Masuk"จะกลับไปจริงเหรอ" เสียงทุ้มเอ่ยถามคนที่กำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า มิลินเงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มกว้างให้ แต่กลับรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมาเตวิชไม่เคยอยากรู้อะไรที่เกี่ยวกับเธอเลย
แต่เธอก็รู้ว่าที่เขาถามเป็นเพราะเหตุใด
"อืม เฮียโทรบอกว่าย่าเข้าโรงพยาบาล ลินคงต้องกลับไปดูแลย่าสักพัก" ห่วงก็แค่คนที่นอนอยู่ในห้อง ถ้าเกิดตื่นมาแล้วไม่เจอเธอ คงร้องไห้น่าดู
"ไม่ต้องห่วง" เตวิชรู้ว่าตอนนี้เธอเป็นห่วงอะไรอยู่ มิลินจึงพยักหน้าก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นแล้วเดินมากอดเตวิช
"ขอบคุณมากนะ"
"อืม ถึงแล้วโทรบอกด้วยนะ" มิลินพยักหน้าให้ก่อนจะรีบเดินออกมาจากห้อง แต่ทว่าในใจยังคงรู้สึกหนักใจกับการกลับไปในครั้งนี้
เธอเองก็หวังว่าสิ่งที่เธอพยายามทำทั้งหมดมันจะไม่สูญเปล่า
เธออยู่ที่นี่มาเกือบห้าปี ทั้งเรียนทั้งทำงาน ปารีสเป็นเมืองที่สวยมาก เคยคิดว่าจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่และไม่กลับไปประเทศไทยอีก
แต่ทว่าจะไม่กลับเลยมันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอยังมีย่าที่ยังต้องกลับไปดูแล แม้อยากชวนย่ามาอยู่ที่นี่ด้วยแต่ดูแล้วย่าคงไม่อยากมา
แค่ไม่กี่ชั่วโมงเธอก็เดินทางลัดฟ้าเข้าสู่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย และไม่กี่นาทีต่อจากนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์จากพี่ชายเธอดังขึ้นทันที
(ทำไมโทรเบอร์นี้ติด)
"ให้เดา" มิลินเอ่ยเสียงกระเซ้าเย้าแหย่คามิลที่ตอนนี้พูดสายรออยู่ จากนั้นเสียงประกาศภายในสนามบินก็เป็นตัวเฉลยคำตอบให้พี่ชายได้รู้ทั้งหมด
(อยู่ไทยเหรอ กลับมาทำไมไม่บอก)
"ก็เฮียบอกว่าย่าเข้าโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ ลินก็รีบมาเลย ช่วงนี้ว่างด้วยแหละ งานแฟชั่นวีคพึ่งจบไป" มิลินเอ่ยบอกกับพี่ชายไปตามความจริง แต่ทว่าทุกอย่างมันมีมากกว่านั้น
พี่ชายคนโตของเธอหายไปจากการติดต่อ เวลาล่วงเลยมานานหลายปี แต่ทว่าเขายังคงฝังใจกับการจากไปของคนรักและเลือกจะไม่กลับมาหาคนที่ทำร้ายหัวใจเขาอีก
ส่วนพี่ชายคนรองก็ทำงานหนัก ไหนจะต้องดูแลย่าที่ป่วยออดแอด ไหนจะสามแฝดกับอีกหนึ่งแสบ ที่ตอนนี้ก็น่าจะอยู่ในวัยซนกันแล้วแน่
(งั้นให้รถไปรับนะ)
"ไม่เป็นไรค่ะ ลินให้นาเดียมารับแล้ว" ก่อนหน้านี้เธอได้โทรหาเพื่อนสนิทแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะยังไม่บอกพี่ชาย แต่ทว่าเขากลับโทรหาเธออย่างกับรู้ล่วงหน้า
ก็ปล่อยตามเลยแล้วกัน ยังไงก็ต้องเจอเฮียตอนไปหาย่าอยู่ดี
(ไม่กลัวจะเจอเหรอ) มิลินชะงักเท้าที่กำลังก้าวไปข้างหน้าไปเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อย เพราะในเวลาต่อมาเธอก็เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ
เธอรู้ว่าพี่ชายหมายความว่าอย่างไง แต่เธอเองก็ตัดสินใจแล้ว เวลาผ่านมาตั้งห้าปี เขาไม่มีทางจมปลักอยู่กับอดีตนานหรอก คนอย่างเขาจะขาดผู้หญิงได้สักกี่วันกันเชียว
"ก็ต่างคนต่างอยู่"
(แน่ใจ?) ไม่เลย ถึงจะพูดอย่างมั่นใจ แต่เธอไม่เคยเดาใจเขาถูกเลยสักครั้ง แต่ไม่เป็นไร ครั้งนี้เธอรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับเขา และรับรองได้ว่าเขาจะไม่มีทางยุ่งกับเธออีก
"ค่ะ อย่าห่วงเลย"
(รู้ใช่ไหมว่ามันยังรอเราอยู่ เฮียไม่อยาก...)
"เฮียมิลคะ ลินตัดสินใจแล้ว และจะไม่เปลี่ยนใจค่ะ" เธอยืนยันกับพี่ชายอย่างหนักแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่กลับไปอยู่ในวังวนซับซ้อนแบบนั้นอีกแล้ว
มันเหนื่อย มันเจ็บ มันเหมือนหาทางออกไม่เจอ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจหรอกว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเธอตั้งใจแล้วเธอก็จะทำให้ได้
(งั้นก็รีบมาหาย่านะ ย่าบ่นคิดถึงเราทุกวัน)
"แล้วเฮียคลาสละคะ"
(คงต้องให้เวลาเฮียสักหน่อย)
"เฮียคงเหนื่อยแย่เลย" พูดไปแล้วก็อดที่จะด่าตัวเองไม่ได้ เธอดูเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ทิ้งภาระทุกอย่างนี้ให้กับพี่ชาย
(ไม่เป็นไร แค่ลินมีความสุข)
"รักเฮียที่สุดเลยค่ะ"
(งั้นไว้ค่อยมาคุยกันที่บ้าน เฮียรอครับ)
"ค่ะ" มิลินเอ่ยตอบพี่ชายก่อนที่จะก้าวเท้าออกไปยืนอยู่หน้าสนามบิน
แต่ทว่าในตอนที่กำลังชะเง้อคอมองหาเพื่อนรัก ดันมีรถตู้ที่ติดป้ายชื่อของโรงพยาบาลที่เธอคุ้นเคยชะลอตัวลงด้านหน้าเธอ
ใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มก็หุบลงก่อนจะรีบหันไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว หวังว่าคงไม่แจ็กพอตแตกตั้งแต่วันแรกที่มาหรอกนะ
"เดีย..." มิลินเดินไปได้ไม่ไกลก็เจอเข้ากับนาเดียที่กำลังเดินมารับเธอ
"ลิน คิดถึงแกมาก" ทั้งสองกอดกันกลมด้วยความดีใจ เป็นเพื่อนที่ต้องพลัดพรากจากกันตลอดเวลา
"รถอยู่ไหน ขึ้นรถดีกว่า" มิลินเอ่ยบอกเพื่อนรักที่ตอนนี้ยืนทำหน้างง แต่ก็ชี้ไปยังที่เธอจอดรถทิ้งไว้
"โน้น ไปเลยไหม" มิลินพยักหน้าแล้วจากนั้นทั้งสองก็รีบเดินยังรถของนาเดียทันที
"แกเป็นไงบ้างสบายดีไหม"
"สบายดี" มิลินเอ่ยบอกเพื่อนแต่ทว่าสายตายังคงมองไปกระจกที่สะท้อนไปด้านหลัง ตอนนี้มีกลุ่มคนกำลังเดินออกจากรถเพื่อเดินเข้าสนามบิน
"แกมองอะไร"
"ปะ เปล่า ส่งกลับเพนท์เฮาส์ที" นาเดียพยักหน้าให้ก่อนที่รถของเธอจะเลื่อนออกไปอย่างรวดเร็ว
"ดีน่าคงโตเป็นสาวแล้วใช่ไหม คิดถึงหลานจัง" มิลินยิ้มเพราะถ้าจำไม่ผิดเธอจากที่นี่ไปพร้อมกับรู้ว่าเพื่อนใกล้คลอดพอดี ได้เห็นหน้าหลานก็ตอนที่โทรหานาเดีย
"โตแล้ว ก็แกหายไปตั้งห้าปี ดีน่าก็เข้าเรียนแล้วตอนนี้ฉันก็เลยว่างมารับแกนี่ไง"
"นั่นสินะ ห้าปีแล้ว ทำไมไวจัง" เวลาผ่านไปตั้งห้าปี แต่ทว่าทำไมพอกลับมาที่นี่อีกครั้ง กลับรู้สึกเหมือนว่าเธอพึ่งจะจากไปได้ไม่นานเลย
"แกไม่คิดจะบอกเขาจริงเหรอ"
"ไม่"
"แต่ว่าเขาก็มีสิทธิ์จะรู้"
"เดีย ไหนแกบอกว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีก แกบอกไคล์หรือเปล่า"
"ไม่ได้บอก ก็แกสั่งฉันก็เงียบมาตลอด แต่หมอ..."
"อย่าพูดถึงเขา ฉันไม่อยากได้ยิน แล้วก็อย่าให้เขารู้เรื่องนี้เด็ดขาด"
"มาหามามี้ไหมคะ" คนที่นอนซบไหล่พ่อกะพริบตาปริบ ๆ มองดูก่อนจะหันหน้าไปอีกทางทันที"อ้าว""หึ สงสัยงอนที่ไม่ให้กินนม" คิมหันต์เอ่ยบอกก่อนจะลูบหลังลูกสาวด้วยความเอ็นดู เด็กน้อยวัยขวบเศษตอนนี้ดูโตไวมาก เผลอแป๊บก็เดินเตาะแตะได้แล้ว"มามา หม่ำ ๆ" มีเสียงของเด็กน้อยที่กำลังเอ่ยขึ้นอย่างน่าเอ็นดู จนแม็กซ์เวลที่ได้ยินก็รีบดึงกระเป๋าที่วางอยู่ข้าง ๆ ออกแล้วหยิบขวดนมขึ้นมาทันที"เอานมไหม" มาเบลที่เห็นก็รีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่แม็กซ์เวลจะรีบดึงฝาครอบจุกนมออก แล้วยื่นให้น้องสาวทันทีสองสามีภรรยามองดูลูกทั้งสองด้วยอบอุ่นใจ หากมาเบลโตมาพี่ชายคงจะรักน้องสาวมากแน่ ๆ ดูตอนนี้สิ พอมาเบลได้นมปุ๊บก็นอนลงบนตักของพ่อทันทีก่อนจะมีพี่ชายนั่งมองดูอยู่ใกล้ ๆ"อร่อยไหม" เสียงเล็กเอ่ยถามน้องสาว แต่มาเบลก็ทำเพียงแค่กะพริบตาปริบ ๆ เพราะในปากเล็กยังคงดื่มนมเลยพูดอะไรไม่ได้บรรยากาศของครอบครัวที่ดูอบอุ่นทำให้คนที่นั่งอยู่ไม่ไกลอบอุ่นหัวใจไปด้วยกว่าพวกเขาจะมีวันนี้ได้มันไม่ง่ายเลยจริง ๆไม่นานพวกเขาก็กลับมาถึงพี่พักในตอนเย็น บรรยากาศที่นี่ตอนค่ำเริ่มหนาวเย็น แต่ทว่าก็ยังคงไม่ได้หนาวจัด คงเป็นปลายฤดูฝนต้นหนาวที่
-หลายปีต่อมา-"แม็กซ์ครับ เหนื่อยไหม อยากดื่มน้ำหรือเปล่าครับ" เสียงของมิลินเอ่ยถามลูกชายที่ตอนนี้กำลังเดินเที่ยวอย่างสนุกสนาน เขาดูมีความสุขมากในตอนที่ได้ออกมาเที่ยวข้างนอก"ไม่ครับ" ตอนนี้แม็กซ์เวลดูโตขึ้นมากกว่าเดิม หลังจากที่ต้องให้พ่ออุ้มบ่อย ๆ แต่พอมีน้องเขาก็เริ่มจะเดินเองมากขึ้น"มาเบลอยากดื่มน้ำไหมคะ" เสียงของคนเป็นพ่อเอ่ยถามเด็กตัวน้อย ๆ ที่เขาอุ้มอยู่ในอก ลูกสาวตัวน้อยของเขาส่ายหน้าไปมาเพื่อเป็นการตอบกลับ มิลินมองดูคนตรงหน้าแล้วอมยิ้ม เธอจับหมวกใบเล็ก ๆ ของลูกน้อยให้เข้าที่เข้าทางมากกว่าเดิม"เหนื่อยไหมคะ" มือหนาเลื่อนไปลูบผมของภรรยาที่รักก่อนที่มิลินจะส่ายหน้าไปมา วันนี้เขาพาเด็กมาเที่ยวต่างจังหวัด โซนภาคเหนือในช่วงอากาศหนาวถือว่าบรรยากาศดีมากเลยก็ว่าได้พอเดินมาได้สักระยะเธอก็รู้สึกเหนื่อยพอประมาณ มิลินเหลือบไปเห็นร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่พวกเธอยืนอยู่ จึงเลือกเอ่ยบอกกับสามีไป"เข้าไปนั่งพักในร้านก่อนไหมคะ" "ได้ค่ะ งั้นเราไปกินขนมกันดีกว่า" คิมหันต์เอ่ยตอบภรรยาก่อนจะหันมาพูดกับลูกสาวตัวน้อยของเขา จากนั้นก็ขยับไปจับมือลูกชายคนโตด้วยความรักความเอ็นด
หลังจากเลือกของขวัญได้แล้วมิลินก็ออกไปรับลูกชายที่โรงเรียก แต่ก็ไม่ลืมโทรไปหาสามีสุดที่รัก บอกให้เขารีบกลับมาทานข้าวที่บ้านเย็นนี้"เย็นนี้กลับบ้านเร็วหน่อยนะคะ"(ค่ะ วันนี้มีอะไรหรือเปล่าหืม) เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่ทว่าเจ้าตัวคงลืมไปแล้วมั้งว่าวันนี้เป็นวันเกิด"ลูกอยากทานข้าวกับพ่อพ่อครับ" มิลินเอ่ยบอกปลายสายก่อนจะได้ยินเสียงของมาเฟียหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ช่วงหลังมานี่เขากลับบ้านดึกประจำ ทำให้เจอกับลูกน้อยลง อาศัยเจอกันในตอนเช้าเอาเสียมากกว่า(ได้เลยค่ะ พี่จะรีบกลับนะคะ พี่ทำงานก่อนนะ)"ค่ะ""มามี๊ครับ ไหนมามี๊บอกว่าจะไปซื้อเค้กให้พ่อพ่อ" แม็กซ์เวลเอ่ยถามแม่ด้วยความสงสัย แต่ทว่ามิลินน่าจะลืมบอกกับลูกชายไปเพราะเธอแวะซื้อมาเรียร้อยแล้ว"มามี้ซื้อมาเรียบร้อยครับ เราไปรอเซอร์ไพรส์วันเกิดพ่อพ่อเลยนะครับ" "โอเคครับ" ลูกชายตัวน้อยเอ่ยบอกคนเป็นแม่ก่อนจะยิ้มให้เธอบาง ๆ มือเล็กเลื่อนไปลูบผมของลูกชายเบา ๆ ก่อนที่แม็กซ์เวลจะเลื่อนขยับเข้ามาใกล้ ๆ"น้องน้องไปเซอร์ไพรส์วันเกิดพ่อพ่อกันนะ" เด็กน้อยจับที่ท้องของแม่เบา ๆ ก่อนจะกระซิบบอกให้คนที่อยู่ในท้องรับรู้ "เมื่อไหร่น้องจะมาสักทีครับ""
-ปัจจุบัน-มิลินมองดูหน้าของเขาแล้วยิ้ม ในที่สุดพวกเราก็มีวันนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มันพอดีกับทั้งสองคนแม้เรื่องราวของเธอกับเขาจะผ่านความยากลำบากมาสักเท่าไร แต่เธอยังคงรู้สึกดีใจที่ไม่ว่าจะนานแค่ไหนเขาก็ยังรักเธอไม่เคยเปลี่ยนไปเลย"ขอบคุณที่พี่รักลินมาตลอด" บางทีเรื่องราวความรักของแต่ละคน มันก็อาจจะต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์อะไรหลายอย่างที่ต่างกันออกไป "พี่รักลินนะ รักลินคนเดียวมาตลอด จะเมื่อสิบปีที่แล้วหรือตอนนี้ พี่ก็รักลินเหมือนเดิม""อื้อ สิบปีที่ไหน เราคบกันแค่เจ็บปีเอง ไม่ใช่เหรอ" มิลินมองหน้าเขาอย่างนึกสงสัย แต่ทว่าสามีของเธอกลับยิ้ม แม้เรื่องนี้เขาจะไม่เคยบอกให้เธอรู้ แต่เขารู้ดีมาตลอดว่าเขารักเธอมาตั้งนาน นานกว่าที่เธอคิดเสียอีก"ก็แอบรักเด็กดื้อที่ชอบวิ่งตามกลับบ้านด้วยทุกวัน""หืม อย่าพูดเล่นสิ""พูดจริง" เขาพูดจริงงั้นเหรอ แล้วทำไมเขาถึงไม่เคยบอกให้เธอรู้"แต่พี่ไม่เคยบอกลินเลย""พี่ชายตัวดีหวงขนาดนั้น ใครจะกล้าบอก มีหวังตอนนั้นถ้าไอ้มิลรู้ได้ฆ่าพี่พอดี" มิลินรู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย ตลอดเวลาที่เขาเทียวรับเทียวส่งเธอไปมาโรงเรียนแทนพี่ชาย เขาไม่แสดงอาการอะไรเลยแม้แต่น้อย มีแค่
-หลายวันต่อมา-สุดท้ายมิลินก็ตัดสินใจมาเป็นอย่างดีแล้ว เธอมองดูคนรักที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวอย่างขะมักเขม้น ถามว่าเขาดีกับเธอไหม บอกเลยว่าเขาดีกับเธอมาก เขาดูแลเธอดีทุกอย่าง และเธอเองก็รักเขามากเช่นกัน แต่ทว่านอกจากความรัก ก็มีสิ่งอื่นที่สำคัญมากกว่า เวลาในตอนนี้ของพวกเขา มันอาจจะไม่เหมาะที่เธอกับเขาจะรักกันได้หากว่าไม่มีเธอสักคน บางทีเรื่องหมั้นหมายกับมะปรางก็อาจจะเป็นเรื่องที่เขาควรทำมากที่สุด"มาแล้วค่ะ" มีเสียงของคนตัวสูงเดินถือชามเข้ามาใกล้เธอจานอาหารถูกเขาวางไว้ตรงหน้าเธอ ทำให้มิลินพลางคิดไปในใจ แม้ว่ามันอาจจะเป็นวันสุดท้ายที่เธอกับเขาจะได้อยู่ด้วยกัน แต่เธอก็คิดว่ามันคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับเรื่องนี้"น่ากินจัง" มิลินยิ้มให้เขาปกติเหมือนเช่นเคย เธอทำราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เธอรู้ดีว่าเขารักเธอมาก แต่ทว่านอกจากความรักของคนสองคน ก็ยังมีอะไรอีกมากมายที่เธอไม่สามารถเพิกเฉยต่อมันได้เธอเคยได้ยินแม่ของมาเฟียหนุ่มข่มขู่เขามาตลอด โดยใช้เรื่องของเธอมาเป็นข้อต่อรองให้เขาทำนั่นทำนี่ บางครั้งเธอก็แกล้งทำเป็นไม่รับรู้ แต่บางทีมันก็เจ็บที่เห็นว่าความรักของเธอ มันกำลังสร้างรอ
-หลายเดือนต่อมา-"วันนี้อยากกินอะไรคะ" เสียงของคนตัวสูงเอ่ยถามมิลิน ตอนนี้ทั้งสองกำลังเดินอยู่บนห้างสรรพสินค้า เพราะเป็นวันหยุดของเธอเลยอยากออกมาเดินชอปปิ้งตามประสาวัยรุ่นแต่ทว่าแฟนสุดที่รักของเธอก็ไม่อยากอยู่ห้องคนเดียวก็เลยต้องออกมาด้วย"กินอะไรดีน้า""ถ้าไม่รู้จะกินอะไร กินพี่ก็ได้นะคะ พี่พร้อมให้หนูกิน""อื้อ ลามก พูดอะไรของพี่เนี่ย คนบ้า" ชีวิตของพวกเขาราบรื่นและเป็นไปอย่างปกติสุขจนกระทั่งที่ทั้งสองคนเดินเข้าไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งก็บังเอิญเจอเข้ากับแม่ของมาเฟียหนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ"ไง ฉันโทรหาแกสายแทบไหม้ ทำไมแกไม่รับ" เสียงของแม่มาเฟียหนุ่มเอ่ยขึ้นราวกับว่าไม่สบอารมณ์ ยิ่งใบหน้าของแม่เขาตอนนี้แสดงท่าทีที่ไม่พอใจมิลินเลยสักนิด"ไม่เห็น แม่มีอะไรด่วนหรือเปล่า ถ้าไม่รีบไว้คุยกันที่บ้าน" เขาไม่อยากจะคุยกับแม่ต่อหน้าของมิลิน หากเธอรู้ว่าแม่ไม่ยอมให้เขาถอนหมั้นกับมะปราง มิลินจะไม่มีทางให้อภัยเขาอย่างแน่นอน"นี่ใคร เด็กใหม่แกเหรอ""แม่" ทั้งที่แม่รู้แก่ใจว่ามิลินเป็นใคร แต่ทว่าที่พูดแบบนั้นออกมาคงอยากทำร้ายจิตใจของมิลินมากกว่า"แล้วทำไมปล่อยให้คู่หมั้นแกต้องไปกินข้าวคนเดียว แล้วแกกั







