Se connecterบทที่ 68 งั้น...ได้ผลไหมครับรถของเมลออกจากลานจอดในช่วงเช้าที่ถนนเริ่มแน่นขึ้นทีละนิด ภาคินเป็นคนขับ เขาปรับเบาะกับกระจกเพียงเล็กน้อยก่อนพารถออกจากอาคารอย่างระวัง ขณะที่เมลนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ มือหนึ่งถือโทรศัพท์เช็กข้อความงานรถเลี้ยวเข้าสู่เขตสนามบิน ตอนเก้าโมงนิดๆ ยังเหลือเวลามากพอให้คณินเดินไปเช็กอินและโหลดกระเป๋าได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องวิ่งหน้าตื่นทันทีที่ล้อรถจอดสนิทข้างทางเท้า ภาคินก็ลงไปเปิดท้ายรถเพื่อยกกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ลงมาให้พี่ชาย ส่วนเมลเปิดประตูลงตามไปยืนกอดอกอยู่ข้างๆ สายตาคู่สวยจับจ้องเคนที่กำลังขยับสายกระเป๋าเป้บนบ่าด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนคุณแม่ที่กำลังตรวจความเรียบร้อยของเด็กอนุบาลก่อนส่งขึ้นรถโรงเรียนไม่มีผิด“เอกสารครบใช่ไหม”คณินเหลือบมองเธอ“ครบ”“บัตรประชาชน กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ สายชาร์จ”“ครบหมดแล้วครับแม่”เมลยิ้มเย็นส่งกลับไป“ดี...งั้นแม่จะได้ไม่ต้องวนรถกลับมาส่งให้ลูกชายที่ซุ่มซ่ามลืมของ”เคนหัวเราะร่า ก่อนจะรับกระเป๋าเดินทางจากภาคินมาลากไว้ข้างตัว เขาหันไปมองน้องชายตัวโตอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าทะเล้นลดลงเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ทิ้งความขี้เล่นตามนิสัย“อยู่บ้านอ
บทที่ 67 พี่หน้าแดงขนาดนี้เพราะอะไรครับระยะห่างที่ร่นกระชั้นเข้ามาทำเอาเมลเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมาเธอรีบยกมือขึ้นปัดมือหนาของเขาออกเบาๆ“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้ป่วย”แทนที่จะถอยออก ภาคินกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมหลุบมองพวงแก้มใสที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อลามไปจนถึงใบหู“งั้น...พี่หน้าแดงขนาดนี้เพราะอะไรครับ”ภาคินถามด้วยสีหน้าซื่อเสียจนถ้าไม่ติดว่าแววตานั่นเหมือนรู้คำตอบอยู่เต็มอก เมลคงเชื่อไปแล้วว่าเด็กมันถามเพราะสงสัยจริงๆ‘เขินไง แต่พูดได้เหรอ’หญิงสาวกัดฟันเบาๆ“เก็บของนายให้เสร็จ แล้วออกไปได้แล้ว”เธอชี้ไปทางตู้เสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนเรื่องอย่างหน้าตาเฉย ภาคินมองปลายนิ้วที่ชี้ไล่เขา ก่อนยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี“ครับๆ”ภาคินรับคำง่ายๆ พลางหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะยอมขยับตัวออกห่าง เมลเม้มปากแน่น มองตามแผ่นหลังกว้างที่หันไปจัดการพับเสื้อผ้าเข้าตู้จนเรียบร้อย เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เพื่อระบายความร้อนที่ยังคงพุ่งสูงอยู่บนใบหน้า‘ไปซะทีเถอะ เขินจะแย่แล้ว’ เธอบ่นอุบอิบในใจคิดว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว จึงเอ่ยปากไล่อีกรอบ“เสร็จแล้วก
บทที่ 66 มึงยังมีสมองเหลือให้จิ้มอีกเหรอทั้งคู่เดินเข้าร้านข้าวหัวมุมหน้าคณะ ร้านเล็กๆ ที่มีโต๊ะไม่กี่ตัวตั้งเรียงอยู่ริมทาง กลิ่นอาหารลอยปะปนมากับลมช่วงหัวค่ำ หลังจากรีวิวงานลากยาวมาทั้งวัน ข้าวง่ายๆ สักจานกลับดูน่ากินกว่าที่เมลคิดไว้มากพอกินใกล้เสร็จ เมลถึงนึกขึ้นได้ว่าเคนยังอยู่ห้อง เธอเลยบอกให้ภาคินสั่งข้าวกลับไปเผื่อพี่ชายด้วย จะได้ไม่ต้องตื่นมาคุ้ยตู้เย็นหรือจบที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหมือนทุกครั้งเมลนั่งมองภาคินเดินไปสั่งและรอรับถุงข้าวจากแม่ค้า ท่าทางเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติของเขาทำให้เธอเผลอมองอยู่นานกว่าที่ควร มื้อเย็นครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นแค่การกินข้าวธรรมดา ทว่าความธรรมดาแบบนี้นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันทำให้เธอเริ่มคุ้นชินกับการมีเขาอยู่ข้างๆ โดยแทบไม่ทันรู้ตัวทั้งคู่กลับมาถึงคอนโดตอนฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มสนิท ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ลมแอร์เย็นฉ่ำก็ลอยมาปะทะใบหน้า ส่วนกลางห้องมีคณินนอนแผ่อยู่บนโซฟาราวกับร่างไร้วิญญาณ ผ้าห่มหลุดลงมากองที่เอว เสื้อยืดยับย่นจนรู้ว่าไม่ได้ขยับตัวมาตั้งแต่เช้า ส่วนเจ้ากะทิแมวส้มตัวอ้วนจ้ำม่ำก็นอนหมอบอยู่บนหน้าท้องของเขาอย่างสบายใจเม
บทที่ 65 หวงครับ“อ๋อ...” ธันวารับคำทว่าสายตาไม่ได้อยู่ที่รุ่นน้องนานนัก เขาจงใจเอียงตัวหลบไหล่ภาคินเพื่อส่งยิ้มอย่างเป็นกันเองและดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ให้กับเมลดา“เมื่อกี้ในห้องรีวิวมัวแต่ยุ่งๆ ผมเลยยังไม่มีโอกาสได้แนะนำตัวกับคุณเมลดีๆ เลย ผมธันวานะครับ เป็นสถาปนิกรุ่นพี่ของคิน ได้ยินดีเทลที่คุณเมลช่วยคอมเมนต์ให้เด็กๆ เมื่อกี้แล้วนับถือเลยครับ”เมลดายิ้มตอบรับตามมารยาท ท่าทางของเธอยังคงสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณธันวา เมลค่ะ เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ พอดีวันนี้คินชวนมาช่วยดูงานพรีเซนต์ ก็เลยมาช่วยอีกแรง”คำแนะนำตัวที่ดูเป็นกันเอง ทำเอาธันวายิ้มกว้างขึ้นอย่างถูกใจ ในขณะที่ภาคินซึ่งยืนเป็นโล่มนุษย์อยู่ด้านหน้า แอบปรายสายตาคมกริบกลับมามองคนข้างหลังแวบหนึ่ง นัยน์ตาคู่นั้นดูนิ่งขรึมขึ้นกว่าเดิมคล้ายอยากจะประท้วงที่เธอหันไปส่งยิ้มให้ชายอื่นต่อหน้าต่อตาเขา‘ยิ้มสวยจังนะครับ แต่จำเป็นต้องยิ้มให้พี่ธันวาขนาดนั้นไหม’“อินทีเรียฝีมือดีและตาถึงแบบนี้หายากนะครับ” ธันวาเอ่ยพลางคลี่ยิ้มละมุน“พอดีตอนนี้ออฟฟิศผมกำลังมีโปรเจกต์คาเฟ่กึ่งแกลเลอรีของเพื่อนที่อยากหาคนสายอินทีเรียเก่งๆ มาร่วม
บทที่ 64 ก็ผมจีบพี่อยู่ทันทีที่ทั้งสองเดินพ้นออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าของพริมก็จางหาย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างห้ามไม่อยู่ ความอ่อนหวานที่พยายามประคองไว้ตลอดทั้งวันหลุดลอยไปในพริบตาอีกด้านหนึ่ง... เมลดาเดินนำออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ปรายตามองคนข้างกาย ภาคินยังคงอุ้มกล่องโมเดลไว้ในมือ สีหน้าสงบนิ่งทำราวกับว่าเมื่อครู่ตนไม่ได้เพิ่งหักหน้าปฏิเสธคำชวนของสาวสวยต่อหน้าใคร‘ใจเย็นจริงนะพ่อคุณ’“เสน่ห์แรงจริงๆ เลยนะ เด็กสถาปัตย์”ภาคินหันหน้ามามองเธอ“ครับ?”“รีวิวจบปุ๊บก็มีสาวสวยมารอรับไปกินข้าวปั๊บ ฮอตไม่เบาเลยนะ” เมลจ้องหน้าเขาพลางเอ่ยเสียงเรียบที่ฟังอย่างไรก็เจือความหมั่นไส้กึ่งประชดเอาไว้ด้วยภาคินมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนนิดๆ“แต่ผมปฏิเสธไปแล้วนะครับ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตาคมกริบคู่เดิม ทอดมองใบหน้าของเมลตรงๆ “...เพราะมีนัดสำคัญกว่าอยู่แล้ว”มือของเมลที่กอดกระบอกแบบอยู่กระชับแน่นขึ้นนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว หัวใจกระตุกวูบอย่างน่ารำคาญ‘นัดสำคัญบ้านนายสิ ก็แค่กินข้าวค่ะ ไม่ต้องพูดเหมือนกำลังจะไปเซ็นสัญญาช
บทที่ 63 ไปกันครับพี่เมลส่วนงานของเตชินนั้นแน่นกว่าในเชิงเหตุผล โครงสร้างและการตอบคำถามทำได้ดี คุมภาพรวมงานของตัวเองได้ค่อนข้างมั่นคง ทว่ากลับถูกจี้เรื่องจังหวะการพรีเซนต์ที่ออกจะทื่อเกินไปหน่อย ฟังแล้วเข้าใจ...แต่ยังไม่สามารถดึงอารมณ์คนฟังให้คล้อยตามเท่าที่ควร“เนื้อหางานแน่นแล้วนะเตชิน” เมลดาเอ่ยทักน้ำเสียงเรียบๆ“แต่ลองเล่าคู่ไปกับโมเดลด้วยสิ ชี้ให้กรรมการเห็นสเปซข้างในตอนที่เล่าเรื่องฟังก์ชัน มันจะช่วยดึงความสนใจของคนฟังได้ดีกว่าการยืนท่องสไลด์เฉยๆ เยอะเลย”คำแนะนำเรียบเรื่อยทว่าตรงจุดของเธอ ช่วยทลายความแข็งทื่อในพาร์ทพรีเซนต์ของเตชินได้ทันตาเห็น โดยรวมแล้วเพื่อนทั้งสองคนของภาคินไม่ได้มีปัญหาใหญ่โตอะไร แค่มีจุดให้กลับไปเกลาเพิ่มเติมอีกคนละนิดละหน่อยจากคำแนะนำของรุ่นพี่สายตรงและเมลดา เพื่อให้งานสมบูรณ์ขึ้นและทุกครั้งที่เธอช่วยคอมเมนต์งานของเพื่อน ภาคินก็นิ่งฟังเสมอ...ไม่ใช่แค่เพราะเนื้อหาเกี่ยวข้องกับงานของกลุ่มตนเอง ทว่านัยน์ตาคมคู่นั้นกลับจับอยู่ที่เธอนานกว่าปกติ คล้ายกำลังซึมซับทั้งวิธีคิด มุมมอง และวิธีแก้ปัญหาของผู้หญิงตรงหน้าเข้าไปทีละนิดอย่างสนใจเมลดาที่กำลังก้มดูแปลนรู้สึ
บทที่ 3 บ้านกูเรียกสกปรก“ไอ้ส้มอ้วนขึ้นเยอะเลย...”“เมี้ยววว” แมวสีส้มในอ้อมแขนเคนหันมามองเธอตาแป๋ว ก่อนจะร้องใส่ทันที เหมือนกำลังเถียงว่าไม่ได้อ้วนสักหน่อยเคนหัวเราะ“มันไม่ได้อ้วน ขนมันหนา”“กูเชื่ออยู่หรอก”หญิงสาวยื่นมือไปเกาคางแมวเบาๆ เจ้าก้อนส้มก็หลับตาพริ้มอย่างพอใจทันที จนเธอหลุดยิ้มออกมาอ
บทที่ 2 เกรงใจว่ะ“ขำอีกที กูผลักมึงลงน้ำในห้องกูนี่แหละ”เคนยกสองมือขึ้นอย่างยอมแพ้ แต่ริมฝีปากยังกลั้นยิ้มไม่อยู่“โอเคๆ ไม่ขำแล้วครับคุณผู้ประสบภัย”“ไอ้เคน”“ครับๆ ไม่พูดแล้วครับ”ถึงปากจะกวน แต่เคนก็เดินเข้าไปช่วยยกของทันที เขากวาดตามองกล่องเอกสาร กระเป๋าเดินทาง โน้ตบุ๊กและกล่องตัวอย่างวัสดุที
บทที่ 1 ชีวิตกูนี่นะเมลดายืนมองสภาพห้องตัวเองอยู่เงียบๆ ความเหนื่อยสะสมจากทั้งวันค่อยๆ ถาโถมขึ้นมาจนปวดหัวไปหมดหยดน้ำยังคงร่วงลงมาจากฝ้าเพดานดังแปะ แปะ ไม่หยุด พื้นไม้บริเวณห้องนั่งเล่นเริ่มบวมขึ้นเป็นคลื่นเล็กๆ จากการถูกแช่น้ำ ส่วนโซฟาสีครีมตัวโปรดก็เปียกไปเกือบครึ่ง“…เออ เอาให้สุดไปเลย”หญิงสา
บทนำฝุ่นสีขาวลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศภายในไซต์งานรีโนเวตคาเฟ่หรูย่านทองหล่อ เสียงสว่าน เสียงตัดไม้และเสียงช่างตะโกนคุยกันดังแข่งกับเพลงร็อกเก่าๆ ที่เปิดคลอจากลำโพงตัวเล็กมุมห้อง“พี่ชัย! บอกแล้วว่าเคาน์เตอร์มันต้องขยับอีกสิบเซน! พี่โยนตลับเมตรทิ้งไปแล้วเหรอคะ ถึงไม่เอามาวัด!”เสียงผู้หญิงดังขึ้นชัดเจน







