LOGIN“เสียดายไหมที่ยังไม่ตาย”
“น่าจะเสียดายอยู่หรอกรี อับอายขายขี้หน้าคนเปล่า ๆ”
เสียงแหลมปรี๊ดของหญิงสาวสองคนลอยมาเข้าหูพิริยาระหว่างกำลังเดินออกมาจากบ้านของลุงคำปัน เธอเหลียวหลังมองที่มาของเสียงก็พบกับหญิงสาววัยรุ่นอายุใกล้เคียงกับเธอสองคนที่กำลังพูดลอยหน้าลอยตาและส่งสายตาหยันมาให้
อ๋อ..คู่อริของเจ้าของเดิม พิริยาทบทวนความทรงจำอยู่ครู่ก็นึกออก ผู้หญิงทั้งสองคนนี้จะชื่อชบาและนารี อายุสิบหกปีเท่ากับปิ่นแก้ว
นารีเป็นน้องสาวของมานะ เมื่อทราบว่าพี่ชายคบหากับปิ่นแก้วที่มีฐานะยากจน นารีจึงรู้สึกไม่พอใจเช่นเดียวกับพ่อและแม่ของเธอ หากได้เจอปิ่นแก้วยามใดไม่พ้นจะพ่นคำดูถูกเย้ยหยันอยู่ตลอดเวลา เจ้าของร่างเดิมเป็นคนหัวอ่อนและนิสัยขี้อาย จึงได้แต่ยอมก้มหัวให้นารีอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้มีปัญหากระทบกระทั่งกัน
ส่วนชบานั้นเป็นลูกไล่ของนารีมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวของนารีมีฐานะดี ชบาจึงมีนิสัยชอบประจบเอาใจ เมื่อเห็นนารีไม่ชอบปิ่นแก้ว ชบาก็พร้อมที่จะไม่ชอบด้วย
“หรืออาจจะไม่เสียดายก็ได้นะ ถ้าตายไวก็อดอ้อนพี่ดินเลยน่ะสิ” น้ำเสียงของนารีมีความกรุ่นโกรธและหึงหวงผสมกันอยู่
“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่ดินออกจะฉลาด รับรองไม่ตกหลุมนังตัวซวยนี่หรอก”
พิริยามองตรงไปทั้งคู่อย่างเบื่อหน่าย ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์ต่อล้อต่อเถียงด้วยเพราะมีเรื่องให้ต้องคิดอยู่เต็มหัว เธอจึงเพียงแค่ส่งสายตาหยันมองกลับไปให้ทั้งคู่ ก่อนที่จะหมุนตัวเดินตรงไปที่บ้านของตัวเอง
“ทำไม รับความจริงในความเป็นตัวซวยไม่ได้เหรอ”
พิริยาไม่สนใจฟัง
“นี่ รู้รึเปล่า วันนี้พี่มานะพาพี่โสภา พี่สะใภ้ในอนาคตของฉันมาเที่ยวบ้านด้วยนะ หล่อนสนใจไปดูไหมว่าพี่โสภาของฉันสวยแค่ไหน”
พิริยายังคงเดินเฉยแบบไม่สะดุ้งสะเทือน
เมื่อเห็นอาการเมินเฉยของปิ่นแก้ว นารีก็ยิ่งหงุดหงิด เธอคือลูกสาวคนเล็กของบ้านที่พ่อและแม่ต่างเฝ้าคอยเอาอกเอาใจเสมอมา เธอไม่คุ้นชินกับการถูกละเลยเหมือนไม่ได้รับความสำคัญแบบนี้
“นี่! หยุดนะนังแก้ว” นารีเดินเข้ามากระชากแขนเพื่อหวังให้นางสาวปิ่นแก้วให้หันมาสนใจ
พิริยาใช้สายตาเหยียดมองพร้อมกับเบะปากเบา ๆ “มานี่” ก่อนจับมือนารีและลากให้ไปที่บ่อน้ำซึ่งตั้งอยู่ในบ้านด้วยกัน
“ก..แกจะทำอะไรฉัน” นารีมองบ่อน้ำที่มีความลึกหลายเมตรด้วยความหวาดกลัว “ห..หากแกทำร้ายฉัน พ่อกับแม่ไม่เอาแกไว้แน่”
“คิดไปถึงไหนเนี่ย” พิริยาหัวเราะเสียงดัง ก่อนหยิบน้ำถุ้ง อุปกรณ์ตักน้ำที่ผูกเชือกยาวหลายเมตรโยนลงไปในบ่อ รอจนน้ำเข้ามาเต็มเธอก็รีบสาวเชือกขึ้นมา หลังจากนั้นก็ยื่นน้ำถุ้งที่มีน้ำบ่อใส ๆ จุอยู่เต็มให้นารี
“อะ...ดื่มน้ำก่อน พูดมากเกินไปคอจะอักเสบได้ ขนาดสุนัขที่คนชอบคิดว่าสมองน้อย เวลามันเห่ามาก ๆ มันยังรีบวิ่งไปหาน้ำดื่มเลย” เมื่อเห็นนารียื่นมารับอย่างงุนงง พิริยาอมยิ้มและหมุนตัวเตรียมเดินขึ้นบ้านไป
“กรี๊ดดด...นังแก้ว น..นี่แกด่าว่าฉันโง่ยิ่งกว่าหมาเหรอ” เมื่อหายจากอาการมึนงง นารีก็กรี๊ดออกมาเสียงดังด้วยท่าทางไม่พอใจ
“มีอะไรกัน” แดนดินเอ่ยถามเสียงห้วนมาจากด้านหลัง ทั้งพิริยาและนารีต่างหันมามองไปที่เขา โดยเฉพาะนารี เมื่อเห็นชายที่หมายปอง เธอก็รีบปรับสีหน้าและท่าทางให้สงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่มีอะไรค่ะพี่ดิน แค่มีเรื่องมาถามแก้วนิดหน่อย”
พิริยากอดอกยิ้มขันแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ด้วยไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้เสียเวลาชีวิตของตัวเองมากไปกว่านี้
“แก้ว นี่ปลาดุกนา รับเอาไว้สิเผื่อเป็นอาหารเที่ยงนี้” แดนดินไม่ให้ความสนใจชบาและนารีเช่นเดียวกัน เขาหันไปพูดธุระที่ได้รับมอบหมายจากแม่กับปิ่นแก้วแทน
“ดีเลยค่ะ พี่ดิน แก้วกำลังอยากกินปลาดุกปิ้งพอดี แต่พี่ดินช่วยแก้วจุดเตาถ่านได้ไหมคะ แก้วจุดไม่เก่ง” พิริยาเอ่ยเสียงอ้อนนิด ๆ พร้อมกับแสดงท่าทีสนิทสนมกับแดนดินมากกว่าปกติ ในขณะเดียวกันก็แอบส่งสายตาเยาะเย้ยไปให้นารีเบา ๆ เพราะเธอจับสังเกตได้ว่านารีให้ความสนใจในตัวของแดนดินอยู่ไม่น้อย
“ไปเถอะค่ะ กว่าจะสุกก็ทันมื้อเที่ยงพอดี เดี๋ยวแก้วจะแบ่งไปให้ที่บ้านพี่กินด้วย”
“อ้อ..เสร็จธุระของพวกเธอแล้วใช่ไหม ฉันมีเรื่องต้องทำกับพี่ดินอีกเยอะ” พิริยาหันไปถามพร้อมกับยิ้มเยาะสองสาวอยู่ในที
นารียืนตัวสั่นพร้อมกับเขม้นตามองปิ่นแก้วด้วยอารมณ์โมโหสุดขีด แต่ก็ไม่กล้ากรีดร้องออกมาเสียงดังเพราะมีแดนดินอยู่ด้วย หญิงสาวสะพัดหน้าพรืดพร้อมกับลากชบาเดินออกไปจากบริเวณบ้านของปิ่นแก้วอย่างรวดเร็ว
พิริยาที่เห็นอาการโมโหจนตัวสั่น บวกกับใบหน้าที่คล้ายกำลังอมมะระของนารีจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง โดยมีแดนดินขมวดคิ้วมองอยู่ด้านข้าง
“สองคนนั้นมาหาเรื่องอะไร”
“อ้าว..พี่ก็รู้เหรอ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ตามที่คาดไว้นั่นแหละ ทั้งเรื่องแขวนคอตายกับเรื่องนายมานะอะไรนั่น”
เมื่อเห็นท่าทีการพูดอย่างสบายอกสบายสบายใจของเธอ แดนดินถึงกับเหลือบมองด้วยความฉงน
ปิ่นแก้วดูแตกต่างไปจากเมื่อหลายวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด จากคนที่อ่อนแอ อ่อนไหวไปหมดทุกเรื่องโดยเฉพาะเมื่อเจอกับคำพูดติฉินนินทาของคน ปิ่นแก้วก็พร้อมจะนั่งน้ำตาซึมอยู่เป็นวัน ๆ ได้เลยเหมือนกัน
แต่ดูตอนนี้สิ เธอกลับกลายเป็นคนที่ไม่ยี่หระคำพูดว่าร้ายของคนอื่น
แล้วเรื่องของมานะคนรักเก่าของปิ่นแก้วนั่นอีก สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปิ่นแก้วแขวนคอตายก็คือเรื่องเขาไม่ใช่เหรอ แล้วตอนนี้ทำเหมือนกับกำลังพูดถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเธอเลย
“พี่ดินมองแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“แค่แปลกใจน่ะ เพราะแก้วดูไม่เหมือนคนเดิมที่พี่เคยรู้จัก” แดนดินบอกตามตรง
“แล้วมันดีหรือไม่ดีล่ะ”
“ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่พี่ชอบแก้วที่เป็นแบบนี้นะ ดูเข้มแข็ง สู้คน และปล่อยวาง ทำให้พี่รู้สึกสบายใจว่าแก้วจะสามารถใช้ชีวิตที่ดี ๆ ได้ต่อไป”
“ขอบคุณค่ะ อ้อ..พี่ดินไม่ต้องไปช่วยแก้วจุดเตาหรอก เดี๋ยวแก้วทำเอง”
“อ้าว ไหนบอกทำไม่เป็น”
“ฮ่าฮ่า..แก้วแกล้งนารีเล่นน่ะ พี่ไม่รู้เหรอว่าเธอปลื้มพี่อยู่”
แดนดินอดหน้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“เอ..หรือว่าจริง ๆ แล้วพี่ก็ชอบนารีด้วย” พิริยาเห็นท่าทีแบบนั้นก็เอ่ยปากล้อเลียนต่อ
“เฮ้ย..บ้า พี่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว”
“เพื่อนที่เรียนด้วยกันเหรอคะ” เธอเลิกคิ้วสูงด้วยความอยากรู้
“อืม..” แดนดินยกมือเกาท้ายทอยอย่างขัดเขิน
หญิงสาวอดหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางอายเหมือนเด็กของแดนดิน ผู้ชายที่ตามปกติดูเงียบขรึมเป็นผู้ใหญ่เกินอายุแบบเขา เวลาทำท่าทีแบบนี้มันดูทั้งตลกผสมกับความน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
“แก้วยินดีกับพี่ด้วยนะคะ” ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากอย่างจริงใจ
“ขอบใจนะ พี่กลับบ้านก่อนล่ะ อ้อ..พี่จะอยู่บ้านอีกแค่อาทิตย์เดียวนะ อยากให้พี่ช่วยงานอะไร โดยเฉพาะงานใช้แรงหนัก ๆ ให้ไปบอกก่อนพี่กลับไปเรียนล่ะ พี่จะได้รีบมาทำให้”
พิริยากล่าวขอบคุณชายหนุ่มและหันมามองปลาดุกเจ้าปัญหาในมือ เธอยังไม่คิดจะทำอะไรกับมันในตอนนี้ คงต้องเอาไปเก็บไว้ในพื้นที่เพื่อไม่ให้เหม็นเน่าก่อนจะนำมาทำอาหารครั้งต่อไป
“เหนื่อยรึยัง แวะนั่งพักที่ไร่องุ่นข้างหน้าก่อนไหม” แดนดินหันไปถามภรรยาอย่างเอาใจใส่ วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่ปิ่นแก้วฟื้นตัวจากไข้ เขาจึงค่อย ๆ พาเธอเดินออกกำลังกายให้ไกลขึ้นทีละน้อย และวันนี้หลังจากขับรถมาทิ้งไว้ที่ไร่แอปเปิลที่ตีนเขา เขาได้ค่อย ๆ จูงมือเธอเดินเรื่อยมาและตั้งใจจะเดินไปให้ถึงรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ตรงเชิงเขาเลยทีเดียว“สบายมากค่ะ แก้วไม่ใช่คนบอบบางขนาดนั้นนะ”ตลอดทางที่เดินมาด้วยกัน แดนดินไม่ยอมปล่อยมือเธอแม้แต่น้อย ภาพของชายวัยห้าสิบกำลังจับมือภรรยาวัยสี่สิบห้าได้สร้างรอยยิ้มให้กับหนุ่มสาวที่เดินผ่านไปมา จนปิ่นแก้วอดรู้สึกขัดเขินไม่ได้“พี่ไม่อายเหรอไง อายุปูนนี้กันแล้วยังมาเดินจับมือกันอยู่อีก”“อายทำไม พี่จับมือเมียพี่เองใช่ใครอื่นเสียที่ไหน แล้วอายุปูนนี้อีก มันปูนไหนกัน ไม่เห็นเหรอว่าหน้าเรานี่ตึงเปรี๊ยะชนิดที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ยังอายเลยนะ” อันนี้แดนดินไม่ได้เข้าข้างตัวเอง เพราะความที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดินดีน้ำดี ประกอบกับสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี ทำให้เขาและปิ่นแก้วมีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยไปนับสิบปีปิ่นแก้วยิ้มกว้
หลังจากนอนจับไข้ไม่ได้สติมาสามวัน วันนี้ปิ่นแก้วจึงได้ตื่นขึ้นมาด้วยสภาพร่างกายที่ใกล้เคียงกับปกติในที่สุด เธอเหลียวมองไปรอบ ๆ ห้องนอนอันสว่างไสวและอบอุ่นในเรือนไม้ที่เคยหลังเล็กและมอซอมาก่อน ห้องนอนของเธอและสามีห้องนี้เป็นห้องที่สว่างที่สุดในบ้าน เป็นห้องที่สามีที่รักของเธอใส่ใจและออกแบบตามความชอบของเธอทั้งสิ้นไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะผ่านมาแล้วกี่ปี สามีของเธอคนนี้หากจะคิดจะทำอะไร มักจะยึดเอาความชอบของเธอเป็นที่ตั้งเสมอ ปิ่นแก้วเผยรอยยิ้มพร้อมแววตาที่เจือแววหวานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อนึกถึงผู้ชายของเธอ“แค็ก แค็ก”ทันทีที่สิ้นเสียงไอของเธอ ประตูห้องนอนก็ค่อย ๆ แง้มออกมาอย่างช้า ๆ พร้อมกับศีรษะหลากหลายขนาดที่โผล่สลอนมาให้เห็นตั้งแต่ขอบบนยันขอบล่างของประตู เป็นศีรษะของตัวเลขทั้งห้าที่เธอรักอย่างที่สุด“แม่ตื่นแล้ว” ปิ่นตะวัน ลูกสาวคนโตวัยสิบเก้าปีเอ่ยเรียกแม่ด้วยน้ำเสียงดีใจ“แม่นอนไปยาวตั้งสามวันเลยนะ หิวไหมคะ สองทำขนมสูตรใหม่ที่แม่ให้ไว้สำเร็จแล้ว เดี๋ยวหนูไปตัดมาให้นะคะ” สาวน้อยปิ่นจันทร์วัยสิบห้าปีพูดกับแม่เสร็จแล้วก็
“พี่วินเป็นอะไรถึงเที่ยวยุส่งหนึ่งไปให้พี่อาร์ตแบบนี้” ปิ่นตะวันเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดรักษิตหน้าเจื่อนลงขณะที่ภายในใจเขาหงุดหงิดไม่ต่างจากเธอ “อาร์ตสนใจหนึ่งมานาน ฐานะก็ดีเหมาะสมกับหนึ่ง เป็นถึงลูกผู้ว่าเชียวนะ”“อ้อ..ถ้าหนึ่งจะคบกับใครก็ต้องดูฐานะความเหมาะสมเป็นหลักเหรอคะ” สีหน้าและแววตาของหญิงสาวแสดงถึงความน้อยใจสุดขีดยามเมื่อมองตรงไปยังรักษิต“ถ้าพี่มองเขาว่าดีทุกอย่างพี่ก็ไปคบกับเขาเองสิ ไม่ต้องเตะหนึ่งส่งไปแบบนี้ หนึ่งไม่ชอบ” เธอสะบัดหน้าและวิ่งหนีไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดหรือแก้ตัวอะไรแม้แต่น้อย-----“หนึ่ง เป็นอะไรรึเปล่าลูก ให้สองมาตามไปกินข้าวก็ไม่ยอมไป ไม่สบายตรงไหน” ปิ่นแก้วเข้ามายังห้องนอนของลูก เมื่อเห็นเธอนั่งหน้าบึ้งอยู่บนเตียง คนเป็นแม่ก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ น้อยครั้งนักที่สาวน้อยที่มีนิสัยผู้ใหญ่เกินตัวจะแสดงอาการโมโหแบบนี้ออกมา“โมโหคนน่ะค่ะ เห็นหนึ่งเป็นของเล่น คิดจะจับโยนหนึ่งให้ใครก็ได้ทั้งนั้น” ในอารมณ์โมโหมีความน้อยใจแฝงอยู่อย่างเห็นได้ชัด
“วินไม่ใช่ลูกโดยสายเลือดของพ่อและแม่”รักษิตวัยสิบแปดปี ที่เพิ่งผ่านพ้นวันเกิดตัวเองไปได้หนึ่งวันถึงกับตัวแข็งทื่อและมองไปที่พ่อกับแม่ของเขาอย่างตกตะลึง“ทำไมพ่อกับแม่ถึงบอกเรื่องนี้ให้ผมรู้” น้ำตาของเขาเอ่อคลออย่างห้ามสัญชาตญาณของร่างกายไม่อยู่“เพราะพ่อกับแม่กลัวว่าในอนาคตลูกอาจไปรับรู้เรื่องนี้จากปากคนอื่นและเข้าใจอะไรผิด ๆ ไป พวกเราจึงตัดสินใจบอกลูกจากปากของเราด้วยข้อมูลที่เป็นความจริงที่สุด”แพงน้ำตาคลอเบ้าไม่น้อยไปกว่าลูก “แม่ขอให้ลูกรับรู้เอาไว้อย่างว่า ถึงลูกจะไม่ใช่สายเลือดเดียวของเรา แต่ลูกคือจิตวิญญาณของพ่อกับแม่ พ่อกับแม่รักลูกมากที่สุดนะ”รักษิตนิ่งเงียบไปหลังจากนั้น “พ่อครับ แม่ครับ ถ้าผมจะถามอะไรที่มากกว่านี้ พ่อกับแม่จะบอกผมตามความจริงไหม”“แน่นอนสิลูก” สุวิทย์ยืนยันหนักแน่น “ในเมื่อพวกเราตัดสินใจบอกลูกในเรื่องนี้แล้ว เรื่องอื่น ๆ ที่วินอยากรู้ พ่อกับแม่จะเล่าให้ฟังอย่างไม่ปิดบังใด ๆ อีก”“ลูกอยากถามอะไรพ่อกับแม่ก็ถามมาได้เลย”คนเป็นลูกส่ายหน้า “ตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียวครับ”รักษิตนั่งอยู่
ตอนพบพ่อครั้งแรกเธอแสดงอาการต่อต้านเขาอย่างรุนแรงเพราะโกรธแทนแม่ แต่ก็เป็นแม่อีกนั่นแหละที่มาพูดให้เธอเข้าใจ ให้เธอแยกแยะ เพราะอย่างไรเสียเขาก็คือพ่อของเธอ แม้เขาจะบกพร่องในหน้าที่สามี แต่ก็ยังนับว่าไม่บกพร่องในหน้าที่พ่อ เห็นได้จากที่เขามอบเงินให้แม่มาเลี้ยงดูเธอและตั้งตัว จะว่าไปที่แม่ตั้งตัวขึ้นมาได้ก็เพราะเงินที่เขามอบให้ในครั้งนั้นหลังจากนั้นเธอจึงค่อย ๆ ยอมรับท่านทีละน้อย ยอมให้ท่านรับเธอไปอยู่ที่บ้านเดือนละสองถึงสามวันแล้วแต่โอกาส ซึ่งแม่เองก็ยอมปล่อยให้เธอไปทำความรู้จักกับญาติข้างพ่อแต่โดยดีในที่สุดก็สืบความมาได้ว่าที่พ่อมาหาเธอและแม่นั้นก็เพราะพ่อเลิกกับภรรยาคนนั้นแล้ว เป็นการจากกันด้วยดีเหมือนคราวที่เลิกกับแม่ สาเหตุการเลิกคือพ่อป่วยหนักมาก่อนหน้านี้จนไม่สามารถมีลูกได้อีก เขาและภรรยาจึงตัดสินใจแยกทางกันเพื่อให้ฝ่ายหญิงไปมีอนาคตที่ดีกว่าเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ทางครอบครัวของพ่อจึงอยากได้เธอกลับไปในฐานะทายาทเพียงคนเดียวของครอบครัว ส่วนแม่ของเธอนั้นจะกลับไปหรือไม่ก็แล้วแต่แต่น่าเสียดายที่แม่นารีไม่ใช่นารีคนเดิมที่ต้องพึ่งครอบครัวเ
“นิ่ม เอาหูฉลามไปส่งให้น้าแก้วที” “ได้ค่ะ รอแป๊บ ขอล้างมือก่อน”เสียงใสตะโกนมาจากหลังร้านขายอาหารแห้งชื่อดังของตลาดริมชล และรอไม่นานนักก็มีเสียงวิ่งตึง ๆ มาจากหลังร้านอย่างรวดเร็วบ่งบอกถึงบุคลิกที่ร่าเริงและกระตือรือร้นของเจ้าตัว“ใจเย็น ๆ ลูก วิ่งจนร้านถล่มแบบนี้เงินทองปลิวหายหมด”นิชายิ้มเผล่ แม้จะถูกบ่นแต่เธอไม่กลัวแม้แต่น้อยเพราะรู้ว่าแม่บ่นไปอย่างนั้นเอง ตลอดเกือบสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาหญิงสาวรู้ดีว่าแม่รักเธอมากแค่ไหน“อย่าลืมบอกน้าแก้วด้วยนะว่ากระเพาะปลาที่สั่งไว้ยังไม่ได้ รอของเข้าวันศุกร์นี้แม่จะเอาไปให้อีกที”เสียงแม่ยังคงไล่ตามหลังระหว่างเธอกำลังวิ่งจี๋ออกจากร้าน หญิงสาวทำเพียงแค่หัวเราะเสียงใสตอบกลับไป ระหว่างทางที่เอาของไปส่ง เธอก็ส่งเสียงทักทายบรรดาญาติมิตรในตลาดไปทั่ว เพราะเห็นหน้าและผูกพันกันมานานนับสิบปีนับตั้งแต่จำความได้นิชาก็วิ่งเล่นกินนอนอยู่ในตลาดที่สะอาดสะอ้านแห่งนี้แล้ว ไม่ว่าซอกไหนมุมไหนของตลาดเธอรู้จักหมด เธอสามารถเรียกที่แห่งนี้ว่าบ้านได้อย่างสบายร้านของแม่เป็นร้านค้าอาหารแห้งนำเข้าที่ใ







