LOGINเมื่อเดินพ้นประตูท้องพระโรง สายลมหนาวก็พัดปะทะใบหน้า ลานประหารหลวงตั้งอยู่กลางพระราชวัง เป็นลานหินขนาดใหญ่ที่ใช้ลงโทษผู้กระทำผิดร้ายแรงต่อราชวงศ์ แท่นประหารสีดำตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง คมดาบของเพชฌฆาตสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายเย็นเยียบ รอบลานเต็มไปด้วยผู้คน ข่าวการประหารพระชายาแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงตั้งแต่รุ่งสาง ชาวเมืองนับพันหลั่งไหลมามุงดูจนแน่นขนัด
"นางนั่นหรือคนวางยาฝ่าบาท"
"หน้าตาก็ดูอ่อนโยน ไม่นึกว่าจะใจอำมหิต"
"คนแบบนี้สมควรถูกตัดหัว"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไม่ขาดสาย
ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้า นางจำวันที่แต่งงานกับมู่เฉินอวี้ได้ดี
วันนั้นท้องฟ้าสดใส ดอกเหมยสีแดงบานสะพรั่งทั่วพระราชวัง
ฮ่องเต้ทรงมีพระราชดำรัสด้วยพระองค์เองว่า
"เจ้าทั้งสองต้องประคับประคองกันให้ดี"
ผ่านมาเพียงสามปี ทุกอย่างกลับจบลงที่ลานประหารแห่งนี้ ทหารผลักร่างของนางให้คุกเข่าบนแท่นหินข้อเข่ากระแทกพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงทุ้ม แต่ไป๋หลิงเยว่ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว ความเจ็บปวดทางกายไม่อาจเทียบได้กับความรู้สึกที่ถูกหักหลังแม่ทัพผู้คุมการประหารก้าวออกมายืนด้านหน้า
"นักโทษไป๋หลิงเยว่"
"เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่"
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตากวาดมองผู้คนรอบด้าน ไม่มีบิดา...ไม่มีมารดา...ไม่มีพี่ชาย...นางรู้ดีว่าตระกูลไป๋ถูกกักบริเวณตั้งแต่วันที่เกิดคดีคงไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกมาส่งนางเป็นครั้งสุดท้าย
ท้ายที่สุด...สายตาของนางหยุดอยู่ที่ชายผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ห่างออกไป
มู่เฉินอวี้ เขายังคงอยู่ตรงนั้นไม่เคลื่อนไหว ไม่เอ่ยคำใด
ไป๋หลิงเยว่หัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"ข้า...ไม่เคยวางยาฝ่าบาท" เพียงประโยคเดียว เพราะนางรู้ดีว่าต่อให้พูดอีกกี่ร้อยครั้งก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากฝูงชน บางคนถึงกับปาก้อนหินขึ้นมาบนแท่น ก้อนหินก้อนหนึ่งกระแทกเข้าที่หัวไหล่ของนางอย่างแรง เลือดซึมออกมาตามเนื้อผ้าสีขาวแต่ไป๋หลิงเยว่กลับไม่แม้แต่จะหันไปมอง
ในขณะเดียวกันห่างออกไปหลายสิบลี้ ม้าสีดำตัวหนึ่งกำลังควบทะยานเต็มกำลังบนถนนหลวงเสียงกีบม้าดังก้องไม่หยุด
"หลีกทาง!"
องครักษ์ที่ควบม้าตามหลังตะโกนเปิดทางให้บุรุษบนหลังม้าสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
คือ...มู่เฉินอวี้ในมือของเขากำถุงผ้าไหมสีครามไว้แน่นภายในบรรจุถ้วยพระโอสถของจริงและเข็มเงินที่เพิ่งตรวจพบร่องรอยสำคัญเขาเพิ่งกลับจากตำหนักพักตากอากาศของฮ่องเต้พระองค์ก่อนหลังใช้เวลาสามวันสามคืนตามหาหลักฐานที่หายไปจนกระทั่งพบความจริงพิษ...ไม่ได้ถูกใส่ลงในหม้อยาแต่ถูกเคลือบไว้ที่ขอบถ้วยพระโอสถเมื่อฮ่องเต้ยกถ้วยขึ้นดื่มพิษจึงละลายลงไปในโอสถ ส่วนรอยนิ้วมือของไป๋หลิงเยว่...เกิดขึ้นก่อนการวางพิษหลายชั่วยาม หมายความว่านางบริสุทธิ์และคนร้ายมีโอกาสแตะต้องถ้วยหลังจากนางตรวจโอสถเสร็จแล้ว
"เร็วอีก!"
มู่เฉินอวี้กระตุกบังเหียนเต็มแรง หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทันทีที่รู้ความจริงภาพใบหน้าของไป๋หลิงเยว่ก็ผุดขึ้นในหัว หากช้าแม้เพียงก้าวเดียว...เขาไม่กล้าคิดต่อกำแพงเมืองหลวงเริ่มปรากฏตรงหน้า
เสียงระฆังประหารดังขึ้นหนึ่งครั้ง...สองครั้ง...มู่เฉินอวี้หน้าถอดสี เขารู้ดีว่าระฆังใบที่สามดังขึ้นเมื่อใด
เพชฌฆาตจะยกดาบ
"หลิงเยว่..." เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนเร่งม้าจนสุดกำลัง
ขณะเดียวกัน บนลานประหาร เพชฌฆาตร่างใหญ่ก้าวขึ้นบนแท่น มือทั้งสองยกดาบประหารเล่มมหึมาขึ้นเหนือศีรษะ เสียงระฆังใบที่สาม...กำลังจะดังขึ้น...
กัง...เสียงระฆังใบสุดท้ายดังกึกก้องไปทั่วพระราชวังหลวง เสียงนั้นสะท้อนผ่านกำแพงสูง ผ่านหลังคากระเบื้องเคลือบสีชาด และผ่านหัวใจของผู้คนทุกคนที่อยู่ ณ ลานประหาร เพชฌฆาตสูดลมหายใจลึก ก่อนกำด้ามดาบทั้งสองมือแน่นคมดาบเย็นเยียบสะท้อนประกายแสงอาทิตย์อ่อนยามสาย ราวกับกำลังรอชิมเลือดของผู้ต้องโทษ
แม่ทัพผู้คุมการประหารเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนกล่าวเสียงเข้ม
"ลงมือได้!"
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง...
"หยุดก่อน!"
เสียงตะโกนอันทรงพลังดังแทรกเข้ามาจากนอกลานประหาร ผู้คนหลายพันคนพร้อมใจกันหันไปมอง ม้าศึกสีดำสนิททะยานผ่านประตูพระราชวังเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนฝุ่นตลบ องครักษ์ที่เฝ้าประตูต่างรีบหลีกทาง บุรุษในอาภรณ์สีดำกระโดดลงจากหลังม้าแทบจะทันทีที่ม้าหยุด ชายเสื้อคลุมสะบัดตามแรงลม เส้นผมสีดำยาวปลิวกระจัดกระจาย แม้จะอยู่ในสภาพเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางต่อเนื่องหลายวัน แต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
"องค์รัชทายาท!" เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน
มู่เฉินอวี้ไม่สนใจสายตาของผู้ใด เขากำถุงผ้าไหมสีน้ำเงินไว้แน่น ก่อนวิ่งตรงไปยังแท่นประหาร
"หยุดการประหาร!"
"ไป๋หลิงเยว่บริสุทธิ์!"
คำพูดนั้นทำให้ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบ
ไป๋หลิงเยว่ซึ่งคุกเข่าอยู่บนแท่นประหารค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น นางมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังวิ่งตรงเข้ามาหา เป็นมู่เฉินอวี้...จริง ๆ หัวใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง เขามา...เขามาจริง ๆ
มู่เฉินอวี้ยกถุงผ้าไหมขึ้นสูง
"ข้าพบหลักฐานใหม่แล้ว!"
"พิษไม่ได้อยู่ในพระโอสถ! คนร้ายวางพิษที่ขอบถ้วย!"
"ไป๋หลิงเยว่ไม่ได้เป็นคนทำ!"
เสียงของเขาดังชัดเจนไปทั่วลาน ขุนนางหลายคนเริ่มแตกตื่นเสนาบดีฝ่ายตุลาการเบิกตากว้างแม้แต่แม่ทัพผู้คุมการประหารยังชะงักไปชั่วขณะ
ฮองเฮาซึ่งประทับอยู่บนแท่นสูงกำพระหัตถ์แน่นจนปลายเล็บจิกลงบนฝ่ามือ พระนางเหลือบมององค์ชายรองเพียงเสี้ยวอึดใจ สายตาของทั้งสองประสานกันอย่างรวดเร็ว
ก่อนองค์ชายรองจะก้าวออกมาข้างหน้า
"ราชโองการได้ประกาศแล้ว!"
"ผู้ใดขัดพระบัญชา ถือเป็นกบฏ!"
แม่ทัพผู้คุมการประหารลังเล สายตามองสลับระหว่างองค์ชายรองกับองค์รัชทายาท คนหนึ่งถือราชโองการ อีกคนถือหลักฐานใหม่ เพียงชั่วอึดใจนั้นเอง
ฮองเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงเฉียบขาด
"ดำเนินการ!"
เพชฌฆาตที่ชะงักอยู่กัดฟันแน่น เขาไม่กล้าขัดพระบัญชาคมดาบในมือจึงฟันลงสุดแรง
"ไม่!" มู่เฉินอวี้คำรามเสียงดัง เขาพุ่งตัวไปข้างหน้าสุดกำลัง แต่ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว...กลับกลายเป็นระยะทางที่ไกลที่สุดในชีวิต
ฉัวะ!
เสียงคมดาบเฉือนผ่านเนื้อดังก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน เลือดสีแดงสดกระเซ็นเปื้อนแท่นหินสีดำ ร่างของไป๋หลิงเยว่โอนเอน ก่อนจะล้มลงด้านหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง โลกทั้งใบของมู่เฉินอวี้เหมือนหยุดหมุน เขารับร่างของนางไว้ก่อนจะกระแทกพื้น อาภรณ์สีดำของเขาเปื้อนเลือดในพริบตา
"หลิงเยว่..."
น้ำเสียงที่เคยหนักแน่นกลับสั่นเครือ เขาประคองใบหน้าซีดขาวของนางไว้ด้วยสองมือดวงตาที่เคยสดใสกำลังพร่ามัวลงเรื่อย ๆ ไป๋หลิงเยว่มองเขาอย่างเลือนราง นางไม่เคยเห็นมู่เฉินอวี้ในสภาพเช่นนี้มาก่อน บุรุษผู้ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด บุรุษผู้ไม่เคยหวาดหวั่นต่อสนามรบกำลังตัวสั่น มือของเขาสั่นจนแทบประคองนางไว้ไม่อยู่
"หมอ!...ไปตามหมอหลวงมา!" เขาตะโกนเสียงแหบแต่หมอหลวงทุกคนยืนนิ่ง เพราะต่างรู้ดี...มันสายเกินไปแล้ว
มู่เฉินอวี้รีบเปิดถุงผ้าไหมที่นำติดตัวมา เขาหยิบถ้วยพระโอสถออกมา พร้อมเข็มเงินที่เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
"ข้าพบแล้ว...พิษอยู่ที่ขอบถ้วย...เจ้าไม่ได้เป็นคนทำ..." เสียงของเขาแตกพร่า
"ข้าหาหลักฐานได้แล้ว...แต่ข้าช้าเกินไป..."
หยดน้ำใสหยดหนึ่งร่วงลงบนแก้มของไป๋หลิงเยว่ จากนั้นก็อีกหยด...และอีกหยด
ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้าง น้ำตา...เขากำลังร้องไห้ ตลอดเวลาที่เป็นสามีภรรยากัน นางไม่เคยเห็นน้ำตาของบุรุษผู้นี้เลย นางเคยคิดว่าเขาเย็นชา ไม่เคยรักนาง ไม่เคยใส่ใจนางแต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตกลับเป็นเขาที่กอดนางไว้แน่นที่สุด
"หลิงเยว่..."
"อย่าหลับ...ข้าขอร้อง...เจ้าอย่าทิ้งข้า..."
ไป๋หลิงเยว่พยายามขยับริมฝีปาก
นางอยากถามเหลือเกิน
"ท่าน...เชื่อข้าหรือ" แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา นางรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะแก้มของมู่เฉินอวี้เพียงแผ่วเบา สัมผัสนั้นสั้นเหลือเกินก่อนมือของนางจะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงดวงตาคู่สวยปิดลงช้า ๆ ไร้ซึ่งลมหายใจ
"หลิงเยว่!"
เสียงคำรามของมู่เฉินอวี้ดังก้องไปทั่วลานประหาร เขากอดร่างไร้วิญญาณของนางแน่นราวกับหวังจะดึงชีวิตกลับคืนมา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใด ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบอันน่าสะพรึง
มืดมิด...ทุกสิ่งถูกกลืนหายไปในความมืด ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด เสียงอ่อนโยนของสตรีผู้หนึ่งค่อย ๆ ดังแว่วเข้ามา
"คุณหนู..."
"คุณหนูเจ้าคะ..." ไป๋หลิงเยว่สะดุ้งเฮือก นางหายใจหอบรุนแรง เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก สัญชาตญาณทำให้นางรีบยกมือแตะลำคอของตน ไม่มีเลือด...ไม่มีบาดแผล...ไม่มีความเจ็บปวดจากคมดาบ นางค่อย ๆ กวาดสายตามองไปรอบห้อง ม่านแพรสีงาช้าง กระถางกำยานรูปดอกเหมย โต๊ะเครื่องแป้งไม้หวงฮวาหลีทุกสิ่งล้วนคุ้นตา
นี่คือ...เรือนของนางในจวนไป๋
"คุณหนู ฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ" เสียงสาวใช้ดังขึ้นอีกครั้ง
ไป๋หลิงเยว่หันขวับไปมอง เมื่อเห็นใบหน้าของสาวใช้ นางถึงกับชะงัก
"ชิงเอ๋อร์..." นางพึมพำเบา ๆ
ชิงเอ๋อร์...
เสียชีวิตตั้งแต่ก่อนนางถูกประหารเสียอีก เหตุใดจึงยังยืนอยู่ตรงนี้ ไป๋หลิงเยว่รีบลุกจากเตียง เดินไปยังโต๊ะหนังสือ ปฏิทินบนโต๊ะยังเปิดค้างไว้ เมื่อสายตาเห็นวันที่ มือของนางก็สั่นเทา
วันนี้...คือหนึ่งปีก่อนวันที่ฮ่องเต้จะเสวยพระโอสถมรณะ
นาง...ย้อนกลับมาแล้วจริง ๆ ภาพเลือดบนลานประหาร เสียงร้องของมู่เฉินอวี้ หยดน้ำตาบนแก้มของเขายังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
ไป๋หลิงเยว่กำมือแน่น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวังค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความแน่วแน่
ชาติก่อน...นางตายทั้งที่ยังถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร แต่ชาตินี้...นางจะไม่ยอมเดินขึ้นแท่นประหารอีก ไม่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะเป็นผู้ใด นางจะกระชากหน้ากากของมันออกมาให้จงได้ และจะเปลี่ยนชะตากรรมของตนเอง...ด้วยสองมือของนางเอง
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ
ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง
สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช







