Share

บทที่ 3

last update Tanggal publikasi: 2026-09-04 04:45:15

บทที่ 3 ครอบครัวที่คุ้นเคย

เรือนหลักของจวนเสิ่นยังคงเหมือนในความทรงจำทุกประการ ใต้ชายคาแขวนกรงนกขมิ้นตัวหนึ่งไว้ ต้นไห่ถังหน้าลานเพิ่งแตกดอก บ่าวหญิงสองคนกำลังก้มเก็บกลีบดอกที่ร่วงลงบนพื้นหินอย่างเงียบเชียบ กลิ่นกำยานชั้นดีลอยออกมาจากประตูที่เปิดค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง เสิ่นชิงหลันหยุดอยู่หน้าบันได สถานที่แห่งนี้...นางเคยเข้าออกมาตลอดสิบห้าปี เคยวิ่งเข้ามาหามารดายามได้ภาพวาดชิ้นใหม่ เคยคุกเข่ารับคำสั่งสอน เคยเฝ้ารอคำชมเพียงประโยคเดียวหลังฝึกพิณจนปลายนิ้วแตก ทุกอย่างคุ้นเคยเสียจนสามารถหลับตาเดินได้ ทว่าเวลานี้ เพียงคิดว่าต้องก้าวเข้าไปพบคนด้านใน เท้าของนางกลับหนักราวกับถูกตรึงเอาไว้ เสียงเมื่อคืนก่อนตายยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่ชัดเจนมากพอจะทำให้คำว่า บิดามารดา ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “คุณหนู?”สาวใช้ข้างกายเรียกเบา ๆ เสิ่นชิงหลันได้สติ “เข้าไปเถอะ” ม่านถูกเปิดออก ภายในห้องอุ่นกว่าด้านนอก สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก อาภรณ์สีม่วงเข้มขับให้ใบหน้าซึ่งยังคงงดงามดูสูงศักดิ์ นางคือฮูหยินใหญ่แห่งจวนเสิ่น ผู้ที่เสิ่นชิงหลันเรียกว่า ท่านแม่ มาตั้งแต่เริ่มพูดได้ข้างกายมีหญิงสาวสองคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว พี่สาวคนโตอายุสิบเจ็ด พี่สาวคนรองอายุสิบหก ส่วนเสิ่นชิงหลันเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาไม่นาน อายุสิบห้าปีย่างสิบหก สามพี่น้องเติบโตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ได้รับการอบรมจากอาจารย์ชุดเดียวกัน เรียนพิณ หมาก อักษร ภาพวาดและมารยาทไม่ต่างกัน แต่ไม่ค่อยสนิทกันนัก

เมื่อเสิ่นชิงหลันก้าวเข้ามา สายตาของคนทั้งห้องจึงหันมาพร้อมกัน “เหตุใดวันนี้มาช้านัก” เสียงของเสิ่นฮูหยินไม่ดัง ไม่จำเป็นต้องดัง นางเป็นสตรีที่เพียงขมวดคิ้วก็ทำให้บ่าวทั้งเรือนก้มหน้าลงได้ หากเป็นเสิ่นชิงหลันเมื่อก่อน คงรีบก้มหน้าขอโทษทันที วันนี้นางกลับมองใบหน้าของสตรีตรงหน้าอยู่นาน นานจนอีกฝ่ายเริ่มขมวดคิ้ว “หลันเอ๋อร์?” คำเรียกอ่อนโยน เสิ่นชิงหลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อคืนก่อนตาย นางได้ยินเสียงนี้เช่นกัน เสียงเดียวกัน เพียงแต่น้ำเสียงในคืนนั้นไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย หญิงสาวกดความรู้สึกทั้งหมดลงไป ก่อนยอบกาย “ลูกตื่นสาย ทำให้ท่านแม่รอ ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” เสิ่นฮูหยินมองนางครู่หนึ่ง “มานั่งเถอะ” เสิ่นชิงหลันเดินไปนั่งยังตำแหน่งเดิม เก้าอี้ตัวสุดท้าย ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมารดา นางเพิ่งนั่งลง เสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังมาจากด้านข้าง

“ได้ยินว่าช่วงเช้าน้องสี่วิ่งไปเรือนพี่ใหญ่ทั้งที่ยังไม่สวมรองเท้า” ผู้พูดคือเสิ่นเยว่หรง พี่สาวคนรอง หญิงสาววัยสิบหกมีใบหน้างดงามสะสวย ดวงตาเรียวยาว ริมฝีปากแดง ท่าทางสดใสกว่าพี่สาวคนโตมาก “บ่าวเห็นกันครึ่งจวน ตอนแรกข้ายังคิดว่าฟังผิดเสียอีก” เสิ่นชิงหลันเงยหน้าขึ้นมองสายตาของนางทำให้เสิ่นเยว่หรงชะงักเล็กน้อย เพราะน้องสาวคนเล็กไม่ได้โต้เถียง ไม่ได้มีทีท่าอับอายกลับเพียงมองนางเงียบ ๆ ราวกับกำลังมองคนที่ไม่ได้พบมานานแสนนา เสิ่นเยว่หรงยกมือแตะแก้มตนเองอย่างไม่รู้ตัว “มองข้าทำไม” “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” เสิ่นชิงหลันลดสายตาลง “เพียงรู้สึกว่าไม่ได้มองพี่สามดี ๆ มานานแล้ว” คราวนี้ทั้งห้องเงียบไปเล็กน้อย เสิ่นเยว่หรงหัวเราะ “เมื่อวานเรายังรับประทานอาหารด้วยกันอยู่เลย” “อย่างนั้นหรือ” นางเกือบลืมไป สำหรับคนเหล่านี้ พวกเขาเพิ่งพบกันเมื่อวาน มีเพียงนางเท่านั้นที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง สายตาของเสิ่นชิงหลันเลื่อนไปยังหญิงสาวอีกคน เสิ่นซูอวี้ พี่สาวคนโตวัยสิบเจ็ด นั่งตัวตรงอยู่ข้างมารดา นางงดงามในแบบสงบสำรวม คิ้วตาอ่อนหวาน กิริยาแทบไม่มีที่ติ เมื่อเห็นน้องสาวมองมา นางเพียงพยักหน้าเล็กน้อย “หากไม่สบายก็เรียกหมอมาดูเสีย สีหน้าเจ้าไม่ค่อยดี” น้ำเสียงไม่ถึงกับห่วงใย แต่ก็ไม่ได้เย็นชา เสิ่นชิงหลันมองนาง เมื่อคืนมีบางอย่างเกี่ยวกับพี่สาวทั้งสองเช่นกัน บางสิ่งที่นางเคยเชื่อมาตลอดสิบห้าปี...ไม่จริง

แต่ความทรงจำชิ้นนั้นยังไม่จำเป็นต้องถูกเปิดออกตอนนี้ อย่างน้อย—พี่สาวทั้งสองยังไม่เคยทำกับนางถึงขั้นที่คนอื่นทำ ความริษยา การกระทบกระเทียบ การกลั่นแกล้งเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจำได้ทั้งหมด แต่เมื่อผ่านความตายมาแล้ว เรื่องเหล่านั้นกลับดูเล็กเหลือเกิน “ขอบคุณพี่รอง ข้าไม่เป็นอะไร” เสิ่นซูอวี้มองนางแปลก ๆ ก่อนจะพยักหน้า เสิ่นฮูหยินวางถ้วยชาลง “เมื่อครู่พวกเจ้าพูดว่าอะไรนะ” เสิ่นเยว่หรงรีบตอบ “เรื่องน้องสี่เจ้าค่ะ ได้ยินว่านางวิ่งไปหาพี่ใหญ่ถึงเรือนชิงซงตั้งแต่เช้า” เสิ่นฮูหยินหันมามองบุตรสาวคนเล็กทันที “จริงหรือ” “เจ้าค่ะ” “ไปทำอะไร” “ไปหาพี่ใหญ่” คำตอบตรงเกินไปจนเสิ่นเยว่หรงหลุดหัวเราะ เสิ่นฮูหยินกลับไม่หัวเราะ “แม่รู้ว่าเมื่อก่อนเจ้าสนิทกับพี่ใหญ่ แต่หลันเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งปักปิ่น” ประโยคนั้นทำให้เสิ่นชิงหลันนิ่ง คุ้นเหลือเกิน “บุรุษสตรีแตกต่างกัน ต่อให้เป็นพี่น้องกัน เมื่อโตแล้วก็ควรรู้จักเว้นระยะ” ใช่ คำพูดเหล่านี้เอง ไม่ใช่ครั้งแรกหลายเดือนที่ผ่านมา นางได้ยินมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนแรกมารดาเพียงเตือนว่าโตแล้ว ไม่ควรวิ่งเข้าเรือนพี่ใหญ่เหมือนเด็ก ต่อมาบิดาบอกว่าพี่ใหญ่มีหน้าที่ราชการ มีความลับของทางการอยู่ในห้องหนังสือ นางไม่ควรเข้าไปรบกวน จากนั้นบ่าวในเรือนชิงซงถูกตำหนิเพราะปล่อยให้นางเข้าออกตามใจ อาจารย์หญิงก็เริ่มสอนเรื่องการวางตัวระหว่างบุรุษสตรี แม้แต่พี่สาวทั้งสองยังเคยหัวเราะว่านางโตแล้วยังตามติดพี่ชายราวกับเด็ก ทีละน้อย ไม่มีผู้ใดออกคำสั่งให้นางเลิกพบเขา ไม่มีผู้ใดห้ามอย่างเด็ดขาด เพียงทำให้นางรู้สึกว่า...การอยู่ใกล้พี่ใหญ่เป็นเรื่องไม่เหมาะสม และเสิ่นชิงหลันในวัยสิบห้าปีผู้กำลังเริ่มใส่ใจสายตาคนอื่นก็เชื่อ

นางเริ่มไม่ไปเรือนชิงซง ไม่รอเขากลับจากราชสำนัก ไม่เข้าไปนั่งอ่านหนังสือในห้องของเขา แม้บางครั้งเห็นเขาอยู่ไกล ๆ ก็เพียงยอบกายคารวะแล้วเดินผ่าน เสิ่นจิ่งเหิงไม่เคยถาม ไม่เคยรั้ง นางจึงยิ่งคิดว่าเขาไม่ได้สนใจ จนความห่างเพียงไม่กี่ก้าว...ค่อย ๆ กลายเป็นกำแพง ชาติก่อน นางไม่เคยคิดว่ามันแปลก แต่ตอนนี้—เหตุใดต้องเป็นช่วงนี้? เหตุใดทุกคนจึงพร้อมใจกันสอนนางเรื่องเดียวกัน? และเหตุใด หลังจากนางเริ่มเว้นระยะจากพี่ใหญ่เพียงไม่นาน งานชมบุปผาขององค์หญิงใหญ่จึงกำลังจะมาถึง? ดวงตาของเสิ่นชิงหลันค่อย ๆ เย็นลง “ท่านแม่พูดถูกเจ้าค่ะ” เสิ่นฮูหยินมีสีหน้าผ่อนคลาย “เจ้ารู้ก็ดี พี่ใหญ่ของเจ้าอายุยี่สิบสามแล้ว หน้าที่การงานกำลังไปได้ดี ต่อไปย่อมต้องแต่งภรรยา ส่วนพวกเจ้าสามคนก็โตกันหมดแล้ว โดยเฉพาะซูอวี้ อายุสิบเจ็ดแล้วเรื่องการแต่งงานก็ไม่ควรล่าช้า” เสิ่นซูอวี้ก้มหน้าใบหูแดงขึ้นเล็กน้อย เสิ่นเยว่หรงยิ้มล้อพี่สาว มีเพียงเสิ่นชิงหลันที่นิ่ง แปลก เพียงได้ยินประโยคนี้ นางกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ความรู้สึกนั้นผ่านไปเร็วมาก จนหญิงสาวไม่ได้ใส่ใจ นางเพียงเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่อฟัง “ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เสิ่นฮูหยินพยักหน้าอย่างพอใจ

“เจ้าฉลาดมาตลอด แม่จึงไม่ค่อยเป็นห่วง” ฉลาดหรือ? เสิ่นชิงหลันเกือบหัวเราะ หากนางฉลาดจริง ชาติก่อนคงไม่จบลงเช่นนั้น “อีกเจ็ดวันเป็นงานชมบุปผาที่จวนองค์หญิงใหญ่” ในที่สุดก็มาถึงเรื่องนี้ “ปีนี้องค์หญิงส่งเทียบเชิญมาให้พวกเจ้าสามคน แม่สั่งตัดชุดใหม่ไว้แล้ว” เสิ่นเยว่หรงยิ้มทันที “ท่านแม่ ข้าเลือกสีทับทิมได้หรือไม่เจ้าคะ” “เจ้าเพิ่งตัดชุดสีนั้นไปเมื่อเดือนก่อน” “แต่ชุดนั้น—” เสียงสนทนาของสองแม่ลูกดังอยู่ข้างหูเสิ่นชิงหลันกลับไม่ได้ฟัง นางมองเสิ่นฮูหยิน ชาติก่อนนางคิดว่างานนี้เป็นเพียงงานสังสรรค์ของสตรีชั้นสูง หลังจากนั้นนางจึงพบองค์ชายหก พบโดยบังเอิญ ปิ่นของนางหล่นโดยบังเอิญ เขาเก็บได้โดยบังเอิญฝจากนั้นก็พบกันอีกหลายครั้งอย่างบังเอิญ แต่หากชีวิตนางไม่เคยเป็นของนางตั้งแต่แรก...ยังมีเรื่องใดบ้างที่เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ?

“หลันเอ๋อร์” เสิ่นฮูหยินเรียก “เจ้าชอบสีอะไร” หญิงสาวได้สติ “อะไรก็ได้เจ้าค่ะ” “ไม่ได้”มารดามองนางอย่างพิจารณา สายตานั้นกวาดผ่านใบหน้า คิ้ว ดวงตา และรูปร่างของนางอย่างละเอียด ครั้งหนึ่งเสิ่นชิงหลันเคยคิดว่านั่นคือสายตาของมารดาที่กำลังภูมิใจในบุตรสาว วันนี้กลับรู้สึกคล้าย...กำลังประเมินบางสิ่ง “เจ้าผิวขาว สีอ่อนจะยิ่งขับผิว” เสิ่นฮูหยินหันไปสั่งสาวใช้ “ชุดของหลันเอ๋อร์ใช้สีชมพูดอกท้อ เครื่องประดับอย่าให้มากเกินไป นางเพิ่งปักปิ่น ความสดใสเหมาะกว่าแต่งให้ดูเป็นผู้ใหญ่” “เจ้าค่ะ” เสิ่นชิงหลันนั่งฟังเงียบ ๆ ชาติก่อนนางสวมชุดนั้น สีชมพูดอกท้อปิ่นหยกขาว ตอนเดินผ่านสวนดอกไม้ มีคนหันมองนางมากมาย แล้วองค์ชายหกก็พบเห็นนาง ทุกอย่างเหมือนถูกจัดวางไว้อย่างงดงาม “ท่านแม่” นางเอ่ยขึ้น “ว่าอย่างไร” “งานชมบุปผาครั้งนี้ พี่ใหญ่จะไปกับพวกเราด้วยเจ้าค่ะ” เสียงในห้องเงียบลงทันที เสิ่นฮูหยินมองนาง แม้เพียงชั่วครู่ แต่เสิ่นชิงหลันเห็นชัด—ความไม่พอใจ มันหายไปอย่างรวดเร็ว “จิ่งเหิงหรือ?” “เจ้าค่ะ” “เขามีงานราชการมากมาย เหตุใดจู่ ๆ จะไปงานเช่นนี้”

“เพราะลูกขอให้เขาไป” เสิ่นเยว่หรงมองน้องสาวอย่างประหลาดใจ เสิ่นซูอวี้เองก็เงยหน้าขึ้น เสิ่นฮูหยินกลับนิ่งไปครู่หนึ่ง “หลันเอ๋อร์ เมื่อครู่แม่เพิ่งพูดกับเจ้าเรื่องการวางตัว” “ลูกจำได้เจ้าค่ะ” เสิ่นชิงหลันยิ้มบาง “แต่พี่ใหญ่เพียงไปงานเลี้ยงกับน้องสาวทั้งสาม จะมีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือเจ้าคะ” ไม่มี อย่างน้อยก็ไม่มีเหตุผลที่พูดออกมาตรง ๆ ได้ เสิ่นฮูหยินมองนางอยู่นาน “เขาตอบตกลงแล้วหรือ” “เจ้าค่ะ” สีหน้าของผู้เป็นมารดาเปลี่ยนไปเล็กน้อย น้อยมาก หากเป็นเสิ่นชิงหลันคนเดิมคงไม่เห็น แต่หญิงสาวผู้เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งกำลังมองทุกสิ่งใหม่หมด โดยเฉพาะคนที่นางเคยคิดว่าตนรู้จักดีที่สุด “หากพี่ใหญ่ของเจ้าไม่ติดราชการ ก็แล้วแต่เขาเถอะ” เสิ่นฮูหยินยกถ้วยชาขึ้น เรื่องเหมือนจบลงแล้ว ทว่าเสิ่นชิงหลันกลับจดจำการหยุดชะงักเมื่อครู่ไว้ในใจ มารดาไม่อยากให้พี่ใหญ่ไป เหตุใด? เพียงเพราะต้องการให้นางรู้จักเว้นระยะจริงหรือ หรือเพราะ...งานชมบุปผาครั้งนั้นมีบางอย่างที่ไม่ต้องการให้เขาเห็น?

เสิ่นเฉิงอันกลับเข้าจวน ประมุขของจวนเสิ่นอายุเลยสี่สิบแล้ว รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางภูมิฐาน เขารับราชการมาหลายสิบปีและเชี่ยวชาญการเก็บอารมณ์ ใบหน้าจึงมักมีรอยยิ้มพอเหมาะ ไม่เย็นชาและไม่เป็นมิตรจนเกินไป เสิ่นชิงหลันเคยเคารพบิดาผู้นี้มาก วัยเด็กนางพยายามคัดอักษรให้ดีที่สุด เพราะคำชมจากเขาเพียงประโยคทำให้นางดีใจได้หลายวัน เวลานี้เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา...สิ่งแรกที่นางจำได้กลับเป็นเสียงในคืนก่อนตาย “ถึงอย่างไรก็คุ้มแล้ว...” หัวใจพลันเย็นวาบ นางก้มหน้าลงก่อนที่อีกฝ่ายจะเห็นความผิดปกติ “ท่านพ่อ” ลูกสาวทั้งสามลุกคารวะพร้อมกัน “นั่งเถอะ” เสิ่นเฉิงอันรับชาจากภรรยา ก่อนมองบุตรสาวทั้งสาม “กำลังพูดเรื่องงานจวนองค์หญิงหรือ” “เจ้าค่ะ” เสิ่นฮูหยินตอบ สายตาของเสิ่นเฉิงอันผ่านบุตรสาวคนโต คนรอง ก่อนหยุดที่เสิ่นชิงหลันนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย “หลันเอ๋อร์เพิ่งปักปิ่น ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ออกงานใหญ่หลังพิธี ต้องระวังกิริยาให้มาก” “ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ” “อย่าวิ่งเล่นเหมือนเด็กอีก” เสิ่นชิงหลันเงยหน้าขึ้น บิดาพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจ “ได้ยินว่าเช้านี้เจ้าไปเรือนพี่ใหญ่ด้วยสภาพไม่เรียบร้อย” เร็วเหลือเกิน เรื่องเล็กเพียงเท่านี้กลับมาถึงหูเขาแล้ว “เจ้าค่ะ” “ต่อไปอย่าทำอีก” น้ำเสียงยังอ่อนโยน “เจ้ากับจิ่งเหิงโตกันแล้ว ต่อให้เป็นพี่น้องก็ต้องรู้จักหลีกเลี่ยงคำครหา” คำพูดแทบไม่ต่างจากมารดา เสิ่นชิงหลันมองคนทั้งสอง ในที่สุดนางก็เข้าใจสิ่งหนึ่ง ระยะห่างระหว่างนางกับพี่ใหญ่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา...ไม่ได้เกิดขึ้นเอง มีคนค่อย ๆ ผลักพวกเขาออกจากกัน ทีละน้อย อย่างแนบเนียนเสียจนคนทั้งคู่ไม่ทันรู้ตัว “ลูกจะจำไว้เจ้าค่ะ” นางตอบอย่างว่าง่าย เสิ่นเฉิงอันพอใจ “ดี”

“แต่พี่ใหญ่รับปากว่าจะไปงานจวนองค์หญิงกับพวกเราแล้ว” มือที่กำลังยกถ้วยชาของเขาหยุด เพียงชั่วพริบตา อีกแล้ว ปฏิกิริยาเดียวกับมารดา เสิ่นชิงหลันลดสายตาลงซ่อนประกายเย็นเยียบในดวงตา นางไม่จำเป็นต้องถามอีกแล้ว มีบางอย่างผิดปกติจริง ๆ “จิ่งเหิงเป็นคนรับปากเองหรือ” “เจ้าค่ะ” “แปลก” เสิ่นเฉิงอันยิ้ม “ปกติเขาไม่ชอบงานประเภทนี้” “ลูกขอ เขาจึงตกลง” คำตอบนั้นทำให้บิดามองนางอีกครั้ง ครั้งนี้นานขึ้นเสิ่นชิงหลันยิ้มให้เขาอย่างไร้เดียงสา ใบหน้าของเด็กสาววัยสิบห้าซึ่งเพิ่งพ้นพิธีปักปิ่นยังคงอ่อนเยาว์ ดวงตาสุกใส ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าวิญญาณภายในเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง เสิ่นเฉิงอันจึงละสายตา “เช่นนั้นก็ตามใจพวกเจ้า” ไม่มีใครพูดเรื่องนี้อีก แต่เสิ่นชิงหลันรู้แล้วว่า—นางมาถูกทาง หลังอาหารกลางวัน ลูกสาวทั้งสามจึงได้รับอนุญาตให้กลับเรือน ระหว่างเดินผ่านสวน เสิ่นเยว่หรงจงใจชะลอฝีเท้าจนมาอยู่ข้างน้องสาว “น้องสี่” “พี่สามมีอะไรหรือ” หญิงสาวมองซ้ายขวา ก่อนถามเบา ๆ “เจ้ากับพี่ใหญ่คืนดีกันแล้วหรือ” เสิ่นชิงหลันชะงัก “คืนดี?” “ก็ช่วงนี้เจ้าแทบไม่ไปหาเขาเลยมิใช่หรือ” เสิ่นเยว่หรงยิ้ม “เมื่อก่อนเห็นพี่ใหญ่ที่ใดก็วิ่งตาม วันนี้กลับไปถึงเรือนตั้งแต่เช้า ข้ายังคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่” “เหตุใดข้าจึงไม่ไปหาเขา” คำถามนั้นทำให้พี่สาวนิ่ง “เจ้าถามข้าทำไม” “เพราะข้าอยากรู้” เสิ่นเยว่หรงมองนางแปลก ๆ “ก็เจ้าเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าโตแล้ว ไม่อยากให้คนหัวเราะว่าติดพี่ชาย” เสิ่นชิงหลันนิ่ง “ข้าเป็นคนพูด?” “ใช่สิ” เสิ่นเยว่หรงหัวเราะ “หลังจากท่านแม่เรียกเจ้าไปคุยครั้งนั้น เจ้าก็พูดเองว่า ต่อไปจะไม่เข้าเรือนชิงซงบ่อย ๆ แล้ว” หญิงสาวพูดจบก็เดินนำไป แต่เสิ่นชิงหลันกลับหยุดอยู่กลางทาง ลมพัดชายกระโปรงเบา ๆ นางจำได้แล้ว วันนั้นมารดาเรียกนางไปตามลำพัง พูดอะไรหลายอย่าง บอกว่านางโตแล้ว บอกว่าพี่ใหญ่เองก็เป็นชายหนุ่ม บอกว่าในเมืองหลวงเริ่มมีคนจับตามองเขา และหากนางยังตามติดเช่นเด็ก อาจทำให้คนเข้าใจผิด กระทบต่อการเลือกภรรยาของเขาในภายหน้า แล้วมารดายังพูดอีกว่า—หากเจ้ารักพี่ใหญ่จริง ก็อย่าสร้างความลำบากให้เขา เพราะรักพี่ชาย นางจึงถอย เพราะคิดว่าตนกำลังทำเพื่อเขา แต่ตอนนี้... เสิ่นชิงหลันหันกลับไปมองเรือนหลักซึ่งอยู่ไกลออกไป เหตุใด? เหตุใดต้องการให้นางกับพี่ใหญ่ห่างกันถึงเพียงนี้? และพวกเขากำลังเตรียมอะไรไว้ในงานชมบุปผากันแน่?

“คุณหนู?” สาวใช้เรียก เสิ่นชิงหลันหันกลับมา “ไม่มีอะไร” นางเดินต่อแต่คราวนี้ไม่ได้กลับเรือนของตน “คุณหนู เราจะไปไหนเจ้าคะ”“เรือนชิงซง” สาวใช้เบิกตา “อีกแล้วหรือเจ้าคะ?” เสิ่นชิงหลันชะงัก ก่อนริมฝีปากจะโค้งขึ้นเล็กน้อย “ใช่” มารดาบอกให้นางเว้นระยะ บิดาบอกให้นางหลีกเลี่ยงคำครหา ทุกคนเหมือนต้องการให้นางอยู่ห่างจากเขา ชาติก่อนนางเชื่อฟัง ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร นางเห็นมาแล้วกับตา ดังนั้นชาตินี้—หากคนเหล่านั้นต้องการให้นางเดินไปทางซ้าย นางจะลองเดินไปทางขวาดูสักครั้ง ยามเสิ่นชิงหลันกลับถึงเรือนชิงซง เสิ่นจิ่งเหิงไม่อยู่ในห้องหนังสือแล้ว ฉินอันบอกว่าเขาเข้าไปเปลี่ยนอาภรณ์ด้านใน เตรียมออกไปกรมอาญา นางจึงนั่งรอ บนโต๊ะยังมีเอกสารกองหนึ่งวางอยู่ เสิ่นชิงหลันไม่ได้แตะต้องเพียงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอย่างคุ้นเคย ความรู้สึกนี้...นานเหลือเกินแล้ว เมื่อก่อนนางชอบมานั่งตรงนี้ พี่ใหญ่อ่านเอกสาร นางอ่านหนังสือต่างคนต่างไม่พูด บางครั้งผ่านไปครึ่งวันโดยไม่มีบทสนทนาสักประโยค ตอนเด็กนางไม่เคยรู้สึกว่าเงียบเกินไป กลับรู้สึกปลอดภัย ประตูด้านในเปิดออก เสิ่นจิ่งเหิงเดินออกมาในชุดขุนนาง เขาหยุดเมื่อเห็นนาง “เหตุใดกลับมาอีก” เสิ่นชิงหลันวางหนังสือลง “ท่านไม่อยากให้ข้ามาหรือ” “พี่ไม่ได้พูดเช่นนั้น” เหมือนเมื่อเช้าไม่มีผิด นางเกือบยิ้ม “เช่นนั้นก็ดี” ชายหนุ่มมองนาง เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจว่าหลันหลันของเขาเป็นอะไรไปตั้งแต่ตื่นเช้าหญิงสาวกลับลุกขึ้นเดินไปหา ก่อนหยุดตรงหน้าเขา “พี่ใหญ่” “อืม” “ข้าถามอะไรท่านสักอย่างได้หรือไม่” เสิ่นชิงหลันเงียบไปครู่หนึ่ง นางไม่ถามเรื่องชาติกำเนิด ไม่ถามเรื่องตระกูลเสิ่น ไม่ถามเรื่องความลับที่ตนได้ยินก่อนตาย กลับถามเรื่องหนึ่งที่อยากรู้มาตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในชีวิตนี้

“หากวันหนึ่งทุกคนในจวนไม่ต้องการข้าแล้ว...” ดวงตาของเสิ่นจิ่งเหิงเปลี่ยนไป “ข้าหมายถึงหากเท่านั้น” นางรีบพูดต่อ “หากท่านพ่อท่านแม่ไม่ต้องการข้า พี่รองพี่สามก็ไม่ต้องการข้า แล้วข้าไม่มีที่ไป...” หญิงสาวเงยหน้ามองเขา “พี่ใหญ่ยังจะรับข้าไว้หรือไม่” ความเงียบปกคลุมห้องหนังสือเสิ่นจิ่งเหิงไม่ตอบทันที เขามองนางนานมาก นานจนเสิ่นชิงหลันเริ่มรู้สึกว่าคำถามของตนประหลาดเกินไป ก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้น “หลันหลัน” “เจ้าคะ” “เมื่อเช้าเจ้าถามว่าพี่ยังอยู่หรือไม่” หัวใจนางกระตุก “ตอนนี้กลับถามว่า หากไม่มีผู้ใดต้องการเจ้า พี่จะรับเจ้าไว้หรือไม่” เขาก้าวเข้ามาใกล้เล็กน้อย “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น” เสิ่นชิงหลันนิ่ง สมกับเป็นเขา นางประมาทไปจริง ๆ บุรุษผู้นี้ไม่ได้หลอกง่ายอย่างคนอื่น “ข้าฝันร้ายเจ้าค่ะ” “ฝันว่าอะไร” “ฝันว่า...” นางมองเขา ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้นโดยไม่ต้องเสแสร้ง “ทุกคนทิ้งข้า” เสิ่นจิ่งเหิงเงียบ “แล้วท่านก็ตาย” คราวนี้เขาชะงัก เสิ่นชิงหลันพยายามยิ้ม “น่ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ” ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นยกมือขึ้น เสิ่นชิงหลันคิดว่าเขาจะลูบศีรษะ แต่สุดท้ายเขาเพียงใช้นิ้วแตะหน้าผากนางเบา ๆ “ฝันก็คือฝัน” “แล้วคำถามของข้าเล่า” “คำถามอะไร” “หากไม่มีผู้ใดต้องการข้า”เสิ่นจิ่งเหิงถอนหายใจเบามาก “เจ้าจะถามซ้ำจริงหรือ ”นางพยักหน้า ชายหนุ่มจึงตอบ “ไม่ต้องให้ถึงวันนั้น” เสิ่นชิงหลันมองเขา “ตราบใดที่พี่ยังอยู่ เจ้าไม่มีวันไม่มีที่ไป” หัวใจนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่มีคำหวานใไม่มีคำสาบาน น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉยเสียด้วยซ้ำ แต่คนผู้นี้เคยพิสูจน์ประโยคนี้มาแล้วด้วยชีวิต

เสิ่นชิงหลันจึงเชื่อ เชื่อโดยไม่ต้องการหลักฐานอีก นางก้มหน้าลง “เช่นนั้นท่านต้องอยู่ให้นานหน่อย” เสิ่นจิ่งเหิงมองศีรษะเล็ก ๆ ตรงหน้า “อืม” “ห้ามตายก่อนข้า” คิ้วของเขาขมวด “พูดเหลวไหล” เสิ่นชิงหลันยิ้มทั้งที่ดวงตาร้อนผ่าว ครั้งนี้นางจะไม่ยอมให้เขาตายเพราะนางอีกแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ทุกสิ่งที่คนเหล่านั้นเคยพรากไปจากเขา— หากนางสามารถเอากลับคืนมาได้ นางจะเอาคืนให้เขาทีละอย่าง ตำแหน่ง อำนาจ ชื่อเสียง ครอบครัว แม้กระทั่งชีวิตที่เขาควรมี ชาติก่อนเขาทิ้งทุกอย่างเพื่อพานางออกจากนรก ชาตินี้...นางจะเป็นคนพาเขาออกจากจวนเสิ่นเอง แต่ก่อนจะทำเช่นนั้นได้ นางต้องรู้เสียก่อนว่า—ศัตรูของพี่ใหญ่มีใครบ้าง และบิดามารดาที่นางเรียกขานมาสิบห้าปี...กำลังวางหมากอะไรอยู่กันแน่.

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 75

    ในเวลาเดียวกัน จิ่งเหิงได้รับข่าวว่าคนดูแลเส้นทางเงินของสกุลกู้กำลังหนีออกจากเมืองหลวง นี่เป็นปลาตัวใหญ่ที่สุดที่โผล่มาตั้งแต่เริ่มคดี หากจับได้เส้นเงินจากเหมืองไปยังค่ายลับจะสมบูรณ์ เขาจึงออกจากจวนในคืนนั้น ก่อนออกไปแวะเรือนตะวันออก ชิงหลันกำลังอ่านบันทึกเรื่องมารดา เมื่อเห็นเขาก็วางหนังสือลง นางเด

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 74

    บทที่ 34 ช่องว่างที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น หลังพบจดหมายของกู้เยี่ยนฉือ ทุกอย่างกลับง่ายขึ้นจนน่าแปลก เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลตราสำรองของตำหนักบูรพายอมเปิดปากภายในคืนเดียว เขายืนยันว่าตราขององค์รัชทายาทถูกขโมยไปเมื่อสามปีก่อน อุบัติเหตุซึ่งทำให้เขา “ตาย” ก็เป็นเพียงฉากบังหน้า หลังจากนั้นคนของสกุลกู้จัดหาที่พั

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 73

    บทที่ 33 คนที่อยู่ใกล้บัลลังก์ที่สุด ตราประทับขององค์รัชทายาททำให้คลังอาวุธทั้งหลังเงียบลง ไม่มีผู้ใดกล้าตีความทันทียิ่งหลักฐานใหญ่เท่าใด—ยิ่งต้องระวังว่ามันถูกวางไว้ให้เห็นหรือไม่ จิ่งเหิงไม่แตะบัญชีด้วยมือเปล่า เขาเพียงยืนมองตราประทับตรงหน้าสุดท้ายอยู่นาน ก่อนสั่งให้ปิดค่ายทั้งหมด แยกคนในค่ายออกส

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 72

    ชิงหลันเงยหน้า ครั้งหนึ่งนางคงดีใจจนหัวใจเต้นแรงหากเขาพูดเช่นนี้ วันนี้กลับเพียงยิ้ม “ไม่เคยเพคะ” ที่จริงแล้วเคยเมื่อหลายปีก่อนแวบหนึ่ง ตอนที่นางทำปิ่นตกในจวนองค์หญิงใหญ่ นางรู้ว่าเขาจำได้ แต่ก็เพียงแวบเดียว บางทีเขาอาจไม่ใส่ใจหรือลืมไปแล้ว ทว่าคำตอบว่าไม่เคย เป็นคำตอบธรรมดาแต่บางอย่างในดวงตาทำให้

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 71

    จิ่งเหิงมองรายชื่อทั้งหมด แล้วพบสิ่งที่น่าสนใจกว่า คนอีกผู้หนึ่งซึ่งร่วมลงนาม—เป็นขุนนางตระกูลฝ่ายมารดาขององค์ชายหก เส้นสองเส้นที่พวกเขาเคยคิดว่าเพิ่งมาบรรจบกันในยุคนี้—อาจพันกันมานานก่อนองค์ชายหกกับกู้เยี่ยนฉือเกิดเสียอีก ข่าวถูกปิดไม่ถึงหนึ่งวัน ฝ่ายตรงข้ามก็ขยับตอนบ่าย มีไฟไหม้คลังเอกสารเก่าของกร

  • พี่ชายคนดีครั้งนี้ข้าจะรักท่านให้มาก   บทที่ 70

    บทที่ 32 สิ่งที่มารดาทิ้งไว้ คำว่า ลูกของนางเอง ทำให้ห้องหนังสือเงียบอยู่นาน ชิงหลันไม่ได้รีบค้นสิ่งของ เพราะหากมารดาซ่อนบางอย่างไว้กับนางจริง สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ของที่เห็นได้ง่าย ตอนนางถูกพาเข้าจวนเสิ่นยังเป็นเพียงทารก ของติดตัวมีไม่มาก สร้อยเงินหนึ่งเส้น ผ้าห่อตัว กำไลข้อเท้า และเสื้อชั้นในเด็กซึ่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status