로그인แสงอรุณยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายดอกเหมย ทาบลงบนพื้นห้องเป็นเงาพาดยาว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกำยานจันทน์ลอยอ้อยอิ่งปะปนกับกลิ่นดอกหลันที่จัดวางอยู่ในแจกันหยกริมหน้าต่าง ทุกสิ่งช่างสงบงามราวกับไม่เคยมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นมาก่อน
แต่สำหรับไป๋หลิงเยว่...ทุกลมหายใจยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดจากลานประหาร นางสะดุ้งตื่นอีกครั้ง ปลายนิ้วเรียวรีบแตะลำคอของตนเองโดยสัญชาตญาณ
แม้จะยืนยันกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านางย้อนเวลากลับมาแล้ว แต่ทุกครั้งที่หลับตา ภาพคมดาบที่ฟันลงตรงลำคอ เสียงร้องของผู้คน และหยดน้ำตาของมู่เฉินอวี้ยังคงย้อนกลับมาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
"คุณหนู...เมื่อคืนท่านนอนไม่ค่อยหลับอีกแล้วหรือเจ้าคะ"
ชิงเอ๋อร์ยกถาดน้ำชาร้อนเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ไป๋หลิงเยว่รับถ้วยชามาไว้ในมือโดยไม่ตอบ ไออุ่นจากถ้วยชาค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ฝ่ามือที่ยังเย็นเฉียบ นางมองใบหน้าของสาวใช้คนสนิทอย่างเงียบ ๆ
ชิงเอ๋อร์...ในชาติที่แล้ว หญิงสาวผู้นี้เสียชีวิตก่อนนางถึงครึ่งปี เพราะถูกกล่าวหาว่าขโมยพระเครื่องหยกของสนมเอก ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงแพะรับบาป
ตอนนั้น...นางพยายามช่วยแล้วแต่ช่วยไม่ทัน เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจของไป๋หลิงเยว่พลันหนักอึ้ง
ชาตินี้...นางจะไม่ยอมให้เรื่องเดิมเกิดขึ้นอีก
"ชิงเอ๋อร์"
"เจ้าคะ"
"ช่วงนี้...มีเรื่องผิดปกติในวังหรือไม่" สาวใช้เอียงศีรษะอย่างแปลกใจ
"ผิดปกติหรือเจ้าคะ"
"อืม"
ชิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
"ได้ยินว่าฝ่าบาททรงรับหมอหลวงคนใหม่เข้าวังเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าค่ะ"
ไป๋หลิงเยว่ชะงัก หมอหลวงคนใหม่...เข้าวังแล้วหรือ นางจำได้ดีชาติที่แล้ว หมอหลวงผู้นี้เพิ่งเข้าวังหลังจากนี้อีกสองเดือนเหตุใดครั้งนี้จึงเร็วขึ้น เพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก็ทำให้หัวใจของนางเต้นแรงหรือว่า...การย้อนเวลากลับมาของนาง ทำให้ชะตากรรมเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
"เขาชื่ออะไร"
"ได้ยินว่าชื่อ...หยางจิ้งเหอเจ้าค่ะ"
ไป๋หลิงเยว่ขมวดคิ้ว ชื่อผู้นี้นางจำได้ในชาติแรก เขาเป็นเพียงหมอหลวงธรรมดา ไม่เคยมีบทบาทสำคัญใด ๆ แต่หลังฮ่องเต้สิ้นพระชนม์...เขากลับได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วตอนนั้นนางไม่ได้ใส่ใจ
ทว่าตอนนี้...ทุกอย่างดูน่าสงสัยไปหมด
"คุณหนู จะให้คนไปสืบหรือไม่เจ้าคะ"
ไป๋หลิงเยว่ส่ายหน้า
"ไม่"
"ยิ่งเคลื่อนไหวมาก ยิ่งเป็นที่จับตา"
นางเคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งชาตินี้...นางจะไม่เดินเกมอย่างบุ่มบ่ามอีก
หลังอาหารเช้า ไป๋หลิงเยว่เดินออกมายังศาลาริมสระบัวภายในจวน ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ นางหยิบสมุดเล่มบางออกมาจากแขนเสื้อนี่คือสมุดที่นางเขียนขึ้นใหม่ตั้งแต่คืนแรกที่ย้อนกลับมาด้านในแบ่งออกเป็นหลายหัวข้อ ผู้ต้องสงสัย...เหตุการณ์สำคัญ...คนที่ต้องช่วยชีวิต และ...สิ่งที่แตกต่างจากชาติแรก
นางค่อย ๆ เขียนบรรทัดแรกลงไป หมอหลวงหยางจิ้งเหอ เข้าวังก่อนกำหนดสองเดือน จากนั้นจึงเขียนบรรทัดที่สอง ต้องจับตาทุกการเคลื่อนไหวปลายพู่กันหยุดชั่วครู่ ไป๋หลิงเยว่หลับตาลง พยายามรื้อฟื้นความทรงจำทั้งหมดของชาติที่แล้ว มีรายละเอียดมากมายที่ครั้งก่อนนางไม่เคยสนใจ แต่ตอนนี้...กลับอาจเป็นกุญแจสำคัญ
ทันใดนั้นเอง ชิงเอ๋อร์รีบวิ่งเข้ามา
"คุณหนู!"
"เกิดอะไรขึ้น"
"เมื่อครู่บ่าวในวังแอบมาบอกเจ้าค่ะ"
"ว่าขันทีหลี่...หายตัวไป"
ปลายพู่กันในมือไป๋หลิงเยว่หยุดนิ่งทันที ขันทีหลี่...เป็นหนึ่งในขันทีประจำตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ ชาติที่แล้ว...ชายผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่จนหลังฮ่องเต้สวรรคต และเป็นหนึ่งในพยานที่ยืนยันว่า...นางเป็นคนส่งพระโอสถถวายด้วยตนเอง
แต่ตอนนี้...เขากลับหายตัวไปก่อนเวลา ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ กำพู่กันแน่น ทุกอย่าง...เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้ว หากเหตุการณ์เปลี่ยนไปแม้เพียงเล็กน้อย แผนทั้งหมดที่นางวางไว้ อาจใช้ไม่ได้อีก
"รู้หรือไม่ว่าเขาหายไปตั้งแต่เมื่อใด"
ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้า
"ไม่มีผู้ใดทราบเจ้าค่ะ ได้ยินเพียงว่าหลังเลิกเวรเมื่อคืน ก็ไม่กลับที่พักอีกเลย"
หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ สายตาที่เคยสงบนิ่งเริ่มฉายแววครุ่นคิด หมอหลวงเข้าวังก่อนกำหนดขันทีคนสำคัญหายตัวไป หากทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน...นั่นหมายความว่า ใครบางคนกำลังขยับหมากเร็วกว่าชาติแรก หรือไม่ก็...คนร้ายรู้แล้วว่าอนาคตกำลังเปลี่ยนไป เพียงคิดเช่นนั้น แผ่นหลังของไป๋หลิงเยว่ก็เย็นวาบ นางทอดสายตามองสระบัวเบื้องหน้า ดอกบัวสีชมพูบานสะพรั่งเหนือผืนน้ำ ดูสงบนิ่งและงดงาม แต่ใต้ผิวน้ำ...กลับเต็มไปด้วยรากที่พันเกี่ยวกันอย่างซับซ้อน ราชสำนักแห่งนี้ก็เช่นกัน ภายนอกดูสงบสุขแต่เบื้องล่าง...กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะหักหลังและเข่นฆ่ากันได้ทุกเมื่อ ครั้งก่อน นางพ่ายแพ้เพราะเชื่อใจคนง่ายเกินไป
ครั้งนี้...นางจะเป็นฝ่ายเปิดโปงทุกคนเสียเอง โดยเริ่มจากการตามหาขันทีหลี่ให้พบ ก่อนที่เขาจะหายไปจากโลกใบนี้...เหมือนในความทรงจำที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลง
บ่ายวันนั้น แสงแดดอ่อนส่องลอดชายคาศาลาริมสระบัว ทว่าความอบอุ่นกลับไม่อาจขับไล่ความเย็นเยียบในหัวใจของไป๋หลิงเยว่ได้ นางปิดสมุดบันทึกอย่างแผ่วเบา ก่อนเก็บมันไว้ในช่องลับด้านในแขนเสื้อ สิ่งที่เขียนไว้ในนั้น...หากตกไปอยู่ในมือผู้อื่นเพียงหน้าเดียว ก็อาจทำให้นางถูกมองว่าเป็นคนวิปลาส หรือร้ายแรงกว่านั้น คือถูกสงสัยว่ากำลังคิดก่อการบางอย่าง
ชาตินี้ นางจะไม่เปิดเผยความลับเรื่องการย้อนเวลาให้ผู้ใดรู้เด็ดขาด
"ชิงเอ๋อร์"
"เจ้าคะ"
"เตรียมรถม้า ข้าจะออกไปสำนักโอสถหลวง"
สาวใช้ชะงักไปเล็กน้อย
"แต่วันนี้ท่านเจ้ากรมโอสถไม่ได้เรียกคุณหนูนะเจ้าคะ"
"ข้ารู้"
ไป๋หลิงเยว่ลุกขึ้นจัดชายแขนเสื้อให้เรียบร้อย
"ยิ่งไม่มีผู้ใดเรียก ข้ายิ่งต้องไป"
ครึ่งชั่วยามต่อมา...รถม้าตระกูลไป๋แล่นเข้าสู่เขตราชวังชั้นนอก
แม้ไป๋หลิงเยว่จะยังไม่ได้อภิเษกกับองค์รัชทายาทในช่วงเวลานี้ แต่นางเป็นบุตรสาวของหัวหน้าสำนักโอสถหลวง จึงสามารถเข้าออกสำนักโอสถได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบที่ยุ่งยากนัก
ทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า กลิ่นสมุนไพรนานาชนิดก็ลอยแตะปลายจมูก ทั้งกลิ่นโสม กลิ่นตังกุย กลิ่นเก๋ากี้ และกลิ่นของเปลือกอบเชยแห้ง ล้วนเป็นกลิ่นที่นางคุ้นเคยตั้งแต่ยังเด็ก หมอหลวงและศิษย์ฝึกหัดหลายคนรีบโค้งคำนับ
"คุณหนูไป๋"
"คุณหนูมาแล้ว"
ไป๋หลิงเยว่ยิ้มตอบบาง ๆ ก่อนกวาดสายตามองไปรอบอาคาร ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ชั้นวางตำรายังอยู่ตำแหน่งเดิมห้องปรุงยายังคงเปิดหน้าต่างรับลมเช่นเดิมแม้แต่ต้นหลิวหน้าลานก็ยังสูงเท่าเดิม แต่ความรู้สึกของนางกลับบอกว่า...มีบางอย่างไม่เหมือนเดิม
"คุณหนู" ศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งรีบเดินเข้ามา
"ท่านอาจารย์กำลังตรวจตำรายาอยู่ด้านใน"
"ข้าจะไปหาเอง"
นางเดินผ่านระเบียงไม้ยาวอย่างคุ้นเคย ระหว่างทาง ดวงตาคู่สวยคอยสังเกตรายละเอียดทุกจุด
ในชาติที่แล้ว...นางไม่เคยใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่ตอนนี้ ทุกสิ่งอาจเป็นเบาะแสได้ทั้งสิ้น
ทันใดนั้นเอง...ฝีเท้าของนางหยุดลง สายตาหยุดอยู่ที่ชั้นเก็บสมุนไพรด้านในสุดมีห่อสมุนไพรสีแดงวางอยู่บนชั้นบนสุด
ไป๋หลิงเยว่ขมวดคิ้ว
"เหตุใด..." นางพึมพำเบา ๆ ในชาติที่แล้ว สมุนไพรชนิดนี้ยังไม่ได้ถูกนำเข้ามาอย่างน้อยก็อีกกว่าสองเดือน นางเอื้อมมือหยิบห่อนั้นลงมา เปิดออกเพียงเล็กน้อยกลิ่นฉุนอ่อน ๆ ลอยออกมา ดวงตาของนางพลันหรี่ลง
นี่คือ...
"หญ้าหงซา" สมุนไพรชนิดนี้เมื่อใช้ในปริมาณน้อยสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต แต่หากผสมกับโอสถบางชนิด...จะเปลี่ยนสภาพเป็นพิษร้ายแรง ชาติที่แล้ว หลังฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ นางเคยได้ยินหมอหลวงบางคนพูดถึงหญ้าหงซาอยู่ครั้งหนึ่งแต่ไม่มีผู้ใดพบตัวสมุนไพรจริง
แล้วเหตุใด...มันจึงมาอยู่ที่นี่ก่อนเวลา
"คุณหนูสนใจสมุนไพรชนิดนี้หรือ" เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
ไป๋หลิงเยว่รีบหันกลับไป บุรุษวัยประมาณสามสิบปีในชุดหมอหลวงกำลังยืนยิ้มสุภาพใบหน้าธรรมดา ดวงตาเรียวเล็ก ดูเป็นคนอ่อนโยน แต่ทันทีที่เห็นใบหน้านั้นหัวใจของนางกลับเต้นแรง
หยางจิ้งเหอ...หมอหลวงคนใหม่ ผู้ที่ควรเข้าวังอีกสองเดือนข้างหน้า
"ถวายบังคมคุณหนูไป๋"
เขาประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
"ได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูมานาน วันนี้เพิ่งมีโอกาสพบ"
ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ วางห่อสมุนไพรกลับที่เดิม
"หมอหยางเพิ่งเข้าวังได้ไม่นานหรือ"
"เพียงห้าวันเท่านั้น"
ห้าวัน...ตรงกับข้อมูลของชิงเอ๋อร์ นางส่งยิ้มบาง ๆ
"ได้ยินว่าท่านเชี่ยวชาญพิษ"
หยางจิ้งเหอหัวเราะเบา ๆ
"เพียงรู้บ้างเล็กน้อย...ในสำนักโอสถแห่งนี้ มีผู้ใดไม่รู้เรื่องพิษบ้างเล่า"
คำตอบฟังดูไม่มีพิรุธ แต่ไป๋หลิงเยว่กลับรู้สึกแปลกประหลาด
ชายผู้นี้...นิ่งเกินไป
ต่อให้นางเป็นเพียงบุตรสาวหัวหน้าสำนักโอสถ แต่การถูกถามตรง ๆ เรื่องพิษ ย่อมทำให้คนทั่วไปเกิดความระแวงบ้าง ทว่าเขากลับตอบอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเตรียมคำตอบไว้แล้ว
"ข้าขอตัวก่อน" นางกล่าวสั้น ๆ
หยางจิ้งเหอโค้งศีรษะอย่างสุภาพ
"หวังว่าจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนตำรายากับคุณหนู"
ไป๋หลิงเยว่เพียงยิ้มตอบ ก่อนเดินจากมา แต่จนกระทั่งเดินพ้นระเบียง นางยังรู้สึกได้...ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองตามแผ่นหลังของตน
...
"คุณหนู"
ชิงเอ๋อร์กระซิบเบา ๆ ระหว่างเดินกลับ
"หมอหยางมีอะไรผิดปกติหรือเจ้าคะ"
ไป๋หลิงเยว่ไม่ได้ตอบในทันที นางหันกลับไปมองอาคารสำนักโอสถอีกครั้ง หยางจิ้งเหอยังคงยืนอยู่ที่เดิมแม้ระยะจะไกลจนเห็นใบหน้าไม่ชัด แต่นางมั่นใจว่า...เขากำลังมองมาทางนี้
"ยังบอกไม่ได้" นางตอบเสียงเบา
"แต่จากนี้ไป..."
"ให้คนของเราจับตาดูเขาเงียบ ๆ"
"อย่าให้รู้ตัว"
ชิงเอ๋อร์พยักหน้ารับ
ขณะเดียวกัน...ภายในตำหนักฮองเฮา ขันทีอาวุโสรีบเดินเข้ามาคุกเข่า
"กราบทูลฮองเฮา หมอหยางพบคุณหนูไป๋แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฮองเฮาซึ่งกำลังรินชาลงถ้วยหยกหยุดมือชั่วครู่ พระนางยกถ้วยขึ้นจิบอย่างสงบ
"นางพูดสิ่งใดหรือไม่"
"มิได้พูดสิ่งใดผิดปกติ เพียงสอบถามเรื่องสมุนไพรไม่กี่ประโยค"
ฮองเฮาพยักพระพักตร์ช้า ๆ
"จับตานางต่อไป"
"หากนางเริ่มสืบ..."
พระสุรเสียงค่อย ๆ เย็นลง
"จงรายงานเปิ่นกงทันที"
ขันทีรับคำ ก่อนถอยออกจากตำหนักอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ประตูปิดลง ฮองเฮาทรงทอดสายตาออกไปยังสวนดอกเหมยนอกหน้าต่าง ริมพระโอษฐ์ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมาย...โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า เกมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
รถม้าตระกูลไป๋เคลื่อนตัวออกจากเขตราชวังอย่างเชื่องช้า ตลอดทางกลับจวน ไป๋หลิงเยว่ไม่ได้เอ่ยคำใด นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบหน้าต่างรถม้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่ในหัวกลับทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดซ้ำไปซ้ำมา
หมอหลวงหยางจิ้งเหอ...เข้าวังก่อนกำหนด หญ้าหงซาปรากฏในสำนักโอสถเร็วกว่าชาติเดิม ขันทีหลี่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
และเมื่อครู่นี้...ฮองเฮาก็เรียกหมอหลวงเข้าตำหนักอีกครั้ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วจนผิดปกติ หากเป็นเพียงเรื่องเดียว นางอาจคิดว่าเป็นความบังเอิญ แต่เมื่อหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน...ย่อมไม่มีคำว่าบังเอิญอีกต่อไป
"คุณหนู" ชิงเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเบา ๆ
"จะให้บ่าวส่งคนออกตามหาขันทีหลี่คืนนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ"
ไป๋หลิงเยว่ส่ายหน้า
"อย่าเพิ่ง"
"แต่หากชักช้า..."
"ยิ่งรีบ ยิ่งผิดปกติ"
หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา
"ชิงเอ๋อร์ จำเอาไว้"
"การสืบคดีที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การหาเบาะแส แต่คือการทำให้คนร้ายรู้ว่าเรากำลังหาเบาะแส"
สาวใช้เม้มริมฝีปากก่อนพยักหน้าช้า ๆ
"บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
รถม้าค่อย ๆ แล่นเข้าสู่จวนไป๋ ทันทีที่ลงจากรถ หัวหน้าพ่อบ้านก็รีบเดินเข้ามาคำนับ
"คุณหนู ท่านเจ้ากรมกำลังรออยู่ในห้องหนังสือขอรับ"
ไป๋หลิงเยว่ชะงักเล็กน้อย
บิดาของนาง...ไป๋เหวินหยวน หัวหน้าสำนักโอสถหลวง
ในชาติที่แล้ว หลังนางถูกประหาร ท่านถูกปลดจากตำแหน่งและถูกเนรเทศไปชายแดน ก่อนจะตรอมใจเสียชีวิตภายในเวลาไม่ถึงปี เพียงคิดถึงภาพนั้น หัวใจของนางก็เจ็บหนึบ
ชาตินี้...นางจะปกป้องครอบครัวให้ได้ นางสูดหายใจลึก ก่อนเดินไปยังห้องหนังสือ
เมื่อผลักประตูเข้าไป บุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มกำลังอ่านตำราอยู่ แม้เส้นผมจะแซมด้วยสีขาว แต่แววตายังคงเฉียบคม
"กลับมาแล้วหรือ" น้ำเสียงของไป๋เหวินหยวนอ่อนโยนดังเช่นทุกครั้ง
"เจ้าถึงกับไปสำนักโอสถโดยไม่บอกบิดา"
ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ
"ลูกเพียงอยากไปดูตำรายาเจ้าค่ะ"
ไป๋เหวินหยวนหัวเราะเบา ๆ
"ตั้งแต่เด็ก เจ้าก็ชอบอยู่กับตำรามากกว่าสิ่งใด"
เขาปิดตำราในมือลง ก่อนมองบุตรสาวด้วยสายตาเอ็นดู
"อีกไม่นานก็จะถึงงานเลี้ยงชมดอกเหมยในวัง"
"ฮองเฮารับสั่งให้เชิญสตรีตระกูลใหญ่ทุกคนเข้าร่วม"
"เจ้าก็เตรียมตัวไว้ด้วย"
ไป๋หลิงเยว่ขมวดคิ้ว งานเลี้ยงชมดอกเหมย...ในชาติที่แล้ว งานนี้จัดขึ้นหลังจากนี้อีกหนึ่งเดือน
แต่ครั้งนี้...กลับถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น อีกแล้ว...ทุกอย่างเปลี่ยนไปอีกแล้ว
"เจ้าคะ"
นางตอบรับเพียงสั้น ๆ ไม่ให้บิดาสังเกตเห็นความผิดปกติ หลังพูดคุยอีกเล็กน้อย นางจึงขอตัวกลับเรือน
คืนนั้น…
แสงจันทร์สาดส่องลงมายังสวนด้านหลังจวนไป๋ ไป๋หลิงเยว่เปลี่ยนเป็นชุดสีเข้ม ก่อนปีนขึ้นไปบนศาลาริมสระน้ำ จากตรงนี้สามารถมองเห็นกำแพงด้านตะวันออกของจวนได้ชัดเจน นางหยิบสมุดบันทึกออกมาอีกครั้ง ใต้หัวข้อ
"สิ่งที่แตกต่างจากชาติแรก"
นางเขียนเพิ่มทีละบรรทัด หมอหลวงหยางจิ้งเหอ เข้าวังก่อนกำหนด ขันทีหลี่หายตัวไป ฮองเฮาเรียกหมอหลวงเข้าพบถี่ขึ้น งานเลี้ยงชมดอกเหมยถูกเลื่อนเร็วขึ้น นางวางพู่กันลงช้า ๆ จากนั้นจึงลากเส้นเชื่อมทุกเหตุการณ์เข้าหากัน ฮองเฮา...หมอหลวง...ขันที...งานเลี้ยง...ล้วนเกี่ยวข้องกับราชสำนักทั้งสิ้น ไป๋หลิงเยว่หลับตา พยายามรื้อฟื้นความทรงจำอีกครั้ง
ทันใดนั้น...ภาพหนึ่งพลันผุดขึ้นในหัว งานเลี้ยงชมดอกเหมยเมื่อชาติที่แล้วนางจำได้ว่า...หลังงานเลี้ยงวันนั้น ฮองเฮาทรงประชวรเล็กน้อย จึงมีรับสั่งเรียกหมอหลวงผลัดใหม่เข้าตรวจพระอาการตอนนั้นนางไม่ได้สนใจแต่หากหมอหลวงผลัดใหม่ก็คือ...หยางจิ้งเหอแสดงว่า...ชายผู้นี้อาจเริ่มเข้าใกล้ฮองเฮาตั้งแต่ตอนนั้นหรือบางที...อาจเร็วกว่านั้นเสียอีก
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง
"คุณหนู" ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง
"มีคนส่งมาเมื่อครู่เจ้าค่ะ"
"ผู้ใด"
"ไม่ทราบเจ้าค่ะ"
"คนส่งเป็นเด็กขอทาน บอกว่ามีคนให้เงินเขานำมาส่ง"
ไป๋หลิงเยว่รับจดหมายมาเปิด ด้านในมีเพียงกระดาษแผ่นเล็ก เขียนไว้เพียงประโยคเดียว
"หากอยากรู้ว่าขันทีหลี่อยู่ที่ใด...พรุ่งนี้ยามซวี ไปที่ศาลาร้างหลังวัดเจ้าแม่ซีหวาง" ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีตราประทับ
ไป๋หลิงเยว่จ้องข้อความนั้นนิ่ง
ชิงเอ๋อร์เอ่ยอย่างร้อนใจ
"คุณหนู นี่อาจเป็นกับดักนะเจ้าคะ"
หญิงสาวพับกระดาษเก็บอย่างระมัดระวัง
"ข้ารู้"
"แต่หากไม่ไป...เราจะไม่มีวันรู้ว่ามันคือกับดักของใคร"
นางเงยหน้ามองพระจันทร์เต็มดวงเหนือศีรษะ
ในชาติที่แล้ว...นางไม่เคยได้รับจดหมายเช่นนี้ นั่นหมายความว่า...ตั้งแต่วินาทีที่นางลืมตาขึ้นมาในโลกใบเดิม ชะตากรรมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้วและผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด...ก็กำลังเริ่มขยับตัวเช่นเดียวกัน
ไป๋หลิงเยว่กำกระดาษในมือแน่น ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายมุ่งมั่น
"ไม่ว่าเจ้าจะเป็นมิตรหรือศัตรู...ข้าจะเปิดเผยตัวตนของเจ้าให้ได้"
สายลมยามราตรีพัดผ่านสวนดอกเหมยจนกลีบดอกสีขาวปลิวว่อน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า...การนัดหมายในวันพรุ่งนี้ จะเป็นก้าวแรกที่ทำให้ไป๋หลิงเยว่เข้าใกล้ความจริงและเข้าใกล้อันตราย...มากกว่าชาติที่แล้วเสียอีก
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ
ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง
สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช







