาย อีกคนยึดถือเป็นเจ้านายเหนือหัว ความเศร้าโศกโถมแทรกซึมบรรยากาศสงบที่มีตลอดการเดินทาง แต่นั่นไม่สามารถหยุดยั้งการตามล่าศิลาสุดท้ายครั้งนี้ หนำซ้ำยังเป็นชนวนให้พวกเขาเร่งไปยังจุดหมายกรับ กรับ แซ่ก…เสียงฝีเท้าม้าหลายคู่ผนวกกับเสียงใบไม้กระทบดังเนือง สายตาคาเลนเหม่อมองธรรมชาติรอบตัวอย่างว่างเปล่า ตั้งแต่อยู่โลกนี้ตลอดเวลา 5 ปีจนถึงเมื่อวาน สิ่งที่เขาพอดื่มด่ำกับมันได้คือทิวทัศน์สวยงามอันหาไม่ได้จากโลกปัจจุบัน กระทั่งตอนนี้เขาได้คำตอบว่า...ภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์มันไร้ประโยชน์เหลือเกินทำได้แค่เยียวยาแต่ไม่อาจพาหนีจากความจริง‘มันกำลังกวนประสาท เดียอามาลัม มันเห็นพวกเราเหมือนลูกไก่ในกำมือ คิดว่าจะบีบจนแหลกเมื่อไรก็ได้ตามใจมัน… นัง
“อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านคาเลน”“อรุณสวัสดิ์~ ยินดีต้อนรับกลับ~”เมื่อยามเช้ามาถึงราวิน นั่มนั่ม และเบนจามินก็กลับมายังบ้านแบรนดอน ทั้งสองคนเห็นเจ้าบ้านสวมเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาวดำคล้ายภาพลักษณ์เดิม แต่ที่ต่างออกไปหน่อยคือวันนี้คาเลนปล่อยผมยาวดำ ซึ่งปกติปล่อยทีไรก็บ่นรำคาญ
“คาเลน?”บิทเทอซึ่งนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างเอ่ยเรียกเสียงแหบ สายตาช้อนมองชายผมยาวดำคร่อมบนตัวช่วงหน้าตักอย่างเสน่หา นัยน์ตาสีน้ำตาลเพ่งมองกลับด้วยท่าทางขุ่นเคือง“เมื่อกี้...แฮ่ก กล้ามากที่รุกทีเผลอ”คุณพระเอกมองนิ่งไม่มีท่าสำนึกผิด จากนั้
“จริงๆ แล้วผมแพ้ครับ ท่านคาเลน”ราวินเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่ยังคงร่องรอยความผิดหวังเอาไว้ ถ้าหากเป็นหมาคงเห็นหางกับหูที่ลู่ตกลงหมด คาเลนเลิกคิ้วมองเล็กน้อย พักหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคืออะไร‘ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร’&
รุ่งสางมาถึงในที่สุด ราวินนั่งเอนหลังพิงพนักในห้องรับแขกทั้งคืน รับรู้ได้ทันทีว่าวันใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง อันที่จริงเขาก็ไม่ใช่คนตื่นเช้าหรืออะไร แต่อาจเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ได้หลับเอาแรงไปเยอะแล้วเลยไม่มีอาการง่วงใดๆ“ทำท่าทำทางเหมือนตัวเองเป็นรูปปั้นไปได้&r







