เข้าสู่ระบบการันต์ก็รักพ่อแม่มาก เขาอยากได้เธอเป็นเมียแต่บอกว่าแค่รับไปอยู่ด้วยกันจะเลี้ยงดูให้ดี ไม่มีการจดทะเบียนสมรสหรือแต่งงาน ยกย่องเชิดชู เธอไม่เอาเด็ดขาดที่จะทำตัวเป็นผู้หญิงไร้ค่าเช่นนั้น เพราะในอดีตเธอทำตัวไร้ค่าเผลอปล่อยตัวให้สิบทิศจนตั้งท้อง แล้วก็ถูกทิ้งให้อุ้มท้องอยู่คนเดียว
และเหตุผลอีกอย่างที่สำคัญก็คือเธอไม่ได้รักการันต์ ไม่ว่าเขาจะทำดีแค่ไหน เธอก็ไม่ได้รักเขา ดังนั้นเธอจะไม่ยอมอยู่กับคนที่ไม่ได้รักอย่างแน่นอน
แม้ว่าพ่อแม่ของการันต์จะเอาเธอไปด่า ว่าหลอกเงินการันต์มาซ่อมบ้าน แต่เขาก็รู้ดีว่าเงินจำนวนนั้นเธอถูกล๊อตเตอร์รี เขาเองก็ไม่ยอมแก้ข่าวให้เคลียร์ ๆ กันไป จะเรียกว่ากลัวพ่อแม่ก็ย่อมได้ ผู้ชายแบบนี้เธอคงไม่คิดเอามาเป็นสามี
รักพ่อแม่รักได้ แต่กลัวพ่อแม่ เกรงใจ จนไม่ยอมเป็นตัวของตัวเองเธอคิดว่าไม่ไหว
เวทิตาจอดรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ไว้ที่โรงรถข้างบ้านหลังน้อย เธอขายผักจนกัดฟันซื้อรถมือสองของข้าราชการครูในหมู่บ้านได้หนึ่งคัน เป็นรถบ้านสภาพดี นั่นทำให้เธอมีรถใช้เป็นครั้งแรกในชีวิต และรถก็ไม่เคยเสียอีกด้วยเพราะครูสมใจใช้รถถนอมมาก ไม่เคยไปชนมาก่อน เธอเอามาใช้จึงไม่มีปัญหาอะไร
บ้านหลังน้อยที่ตัดสินใจซ่อมทั้งห้องน้ำห้องท่าก็สะดวกสบาย หลังเล็กทำความสะอาดง่าย ไม่เปลืองแรงหรือเปลืองเวลา แถมลูกชายตัวน้อยยังขยันช่วยเธอขายของ ช่วยเธอปลูกผัก ช่วยเธอทำงานบ้าน
เธอเริ่มสอนให้ต้นกล้าทำงานบ้านแต่เด็ก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ซักผ้า หรือแม้กระทั่งหุงข้าว ลูกชายของเธอทำเองได้หมด
ต้นกล้าฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกัน ดังนั้นเวลาเธอทำขนมลูกชายของเธอก็สามารถนำขนมไปขายเพื่อน ๆ และได้เงินกลับมาโดยไม่แอบเอาไปใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าขนมที่เธอให้
แม้จะผิดหวังเสียใจกับพ่อของลูกจับจิตจับใจ แต่อย่างน้อยเขาก็ทิ้งสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตเอาไว้ให้เธอ นั่นก็คือลูก ต้นกล้าเป็นเด็กดี ทำให้เธอมีความสุขเสมอในทุก ๆ วัน
มีคนเคยบอกว่ามีลูกดีเป็นลาภอันประเสริฐ เธอก็เพิ่งเข้าใจประโยคนี้ตอนที่ตัวเองมีลูกเป็นของตัวเอง
คนบางคนมีลูกไม่ดี คอยแต่จะผลาญเงินพ่อแม่ ต้องเลี้ยงกันไปจนโต เรียกว่าเกิดมามีกรรมกับลูก ต้องชดใช้ไปตลอดชีวิต
คุณยายเลี้ยงเธอมาก็สอนให้เธอเป็นคนดี รู้จักทำงานตั้งแต่เด็ก รู้จักทำมาหากิน รู้จักเก็บเงิน ดังนั้นเธอก็จะสอนลูกเช่นนั้นเหมือนกัน
ทางด้านสิบทิศเขาอยากรู้ความจริง จึงไปตามสืบเรื่องราวของเวทิตาผ่านทางเพื่อนที่ชื่อการันต์ การันต์เป็นเพื่อนสนิทสมัยที่เขายังเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่ พ่อแม่ของการันต์เป็นเจ้าของเขียงหมูที่ใหญ่ที่สุดในชุมชนในขณะที่เขานั้นบิดามารดาเป็นข้าราชการ เป็นอาจารย์สอนในระดับมหาวิทยาลัย พอพวกท่านเสียชีวิตเขาก็เรียนจบพอดี และต้องย้ายไปอยู่ดูแลผู้เป็นยาย
กลับมาคราวนี้เพราะไม่มีอะไรให้ต้องห่วงอีก หลังจากยายเสียชีวิตเขาก็สามารถกลับมาอยู่บ้านเกิดเมืองนอน มาทำงานที่รักได้อย่างอิสระ
เขารักศิลปะ ชอบวาดภาพ แต่ยายมีธุรกิจเกี่ยวกับบ้านเช่า อสังหาริมทรัพย์ ตลาด และอีกหลายอย่าง เขาจึงกลับไปช่วยท่านดูแล แต่พอท่านไม่อยู่ เขาก็สามารถทำตามฝันได้อย่างเต็มที่
ยายไม่เคยห้ามปรามไม่ให้เขาทำอะไร แต่ตอนนั้นยายป่วยหนัก เขาจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีเวลาที่จะไปทำในสิ่งที่ตนเองรัก
จริง ๆ จ้างคนอื่นเอาก็ได้ แต่การทำอะไรเองมันก็มีคุณค่าทางจิตใจ การจ้างพยาบาลพิเศษอาจจะทำได้ แต่การดูแลเอาใจใส่ญาติผู้ใหญ่ที่เรารักมันเป็นการกระชับสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น จากที่คุณหมอบอกว่าคุณยายของเขาจะอยู่กับเขาอีกไม่นาน สรุปว่าท่านอยู่กับเขาอีกนานหลายปีเลยทีเดียว
“เฮ้ย! ไอ้สิบทิศลมอะไรหอบแกมาถึงบ้านฉันล่ะนี่” การันต์เอ่ยถาม ทั้งตกใจทั้งดีใจในเวลาเดียวกัน ตกใจเพราะไม่คิดว่าจู่ ๆ เพื่อนจะมาหาเขาแบบนี้ ดีใจที่ไม่ได้เจอกันหลายปี รวมถึงแปลกใจที่เพื่อนกลับมาบ้านเกิดแต่ไม่แจ้งข่าวมาให้เขาทราบล่วงหน้า
“ลมคิดถึงไง ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่ คุณยายท่านไปสบายแล้ว ฉันก็หมดห่วง ก็เลยไม่มีอะไรให้ต้องคอยพะวงอีก” เขาอยู่กรุงเทพฯ เพราะห่วงยายเท่านั้น เขาได้ทำหน้าที่หลานเป็นครั้งสุดท้ายได้ดีที่สุดแล้ว เขาจึงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นกังวลอีก
“ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงแกเหมือนกันว่ะ ต้องไปหาอะไรอร่อย ๆ กระแทกปากกันหน่อย มา ๆ ฉันจะพาแกไปกินอาหารร้านอร่อย ๆ แกไม่อยู่หลายปี ที่นี่มีร้านอาหารเปิดใหม่หลายร้านเลยเพื่อน”
“งั้นไปกัน ฉันก็อยากชิมอาหารร้านที่แกแนะนำเหมือนกัน” เขาซ้อนมอเตอร์ไซค์คันเก่งของการันต์ไปยังร้านอาหารบรรยากาศดีนอกเมืองในทันที
“นายเป็นไงบ้าง” สิบทิศเอ่ยถามเพื่อนรักเมื่อเห็นท่าทีเบื่อหน่ายของการันต์
“ฉันเบื่อว่ะ ป๊ากับม๊าบังคับทุกอย่าง ทุกวันนี้ต้องทำตามคำสั่ง ขู่แต่ว่าจะไม่ยกสมบัติให้ ขนาดผู้หญิงที่ชอบยังเอามาทำเมียไม่ได้เลย” การันต์ถอนใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นซด
“อืมจริง” การันต์ครางในลำคอ“ฉันอยากรู้ว่าตอนฉันไม่อยู่ เวคบกับใคร แล้วเด็กนั่นลูกใคร นายพอจะรู้ไหมว่าพ่อของเด็กคนนั้นคือใคร”“ฉันจะไปรู้เหรอ ฉันไม่ได้ไปนอนใต้เตียงของเวกับผู้ชายคนนั้นนะ” การันต์เสียงดังใส่เพื่อน“แกก็พูดไปโน่น เวท้องก็ต้องมีแฟนสิ ต้องมีคนเห็นว่าเวคบกับใครถึงได้ท้อง แกอยู่ที่นี่ไม่รู้เลยหรือไง ไม่น่าเชื่อ”“ฉันไม่รู้หรอก”“เด็กคนนั้นหน้าเหมือนฉัน” สิบทิศตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด“จะหน้าเหมือนแกได้อย่างไรกัน” การันต์เสียงดัง หัวใจร้อนรุ่ม“ถ้าแกบอกว่าเวไม่ได้คบกับผู้ชายคนไหน ก็แสดงว่าเด็กนั่นลูกฉัน เพราะฉันคบกับเวจริงจังอยู่แค่คนเดียว”“ก็ไม่แน่”“อะไรของแก”“ไม่มีอะไรหรอก แกถามมากฉิบ ฉันอยากกลับแล้ว” การันต์พูดขึ้นก่อนจะดึงเงินออกมาจ่าย“อะไรของแกวะนี่”“จะให้ฉันไปส่งไหม หรือแกจะกลับเอง”“แกไม่ไปส่งแล้วฉันจะกลับเองยังไง ฉันซ้อนท้ายรถแกมานะ” สิบทิศโวยวายเสียงดัง ก่อนที่เขาจะรีบกระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนการันต์ไปส่งสิบทิศที่บ้านของอีกฝ่าย ก่อนจะกลับบ้านของตัวเอง พอถึงบ้านบิดามารดาก็โวยวายว่าออกไปทำอะไรมา“ผมไปกินข้าวกับสิบทิศมาน่ะครับ”“สิบทิศเพื่อนเอ็งสมั
“ใจเย็น ๆ สิ พ่อแม่ของแกมีแกแค่คนเดียวก็ต้องรักแกมาก ๆ และตั้งความหวังเอาไว้กับแกเป็นธรรมดา แล้วแกชอบผู้หญิงคนไหนวะ ฉันพอจะรู้จักหรือเปล่า”“พ่อแม่แกก็มีแกแค่คนเดียว ไม่เห็นตั้งความหวังอะไรเอาไว้กับแกเลย ส่วนผู้หญิงที่ฉันชอบ แกอย่าสนใจเลยว่ะ” “มันไม่เหมือนกันนะโว้ย พ่อแม่ของฉันไม่อยู่แล้ว แต่พ่อแม่ของแกยังอยู่ เขาก็ย่อมตั้งความหวังเป็นธรรมดา”“ฉันขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แกเสียใจเรื่องพ่อแม่แบบนี้” การันต์ได้สติจึงรีบเอ่ยขอโทษขอโพยเพื่อนรักในทันที“สรุปว่าแกจะไม่บอกฉันจริง ๆ ใช่ไหมว่าผู้หญิงที่แกชอบคือใคร”“ช่างเถอะ” การันต์ตอบปัด ๆ เขาคิดว่าครอบครัวของสิบทิศไม่เหมือนครอบครัวของเขา พ่อแม่ของสิบทิศไม่เคยบังคับลูก ยายมีธุรกิจ แต่พ่อแม่อยากรับราชการชอบสอนหนังสือก็ปล่อยให้ทำงานที่ตัวเองรัก ส่วนสิบทิศเอง พ่อแม่ก็ไม่เคยคาดหวังว่าต้องรับราชการหรือรับช่วงกิจการใด ๆ ไม่เคยคาดหวังว่าต้องเป็นเจ้าคนนายคนหรือต้องร่ำรวย ขอให้เป็นคนดี ได้ทำในสิ่งที่ชอบก็พอ สิบทิศชอบวาดรูป บิดามารดาก็ปล่อยให้ได้เรียนวาดรูปเขาเองบิดามารดามีเชื้อสายจีน อยากให้เป็นหมอ เขาสอบไม่ติดเพราะไม่ได้เรียนเก่งขนาดนั้น ก็บอกว่า
การันต์ก็รักพ่อแม่มาก เขาอยากได้เธอเป็นเมียแต่บอกว่าแค่รับไปอยู่ด้วยกันจะเลี้ยงดูให้ดี ไม่มีการจดทะเบียนสมรสหรือแต่งงาน ยกย่องเชิดชู เธอไม่เอาเด็ดขาดที่จะทำตัวเป็นผู้หญิงไร้ค่าเช่นนั้น เพราะในอดีตเธอทำตัวไร้ค่าเผลอปล่อยตัวให้สิบทิศจนตั้งท้อง แล้วก็ถูกทิ้งให้อุ้มท้องอยู่คนเดียวและเหตุผลอีกอย่างที่สำคัญก็คือเธอไม่ได้รักการันต์ ไม่ว่าเขาจะทำดีแค่ไหน เธอก็ไม่ได้รักเขา ดังนั้นเธอจะไม่ยอมอยู่กับคนที่ไม่ได้รักอย่างแน่นอนแม้ว่าพ่อแม่ของการันต์จะเอาเธอไปด่า ว่าหลอกเงินการันต์มาซ่อมบ้าน แต่เขาก็รู้ดีว่าเงินจำนวนนั้นเธอถูกล๊อตเตอร์รี เขาเองก็ไม่ยอมแก้ข่าวให้เคลียร์ ๆ กันไป จะเรียกว่ากลัวพ่อแม่ก็ย่อมได้ ผู้ชายแบบนี้เธอคงไม่คิดเอามาเป็นสามีรักพ่อแม่รักได้ แต่กลัวพ่อแม่ เกรงใจ จนไม่ยอมเป็นตัวของตัวเองเธอคิดว่าไม่ไหวเวทิตาจอดรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ไว้ที่โรงรถข้างบ้านหลังน้อย เธอขายผักจนกัดฟันซื้อรถมือสองของข้าราชการครูในหมู่บ้านได้หนึ่งคัน เป็นรถบ้านสภาพดี นั่นทำให้เธอมีรถใช้เป็นครั้งแรกในชีวิต และรถก็ไม่เคยเสียอีกด้วยเพราะครูสมใจใช้รถถนอมมาก ไม่เคยไปชนมาก่อน เธอเอามาใช้จึงไม่มีปัญหาอะไรบ้านหลัง
“เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” เธอหันไปมองเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองและผู้ชายใจร้าย ก่อนเขาฟันเธอแล้วทิ้ง เขาได้ทิ้งสิ่งที่มีค่าที่สุดเอาไว้ให้เธอ นั่นก็คือลูกที่กำลังก่อกำเนิดในครรภ์ของเธอในวันนั้นยายของเธอป่วยหนัก เธอต้องเฝ้ายายอยู่ที่โรงพยาบาล เธอฝากข่าวเรื่องที่ยายของเธอป่วยหนักผ่านการันต์ เพื่อนของเขาไปบอก แต่เขากลับเดินทางไปกรุงเทพฯ โดยไม่ร่ำลา คำรักปลอม ๆ ที่เขามอบให้ มันทำให้เธอเจ็บปวดเจียนตายยายของเธอสุขภาพไม่แข็งแรง พอออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ทันไร ท่านก็จากไปในเวลาอันรวดเร็ว การจากไปของยายทำให้เธอร้องไห้เสียใจอยู่นาน ในขณะที่ตัวเองตั้งท้อง ถูกชาวบ้านนินทาว่าท้องไม่มีพ่อ กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้ ลำบากจนเลือดตาแทบกระเด็นบ้านไม้หลังเก่า ๆ ซอมซ่อกับการอุ้มท้องลูกคนเดียวและคำดูถูกนินทา เรียนหนังสือก็จบแค่ ปวช. เธอต้องใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบ ดีว่าลูกในท้องเป็นเด็กดี ไม่ทำให้เธอแพ้ท้องมาก จนไม่สามารถทำอะไรได้เธอออกมาทำขนมส่งขายจนเกือบใกล้คลอด หยิบยืมเงินญาติ ๆ จนเขาระอาพอคลอดออกมาก็ยิ่งลำบาก ด้วยความที่เธอไม่เคยเลี้ยงลูกมาก่อน ดีหน่อยว่าให้ลูกกินนมตัวเอง ตอนนั้นเธอทำขนมส่งขายแต่ไม่มีใครซื
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” เวทิตา สิริศักดิ์ หญิงสาววัยยี่สิบห้าอุทานพร้อมเอ่ยขอโทษเมื่อเดินชนเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่ง“ไม่เป็นไรครับ” สิบทิศ เขมสิทธิ์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้ารีบเอ่ยออกมาว่าไม่เป็นอะไร แต่พอเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็ต้องตกตะลึงหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมเด็กน้อยที่ถูกมารดาประคองขึ้นจากพื้นด้วยใบหน้าเหยเกคือคนคุ้นเคยที่เขารู้จักเป็นอย่างดี“เว เวจริง ๆ ด้วย” ท่าทีดีใจของผู้ชายตรงหน้าทำให้เวทิตาถอยหนี ก่อนจะพาลูกน้อยไปหลบอยู่ทางด้านหลัง“คุณแม่ครับ ใครเหรอครับ รู้จักคุณแม่ด้วย” เด็กชายต้นกล้า เด็กน้อยวัยหกขวบเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย ตามประสาเด็กฉลาดเฉลียว“เขาคงจำคงผิดละจ้ะ เราไปกันเถอะจ้ะ”“เวมีลูกแล้วเหรอ” สิบทิศเอ่ยถาม พลางรั้งแขนของหญิงสาวเอาไว้ เขามองเด็กน้อยแล้วหัวใจกระตุก เด็กคนนี้หน้าเหมือนใครสักคนที่เขาเห็นมาแต่เกิดสิบทิศไม่รอให้ตัวเองต้องสงสัยนาน เขาหันไปมองกระจกทางด้านหลังของห้างสรรพสินค้าก่อนที่จะตาโต เด็กคนนี้หน้าเหมือนเขาราวกับแกะคงไม่หรอกมั้ง อย่าบอกนะว่า!!!“กรุณาปล่อยแขนของดิฉันด้วยค่ะ” ประโยคห่างเหินนั้นทำให้สิบทิศได้สติ รีบเอ่ยถามในสิ่งที่เขาอยากรู้ทันที“เด็กคนนี







