LOGINสายฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งคืน
ละอองฝนบางเบาเกาะอยู่บนชายคากระเบื้องสีดำของตำหนักองค์รัชทายาท ก่อนจะไหลหยดลงสู่พื้นหินด้านล่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ภายในห้องทรงอักษร กลิ่นหมึกจีนเจือจางปะปนกับกลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงงาน
ปลายนิ้วเรียวยาวพลิกเอกสารกองแล้วกองเล่าอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นฎีกาจากหัวเมืองที่ต้องรีบพิจารณา แต่สายตาของเขากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรเบื้องหน้า
มู่เฉินอวี้ถอนหายใจแผ่วเบา เขาอ่านฎีกาฉบับเดิมมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้วแต่กลับจำไม่ได้แม้แต่บรรทัดเดียว
"ฝ่าบาท..." องครักษ์คนสนิทอย่างโม่เฟิงยืนอยู่หน้าประตู พลางเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
"ท่านเรียกหากระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ"
มู่เฉินอวี้วางพู่กันลง
"มีข่าวจากจวนไป๋หรือไม่"
โม่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย คำถามนี้...ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาได้ยินแทบทุกวัน แม้พระองค์จะไม่เคยเสด็จไปหาคุณหนูไป๋ด้วยพระองค์เอง แต่กลับคอยให้คนลับรายงานความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
"มีพ่ะย่ะค่ะ"
"ว่ามา"
"คุณหนูไป๋ออกจากจวนเมื่อช่วงสาย"
มู่เฉินอวี้เงยหน้าขึ้น
"ไปที่ใด"
"สำนักโอสถหลวง"
บุรุษหนุ่มพยักหน้าช้า ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก ในฐานะบุตรสาวของเจ้ากรมโอสถหลวง ไป๋หลิงเยว่ไปสำนักโอสถเป็นประจำอยู่แล้ว แต่โม่เฟิงยังไม่หยุดรายงาน
"หลังจากนั้น คุณหนูไป๋เดินตรวจคลังสมุนไพรอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม"
"สอบถามเรื่องหมอหลวงคนใหม่ และยังให้คนลอบสืบเรื่องขันทีหลี่อีกด้วย"
ปลายนิ้วของมู่เฉินอวี้ชะงักค้างอยู่บนโต๊ะ
"ขันทีหลี่?"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ"
"เหตุใดนางจึงสนใจขันทีผู้นั้น"
โม่เฟิงส่ายหน้า
"กระหม่อมก็ไม่ทราบ"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มู่เฉินอวี้ลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง สายฝนยังคงโปรยลงมาไม่ขาดสาย ดวงตาสีดำลึกทอดมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกอย่างครุ่นคิด
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา...ไป๋หลิงเยว่เปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนเสียจนเขารู้สึกเหมือนนางกลายเป็นคนละคน
เมื่อก่อน...นางมักยิ้มอยู่เสมอ หากพบเขาในงานเลี้ยง นางจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาคำนับก่อนทุกครั้ง บางครั้งยังแอบนำขนมที่นางทำเองมาฝาก แม้เขาจะตอบเพียงคำสั้น ๆ แต่หญิงสาวกลับไม่เคยโกรธ นางเป็นคนอ่อนโยน ไม่เคยระแวงผู้ใดและไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองในราชสำนัก
ทว่า...ตั้งแต่หลังงานเลี้ยงชมดอกเหมย ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป ไป๋หลิงเยว่เริ่มหลีกเลี่ยงการพบเขา หากจำเป็นต้องพบ นางจะพูดเพียงไม่กี่คำแล้วรีบจากไป แววตาที่เคยอบอุ่น...กลับเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ราวกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่าง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังเริ่มแอบออกนอกจวนบ่อยครั้ง สนใจสำนักโอสถ หมอหลวง...ขันที รวมถึงเรื่องที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับตนเองมาก่อน
ทั้งหมดนี้...ผิดปกติอย่างยิ่ง
"โม่เฟิง"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"คนของเราตามติดนางอยู่หรือไม่"
"ตามอยู่ตลอดพ่ะย่ะค่ะ"
"พบสิ่งผิดปกติหรือไม่"
องครักษ์หนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเสียงเบา
"มีเรื่องหนึ่ง..."
"พูดมา"
"เมื่อคืน คุณหนูไป๋ได้รับจดหมายปริศนาฉบับหนึ่ง"
มู่เฉินอวี้หันกลับมาทันที
"จดหมาย?"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ"
"แต่คนของเราตามผู้ส่งไม่ทัน"
บุรุษหนุ่มขมวดคิ้ว
คนของเขา...ตามใครไม่ทันอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้เพียงสองกรณี
หนึ่ง...ผู้ส่งมีฝีมือสูง
สอง...มีคนคอยช่วยปกปิดร่องรอย
ไม่ว่าจะเป็นข้อใด ล้วนไม่น่าไว้วางใจทั้งสิ้น
"เนื้อหาในจดหมาย"
"ยังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"
มู่เฉินอวี้เม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย ความรู้สึกที่เหมือนกำลังมีใครบางคนวางหมากอยู่ในเงามืด และคนผู้นั้น...กำลังเข้าใกล้ไป๋หลิงเยว่ มากขึ้นทุกที
"เพิ่มคนคุ้มกันนาง" เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ
"แต่อย่าให้นางรู้ตัว"
"พ่ะย่ะค่ะ"
โม่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่กลับได้ยินเสียงของผู้เป็นนายดังขึ้นอีกครั้ง
"ช้าก่อน"
"พ่ะย่ะค่ะ"
มู่เฉินอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวช้า ๆ
"ถอนคนของเราทั้งหมด"
โม่เฟิงเบิกตากว้าง
"ฝ่าบาท?"
"คืนนี้..." ดวงตาคมเข้มฉายแววเฉียบคม
"ข้าจะตามนางเอง"
...
ขณะเดียวกัน...ภายในเรือนของตระกูลไป๋ ไป๋หลิงเยว่กำลังเปลี่ยนอาภรณ์ นางถอดชุดสีอ่อนที่สวมเป็นประจำ เปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมสีกรมท่าที่เรียบง่าย ก่อนรวบเส้นผมขึ้นสูงด้วยปิ่นไม้ธรรมดา หากมองผ่าน ๆ คงไม่มีผู้ใดคิดว่าเป็นคุณหนูแห่งตระกูลใหญ่
ชิงเอ๋อร์มองนายสาวด้วยสีหน้าเป็นห่วง
"คุณหนู คืนนี้ท่านจะไปจริงหรือเจ้าคะ"
ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า
"ต้องไป"
"แต่หากเป็นกับดัก..." หญิงสาวยิ้มบาง ๆ
"ข้าก็อยากรู้ ว่าคนที่วางกับดัก...เป็นฝ่ายใดกันแน่"
นางหยิบจดหมายปริศนาขึ้นมาอีกครั้ง ข้อความสั้น ๆ บนกระดาษยังคงชัดเจน หากอยากรู้ว่าขันทีหลี่อยู่ที่ใด...จงมาคนเดียว
คนเดียว...เพียงคำนี้ก็เพียงพอให้นางรู้
คืนนี้...จะไม่มีทางสงบอย่างแน่นอน
ยามไฮ่...
เมืองหลวงที่เคยคึกคักในยามกลางวันค่อย ๆ เงียบสงัดลง ร้านค้าทยอยปิดประตู เหลือเพียงแสงโคมสีส้มที่แขวนเรียงรายตลอดสองข้างถนน
สายลมเย็นพัดผ่านตรอกแคบ กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกยังคงอวลอยู่ในอากาศ
ภายในจวนไป๋
ไป๋หลิงเยว่รอจนเสียงระฆังยามดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง จึงค่อย ๆ เปิดหน้าต่างด้านหลังเรือน
ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"คุณหนู...ให้บ่าวไปกับท่านเถิดเจ้าค่ะ"
หญิงสาวส่ายหน้า
"อีกฝ่ายระบุชัดว่าต้องไปคนเดียว"
"แต่...หากข้าไม่กลับมาก่อนฟ้าสาง"
ไป๋หลิงเยว่หยุดพูด ก่อนมองสาวใช้คนสนิทด้วยแววตาจริงจัง
"เจ้าจงนำสมุดบันทึกใต้พื้นกระดานห้องข้าไปส่งให้บิดาทันที"
ชิงเอ๋อร์หน้าซีด
"คุณหนู..."
ไป๋หลิงเยว่ยิ้มอ่อน
"ไม่ต้องห่วง ข้ายังไม่คิดตายเป็นครั้งที่สอง"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของนางกลับไม่กล้าประมาท
ครั้งก่อน...นางเชื่อคนง่ายเกินไปครั้งนี้ต่อให้เป็นเพียงคำเชิญหนึ่งฉบับ นางก็เตรียมทางหนีทีไล่ไว้เรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวสวมผ้าคลุมสีดำ ปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ก่อนกระโดดลงจากหน้าต่างอย่างคล่องแคล่ว เสียงรองเท้าสัมผัสพื้นเบาราวกับแมว ไม่กี่อึดใจ ร่างเพรียวก็หลอมรวมกับเงามืดของค่ำคืน
โดยไม่รู้เลยว่า...บนหลังคาเรือนฝั่งตรงข้าม มีเงาสูงสง่าผู้หนึ่งยืนมองอยู่เงียบ ๆ
มู่เฉินอวี้...เขาสวมชุดนักพรตสีดำธรรมดา ใบหน้าถูกซ่อนครึ่งหนึ่งด้วยหมวกคลุมกว้าง หากมิใช่คนใกล้ชิด คงไม่มีผู้ใดจำได้ว่าเป็นองค์รัชทายาท ดวงตาคมจับจ้องไปยังหญิงสาวเบื้องล่างไม่วางตา
"นางฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่เมื่อใด..." เขาพึมพำกับตนเอง
เมื่อก่อน...ไป๋หลิงเยว่เดินเพียงเร็วขึ้นเล็กน้อยก็เหนื่อยหอบ แต่นางในคืนนี้กลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว จนคนธรรมดาตามแทบไม่ทัน ความสงสัยในใจของมู่เฉินอวี้ยิ่งเพิ่มขึ้น เขาเว้นระยะห่างหลายสิบก้าว ก่อนทะยานตามไปอย่างเงียบเชียบ
แทนที่จะมุ่งหน้าไปยังศาลาร้างหลังวัดตามที่จดหมายระบุ ไป๋หลิงเยว่กลับเลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กหลายครั้ง บางครั้งเดิน บางครั้งหยุด บางครั้งหันกลับมามองด้านหลังราวกับกำลังตรวจสอบว่ามีผู้ใดสะกดรอยตามหรือไม่
มู่เฉินอวี้ซ่อนตัวอยู่บนชายคา พลางเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
วิธีการเช่นนี้...ไม่ใช่สิ่งที่คุณหนูตระกูลใหญ่ควรรู้ แต่มันกลับเป็นเทคนิคเดียวกับสายลับในกองทัพ
หญิงสาวเดินอ้อมตลาดร้างหนึ่งรอบ ก่อนหยุดอยู่หน้าร้านขายน้ำชาที่ปิดกิจการมาหลายปี นางก้มลงมองพื้น ก่อนใช้นิ้วเขี่ยเศษดินออกเบา ๆ มีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ปรากฏอยู่บนแผ่นหิน ดอกเหมยห้ากลีบ...หัวใจของไป๋หลิงเยว่กระตุกวูบ สัญลักษณ์นี้อีกแล้ว ในชาติที่แล้ว นางเห็นมันอยู่หลายครั้ง ทั้งบนแหวนของหมอหลวงผู้หนึ่ง บนผืนผ้าของขันที และบนเอกสารลับที่ถูกเผาทิ้ง
แต่ตอนนั้น...นางไม่เคยเชื่อมโยงอะไรได้เลย หญิงสาวย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วลูบรอยสลักนั้นเบา ๆ ดูเหมือนเพิ่งถูกแกะไว้ไม่นาน ฝุ่นยังเกาะไม่ทั่วร่อง แสดงว่ามีคนเพิ่งผ่านมาที่นี่นางลุกขึ้นทันที
"ช้ากว่าที่คิด" เสียงชายแปลกหน้าดังขึ้นจากมุมมืด
ไป๋หลิงเยว่รีบหันขวับ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเทาหม่นยืนอยู่ใต้ต้นหลิว ใบหน้าของเขาถูกเงาไม้บดบังจนเห็นไม่ชัด
"จดหมาย..." นางเอ่ยเสียงเรียบ
"เจ้าส่งมาหรือ"
ชายผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ
"คุณหนูไป๋ช่างกล้าหาญ...กล้ามาคนเดียวจริง ๆ"
ไป๋หลิงเยว่ไม่ได้ตอบ
มือขวาค่อย ๆ เลื่อนไปแตะถุงผ้าสมุนไพรที่ผูกไว้กับเอว ภายในมีทั้งผงยาสลบและเข็มเงินสำหรับป้องกันตัว หากอีกฝ่ายคิดลงมือ...นางก็พร้อมตอบโต้
"ขันทีหลี่อยู่ที่ใด" นางถามตรงประเด็น
ชายแปลกหน้ามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกยิ้มมุมปาก
"ข้าจะพาเจ้าไป"
"แต่ก่อนอื่น..."
เขากวาดตามองซ้ายขวา
"มีหางตามเจ้ามาหรือไม่"
หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นแรง นางมั่นใจว่าตรวจสอบเส้นทางมาตลอด ไม่น่ามีผู้ใดสะกดรอยได้
แต่คำถามของชายผู้นี้...กลับทำให้นางเริ่มไม่แน่ใจ
ขณะเดียวกัน
บนหลังคาอาคารห่างออกไปราวร้อยก้าว มู่เฉินอวี้นั่งยอง ๆ อยู่หลังสันหลังคา สายตาจับจ้องชายลึกลับเบื้องล่างอย่างไม่กะพริบ เขาไม่เคยเห็นชายผู้นี้มาก่อนแต่จากลมหายใจและจังหวะการยืน อีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดา เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์...และฝีมือไม่ต่ำ
มู่เฉินอวี้เหลือบมองไป๋หลิงเยว่ หญิงสาวยังคงสงบนิ่ง ไม่มีท่าทีตื่นตระหนก ราวกับคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องพบคนเช่นนี้ ความรู้สึกประหลาดค่อย ๆ ก่อตัวในใจขององค์รัชทายาท
เหตุใด...ไป๋หลิงเยว่จึงรู้ว่าต้องมาพบชายลึกลับผู้นี้ เหตุใด...นางจึงตามสืบเรื่องขันทีหลี่ และเหตุใด...นางจึงดูเหมือนกำลังไล่ตามปริศนาบางอย่างที่แม้แต่ราชสำนักก็ยังไม่รู้ ความลับที่นางซ่อนไว้...คืออะไรกันแน่
ขณะที่มู่เฉินอวี้กำลังครุ่นคิด
ชายลึกลับก็หันหลัง เดินลึกเข้าไปในตรอกมืด พร้อมเอ่ยเพียงประโยคเดียว
"ตามข้ามา"
ไป๋หลิงเยว่สูดหายใจลึก ก่อนก้าวตามเข้าไปโดยไม่ลังเล โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่า...ปลายทางของตรอกแห่งนั้นไม่ได้พาไปยังศาลาร้างตามที่จดหมายเขียนไว้ แต่กลับมุ่งหน้า...สู่คลังโอสถหลวงที่ถูกปิดตายมานานหลายปี
ตรอกแคบทอดยาวเข้าสู่ด้านหลังพระราชวัง สองข้างทางเป็นกำแพงอิฐสูงเก่าแก่ ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอสสีเขียว กลิ่นอับชื้นของฝนเมื่อคืนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
ไป๋หลิงเยว่เดินตามชายลึกลับโดยรักษาระยะห่างไว้ราวสิบก้าว นางไม่เคยละสายตาจากแผ่นหลังของอีกฝ่าย
ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมสังเกตเส้นทางรอบด้าน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน...นางต้องหาทางหนีให้ได้ ไม่นานนัก ชายลึกลับก็หยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าประตูไม้เก่าบานหนึ่ง ประตูบานนั้นแทบกลืนไปกับกำแพงหิน หากไม่ตั้งใจสังเกตก็คงไม่มีวันรู้ว่ามีทางเข้าอยู่ตรงนี้
ชายผู้นั้นยื่นมือไปหมุนโคมไฟหินที่ตั้งอยู่ด้านข้าง
ครืด...
เสียงกลไกดังขึ้นเบา ๆ
ประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นทางเดินแคบที่ทอดลึกเข้าไปด้านใน
ไป๋หลิงเยว่หรี่ตาลง สถานที่แห่งนี้...นางไม่เคยเห็นมาก่อน
"เข้าไป" ชายลึกลับเอ่ยสั้น ๆ
"ขันทีหลี่อยู่ด้านใน"
หญิงสาวไม่ได้ขยับ
"ก่อนเข้าไป ข้าขอถามเจ้าสักเรื่อง"
ชายผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ
"เจ้าระวังตัวกว่าที่ข้าคิด"
"หากไม่ระวัง ข้าคงตายไปแล้ว"
คำตอบของนางทำให้อีกฝ่ายนิ่งไปชั่วครู่
"เจ้าต้องการถามสิ่งใด"
"เหตุใดเจ้าจึงช่วยข้า"
ชายลึกลับเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
"เพราะคนที่อยากให้เจ้าตาย..."ไม่ใช่คนเดียวกับคนที่ข้ารับใช้"
ไป๋หลิงเยว่ขมวดคิ้ว หมายความว่าอย่างไร ในเงามืดของราชสำนัก...มีหลายฝ่ายกำลังเคลื่อนไหวอย่างนั้นหรือ นางยังไม่ทันได้ถามต่อ ชายผู้นั้นก็เดินนำเข้าไปด้านใน หลังลังเลอยู่เพียงอึดใจ ไป๋หลิงเยว่ตัดสินใจก้าวตาม
ทางเดินใต้ดินเย็นชื้นและมืดสลัว มีเพียงแสงจากคบเพลิงที่ติดอยู่ตามผนังเป็นระยะ ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นสมุนไพรยิ่งชัดเจนขึ้น ไป๋หลิงเยว่ชะลอฝีเท้า นางจำกลิ่นนี้ได้เป็นกลิ่นของโกดังเก็บโอสถเก่า คลังโอสถหลวง...สถานที่ที่ถูกปิดใช้งานเมื่อสิบปีก่อน หลังเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ แต่เหตุใด...จึงยังมีคนเข้าออกอยู่
ชายลึกลับหยุดอยู่หน้าประตูเหล็กบานหนึ่ง เขาเคาะประตูสามครั้ง ไม่นาน ประตูก็ค่อย ๆ เปิดออกจากด้านในชายชราผมขาวผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมา เมื่อเห็นไป๋หลิงเยว่ ดวงตาของชายชราก็เบิกกว้าง
"คุณหนูไป๋..."
"ท่านยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ"
หญิงสาวชะงัก
"ท่านรู้จักข้า"
ชายชรามองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนรีบเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไป ภายในห้องเป็นคลังเก็บสมุนไพรขนาดไม่ใหญ่ ชั้นไม้หลายชั้นเต็มไปด้วยกล่องยาและตำราเก่า
ที่มุมห้อง...มีชายผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียงไม้ เมื่อเห็นใบหน้าของชายคนนั้น ไป๋หลิงเยว่ถึงกับก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"ขันทีหลี่..." นางพึมพำออกมา
ขันทีหลี่มีชีวิตอยู่จริง แต่สภาพของเขากลับซูบผอม ใบหน้าซีดเซียว แขนซ้ายพันผ้าไว้แน่นราวกับได้รับบาดเจ็บสาหัส ชายชราค่อย ๆ ถอนหายใจ
"พวกเราซ่อนเขาไว้ หากส่งตัวกลับวัง...เขาคงถูกฆ่าปิดปาก"
หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นแรง
"เหตุใด"
ชายชราหันไปมองขันทีหลี่ ก่อนตอบช้า ๆ
"เพราะเขาเห็น...คนที่แตะต้องถ้วยพระโอสถ" ดวงตาของไป๋หลิงเยว่เบิกกว้าง
ในชาติที่แล้ว...ขันทีหลี่ไม่เคยพูดเรื่องนี้ หรือแท้จริงแล้ว...เขาไม่มีโอกาสได้พูด
"เขาเห็นผู้ใด" นางถามอย่างรีบร้อน
ชายชราส่ายหน้า
"หลังหนีออกมา เขาถูกลอบสังหาร"
"แม้จะรอดชีวิต แต่ได้รับพิษชนิดหนึ่ง"
"ทุกครั้งที่พยายามนึกถึงคืนนั้น อาการจะกำเริบ"
ไป๋หลิงเยว่รีบเดินเข้าไปตรวจชีพจรขันทีหลี่ เพียงแตะข้อมือของเขา นางก็ขมวดคิ้วทันที ชีพจรอ่อนแรงผิดปกติ ปลายเล็บมีสีคล้ำ ริมฝีปากซีดม่วง นี่ไม่ใช่พิษธรรมดา แต่เป็นพิษที่ค่อย ๆ ทำลายระบบประสาท ทำให้ความทรงจำสับสน และร่างกายทรุดโทรมลงทีละน้อย
หากปล่อยไว้...อีกไม่เกินสามเดือน ขันทีหลี่ต้องเสียชีวิตแน่นอน ไป๋หลิงเยว่หยิบเข็มเงินออกจากแขนเสื้อ นางฝังเข็มลงบนจุดชีพจรสามตำแหน่งอย่างแม่นยำ ไม่นานนัก ขันทีหลี่ก็เริ่มไออย่างรุนแรงก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่พร่ามัวกวาดมองไปรอบห้อง แล้วหยุดอยู่ที่ไป๋หลิงเยว่
"คุณ...หนู..." เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบฟังไม่ออก
"อย่า...อย่าเข้าใกล้...คนผู้นั้น..."
"อยู่..." เขาหอบหายใจหนัก ก่อนจะกำมือแน่นราวกับพยายามฝืนความเจ็บปวด
"อยู่...ใกล้..." ยังไม่ทันพูดจบ ขันทีหลี่ก็ชักเกร็งอย่างรุนแรง
ไป๋หลิงเยว่รีบประคองร่างของเขาไว้
"จับตัวเขา!"
เสียงตะโกนดังสนั่นมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าจำนวนมาก ชายลึกลับสีหน้าเปลี่ยนทันที
"มีคนตามมา!"
เขาชักดาบออกจากฝัก ชายชราหน้าซีดเผือด
"เป็นไปไม่ได้!...สถานที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดรู้!"
ไป๋หลิงเยว่หัวใจเต้นแรง หรือว่า...ตั้งแต่นางก้าวออกจากจวน ก็มีคนจับตาดูอยู่แล้ว
ในขณะเดียวกัน
บนหลังคาอาคารด้านนอก มู่เฉินอวี้ซึ่งติดตามมาตลอดพลันหรี่ตาลงองครักษ์ชุดดำกว่าสิบคนกำลังมุ่งหน้ามายังคลังโอสถจากสามทิศทาง แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า...คือเครื่องหมายรูปดอกเหมยสีดำที่ปักอยู่บนต้นแขนของทุกคน ดวงตาคมขององค์รัชทายาทเย็นเยียบลงทันที
ในที่สุด...เขาก็พบเงาของศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในราชสำนักแล้วและคนเหล่านั้น...กำลังจะลงมือกับไป๋หลิงเยว่
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ
ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง
สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช



![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



