Masuk
เดิมทีโลกใบนี้มีสัตว์อยู่สองประเภท อันได้แก่ สัตว์นักล่าและเหยื่ออย่างสัตว์กินพืช หลายครั้งมนุษย์อาจคิดทะนงว่าตนคือ ‘นักล่า’ ที่เป็นที่สุดเหนือกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกทั้งใบ เพราะมีอารยธรรมกับความฉลาดที่ส่งต่อกันมา มันก็ใช่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่
เพราะในบางครั้งมนุษย์กลับเป็นแค่ ‘เหยื่อ’ ที่รู้จักวิธีปกป้องตัวเองเท่านั้น ไม่ได้วิเศษวิโสและไม่ได้ต่ำต้อย
แต่กับมนุษย์บางคนที่ผ่านการต่อสู้มานาน
วันหนึ่งก็ก้าวข้ามเป็น ‘นักล่าฉกาจ’ ได้เช่นกัน
“เดิมพัน 50 กิลครับ”
ชายหนุ่มในเครื่องแบบฮันเตอร์นามว่า ‘บิทเทอ โลฮาส’ นั่งตรงข้ามหญิงวัยกลางคน ภายในห้องกว้างที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟข้างโต๊ะกับเชิงเทียน ตั้งตามมุมต่างๆ ความสว่างเหล่านั้นสร้างบรรยากาศอบอุ่น แต่ขณะเดียวกันเงามืดก็ทำให้บางจุดแลดูน่ากลัว
ท่ามกลางพื้นที่อบอวลกลิ่นอายสงบยามดึกนี้ ปรากฏเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสทอดมองรอรับคำตอบจากคู่สนทนา
“เดิมพันสูงเหมือนเดิมเลย ไม่กลัวตายเหรอ?”
เสียงโทนต่ำตอบกลับพลางหัวเราะในลำคอ หญิงคนนี้คือ ‘ยานรัม ฮิลล์’ ทำหน้าที่บันทึกภารกิจฮันเตอร์ที่เข้ามารับงานต่างๆ ทางด้านบิทเทอได้ยินเช่นนั้น พลันเสสายตามองหน้าต่างบานกว้างด้วยท่าทีเฉยเมย จากนั้นตอบเสียงเฉื่อยหน่าย
“ไม่กลัว”
“ปล่อยวางเรื่องล่าฆ่าฟันไม่ได้เลยล่ะสิ”
“คงอย่างงั้นครับ”
ในสายตาที่มองออกนอกหน้าต่างนั้น มีสิ่งหนึ่งกำลังปรากฏ นั่นคือความต้องการชายคนนี้ที่มักโหยหามันเสมอ โหยหาเสียจนบางครั้งก็แอบพิกลใจตนเอง
“ยังหนุ่มยังแน่นอย่างนายเนี่ย ถึงไม่ตายง่ายๆ ก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”
เธอยิ้มกว้างพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะชอบใจเบา ในฐานะผู้รับรู้กิจวัตร ฮันเตอร์คนนี้เป็นอย่างดี จึงไม่ยากที่จะเดาออกว่าเขาคิดจะทำอะไรต่อไป บิทเทอยกมุมปากส่งให้ในช่วงเวลาสั้นๆ อาจเป็นเพราะอำนาจแสงที่ไม่มากพอ ทำให้ยานรัมไม่เห็นชัดว่าเขาเผยรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน
“งั้นขอตัวก่อน”
ร่างโปร่งในชุดดำไม่คอยท่า กล่าวลาคนตรงหน้าหวังดำเนิน ‘กิจวัตร’ ต่อ
“โชคดีล่ะ คุณฮันเตอร์”
เธออวยพรพร้อมเท้าคางส่งยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง จนเมื่อเขาก้าวออกจากสำนักงานก็ตรงไปยังอีกสถานที่หนึ่งทันที โดยตั้งเป้าหมายยึดมั่นเอาไว้ในอก เท้าย่างเดินบนพื้นอิฐผ่านบ้านเมืองที่มีแสงเพลิงส่องจากเสาไฟข้างทาง หรือไม่ก็จำพวกตะเกียงห้อยตามหน้าบ้านเป็นหย่อมๆ
มีสิ่งหนึ่งที่เขาตามหามาตลอด แต่เขาก็อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร เขาไม่เคยคิดจะล้มเลิกแม้ไม่เข้าใจการกระทำตน กลับรู้สึกกระชุ่มกระชวยทุกครั้งที่เห็นความตายอยู่ตรงหน้า ราวกับว่าบางสิ่งทำให้หัวใจอบอุ่นอีกครั้ง เหมือนมันกำลังกลับมา
แต่สุดท้ายมันก็อยู่ได้ไม่นาน
อยากมาก อยากได้อีก
ขอมันได้ไหม? ขอเข่นฆ่าเดรัจฉานพวกนั้น
ใบหน้าคมคายผิวขาวกระจ่าง ดวงตาสีฟ้ามองตรงไปตามทางเดินแคบ เส้นผมบลอนด์ขาวสั่นไหวตามแรงลมพัดผ่าน จากสีหน้าเรียบนิ่งยากจะคาดเดาก็ผันเปลี่ยนไป มุมปากปรากฏรอยยิ้มอ่อนหลังจากที่ครุ่นคิดในหัวตัวเองมานานพักใหญ่
“ขอให้ครั้งนี้ไม่น่าผิดหวังแล้วกัน”
‘ทำไมฉันต้องมาตามคนหัวแข็งนั่นเวล่ำเวลาแบบนี้ด้วยเนี่ย~’
ชายร่างสูงผมยาวดำผู้เป็นเจ้าของความคิดเดินไปตามซอยเปลี่ยว เพราะด้วยเวลาที่เข้าสู่ยามวิกาลจึงมีชาวเมืองไม่กี่คนสัญจรผ่าน เขาชะงักฝีเท้าก่อนเปลี่ยนทางกะทันหัน แต่ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงบางอย่างเล็ดลอดเข้าโสตประสาท ด้วยความสงสัยจึงเลี้ยวเดินเข้าไปในตรอกเล็กระหว่างซอยทันที
‘เสียงร้อง?’
ในใจของเขามีเพียงคำถามหนึ่งเดียว สายตายังคงมองตามทางด้านหน้าอย่างสงสัย มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเพราะอากาศที่หนาวเย็น ดวงตาหรี่เพ่งมองผนวกกับคิ้วเรียวเริ่มขมวดเป็นปม
ฉึก ...แผละ
เพียงแค่เสียงก็ทำใจร่วงไปถึงตาตุ่มได้ เหมือนบางอย่างกำลังต่อสู้ตรงหัวมุมตรอกอย่างหิวกระหาย สองเท้าหยุดลงที่ทางแยก สายตามองไปยังกำแพงเบื้องหน้ามีเงาไหววูบไปมา ไม่นานร่างสูงก็เลือกจะเบียดตัวเองขนาบกลืนไปกับกำแพงเพื่อชำเลืองมองสถานการณ์อยู่ห่างๆ แทน
สิ่งแรกที่แสดงตรงหน้าคือชายสวมชุดดำคลุมยาวถึงเข่าพุ่งโจมตีบางอย่างไม่ปรานี มือขวาถือครองดาบยาวตวัดหวดฟาดฟันต่อเนื่อง เสียงโลหะคมปะทะกันพักหนึ่ง ก่อนฮันเตอร์หนุ่มจะปัดป้องอาวุธศัตรูตัวสูงผิดธรรมชาติ พอได้จังหวะก็กะซวกกลางท้องงัดขึ้นจนโลหิตทะลักมหาศาล
‘เห็นกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่าหมอนี่มันบ้าเลือดชะมัด’
‘แต่…ช่างเถอะ นั่นก็เป็นนิสัยที่ฉันสนใจด้วยสิ~’
ครั้นศัตรูสิ้นฤทธิ์จึงดึงดาบออก ร่างสัตว์ประหลาดแทบไม่ต่างจากมนุษย์ล้มลงไปกองกับพื้นอิฐ ไม่นานโลหิตก็ไหลนองเป็นแอ่งกว้างส่งกลิ่นเน่า โดยคนสังหารคือ บิทเทอ โลฮาส
“ไม่เมื่อยรึไง”
เสียงเข้มของฮันเตอร์หนุ่มกล่าวถาม ในขณะที่ดวงตาสีฟ้าเรียวชำเลืองชมเชยผลงานตน
“มองตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่เมื่อยรึไง แกน่ะ...”
ชายผมยาวดำที่แอบลอบมองอยู่สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายซึ่งเพิ่งต่อสู้เสร็จกลับรับรู้ตัวตนเขาได้เร็วจนน่าประหลาด “แสดงตัออกมา” โทนเสียงเยือกเย็นนั้นทำเอาคนถูกจับได้แอบใจหวิว เพราะดูจากสภาพแล้วก็อดกังวลไม่ได้ว่าคนที่เพิ่งจัดการสัตว์ประหลาดจะหันมาเชือดเขาทิ้งด้วยไหมหนอ
“...”
เขาก้าวออกมาจากมุมกำแพงช้าๆ มือทั้งสองดึงออกจากกระเป๋าเสื้อ ยกขึ้นไพล่ไว้หลังศีรษะ ท่าทางปราศจากความยำเกรง รวมถึงใบหน้ายังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม
‘ตื่นเต้นชะมัด โดนจับได้แล้ววุ้ย~’
“มีเหตุอะไรที่มายุ่มย่ามย่านนี้”
ฮันเตอร์กล่าวพลางเลื่อนสายตามองชายนิ่งเงียบ “คุณใช่ไหม?” ก่อนอีกฝ่ายจะเริ่มปริปากพูดพร้อมทั้งรอยยิ้มแฝงเล่ห์เหลี่ยม
“?”
บิทเทอขานในลำคออย่างสงสัย ยิ่งเห็นอีกฝ่ายพึงพอใจต่อปฏิกิริยาเขาแล้ว ฮันเตอร์กลับยิ่งสงสัยกว่าเก่าในการมีตัวตนของชายแปลกหน้าคนนี้ “นักล่าเสพติดภูต” ฉายาเจ้าของผมบลอนด์ขาวถูกเอ่ยออกมา เขายังคงท่าทีเรียบนิ่งก่อนจะหรี่ตามองพร้อมคาดคั้นคนตรงหน้า
“แกเป็นใคร”
ในทีแรกนักล่าแสนดุดันอาบกลิ่นคาวเลือดแลดูไม่สนใจเขาเท่าไรนัก แต่ตอนนี้สายตาสีฟ้าคู่นั้นไม่อาจละจากหนุ่มผมยาวดำคนนี้ได้เลย ไหนจะรอยยิ้มที่แม้มีเสน่ห์สำหรับใครทั้งหลาย แต่ในสายตานักล่าอย่างเขาแล้ว มันคือคนปลิ้นปล้อนไม่น่าไว้ใจแม้แต่น้อย
‘ชักตื่นเต้นแล้วสิ~’
ชายผมยาวคิดแล้วเอ่ยต่อ “นักล่าชื่อดังอย่างคุณ ทำไมผมจะไม่รู้จักล่ะ”
“ต้องการอะไร”
“คุณก็รู้ว่าผมต้องการอะไร จำไม่ได้เหรอ? เราเพิ่งจะเจอกันเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนะ” ฮันเตอร์ชายเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้วเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาถอนหายใจพร้อมหันหลังเดินออกไปอย่างไม่แยแส คนยกมือไพล่ไว้หลังหัวมองเก้อแล้วเรียกไว้ทันที
“เดี๋ยวสิ!”
“อะไรอีก ถ้าไม่มีธุระก็อย่ามาเซ้าซี้”
“จำฉันไม่ได้จริงเหรอ?”
“จำอะไร? ฉันไม่เคยรู้จักคนแบบนาย”
‘ไอ้เวรนี้ ยังจะมาเป็นไม่รู้ไม่ชี้หน้าตาเฉยอีก’
“อา...ช่างเถอะ” ชายหนุ่มผมยาวดำลดมือลงจัดการตัดบทซะเอง นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องมองคนเป็นฮันเตอร์อย่างมีเลศนัย แต่เมื่อบิทเทอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล่าวอะไรต่อก็หันหลังเดินออกห่างไปเช่นเดิม
‘ก็พอรู้หรอกว่าไอ้เวรนี่กะเมินฉันลูกเดียว แต่แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? ถึงขั้นทำเป็นไม่เคยเห็นหน้ากันเลยเนี่ยนะ แม่ง...กวนใจชะมัด’
“เฮ้!”
บิทเทอเดินออกไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกเรียกไว้อีกครั้ง ฮันเตอร์หนุ่มพรูลมหายใจก่อนเหลียวกลับไปมอง ก็เห็นอีกคนยืนส่งยิ้มค้างพร้อมกับชูนิ้วกลางให้อย่างโจ่งแจ้ง
‘พระเอกก็พระเอกเถอะ! ช่วยกวนตีนให้มันน้อยๆ หน่อยดิ๊!’
“...”“...”“คิดว่ายังไงบ้าง”คาเลนถามหาความเห็นขณะใช้ช้อนตักเนื้อกระป๋องเข้าปาก ใบหน้าเห่อแดงเพราะอากาศหนาวเย็นลงไปหลายองศา หลังจากได้ฟังเรื่องราวระหว่างคาเลนเดินทางคนเดียว ทางด้านรานนามิดกับไซอาร์ก็มองคนเล่านิ่งค้าง รับทราบเหตุการณ์ที่ถูกเพรลามิสต์ติดตาม ฆ่าภูตด้วยระดับพลังมหาศาล ทั้งยังเป็นลูกรัก หรือแม้แต่ชักชวนคาเลนเข้าไปเป็นพรรคพวกอีกต่างหากแต่มีเรื่องเดียวที่เขาไม่ได้เล่าไป นั่นคือความหลังแสนรันทดอัศวินคนนั้นทั้งสองคนฟังต่างฝ่ายต่างใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนลาสต์บอสจะกอดอกจับปลายคางตนเอง “ตอนนี้เขาอยู่แถวนี้รึเปล่าครับ?” คาเลนได้ยินแบบนั้นจึงมองซ้ายมองขวา แล้วยักไหล่อย่างไม่คิดมาก“ไม่แน่ใจ แต่ฉันคิดว่าหมอนั่นไม่น่าอยู่หรอก”“ทำไมแน่ใจล่ะครับ?”“พอคุยกันคืนนั้นเสร็จ เช้าวันต่อมาก็หายหัวไปเลยน่ะสิ ไม่ได้ยินเสียงหรือเจอร่องรอยอะไรเลย” คาเลนอธิบายให้อีกสองคนโล่งใจ แต่ก่อนจะตักเนื้อเข้าปากอีกคำก็นึกบางอย่างขึ้นได้ “อืม… ลืมไปเลย ทั้งสองคนเคยรู้จักเพรลไหม? หรือเคยเจอรึเปล่า?”“ไม่นะครับ”
***เนื้อหาตอนนี้มีความรุนแรงสูงและกล่าวถึงความรุนแรงทางเพศ การบังคับข่มขืน พฤติกรรมไม่เหมาะสม นักอ่านโปรดมีวิจารณญาณในการอ่านเป็นอย่างยิ่งแสดงสปอยล์TW :: Mentioned rape (มีการกล่าวถึงการข่มขืน) / Torture (การทารุณกรรม) / Sadism (เกิดความต้องการเพศเมื่อเห็นผู้อื่นเจ็บปวด)“คุณวสันต์”“...”“คุณวสันต์ครับ?”“หื้อ? มีอะไร?”คาเลนปรายตามองตามเสียงก็พบกับบุรุษผู้มีดวงตาขวาเป็นศิลา ไม่ใช่ใครไหนไกลแต่เป็นไซอาร์ที่มองมาด้วยสีหน้าเป็นห่วงและกังวลอย่างยิ่ง ตอนนี้ทั้งสองเดินตามคาเลนมาจนเจอในที่สุด แม้จะใช้เวลาไปบ้างแต่ก็ดี
‘เมื่อไรไซอาร์กับรานนามิดจะมาเนี่ย…’ฟู่ว…คาเลนพ่นลมหายใจเป็นไอควันพลางนึกตั้งคำถามถึงเพื่อนร่วมทาง อดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาตามมาถึงไหนแล้ว ใกล้หรือไกล แต่ขณะนั้นหว่างคิ้วกลับต้องย่นจรด เพราะเสียงสดใสหนึ่งแทรกขัดกระแสความคิด“ทำหน้าเครียดเชียวนะครับ”เขาหันมองไปก็เจอกับเพรลามิสต์ ชายหนุ่มที่เพิ่งเจอไปเมื่อไม่กี่วันก่อน‘หมอนี่อีกแล้ว…’เจ้าของผมดำอดถอนหายใจไม่ได้ รู้สึกเหม็นเบื่อขี้หน้าชายคนนี้พิกล เหตุผลมาจากอีกฝ่ายที่เอาแต่ตามเขาทั้งวี่ทั้งวันเหมือนสตอล์กเกอร์ ต่างนิดหน่อยคือไม่คิดจะปกปิดตัวตนแม้แต่น้อย บางครั้งเดินข้างๆ แล้วชวนคุยไปด้วย บางครั้งก็ตามอยู่ห่างๆ เท่านั้นแน่นอนว่าพฤติกรรมชายคนนี้ทำเขารู้สึกขนลุกขนชัน รอยยิ้มหวาน นัยน์ตาสีแอเมทิสต์คล้ายอัญมณี เส้นผมบลอนด์สว่าง ท่าทางหนักแน่นและคล่องแคล่ว หากใครหลายคนพบเข้า ไม่ว่าจะเพศไหนคงมีอันต้องเผลอเหลียวมองตามบ้าง (สวยสะดุดตาเกิ๊น)“แกต้องการอะไร เพรลามิสต์”‘ถึงผมจะรู้สึกว่าหมอนี่หน้าต
‘เมื่อไรไซอาร์กับรานนามิดจะมาเนี่ย…’ฟู่ว…คาเลนพ่นลมหายใจเป็นไอควันพลางนึกตั้งคำถามถึงเพื่อนร่วมทาง อดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาตามมาถึงไหนแล้ว ใกล้หรือไกล แต่ขณะนั้นหว่างคิ้วกลับต้องย่นจรด เพราะเสียงสดใสหนึ่งแทรกขัดกระแสความคิด“ทำหน้าเครียดเชียวนะครับ”เขาหันมองไปก็เจอกับเพรลามิสต์ ชายหนุ่มที่เพิ่งเจอไปเมื่อไม่กี่วันก่อน‘หมอนี่อีกแล้ว…’เจ้าของผมดำอดถอนหายใจไม่ได้ รู้สึกเหม็นเบื่อขี้หน้าชายคนนี้พิกล เหตุผลมาจากอีกฝ่ายที่เอาแต่ตามเขาทั้งวี่ทั้งวันเหมือนสตอล์กเกอร์ ต่างนิดหน่อยคือไม่คิดจะปกปิดตัวตนแม้แต่น้อย บางครั้งเดินข้างๆ แล้วชวนคุยไปด้วย บางครั้งก็ตามอยู่ห่างๆ เท่านั้นแน่นอนว่าพฤติกรรมชายคนนี้ทำเขารู้สึกขนลุกขนชัน รอยยิ้มหวาน นัยน์ตาสีแอเมทิสต์คล้ายอัญมณี เส้นผมบลอนด์สว่าง ท่าทางหนักแน่นและคล่องแคล่ว หากใครหลายคนพบเข้า ไม่ว่าจะเพศไหนคงมีอันต้องเผลอเหลียวมองตามบ้าง (สวยสะดุดตาเกิ๊น)“แกต้องการอะไร เพรลามิสต์”‘ถึงผมจะรู้สึกว่าหมอนี่หน้าตาดี แต่ก็เปลี่
สวบ... สวบ...ในป่าธานยามเช้าตรู่อันหนาวเหน็บ ปรากฏร่างสูงสาวเท้าบนพื้นหิมะ ทุกฝีก้าวเกิดร่องหลุมผนวกกับเสียงดังสวบสาบ แต่นอกเหนือจากชายหนุ่มก็ยังมีร็อตไวเลอร์กระโดดโลดเต้นใส่ผืนเกล็ดน้ำแข็งเป็นฉากหลัง เจ้านายสุนัขซึ่งเดินนำไม่ได้แยแสหรือเหลียวหลังไปมองนัยน์ตาสีมรกตสำรวจป่าพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาหลุบมองร่างในอ้อมแขนที่ตนอุ้มอยู่ นั่นคือเบนจามิน เธอหลับสนิทราวกับเด็กน้อยขดอยู่ใต้ผ้าห่มหนานุ่มบนเตียงอุ่นๆ อัศวินชำเลืองใบหน้าหญิงสาวอย่างพินิจ สังเกตออกว่าขอบตาบวมและข้อนิ้วมือสองข้างมีรอยแผลถลอกเลือดซึม“...”“เธอเป็นอะไร”“ไม่ตายครับ”เมื่อเดินมาถึงจุดค้างแรมก็ถูกยิงคำถามทันที ราวินตอบสั้นๆ ง่ายๆ แล้ววางร่างบางพิงกับต้นไม้บริเวณใกล้เคียงกองไฟ พอจัดท่าทางอีกฝ่ายเสร็จจึงนั่งลงข้างๆ คนหลับลึก“...”“...”ไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างฮันเตอร์กับอัศวิน หากว่าเป็นก่อนหน้านี้… ก่อนที่จะได้รู้ว่าราวินนั้นเป็นสายให้กับไซอาร์ เขาคงร่วมทางและสนทนากับเจ้าของใบหน้านิ่งเป็นรูปปั้นได้อย่างไม่เป็นปัญหา และไว้วางใจอีกฝ่
แสดงสปอยล์ TW :: Suicide thought (ความคิดจะฆ่าตัวตาย) / Attempted suicide (มีความพยายามฆ่าตัวตาย) / Starvation (ความหิวโหย) / Depression (อาการซึมเศร้า) เจ้าช่างเขลาที่เอาแต่ตามมนุษย์พวกนั้นต้อยๆมันไม่แม้แต่เฉลียวใจคิดถึงคุณค่าในตัวเจ้าเสียด้วยซ้ำเป็นเทพอย่างข้าเสียเองที่รู้ว่าเจ้าประเสริฐเพียงใดจำไว้ซะ มนุษย์น่ะโหดร้ายเสียยิ่งกว่าเทพอย่างข้าเป็นไหนๆ‘หุบปากซะ เดียอามาลัม’ยามรุ่งอรุณมาถึง เปลือกตาจึงค่อยๆ เลื่อนเปิดเผยอดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อน เธอหันมองรอบข้างพบว่าบิทเทอกับราวินกำลังเตรียมตัวจะเดินทางต่อ พวกเขาเอาแต่จดจ่อสิ่งที่ตัวเองต้องทำ จึงไม่มีใครสนใจเธอนัก มีเพียงเจ้านั่มนั่มเท่านั้นที่มานั่งเฝ้ากระทั่งเธอตื่น เบนจามินยิ้มบางๆ พร้อมกับยื่นมือไปลูบร็อตไวเลอร์“หน้าเซ่อเหมือนเดิมเลยนะ”“ปากหมา ยัยเบนเจ
เฮือก!?คาเลนสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมหอบหายใจหนัก มือทั้งสองข้างวางกุมไว้กลางอกแล้วเปลี่ยนมาบีบนวดขมับอย่างปวดจิต ก่อนหน้าที่จะตื่นจากห้วงนิทราเขาได้เห็นความทรงจำของเด็กชายผู้ซึ่งตกเป็นเชลยเรคินในช่วงสงคราม ‘ฟอร์เบส’ นั่นคือชื่อของเขาและบางทีอาจเป็นชื่อจริงของศ
“ฮึก…ฮือ”เสียงสะอึกสะอื้นดังเข้าในโสตประสาทก่อนเปลือกตาจะทันได้เปิด สิ่งที่เขาได้ยินคงเป็นเสียงเด็กน้อยร้องห่มร้องไห้กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เกิดความรู้สึกสงสัยว่าต้นตอมาจากไหนจึงลืมตาหันมองรอบข้าง พบว่าเกิดจากเงาดำที่ยืนตรงข้ามห่างออกไป ใช้มือเล็กๆ ปาดน้ำ
เช้าตรู่วันต่อมาต้อนรับนักเดินทางทั้งสี่คนกับสุนัขอีกหนึ่งตัว ด้วยอากาศหนาวเย็นมาในรูปแบบหมอกจางปกคลุมไปทั่วป่าดิบชื้น บริเวณที่พวกเขาพักนั้นเป็นลานดินกว้างมีกองไฟตั้งกลางวงคอยให้ความอบอุ่น ตรงหน้าแหล่งแสงปรากฏราวินนั่งสงบนิ่งโดยข้างๆ คือเจ้าร็อตไวเลอร์ขดตัวนอน ส่วนบิทเทอก็หลับอยู่ฝ
“บิทเทอ อะ…รัดแน่นชะมัด ฉันขยับไม่ได้”คาเลนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอึกอักพลางกัดฟันแน่นกรอด ชายหนุ่มพยายามจะเขยื้อนกายอย่างยากลำบาก เหตุเพราะตอนนี้ทั่วทั้งตัวถูกเถาวัลย์พันธนาการในท่านอนตะแคงกับพื้นดินคล้ำ แขนซ้ายไพล่หลัง ส่วนแขนขวาแนบไปข้างลำตัว ไหนจะขาทั้งสองข้างที่แนบชิดแน่





![Boylove the Serise|ดื่มด่ำค่ำคืนอันเร่าร้อน [YAOI] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

