LOGIN‘แรกเริ่มเดิมที ผมไม่ใช่สตอล์กเกอร์ตามติดชีวิตพระเอกในนิยายหรอก ไม่ใช่และไม่มีทางเป็นพวกน่าขนลุกแบบนั้นด้วย แต่จุดเริ่มต้นมาจากตรงนี้ต่างหาก...’
“สวัสดีครับ~ สวัสดีทุกคน~”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมโค้ทน้ำตาลยาวกล่าวทักทายอย่างแจ่มใส เขาส่งยิ้มให้กับกล้องจำนวนมากไม่ต่างจากพวกดารานักแสดง มือข้างหนึ่งยกขึ้นโบกให้เหล่าแฟนคลับที่มายืนรอตามทางกั้น โดยรอบๆ ตัวเขาต่างมีชายสวมชุดสูทดำเดินคุ้มกันให้
แน่นอนว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญอย่างลูกทนายความ และเป็นคนดังในโลกโซเชียลอีกต่างหาก บางทีอาจเป็นเพราะด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา หรือไม่ก็เพราะความอัธยาศัยดีเลยได้ชื่อเสียงกับแรงอวยมหาศาล
“เฮ้ย! ไอ้หมอนั่นลอดเข้าไป!”
สตาฟตะโกนขึ้นเมื่อมีคนหลุดไปตรงทางเดิน ชายสวมฮู้ดซึ่งลอดเข้ามาถือมีดตรงไปหวังแทงปลิดชีวิตเป้าหมาย แต่ชั่วขณะชายสูทดำที่คุ้มกันหลังก็หันกลับไปจับข้อมือไว้ได้ทัน แล้วยกเท้ายันเข่าจนคนปองร้ายล้มลงกองกับพื้น
“เกือบไปแล้วเชียว”
เขาถอนหายใจพูดด้วยท่าทางเอือมระอา
‘ก่อนหน้าจะมาถึงจุดนี้ ผมไม่ใช่คนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้มาแต่แรก แต่เป็นโลกยุคปัจจุบัน 20XX ผมก็แค่ชายโสดอายุ 32 ปี ทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้ไอ้ลูกคุณหนูบ้านรวยคนหนึ่งที่ต่างประเทศ มีทักษะการต่อสู้ที่จัดว่าดีเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ต้องมาตายเพราะพิษจากโรคระบาดยุคนั้น’
“ผมจะไม่รอดใช่ไหม? คุณยมบาล”
ชายหนุ่มนอนราบบนเตียงในห้องพิเศษโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง น้ำเสียงเขานั้นเรียบนิ่งอย่างกับคนหมดอาลัยตายอยาก หญิงสาวสวมชุดขาวตามเครื่องแบบพยาบาลยืนจัดแจงของต่างๆ ไม่ห่าง เธอผงะไปชั่วครู่ก่อนจะหันมาตอบ
“ฉันพยาบาลค่ะ”
ชายหนุ่มได้ยินคำตอบแบบนั้นก็ถึงกับหัวเราะเบา “อย่าทำหน้าเครียดสิครับ แค่หยอกเองหน่า~ คุณพยาบาล~” เธอส่ายหน้าอ่อนเล็กน้อยก่อนตอบกลับด้วยท่าทางจริงจัง
“เราจะทำการรักษาคุณให้เต็มที่ค่ะ เพราะงั้นไม่ต้องห่วง”
‘ผมได้กลับมาที่ประเทศบ้านเกิดและช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ลาจากโลกไปแบบเงียบเหงา ไม่มีใครมาเยี่ยมแม้แต่เพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง แต่นั่นไม่แปลกหรอก เพราะว่าทุกคนน่ะไม่ตายไปก็ป่วยเหมือนผม’
‘นั่นคือจุดจบของผมในโลกก่อนหน้า...’
‘แต่เหมือนว่าผมจะยังใช้ชีวิตไม่คุ้มแฮะ’
ทุกอย่างมืดไปนานพักใหญ่จนพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป ชายหนุ่มมองรอบๆ เห็นว่าเป็นห้องนอนธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ ข้าวของต่างๆ มีเยอะมากจนดูรกไปหน่อย อย่างกับว่าที่นี่มีคนอาศัยอยู่มาอย่างยาวนาน
‘ที่นี่มัน...ที่นี่ไหนวะ!?’
เครื่องหมายคำถามลอยเด่นอยู่เหนือหัว ก่อนเขาจะเหลียวไปข้างๆ ก็พบกระจกบานยาวที่เห็นทั้งตัว สายตามองเข้าไปพบชายผมยาวดำสวมเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาวดำสะท้อนกลับมา เขาลองขยับตัวนิดๆ หน่อยๆ ด้วยความงวยงง และแน่นอนว่าภาพเงาในนั้นขยับตาม
มือเสยผมยาวขึ้นพร้อมเก๊กหน้าหล่อใส่ เปลี่ยนมาจับคางกระตุกยิ้มกระชากใจ ปิดท้ายด้วยขยิบตาขวาก่อนจะชะงักไป
‘เวร... มัวแต่เล่น ว่าแต่ตรูมาอยู่ในร่างไอ้หล่อที่ไหนวะเนี่ย?’
“ลูก วันนี้พ่อต้องออกไปส่งต้นฉบั—”
ชายสวมแว่นคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาถึงกับนิ่งค้างไปทันที ครั้นเจอลูกชายตนกำลังเก๊กหน้าใส่กระจกอยู่ และดูเหมือนว่าจะทำมาพักหนึ่งแล้วด้วย แต่คนที่ตกใจไม่ได้มีแค่ผู้มาเยือน ตัวเขาเองก็เช่นกัน
“เอ่อ… ทำไมไม่เคาะประตู…ครับ?”
“โทษที ไม่ใช่สิ! แกเป็นใครเนี่ย!?”
‘ฉิบหายล่ะ!’
“ผมก็ลูกคุณไง”
“ลูกฉันไม่พูดสุภาพโว้ย! ไอ้ตัวปลอม!”
‘ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่รอด แต่พอโดนจับมาสอบสวนเลยถือโอกาสเล่าทุกอย่างไปตามความจริงแบบคร่าวๆ ยังไงก็ไม่ถึงกับบอกว่ามาจากโลกอื่นหรอก เพราะดูจากสภาพแวดล้อมกับการแต่งกายแล้ว นี่ไม่น่าใช่ยุคสมัยที่ศิวิไลซ์ทางด้านเทคโนโลยี คงเต็มไปด้วยความเชื่อศาสนา (เดาล้วนๆ) ’
‘เพราะงั้นการบอกว่าเป็นคนจากต่างมิติต่างโลก แน่นอนว่ามันออกจะเชื่อยากแล้วเสี่ยงโดนใส่ร้ายเป็นพ่อมดแม่มดอะไรพวกนั้น แบบ...เหมือนกับในหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศพวกนั้นอะแหละ’
“สรุปแล้ว คุณตื่นมาก็มาอยู่ที่นี่ในร่างนี้แล้วสินะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าตอบกลับไปรัวๆ หลังจากพยายามอธิบายให้เข้าใจง่าย ที่สำคัญคือไม่ล่อแหลมที่จะถูกหาว่าบ้ามากที่สุด คนตรงหน้าซึ่งคาดว่าเป็นพ่อเจ้าของร่างนี้นั่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกลอกตากลับมามองเขาแล้วถามอย่างจับผิด
“นี่ลูกคงไม่ได้แกล้งเล่น เพราะอยากให้พ่อคิดพล็อตนิยายเรื่องใหม่หรอกใช่ไหม?”
‘พูดอะไรวะครับพ่อ’ คนถูกถามคิดในใจพลางยิ้มค้างไปครู่หนึ่ง
“ลูกคุณเป็นคนแบบไหนเนี่ย?”
“แปลกพอๆ กับคุณนั่นแหละ แต่ก็ไม่คนที่แย่อะไร”
“งั้นเหรอครับ”
‘โอเค ลูกเขาต้องเป็นคนที่แย่ถึงขนาดเทียบกับผมได้’
ณ ตอนนี้ทั้งสองพ่อลูก (ปลอม) นั่งอยู่ในห้องรับแขกกว้างขนาดกลางๆ ท่าทางอีกฝ่ายดูเหมือนว่าจะไม่ได้ต่อต้านและไม่ได้หาว่าเขาบ้าอะไร เหตุที่ยอมรับฟังอาจเป็นเพราะนี่เป็นร่างของลูกเขา ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังคิดว่าจะเอายังไงต่อก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“คุณพอจะบอกอะไรเกี่ยวกับลูกคุณได้ไหม?”
อีกฝ่ายชายหางตามองแล้วตอบกลับ “ลูกฉันชื่อ ‘คาเลน แบรนดอน’ อายุประมาณ...เอ่อ สัก 20 ปีได้มั้ง ตอนนี้กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่”
‘ไม่ ไม่ ไม่! จะมาอยู่ร่างคนอื่นทั้งทีทำไมต้องได้เรียนอีกเนี่ยนะ! บ้าไปแล้วรึไง!?’
“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”
“ครับ สบายมากครับ~”
ชายต่างโลกในร่างคนแปลกหน้าตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม (ขมขื่น) แต่ขณะเดียวกันสีหน้ากลับตึงสุดๆ เพราะจากนี้ไปเขาจะต้องหาทางใช้ชีวิตในโลกนี้ให้ได้ซะแล้ว โลกที่เขาไม่รู้จักแล้วยังได้มาอยู่ร่างลูกของนักเขียนที่ไหนก็ไม่รู้อีกต่างหาก
ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ใช้ชีวิตในฐานะคาเลนมาเป็นเวลา 5 ปี โดยพักอาศัยอยู่กับ ‘คาเบิล แบรนดอน’ ซึ่งเป็นพ่อเจ้าของร่างนี้เอง แม้ว่าเขาจะอยู่ที่นี่จนเคยชินมากแล้ว แต่ก็ยังหาความจริงเกี่ยวกับเหตุผลที่เขาหลุดมายังโลกนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ช่าง มีสิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มแน่ใจดีเลยคือ…
‘นี่มันโลกนิยายแน่ๆ!’
ชายหนุ่มนึกคิดพร้อมกับทิ้งตัวนอนลงบนเตียงกว้าง ‘ผมจำได้ว่าคาเบิล แบรนดอนเป็นหนึ่งในตัวละครลับจากนิยายเรื่อง ‘นักล่าสาปบาป’ เป็นเรื่องที่อ่านนานแล้วแถมอ่านไม่จบด้วย’
‘เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือพระเอกเป็นฮันเตอร์มากฝีมือมีอาการเสพติดการล่าภูต แต่เขาไม่ได้พยายามจะหาทางรักษานิสัยเสพติดแปลกๆ นี้หรอก กลับกัน สิ่งที่เขาอยากรักษาคือคำสาปที่อยู่ในตัวเขาเองต่างหาก ตอนจบยังไม่ทราบเพราะผมอ่านไม่ถึง แล้วก็ชัดเลยว่ายุคนี้มีเทคโนโลยีล้ำๆ เต็มไปหมด ผมเพิ่งเห็นจรวดบินผ่านไปด้วยเมื่อกี้ (ประชด) ’
‘เอาล่ะ ชีวิตฉิบหายกว่าเดิมแล้วค้าบท่าน~’
ก๊อกๆ ๆ ๆ
“นี่ ออกมาคุยด้วยหน่อย”
เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงพ่อกล่าวเรียก ตอนนี้เขาเผลอคิดด้วยซ้ำว่าตนเป็นลูกของชายคนนี้ไปแล้วจริงๆ คาเลนยันตัวลุกเดินออกจากห้องไปหาคาเบิลที่ชั้นล่าง เขานั่งลงบนโซฟาตรงข้ามชายวัยกลางคนสวมแว่นกรอบบางในห้องรับแขก จากนั้นเป็นฝ่ายออกปากถามธุระก่อนทันที
“มีอะไรเหรอ?”
“วันนี้นายช่วยไปชวนฮันเตอร์คนหนึ่งมาเจอฉันหน่อย”
“ใคร?”
“บิทเทอ โลฮาส”
‘แค่พูดถึงชื่อนั้นก็ขนลุกแล้วนะเนี่ย ชื่อของคุณพระเอกพูดน้อยต่อยหนักคนนั้น’
“คุณเป็นนักเขียนไม่ใช่เหรอ มีเหตุผลปริศนาซ่อนเงื่อนอะไรถึงได้ต้องคุยมากับฮันเตอร์กันเนี่ย?”
“เขาก็แค่มีส่วนช่วยในงานของฉันน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
‘เท่าที่จำได้ในช่วงต้นเนื้อเรื่อง พระเอกกับคาเบิลไม่ได้เจอกันช่วงนี้หนิ เดี๋ยวสิ...ถ้านี้เป็นโลกเป็นนิยายจริง ตอนนี้เนื้อเรื่องมันถึงไหนแล้ววะเนี่ย ...ช่างเถอะ’
‘บางทีถ้าไปเจอพระเอกกับตัวอาจจะได้รู้อะไรดีๆ ก็ได้’
“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวจะลองไปชวนดู”
ชายหนุ่มตกปากรับคำไปแล้ว พอถึงช่วงเย็นวันนั้นเขาก็ออกจากบ้านเดินทางไปยังเขตที่บิทเทอน่าจะเป็นคนรับผิดชอบ ฝีเท้าย่างสวนกับผู้คนจัดการกิจวัตรตนเอง ภาพเหล่านี้เคยแปลกตาสำหรับเขาเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นบรรยากาศที่คุ้นชินไปเสียแล้ว นัยน์ตาสีน้ำตาลมองบ้านเรือนเรียงเป็นแนวยาวตามทาง รวมถึงรถม้าสัญจรผ่านกันไปมาบนถนนกว้าง
คาเลนเหลียวมองตรอกซอยข้างทางก่อนจะเดินเลี้ยวเข้าไป แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อสบตาเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าซึ่งปรายมองมาอย่างเยือกเย็น เจ้าของสายตาคู่นี้เป็นชายผมบลอนด์ขาวสวมใส่เครื่องแบบฮันเตอร์ยืนพิงกำแพงสูบบุหรี่อยู่ คาเลนยืนนิ่งตรงนั้นครู่หนึ่งอย่างตกตะลึง
เพราะนี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาเจอคนหน้าตาดีนอกจากตัวเอง (ความมั่นคือลาภอันประเสริฐ)
‘เวร… เมื่อกี้มันจังหวะตกหลุมรักเหรอ?’
ชายหนุ่มนึกในใจแล้วกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากเรียกชายตรงหน้า
“คุณคือบิทเทอ โลฮาสใช่ไหม?”
“มีธุระอะไร?”
“คาเบิลฝากให้ผมพาคุณไปคุยกับเขาที่บ้านน่ะ”
“ไม่คุย”
บิทเทอตอบปฏิเสธทันทีทันใดพร้อมกับหันหลังเดินเข้าตรอกไปอย่างไม่แยแส ปล่อยให้คาเลนที่ยืนอยู่ตรงปากทางตรอกมองตามซะอย่างนั้น
‘ไอ้พระเอกเหี้ยนี่!’
ก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะไม่นานก็ถูกเปิดออกโดยเจ้าบ้านอย่างอดีตนักล่าเสพติดภูต บุรุษผมบลอนด์ขาวยาวมัดรวบต่ำสำรวจผู้มาเยือนทั้งสาม เขากอดอกซึ่งมือซ้ายสวมทับด้วยถุงมือดำปกปิดส่วนที่เป็นศิลา บรรยากาศแผ่ออกมาบ่งบอกความไม่เป็นมิตรต้อนรับแขกด้วยซ้ำ“ฉันไม่ได้บอกไปรึไงว่าห้ามมาที่นี่”“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”หนึ่งในสามผู้มาเยือนกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม นั่นคือนางร้ายอย่างรานนามิด ส่วนอีกสองคนข้างหลังเธอคือราวิน อัศวินประจำกลุ่มกบฏ และอีกคนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นโรเดนเวอร์ หัวหน้ากรงเล็บเพลิงฝ่ายกบฏ“ฉันเคยบอกไปชัดแล้วว่าเราจะไม่ยุ่งเรื่องพวกนั้น”“ฉันเข้าใจค่ะ แต่อย่างน้อยคุณควรจะฟัง”“อย่าทำตัวน่ารำคาญให้มาก ทาร์เมา”“ใจเย็นสิ เราแค่ต้องการคุย... ไม่นานหรอก”“พวกแกมาที่นี่เพื่อที่รบกวนพวกเรา และฉันมีสิทธิ์จะไล่ออกไป”บิทเทอพูดเสียงต่ำพร้อมกับเพ่งสายตาคมมองทั้งสาม วางท่าข่มขู่ไม่คิดเปิดทางให้คนนอกเข้ามา พลันทำบุรุษสตรีที่ถ่อมาถึงบ้านปลีกวิเวกจากเมืองใหญ่อดผละออกไม่ได้
สายลมพัดผ่านลูบใบหน้าเปื้อนฝุ่น เลือด และคราบน้ำตา ได้กลิ่นเกสรดอกประกอบใบไม้หญ้า ความอุดมสมบูรณ์ตามฤดูกาลคือสิ่งที่คาเลนสัมผัสได้แม้จะไม่ลืมตา เขาอยากลืมตามองเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว แต่ด้วยเรี่ยวแรงและบาดแผลตามตัว เหมือนถูกร่างกายสั่งว่าควรพักเสีย‘ผมรอด? หรือผมตายแล้วกันแน่?’นั่นคือคำถามดังก้องในหัวตั้งแต่สติเริ่มกลับมา เขายังคงรับรู้ความเจ็บปวดตามตัว แต่มันไม่ได้หนักหนาอย่างที่คิดคาดไว้ มันเบาบางลงมากจนน่าประหลาดใจ แล้วนอกจากความสงสัยซึ่งกำเนิด คงเป็นความกลัวนั่นแลที่กำลังเกาะกินเขากลัวว่าตื่นมาแล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยความสลด อาจเหลือเขาเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต กลัวว่าตื่นมาต้องเจอกับความจริงที่ว่าสูญเสียใครบางคน กลัวต้องเผชิญกับความผิดหวังซึ่งไม่ต้องการเห็น เขากลัวและนึกแม้แต่ว่า...ตื่นมาตนอาจเป็นศิลาคำสาปอย่างข้อตกลงเดียอามาลัมกลายเป็น ศิลาแห่งฟูลเนสศิลาซึ่งโหยหาความสมบูรณ์สงบที่ไม่มีอยู่จริง‘จริงๆ นี่อาจจะเป็นโลกหลังความตายก็ได้’
ตู้ม! พลั่ก!รูปปั้นไซอาร์วาดมือส่งออร่าเวทใส่สองเป้าหมาย บิทเทอไหวตัวหลบ ในขณะที่คาเลนสร้างโล่เงาหวังต้านพลังชะลอเวลา แต่ความพยายามทั้งสองไม่เป็นผล ฉับพลันพวกเขาถูกหยุดการเคลื่อนไหว จังหวะนั้นอดีตเพชฌฆาตละความสนใจจากบิทเทอ สองเท้าวิ่งไปเหวี่ยงหมัดใส่สีข้างคาเลนกระเด็นกลิ้งพื้น จนแผ่นหลังกระแทกผนังกระอักจุก รายต่อไปเป็นบิทเทอที่ถูกไซอาร์ส่งกระแสเวทสีทองผลักล้ม จากนั้นยกร่างเขาลอยกลางอากาศแล้วกระแทกพื้นจนแตกเป็นหลุม“แค่ก! อั่ก! แม่งเอ๊ย...”พระเอกร่างสะบักสะบอมหัวแตกเลือดไหล เขาเดาะลิ้นไม่พอใจหลังหลุดจากพลังชะลอซัสพิช สายตาพลันเหลือบเห็นเพรลคราบศิลากำลังเข้าไปซ้ำคนรักตน เขาไม่รอช้ารีบลุกขึ้นวิ่งตามไป แต่ฝ่ายตรงข้ามเร็วเสียจนความเร็วที่เขาใช้แลอ่อนด้อยเพอร์เซเว่ถึงตัวคาเลนก่อน มือกระชากคอเสื้อชายต่างโลกจนเท้าลอย แล้วฟาดร่างหนุ่มผมดำใส่กำแพงราวกับเขวี้ยงลูกบอล คาเลนไม่ทันตั้งตัวไม่สามารถหนีหรือขัดขืน ตัวเขาร่วงจากผนังลงมาไอเลือดอีกครั้งปัง!บิทเทอทนไม่ได้ จัดการยิงดวงแสงใส่ขาอดีตเพชฌฆาตให้ชะงัก มันหันไปมองเคือง
“มาพิสูจน์กัน ลูกรักของข้า”พลั่ก!ครั้นสิ้นการประกาศกร้าว ร่างโปร่งทั้งสองพลันทรุดฮวบลงไปกับพื้น บิทเทอเงยหน้าขึ้นไม่ทันไร เพรลในคราบศิลาก็พุ่งเข้ามาปล่อยหมัดตรง พระเอกตอบสนองเบี่ยงตัวหลบพร้อมฉวยดาบขาวออกมา เรียกดวงแสงยิงกลับจนเพอร์เซเว่ผงะออกไปทางด้านคาเลนกำลังพะวงสถานการณ์อีกคน พอเบือนมองข้างหน้าจึงพบศิลาไซอาร์สะบัดมือปล่อยออร่าเวทสีทอง ชายหนุ่มจะวิ่งหลบแต่ไม่ทัน ก่อนร่างกายจะถูกชะลอการเคลื่อนไหวแทบหยุดกับที่ เตือนความจำว่านี่คือพลังของไซอาร์ตู้ม! พลั่ก!ระลึกไม่ทันไร ซัสพิชหรือรูปปั้นไซอาร์ใช้กลุ่มพลังเวทกุมร่างคาเลนปาอัดใส่กำแพง สร้างรอยแตกร้าวบนผนังมหาวิหารวงกว้าง ชายผมดำร่วงมาคลานกับพื้นกระอักเลือดออกปาก ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วกลางตัว ทั้งที่เพิ่งเริ่มกลับรู้ชัดว่าใครได้หรือเสียเปรียบ‘ทำไมต้องเป็นสองคนนี้ด้วย!?’“เดียอามาลัม!”เขายันตัวลุกตวาดลั่นอย่างพิโรธ ทุกสิ่งอย่างผิดเพี้ยนไปหมดตั้งแต่หล่อนปรากฏตัว กระนั้นเทพหญิงทรงอำนาจหาได้ทุกข
‘นี่คงเป็นการต่อสู้ที่ผมรู้สึกกลัวที่สุด’กรับ กรับ กรับเสียงฝีเท้าม้ากระทบดินดังหลายคู่ในผืนป่าธาน ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นฤดูกาลอากาศดีที่สุดเหมาะแก่การพักผ่อนยิ่ง สวนกับห้วงเวลาของกลุ่มล่าศิลาเหลือเกิน เกือบตลอดการเดินทางทุกคนนั้นอยู่ในบรรยากาศสงบ และภายใต้ความสงัดนั้นแฝงด้วยความกังวลมหาศาลโดยเฉพาะคาเลน…“คาเลน”“...”“คาเลน แบรนดอน”“...”“ที่รัก”“หะ ฮะ...” คาเลนถึงกับสะดุ้งพลางปรายตามองคนขี่ม้าขนาบข้างด้วยใบหน้าเหลอหลาเลิกคิ้วมึนๆ บิทเทอที่เห็นแบบนั้นก็รับรู้ว่าคนรักตนคงจมไปในความคิดบางอย่าง ซึ่งอาจทั้งรู้ทั้งไม่รู้ในเวลาเดียวกัน ทำได้เพียงคาดเดา “เมื่อกี้เรียกฉันว่าที่รักเหรอ คุณโลฮาส~”คาเลนกลบเกลื่อนท่าทีวิตกด้วยรอยยิ้มบางแฝงทะเล้น แต่นั่นไม่อาจปกปิดความจริงจากสายตาคุณพระเอกได้ กระนั้นเจ้าของผมบลอนด์ขาวก็ไม่ได้ถือโทษ เขาเอื้อมมือไปลูบหูพลางเสนอความเ
ณ ป่าธานช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อวานยามบ่ายแก่ กลุ่มล่าศิลาได้สูญเสียสมาชิกนามว่า ไซอาร์ แม้นสลดแต่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอย่างใด เพราะผู้จากหายบอกกล่าวชัดเจนเสมอมาว่าชีวิตตนนั้นสั้นยาวเท่าไหร่ กระนั้นใช่ว่าจะไม่เหลือบาดแผลไว้ให้ใครสองบุรุษอย่างราวินกับคาเลนแทบสิ้นสติ คนหนึ่งมองเป็นเหมือนน้องชาย อีกคนยึดถือเป็นเจ้านายเหนือหัว ความเศร้าโศกโถมแทรกซึมบรรยากาศสงบที่มีตลอดการเดินทาง แต่นั่นไม่สามารถหยุดยั้งการตามล่าศิลาสุดท้ายครั้งนี้ หนำซ้ำยังเป็นชนวนให้พวกเขาเร่งไปยังจุดหมายกรับ กรับ แซ่ก…เสียงฝีเท้าม้าหลายคู่ผนวกกับเสียงใบไม้กระทบดังเนือง สายตาคาเลนเหม่อมองธรรมชาติรอบตัวอย่างว่างเปล่า ตั้งแต่อยู่โลกนี้ตลอดเวลา 5 ปีจนถึงเมื่อวาน สิ่งที่เขาพอดื่มด่ำกับมันได้คือทิวทัศน์สวยงามอันหาไม่ได้จากโลกปัจจุบัน กระทั่งตอนนี้เขาได้คำตอบว่า...ภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์มันไร้ประโยชน์เหลือเกินทำได้แค่เยียวยาแต่ไม่อาจพาหนีจากความจริง‘มันกำลังกวนประสาท เดียอามาลัม มันเห็นพวกเราเหมือนลูกไก่ในกำมือ คิดว่าจะบีบจนแหลกเมื่อไรก็ได้ตามใจมัน… นัง
รุ่งสางมาถึงในที่สุด ราวินนั่งเอนหลังพิงพนักในห้องรับแขกทั้งคืน รับรู้ได้ทันทีว่าวันใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง อันที่จริงเขาก็ไม่ใช่คนตื่นเช้าหรืออะไร แต่อาจเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ได้หลับเอาแรงไปเยอะแล้วเลยไม่มีอาการง่วงใดๆ“ทำท่าทำทางเหมือนตัวเองเป็นรูปปั้นไปได้&r
“อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านคาเลน”“อรุณสวัสดิ์~ ยินดีต้อนรับกลับ~”เมื่อยามเช้ามาถึงราวิน นั่มนั่ม และเบนจามินก็กลับมายังบ้านแบรนดอน ทั้งสองคนเห็นเจ้าบ้านสวมเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาวดำคล้ายภาพลักษณ์เดิม แต่ที่ต่างออกไปหน่อยคือวันนี้คาเลนปล่อยผมยาวดำ ซึ่งปกติปล่อยทีไรก็บ่นรำคาญ
“คาเลน?”บิทเทอซึ่งนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างเอ่ยเรียกเสียงแหบ สายตาช้อนมองชายผมยาวดำคร่อมบนตัวช่วงหน้าตักอย่างเสน่หา นัยน์ตาสีน้ำตาลเพ่งมองกลับด้วยท่าทางขุ่นเคือง“เมื่อกี้...แฮ่ก กล้ามากที่รุกทีเผลอ”คุณพระเอกมองนิ่งไม่มีท่าสำนึกผิด จากนั้
“จริงๆ แล้วผมแพ้ครับ ท่านคาเลน”ราวินเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่ยังคงร่องรอยความผิดหวังเอาไว้ ถ้าหากเป็นหมาคงเห็นหางกับหูที่ลู่ตกลงหมด คาเลนเลิกคิ้วมองเล็กน้อย พักหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคืออะไร‘ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร’&







