LOGIN“ใช่! แกแน่ ๆ แกคือไอ้วินใช่ไหม ฉันจะแจ้งตำรวจมาจับแกไอ้ฆาตกร” แม่บุญธรรมผมเองก็เอ่ยทักทายด้วยข้อกล่าวหาเมื่อห้าปีที่แล้ว คงจะคิดถึงผมมากสินะ หึ ๆ
“ขอโทษนะครับ ใครคือวินงั้นเหรอ?” ผมถามกลับด้วยสีหน้างงงวย ทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น
“ทุกคนคงจำคนผิดแล้วละค่ะ นี่คุณอี้เฟยนักธุรกิจพันล้าน เพิ่งกลับมาจากเมืองจีนเมื่อไม่นานมานี้เอง” อรจิราเองก็รู้สึกงง จึงเอ่ยชี้แจงให้ทุกคนฟังอีกครั้ง
“ไม่อยากเชื่อเลย ว่าจะมีคนหน้าเหมือนกันอย่างนี้บนโลกด้วย” แม่บุญธรรมผมเอ่ยขึ้น สายตายังคงจับจ้องมองมาที่ผมอย่างจับผิด แต่ผมไม่แสดงพิรุธอะไรให้พวกเขาเห็นแม้แต่น้อย เพราะทุกอย่างที่ผมฝึกฝนมาจากเมืองจีนเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ
“บนโลกใบนี้ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นล่ะครับคุณเอ่อ...”
“ฉันชื่อวรรณีค่ะ”
“ครับคุณวรรณี”
“แล้วคุณล่ะครับ” ผมเอ่ยถามพ่อ ท่านเองยังคงอึ้งมองหน้าผมแทบไม่กะพริบตา
“ผมพงษ์ศักดิ์ครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักทั้งสองท่านนะครับ”
“ถ้างั้นเชิญนั่งก่อนดีกว่าครับคุณอี้เฟย” พี่ธีผายมือเชิญผมให้นั่งลงที่โซฟาข้างกัน
“ขอบคุณครับ” เมื่อนั่งลงแล้วก็มีสาวใช้นำน้ำมาเสิร์ฟทันที
“แล้วที่มาด้วยนั่นคือ” พี่ธีถาม พลางมองหน้าอาหยางไปด้วย
“นั่นอาหยางเป็นบอดี้การ์ดผมเองล่ะครับ”
พี่ธีพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยกับผมต่อไป
“ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณต้องรู้สึกอึดอัดใจ คุณหน้าคล้ายกับคนที่ผมรู้จักมากเหลือเกิน เหมือนมากราวกับคนเดียวกัน” เขายังคงจ้องมองมาที่ผมอย่างไม่ละสายตา
“ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจ ทุกวันนี้คนหน้าตาเหมือนกันออกเยอะแยะ ผมเองก็เคยทักคนผิดมาหลายครั้งอยู่เหมือนกัน” ผมเอ่ยกับทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อให้พวกเขาเลิกระแวงผม
“ผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ...ผมธีภพ”
“ผมอี้เฟย ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
เราทั้งสองจับมือกันเพื่อสร้างมิตรภาพที่กำลังจะเกิดขึ้น สายตาเราประสานกันแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายละสายตาออกไป
“ไม่ทราบว่าคุณอี้เฟยอายุเท่าไหร่แล้วครับ”
“ครบยี่สิบสี่ปีนี้ครับ”
“บังเอิญจังเลยนะครับ ใบหน้าก็เหมือนกันอายุก็เท่ากัน ถ้าไม่บอกว่าคุณเป็นนักธุรกิจพันล้านผมคงเชื่อว่าคุณคือคนที่ผมรู้จักไปแล้ว”
“คนที่ชื่อวินเป็นใครกันเหรอครับ ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสำคัญกับพวกคุณทุกคนสินะ เห็นทำท่าตกใจกันซะทั้งบ้าน”
พี่ธีหันไปมองหน้าพ่อกับแม่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองผมอีกที
“เป็นเมียเก่าผมเองล่ะครับ”
อรจิราได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์ เธอคงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเมียน้อยซะอย่างนั้น
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วคุณวินอยู่ที่ไหนล่ะครับตอนนี้” ผมยังคงยิ้มให้เขา แต่ในใจกลับรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ทำไมที่ธีถึงได้บอกว่าผมเป็นเมีย ทั้งที่ความเป็นจริงผมแทบจะไม่เฉียดเข้าใกล้สถานะนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ผมขอไม่ตอบละกันนะครับ ผมว่าเรามาคุยธุระกันต่อดีกว่า”
“ได้เลยครับ เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมได้ยินข่าวว่าตอนนี้ธุรกิจของคุณ สถานการณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ผู้ถือหุ้นเทขายหุ้นคืนให้คุณหมด ผมเลยอยากจะเสนอตัวเข้ามากอบกู้วิกฤติทางการเงินในครั้งนี้ครับ” ผมบอกความต้องการไป
“รู้สึกว่าคุณจะรู้ข้อมูลบริษัทผมดีจังเลยนะครับ ราวกับว่าคุณตั้งใจจะเข้ามาหาพวกผมก่อนอยู่แล้ว” พี่ธียังคงเป็นพี่ธี เขายังคงไม่วางใจผม
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







