Share

บทที่ 4 คนตายปริศนา

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-09-16 11:22:16

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านกลุ่มเมฆสีเทาอ่อน ทอประกายลงบนกระเบื้องเคลือบสีชาดของพระราชวังหลวง แต่บรรยากาศกลับไม่ได้สดใสอย่างที่ควรจะเป็น

ข่าวการหายตัวไปของขันทีหลี่ยังถูกปิดเป็นความลับ

ส่วนเหตุการณ์เมื่อคืน...ไป๋หลิงเยว่เลือกเก็บไว้ในใจเพียงผู้เดียว

นางไม่อาจบอกผู้ใดได้ว่าขันทีหลี่ยังมีชีวิตอยู่ และกำลังซ่อนตัวอยู่ในคลังโอสถเก่า เพราะทันทีที่ข่าวรั่วไหล ชายผู้นั้นย่อมไม่มีทางรอดเป็นครั้งที่สอง หญิงสาวนั่งอยู่ในศาลาริมสวนของจวนไป๋ พลางเปิดสมุดบันทึกที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงของชะตาชีวิต นางเขียนเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัด ขันทีหลี่ยังมีชีวิต และเคยเห็นผู้แตะต้องถ้วยพระโอสถ

จากนั้นจึงลากเส้นเชื่อมกับคำว่า ดอกเหมย ปลายพู่กันหยุดนิ่งอยู่ครู่ใหญ่

ดอกเหมย...สัญลักษณ์นี้ปรากฏขึ้นบ่อยเกินไป รอยสลักบนพื้นหิน เครื่องหมายบนแขนของนักฆ่า และคำพูดของชายลึกลับเมื่อคืน ทุกอย่างเหมือนกำลังชี้ไปยังองค์กรบางแห่งที่ซ่อนตัวอยู่ในราชสำนัก แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋หลิงเยว่กังวลยิ่งกว่า คือคำพูดสุดท้ายของขันทีหลี่ "คนผู้นั้น...อยู่ใกล้..." ใกล้อะไร...ใกล้ฮ่องเต้ ใกล้สำนักโอสถหรือใกล้ตัวนางเอง ยังไม่ทันที่นางจะเรียบเรียงความคิด เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก

ชิงเอ๋อร์วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

"คุณหนู! เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ!"

ไป๋หลิงเยว่รีบปิดสมุดทันที

"ใจเย็นก่อน"

"เกิดอะไรขึ้น"

สาวใช้หอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

"สาวใช้นามว่า...อวี้หลาน"

"ที่เคยทำงานในห้องเครื่องยาหลวง ถูกพบเป็นศพเมื่อเช้านี้เจ้าค่ะ"

หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ในทันที

อวี้หลาน...ชื่อนี้นางจำได้

ในชาติที่แล้ว หญิงสาวผู้นี้เคยถูกเรียกตัวไปสอบสวนหลังฮ่องเต้สวรรคต เพราะเป็นผู้ทำความสะอาดห้องเครื่องยาในวันเกิดเหตุ แต่สุดท้ายกลับถูกปล่อยตัว จากนั้นนางก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนั้นไป๋หลิงเยว่มัวแต่ถูกคุมขัง จึงไม่เคยทราบว่าหญิงผู้นั้นลงเอยเช่นไร

"ศพอยู่ที่ใด"

"ริมคลองหลังตลาดตะวันตกเจ้าค่ะ"

"ทางการกำลังปิดพื้นที่"

ไป๋หลิงเยว่หยิบเสื้อคลุมขึ้นสวมทันที

"เตรียมรถม้า"

ชิงเอ๋อร์รีบพยักหน้า

"เจ้าค่ะ"

...

ครึ่งชั่วยามต่อมา

รถม้าตระกูลไป๋หยุดอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ แม้ทางการจะกันพื้นที่ไว้แล้ว แต่ชาวเมืองจำนวนมากยังยืนมุงดูด้วยความหวาดหวั่น

"ได้ยินว่าถูกฆ่าปิดปาก"

"เห็นว่าทำงานในวัง"

"คงไปรู้ความลับเข้า"

เสียงซุบซิบดังไปทั่ว

ไป๋หลิงเยว่ดึงหมวกคลุมลงต่ำ ก่อนเดินแทรกผ่านผู้คนเข้าไป กลิ่นเลือดคละคลุ้งในอากาศ ร่างของหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ นอนตะแคงอยู่ริมตลิ่ง เสื้อผ้าเปียกชื้น ร่างกายมีรอยฟกช้ำหลายแห่ง แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด...คือรอยบีบที่ลำคอ นางไม่ได้ถูกฟัน ไม่ได้ถูกแทงแต่ถูกบีบคอจนเสียชีวิต

ไป๋หลิงเยว่ย่อตัวลงอย่างแนบเนียน พลางกวาดตามองสภาพศพ เล็บมือของผู้ตายหักสองนิ้ว ปลายนิ้วมีเศษดินติดอยู่ แสดงว่าอีกฝ่ายดิ้นรนต่อสู้สุดชีวิต ทันใดนั้น ดวงตาของไป๋หลิงเยว่ก็หรี่ลง มีรอยขีดบางอย่างอยู่บนพื้นโคลนข้างศพ นางค่อย ๆ ใช้ชายแขนเสื้อปัดเศษดินออก รอยนั้นคล้าย...รูปดอกไม้ห้ากลีบ หัวใจของนางกระตุกวูบ ดอกเหมย...อีกแล้ว

"ถอยออกไป" เสียงเข้มของเจ้าพนักงานดังขึ้น

"ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ศพ"

ไป๋หลิงเยว่รีบลุกขึ้นและถอยออกมาอย่างเงียบ ๆ แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นวงล้อม

เสียงแผ่วเบาราวกับลมหายใจก็ดังขึ้น

"...ชะ...ช่วย..."

หญิงสาวชะงัก นางหันกลับไปมองศพอีกครั้ง เจ้าพนักงานกำลังโกลาหล เพราะนิ้วมือของอวี้หลานขยับเล็กน้อย นาง...ยังไม่ตาย ไป๋หลิงเยว่ไม่รอช้า รีบฝ่าผู้คนเข้าไปคุกเข่าข้างร่างนั้นอวี้หลานลืมตาขึ้นเพียงนิดเดียว ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากที่เปื้อนเลือดขยับอย่างยากลำบาก ไป๋หลิงเยว่โน้มตัวลงไปใกล้

"ผู้ใดทำเจ้า"

หญิงสาวพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ก่อนกระซิบออกมาเพียงคำเดียว

"...ดอก...เหมย..."

สิ้นเสียงนั้น ดวงตาของอวี้หลานก็เหม่อลอย ลมหายใจขาดห้วง ก่อนศีรษะจะเอียงตกลงข้างหนึ่งอย่างไร้เรี่ยวแรง นางจากไปพร้อมกับคำว่า...ดอกเหมย

คำว่า "ดอกเหมย" ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของไป๋หลิงเยว่

แม้อวี้หลานจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว แต่ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนหญิงสาวผู้นั้นยังพยายามบอกบางสิ่ง

เจ้าพนักงานรีบกันผู้คนออกห่างจากศพ

"ถอยไป!...ห้ามผู้ใดแตะต้องศพโดยไม่ได้รับอนุญาต!"

เสียงตะโกนดังระงมไปทั่วบริเวณ

ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ ลุกขึ้น สีหน้ายังคงสงบนิ่ง หากแต่ภายในกลับปั่นป่วนอย่างหนัก อวี้หลานไม่ได้เอ่ยชื่อคนร้าย ไม่ได้บอกว่าผู้ใดลงมือ สิ่งสุดท้ายที่หญิงสาวเลือกพูดก่อนสิ้นใจกลับเป็นเพียงคำว่า...ดอกเหมย นั่นหมายความว่า คำคำนี้ต้องสำคัญยิ่งกว่าชื่อของฆาตกรเสียอีก

"คุณหนู"

ชิงเอ๋อร์กระซิบเบา ๆ

"เราควรกลับหรือยังเจ้าคะ"

ไป๋หลิงเยว่ไม่ได้ตอบในทันที สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังศพ ไม่นาน เจ้าหน้าที่ชันสูตรก็เริ่มตรวจสอบบาดแผล

"แปลก..."

หมอหลวงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

"นางไม่ได้เสียชีวิตเพราะถูกบีบคอเพียงอย่างเดียว"

ไป๋หลิงเยว่ชะงัก หมอหลวงใช้มีดเล็กกรีดแขนของผู้ตายเบา ๆ เลือดที่ไหลออกมากลับมีสีคล้ำผิดปกติ

"มีพิษ แต่เป็นพิษปริมาณน้อย"

"คนร้ายคงใช้เพื่อให้ร่างกายอ่อนแรง ก่อนลงมือบีบคอ"

ได้ยินดังนั้น หัวใจของไป๋หลิงเยว่ก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง พิษ...อีกแล้ว ทุกคดีล้วนมีพิษเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแท้จริงแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นคนคนเดียวกัน

...

ระหว่างเดินกลับรถม้า ไป๋หลิงเยว่พลันหยุดฝีเท้าสายตาของนางเหลือบไปเห็นชายชราขายขนมทอดที่ตั้งร้านอยู่ไม่ไกล หากมองเผิน ๆ ก็เป็นเพียงพ่อค้าธรรมดา แต่ดวงตาคู่นั้น...กลับจับจ้องมาทางนางตลอดเวลา ทันทีที่สายตาทั้งสองสบกันชายชราก็รีบก้มหน้าหลบ หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย

"ชิงเอ๋อร์"

"เจ้าคะ"

"เจ้าเห็นพ่อค้าคนนั้นหรือไม่"

สาวใช้หันไปมองตาม แต่พอหันกลับมาอีกครั้ง ชายชรากลับหายไปแล้วราวกับไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้นมาก่อน ไป๋หลิงเยว่ไม่พูดอะไรต่อ นางเพียงเก็บภาพนั้นไว้ในใจ

...

ตกบ่าย

นางไม่ได้กลับจวนทันที แต่ให้คนขับรถม้าอ้อมไปยังหอจดหมายเหตุของสำนักโอสถหลวง

หอแห่งนี้เก็บบันทึกการเบิกจ่ายสมุนไพร ตำรายา และรายชื่อผู้เข้าออกคลังโอสถย้อนหลังหลายสิบปี

ในชาติที่แล้ว...นางไม่เคยคิดจะเข้ามาที่นี่ เพราะเชื่อว่าหลักฐานทั้งหมดอยู่ในห้องเครื่องยาแต่เมื่อเวลาผ่านไป นางจึงตระหนักว่า...สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้ มักไม่อยู่ในที่ที่ทุกคนมองเห็น

"คุณหนูไป๋"

ผู้ดูแลหอสมุดรีบคำนับ

"วันนี้ต้องการค้นเอกสารเรื่องใดขอรับ"

"บันทึกการเบิกสมุนไพรเมื่อสิบปีก่อน"

ชายชราทำหน้าประหลาดใจ

"สิบปีก่อนหรือขอรับ"

"ใช่"

"มีปัญหาหรือ"

"มะ...ไม่มีขอรับ"

เขารีบเดินไปค้นม้วนเอกสารจำนวนมาก ก่อนนำออกมาวางบนโต๊ะ ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ คลี่ม้วนผ้าไหมออก ตัวอักษรจำนวนมหาศาลเรียงรายอยู่ตรงหน้า นางอ่านอย่างรวดเร็ว หนึ่งเล่ม...สองเล่ม...สามเล่ม...จนกระทั่งมาถึงบันทึกของเดือนแปดเมื่อสิบปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดลงมีรายการเบิกสมุนไพรชนิดหนึ่งจำนวนมากผิดปกติ หญ้าหงซา สมุนไพรชนิดเดียวกับที่นางพบในคลังโอสถก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋หลิงเยว่ตกใจยิ่งกว่า คือผู้ลงนามอนุมัติ มิใช่หัวหน้าสำนักโอสถหากเป็น...ตำหนักฮองเฮา หญิงสาวเบิกตากว้าง เหตุใดตำหนักฮองเฮาจึงเบิกสมุนไพรชนิดนี้จำนวนมากเมื่อสิบปีก่อน

ขณะกำลังครุ่นคิด แสงสะท้อนบางอย่างก็วาบผ่านหางตา ไป๋หลิงเยว่รีบหันขวับไปทางหน้าต่าง เงาดำสายหนึ่งหายวับไปอย่างรวดเร็ว มีคน...กำลังแอบมองนาง หญิงสาวรีบม้วนเอกสารเก็บทันที

"ชิงเอ๋อร์"

"เจ้าคะ"

"กลับเดี๋ยวนี้" น้ำเสียงจริงจังของผู้เป็นนายทำให้สาวใช้ไม่กล้าซักถาม

ทั้งสองรีบเดินออกจากหอจดหมายเหตุ แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ไป๋หลิงเยว่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ถนนสายที่เพิ่งเดินผ่านเมื่อครู่กลับเงียบผิดปกติ ไม่มีพ่อค้า ไม่มีชาวบ้าน แม้แต่ทหารเวรก็ไม่เห็นสักคน สายลมเย็นพัดผ่านตรอกแคบ หญิงสาวค่อย ๆ หยุดฝีเท้า

"ชิงเอ๋อร์"

"เจ้าคะ"

"ถอยไปอยู่ข้างหลังข้า"

ชิงเอ๋อร์หน้าซีด

"คุณหนู..."

ยังไม่ทันพูดจบ ลูกธนูสีดำสามดอกก็พุ่งแหวกอากาศออกมาจากหลังคาทั้งสองฝั่ง

ฟิ้ว!

ฟิ้ว!

ฟิ้ว!

ไป๋หลิงเยว่ผลักชิงเอ๋อร์ล้มลงกับพื้น ก่อนหมุนตัวหลบลูกธนูอย่างหวุดหวิด ลูกธนูปักลงบนกำแพงหินเกิดเสียงดังสนั่น นางยังไม่ทันตั้งหลัก เงาดำสี่ร่างก็ทะยานลงมาจากหลังคา ทุกคนสวมชุดดำปกปิดใบหน้า และที่ต้นแขนซ้าย...ปักตราดอกเหมยสีดำเหมือนที่นางเคยเห็นในคลังโอสถ หนึ่งในนั้นชักดาบออกจากฝัก พลางกล่าวเสียงเย็น

"นายหญิงมีคำสั่ง...ห้ามปล่อยให้ไป๋หลิงเยว่มีชีวิตกลับไป"

ทันทีที่สิ้นเสียง คมดาบทั้งสี่เล่มก็พุ่งเข้าหานางพร้อมกัน...คมดาบทั้งสี่เล่มสะท้อนแสงอาทิตย์วาบวับ ก่อนจะพุ่งเข้าหาไป๋หลิงเยว่จากคนละทิศ

หญิงสาวรีบดึงชิงเอ๋อร์หลบไปด้านหลัง พร้อมคว้าปิ่นปักผมออกจากมวยผมอย่างรวดเร็ว ปิ่นเงินยาวเล่มนั้นมิใช่เพียงเครื่องประดับ หากแต่เป็นเข็มเงินที่นางใช้ฝังเข็มรักษาคนไข้ และพกติดตัวไว้ป้องกันตัวเสมอ

เคร้ง!

คมดาบเล่มแรกเฉี่ยวผ่านปลายปิ่น เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังลั่น

แรงปะทะทำให้แขนของไป๋หลิงเยว่ชาวาบ นางก้าวถอยหลังไปหลายก้าว แม้จะเคยฝึกการเอาตัวรอดมาบ้าง แต่ก็ไม่อาจรับมือกับมือสังหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนได้

คนร้ายไม่เปิดโอกาสให้นางได้ตั้งหลัก

ดาบเล่มที่สองแทงตรงมายังหัวใจ ไป๋หลิงเยว่เบี่ยงตัวหลบอย่างหวุดหวิด ปลายคมดาบเฉือนแขนเสื้อจนขาด เลือดสีแดงสดซึมออกมาตามท่อนแขน

"คุณหนู!" ชิงเอ๋อร์ร้องเสียงหลง

นางพยายามวิ่งเข้ามาช่วย แต่ถูกหนึ่งในมือสังหารผลักกระเด็นล้มลงกับพื้น

"หนีไป!"

ไป๋หลิงเยว่ตะโกน

"รีบไปตามคน!"

ชิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่น แม้จะเป็นห่วงนายสาวจนแทบขาดใจ แต่ก็รู้ว่าหากยังอยู่ต่อไป มีแต่จะเป็นภาระ หญิงสาวจึงรีบลุกขึ้น วิ่งออกจากตรอกสุดกำลัง หนึ่งในมือสังหารหมายจะตามไป แต่ชายร่างสูงอีกคนกลับยกมือห้าม

"ปล่อยไป"

"เป้าหมายคือไป๋หลิงเยว่"

"อย่าเสียเวลา"

ทั้งสี่คนค่อย ๆ ล้อมวงแคบเข้ามา

ไป๋หลิงเยว่กวาดตามองรอบด้าน

ตรอกแห่งนี้มีทางออกเพียงด้านเดียว กำแพงทั้งสองฝั่งสูงเกือบสองจั้ง ต่อให้ปีนขึ้นไปก็ไม่ทัน นางถูกต้อนจนมุมแล้ว

"ผู้ใดส่งพวกเจ้ามา" นางเอ่ยถาม พยายามถ่วงเวลา

ชายชุดดำหัวเราะในลำคอ

"คนตาย...ไม่จำเป็นต้องรู้"

สิ้นคำ ดาบในมือก็พุ่งเข้าหาอีกครั้ง

ไป๋หลิงเยว่สะบัดแขนเสื้อ เข็มเงินสามเล่มพุ่งออกไปราวสายฟ้า

ฉึก!

หนึ่งในมือสังหารถูกเข็มปักเข้าที่ข้อมือจนดาบหลุดมือ แต่เพียงเท่านั้นก็ไม่อาจหยุดอีกสามคนได้ ชายร่างใหญ่ที่สุดพุ่งประชิดตัวในพริบตา ฝ่ามือแข็งแกร่งซัดเข้าที่หัวไหล่ของนางเต็มแรง

ปึก!

ไป๋หลิงเยว่กระอักเลือด ร่างปลิวกระแทกกำแพงหินอย่างรุนแรง ลมหายใจติดขัด ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว

"จบเสียที"

มือสังหารยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ คมดาบสะท้อนแสงเย็นเยียบ เพียงฟันลงครั้งเดียว...ทุกอย่างก็จะจบสิ้น

แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง

ฟิ้ว!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ลูกศรสีดำพุ่งเข้าปักกลางลำคอของมือสังหารอย่างแม่นยำ

ฉึก!

ชายผู้นั้นเบิกตากว้าง ก่อนล้มลงทั้งยืน อีกสามคนชะงักพร้อมกัน

"ผู้ใด!"

ยังไม่ทันสิ้นเสียง เงาร่างสูงสง่าก็ทะยานลงมาจากหลังคา อาภรณ์สีดำสะบัดพลิ้วตามแรงลม ดาบยาวในมือถูกชักออกจากฝักด้วยเสียงคมกริบ

เพียงก้าวเดียว...เขาก็เข้าประชิดมือสังหารคนแรก

วาบ!

ประกายดาบพาดผ่านลำคออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็น ร่างนั้นทรุดลงโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้อง สองคนที่เหลือสบตากัน ก่อนพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน บุรุษชุดดำไม่แม้แต่จะถอย เขาพลิกข้อมือเบา ๆ คมดาบวาดเป็นเส้นโค้งงดงามราวมังกรสะบัดหาง

เคร้ง!

ดาบของฝ่ายตรงข้ามหักออกเป็นสองท่อน ก่อนปลายดาบสีดำจะจ่ออยู่ที่ลำคอของชายทั้งคู่ ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ

ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้าง ฝีมือเช่นนี้...ทั้งแคว้นต้าเซิ่งมีไม่กี่คน หนึ่งในมือสังหารกัดฟัน ก่อนหยิบของบางอย่างออกจากแขนเสื้อแล้วขว้างลงพื้น

ตูม!

ควันสีเทาปกคลุมทั่วตรอก

เมื่อควันจางลง ชายชุดดำทั้งสองก็หายไปแล้ว บุรุษผู้ถือดาบไม่ได้ไล่ตาม เขาเพียงยืนนิ่งอยู่กลางตรอก สายตาคมกวาดมองไปรอบด้านเพื่อยืนยันว่าไม่มีศัตรูหลงเหลือ จากนั้นจึงหันมาทางไป๋หลิงเยว่ หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง แม้ใบหน้าของเขาจะถูกผ้าสีดำปิดไว้ครึ่งหนึ่ง

แต่ดวงตาคู่นั้น...นางไม่มีวันลืม

มู่เฉินอวี้...เขามาที่นี่ได้อย่างไร บุรุษหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า สายตาเย็นชากวาดมองบาดแผลบนแขนของนาง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

"บาดเจ็บหรือไม่"

ไป๋หลิงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกหลังย้อนเวลามา...ที่ทั้งสองได้ยืนใกล้กันเพียงนี้ นางรีบก้มหน้าคำนับ

"ขอบพระทัย...องค์รัชทายาท"

ทันทีที่คำเรียกขานอันห่างเหินหลุดออกมา มู่เฉินอวี้กลับนิ่งไปเล็กน้อย

เมื่อก่อน...นางมักเรียกเขาด้วยรอยยิ้มว่า "ฝ่าบาท" แต่วันนี้...น้ำเสียงของนางกลับสุภาพ เย็นชา และเต็มไปด้วยการรักษาระยะห่างราวกับกำลังพูดกับคนแปลกหน้า เขาไม่ตอบคำเพียงถอดเสื้อคลุมของตนออก คลี่ห่มลงบนไหล่ของหญิงสาวเพื่อปิดรอยเลือดที่แขน การกระทำนั้นอ่อนโยนเสียจนไป๋หลิงเยว่เผลอชะงัก

มู่เฉินอวี้ก้มลงเก็บลูกธนูที่ปักอยู่บนพื้นขึ้นมาพิจารณา ปลายธนูสลักลายดอกเหมยห้ากลีบอย่างประณีต ดวงตาคมค่อย ๆ เย็นเยียบลง

"ดอกเหมย..." เขาพึมพำเบา ๆ

ไป๋หลิงเยว่หันมองทันทีหรือว่า...เขาก็เริ่มรู้จักชื่อนี้แล้วเช่นกัน

มู่เฉินอวี้กำลูกธนูแน่น ก่อนหันมามองหญิงสาวอีกครั้ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถาม เหตุใดนางจึงถูกไล่ล่า เหตุใดคนของดอกเหมยจึงต้องการชีวิตนางและเหตุใด... หญิงสาวที่เคยอ่อนโยนไร้พิษภัย จึงเหมือนกำลังรู้ความลับบางอย่างที่แม้แต่เขา...องค์รัชทายาทแห่งต้าเซิ่ง...ก็ยังไม่ล่วงรู้

ความเงียบโรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสอง โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยแม้แต่คำเดียวแต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้พร้อมกันว่า...นับจากคืนนี้เป็นต้นไป เกมที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของราชสำนัก ได้ดึงพวกเขาทั้งสองเข้ามาอยู่บนกระดานเดียวกันแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 16 ชาตินี้...ข้าทันแล้ว Nc

    หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 15 ศึกสุดท้าย

    เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 14 ผู้บงการ

    รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 13 คืนแห่งพิษ

    สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 12 คำมั่นขององค์รัชทายาท Nc

    ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 11 กับดัก

    สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status