تسجيل الدخولเสียงทักทายอย่างคนอารมณ์ดีปลุกศิศิราขึ้นมาจากความคิดเลื่อนลอย เมื่อเห็นหน้ายิ้มแป้นของผู้มาเยือน เธอเผยยิ้มอ่อนให้
“พี่กุล! กลับมาเมื่อไหร่คะ”
ชวิศ อภินันทรักษ์ เข้ามานั่งข้างเตียง ยกมือลูบผมนุ่มของเธอเบา ๆ
“พี่กลับมาเมื่อวาน ได้เจอป้าขวัญถึงรู้ว่าเราเข้าโรงพยาบาล แล้วนี่เป็นไง”
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ น่าจะได้กลับบ้านวันสองวันนี้ค่ะ” เธอนอนโรงพยาบาลมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว
หนึ่งสัปดาห์ที่ดรัณไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว การหายตัวไปของเขาตอกย้ำให้เธอมั่นใจว่าเขาไม่ได้รักเธออีกต่อไปแล้ว
“ใจร้ายว่ะเรา เกิดเรื่องเยอะแยะไม่ยอมบอกพี่เลย”
“ไม่ได้หัวล้านทำไมใจน้อยคะ”
เธออดเย้าคนเป็นพี่ไม่ได้ ชวิศเป็นลูกชายของเพื่อนพ่อเธอเอง เธอและเขารู้จักกันมาตั้งแต่เธอเกิดก็ว่าได้ เธอเห็นเขาเป็นพี่ชาย เขามองเธอเป็นน้องสาวคนเล็ก เนื่องจากที่บ้านของเขามีพี่สาวอีกสองคน แต่พ่อแม่ของเธอและเขา อยากให้เราลงเอยกัน เพิ่งมาห่างกันไปเพราะเขาไปเรียนเมืองนอก
“ถ้าเลี้ยงข้าวพี่สักมื้อ ดูหนังสักรอบ พี่หายใจน้อยเลย”
ศิศิราหัวเราะแผ่วแล้วต้องกุมท้องเพราะรู้สึกเจ็บแปลบนิด ๆ ชวิศรีบลุกจากเก้าอี้มาประคอง
“เจ็บมากไหม พี่ไม่น่าแหย่เราเลย”
“ไม่เจ็บมากหรอกค่ะ แค่สะเทือนแผลนิดหน่อยน่ะ น้ำค้างสัญญา ออกจากโรง’บาลเมื่อไหร่จะเลี้ยงข้าวเลี้ยงหนังพี่กุลนะ”
“ยายบ๊อง เธอยังไม่มีรายได้ พี่สิต้องเลี้ยงเธอ นี่คนนี้เป็นผู้ช่วยประธานบริษัทนะครับผมตอนนี้”
“พี่กุลของน้ำค้างเก่งมากเลยค่ะ”
“มันแน่อยู่แล้ว”
พี่ชายใจดียืดอกรับสีหน้าภาคภูมิใจสุด ๆ ทำให้ศิศิรายิ้มได้อีกครั้งเพราะขำความขี้เล่นของเขา
ความใจดีอบอุ่นของชวิศทำให้เธอรู้สึกอุ่นในหัวใจ อย่างน้อยในวันแย่ที่แย่ก็ยังมีพ่อแม่ มีเพื่อนรักอย่างนิชกานต์และพี่ชายใจดีอย่างชวิศคอยอยู่เคียงข้าง
ผิดกับผู้ชายคนนั้น นอกจากเขาจะจะทรยศลับหลัง ยังทิ้งเธออย่างไม่สนใจไยดีทั้ง ๆ ที่เธอเสียลูกไป ลูก...ที่เขาบอกว่าเกิดจากความรัก
จากความรัก กลายเป็นความผิดหวังและโกรธแค้นในที่สุด
ศิศิราไม่รู้เลยว่าทุกอย่างที่เธอรับรู้มันแตกต่างจากความเป็นจริง เพราะมือถือของเธอถูกจักรชัยยึดไปจึงไม่ได้เห็นข้อความที่ดรัณเฝ้าเพียรส่งหา ถามว่าเธออยู่ไหน เป็นยังไงบ้าง ทั้งถ่ายรูปลูกในตู้อบส่งมาให้ดู ช่องทางโซเชียลต่าง ๆ เธอไม่เคยเข้าไปดูเลยนับแต่ที่ฟื้นขึ้นมา เธอไม่อยากรับรู้ความเคลื่อนไหวที่จะทำให้หัวใจแหลกสลายลงไปอีก
ดรัณเฝ้ามองหน้าจอด้วยหัวใจแห้งแล้ง เมื่อคนที่เขาเพียรส่งหาไม่เคยเปิดอ่านเลยสักครั้ง
“น้ำค้าง...ทำไมหนูใจร้ายกับพี่ขนาดนี้...”
ตาคมละสายตาจากหน้าจอมือถือ ไปร่างเล็กในตู้อบ ทุกครั้งที่ร่างนั้นดิ้นรนหัวใจเขาบีบรัดทุกครั้ง ได้แต่นึกขอโทษลูกในใจ เพราะเขา เจ้าตัวเล็กถึงต้องคลอดก่อนกำหนด แม่ของเธอก็พิพากษาจำเลยอย่างเขาโดยไม่ให้โอกาสได้แก้ต่างใด ๆ เลย
เขาขึ้นไปหาเธอที่ห้องพักในตอนเย็น แต่กลับพบว่าศิศิราถูกย้ายออกไปแล้ว ไม่มีใครให้ข้อมูลว่าเธอย้ายไปโรงพยาบาลไหน เขาถึงขั้นไปหาเธอที่บ้านของพ่อแม่เธอ แต่ไม่เคยเจอ สอบถามยามก็ได้คำตอบว่าเธอยังไม่กลับเข้าบ้าน
ศิศิราคลอดโดยการผ่าตัด อย่างน้อย ๆ น่าจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ หากเขาก็เวียนไปเฝ้าดูที่หน้าบ้านเธอทุกวันสลับกลับมาเฝ้าลูกสาว งานการไม่ได้ทำเลยสักวัน ถ้าเขาไม่ใช่หุ้นส่วนบริษัท ป่านนี้คงโดนไล่ออกไปแล้ว
“คุณพ่อของน้องใช่ไหมคะ”
พยาบาลสาวคนหนึ่งเข้ามาทักพร้อมรอยยิ้มให้กำลังใจ
“ครับ”
“น้องยังไม่ได้แจ้งเกิดเลยค่ะ คุณพ่อตั้งชื่อมาหรือยังคะ สะดวกแจ้งเกิดวันนี้เลยไหม หรือถ้ายังไม่มีชื่อ เรามีหนังสือตัวอย่างชื่อให้เลือกด้วยนะคะ”
ดรัณรู้สึกหัวใจบีบรัดอีกรอบ ชั่วขณะนึกถึงชื่อที่เคยตั้งกันไว้กับศิศิรา
“ครับ สะดวก”
“งั้นตามมาทางนี้เลยค่ะ มีบัตรประชาชนมาใช่ไหมคะ”
“มีครับ”
ตาคมมองลูกน้อยอีกครั้ง นึกในใจ
‘น้ำเพชร ป๊าจะตั้งชื่อหนูว่าน้ำเพชร ขอให้หนูแข็งแกร่งดุจเพชรเร็ว ๆ นะลูกรัก’
“น้องใจสู้มากค่ะ ถือเป็นแนวโน้มที่ดีมาก” พยาบาลให้กำลังใจ
การคลอดก่อนกำหนดของทารกนั้นมีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เพราะอวัยวะยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ เช่น ปอด ทำให้การหายใจลำบาก และอาจมีภาวะหยุดหายใจ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจนกว่าจะหายใจได้เอง ปัญหาด้านภูมิคุ้มกันร่างกายยังไม่สมบูรณ์ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ปัญหาทางสมอง หรือในเรื่องของการดูดซึมอาหารและลำไส้ รวมถึงด้านดวงตาอีกด้วย
“คุณพ่อจะตั้งชื่อน้องว่ายังไงคะ”
“น้ำเพชรครับ ชื่อจริงคือ รติรัตน์... รติรัตน์ กฤติฐาวัตร”
ลูกจะเป็นเพชรน้ำหนึ่งยอดดวงใจของพ่อ...เพียงคนเดียว
หลังออกจากโรงพยาบาล ศิศิรากลับมาพักฟื้นที่บ้าน โดยมีชวิศและนิชกานต์แวะเวียนมาหา เนื่องจากเธอยังไม่อยากออกไปไหน เธอได้โทรศัพท์เครื่องใหม่ เบอร์ใหม่และไอแพดเครื่องใหม่ ส่วนเครื่องเก่าที่เคยใช้นั้นพ่อแม่เก็บไว้ เธอเองก็ไม่อยากไปรื้อฟื้นความทรงจำเก่า ๆ จึงแกล้งทำลืมไอดีต่าง ๆ ในช่องทางโซเชียลไป เปิดช่องใหม่ไว้เล่นผ่อนคลายอารมณ์แทน
กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ศิศิราสุดจะอับอาย ขืนกายออกห่าง แต่ถูกแขนแกร่งกระชับกอดไม่ปล่อย“อยู่นิ่ง ๆ”หนาคมเงยขึ้นมามองสบตา“หรืออยากทำมากกว่านี้”กายแกร่งที่เบียดแนบเข้าชิดอย่างจงใจให้รับรู้ถึงความแกร่งกร้าวตรงหน้าขา ทำเอาศิศิราหายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าความแข็งขืนนั้นร้ายกาจมากแค่ไหนเธอจึงตอบแทนเขาไปด้วยการขยุ้มท่อนแขนแกร่งปรารุษก์กระตุกยิ้ม ขย้ำปากนุ่มจนตัวบางหายใจกระเส่าเป็นการเอาคืน“สงสัยคุณไม่อยากนอนแล้ว”คำพูดเรียบ ๆ ส่งผลต่อคนฟังให้ใจสั่นทันที“ฉันอยากนอนแล้ว”“นอนแบบไหน”“นอนหลับพักผ่อน”ปรารุษก์หัวเราะแผ่วเบา จูบปากนุ่มอีกหนแล้วจึงยอมรามือ“อย่าดื้ออีกล่ะ”ศิศิราย่นแอบเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ อยากต่อต้านสุดใจแต่ร่างกายไม่พร้อม จึงได้แต่ยอมนอนนิ่งในอ้อมกอดอุ่น น้ำเพชรพลิกกลับมาหาอีกรอบ เธอกอดเด็กหญิงตัวน้อยแนบอก ลำแขนแกร่งพาดโอบเธอและเด็กน้อยไว้ ไม่นานความง่วงงุนเริ่มเข้าครอบครองสติ“นอนได้แล้ว...”เสียงทุ้มนุ่มหูอย่างที่ไม่นึกว่าจะได้ยินอีก มันส่งผลให้เธอหลับไปในที่สุดเจ้าของสวนหนุ่มผงกหน้าจากซอกคอหอมอุ่น เมื่อเสียงลมหายใจของหญิงสาวสม่ำเสมอ ภาพสองสาวในอ้อมแขนทำให้
ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นหญิงสาวลูบผมนุ่มของน้ำเพชรด้วยแววตาอ่อนโยนลูกสาวเราน่ารักน่าเอ็นดูใช่ไหม เธอนึกเสียใจหรือยัง...ครั้นรู้ตัวว่ากำลังฟุ้งซ่านไป เขาสะบัดศีรษะเบา ๆ ก้มหน้าทำงานต่อ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืนร่างสูงเดินเข้าไปในห้องนอน มองสองสาวที่กอดกันหลับด้วยแววตาล้ำลึก นาทีต่อมาเขาสอดตัวขึ้นเตียงด้านที่หญิงสาวนอนอยู่ การเคลื่อนไหวนั้นทำให้คนที่กึ่งหลับกึ่งตื่นรู้สึกตัวศิศิราลืมตาขึ้น ในความสว่างเลือนรางใบหน้าคมคายที่จดจำได้ไม่เคยลืมอยู่ใกล้แค่ลมหายใจกั้น“คุณ!”“ชู่...”ปรารุษก์พาดแขนแกร่งโอบกอดลูกสาว ศิศิราที่อยู่ตรงกลางจึงถูกพันธนาการในอ้อมแขนไปโดยปริยาย“คุณปรารุษก์กลับไปนอนที่บ้านดีกว่าไหมคะ”“น้ำเพชรอยากนอนกับคุณ”“ถ้าคนอื่นมาเจอคงดูไม่ดีเท่าไหร่ ฉันช่วยดูแลน้ำเพชรให้ได้ค่ะ”“แขนเจ็บ ขาเดี้ยง ดูแลตัวเองยังไม่ได้ จะดูแลลูกผมได้ยังไง ไหนลองบอกหน่อยสิ”ศิศิราตวัดค้อนอย่างลืมตัว ใจไม่รักดีของเธอเต้นรัวไม่หยุดจนกลัวเขาได้ยิน ทำให้ตัวเกร็งไปหมด“คุณบาดเจ็บในเวลางาน ผมในฐานะเจ้านายก็จ้องดูแลให้ดีจนกว่าจะหาย”“คงไม่ต้องถึงขนาดนอนเฝ้าบนเตียงเดียวกันหรอกค
เสียงทุ้มคุ้นหูกับเสียงเจื้อยแจ้วสดใสคุ้นใจแทรกเข้าไปในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น วินาทีต่อมาศิศิราก็ลืมตาขึ้นพร้อมรับรู้ถึงความปวดหนึบตรงแขนและขาที่แสนหนักอึ้ง“อูย...”“ปะป๊าขา หม่าม้าตื่นแล้ว หม่าม้า!”น้ำเพชรขยับลงจากตักพ่อไปนั่งบนเตียง“หม่าม้า... เจ็บมากไหมคะ”สิ่งแรกที่ศิศิรามองเห็นก็คือหน้ากลมป้อมและดวงตาแป๋ว ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้ใจเธอรู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมา จึงพยายามจะยิ้มให้เด็กหญิง“เจ็บนิดเดียวเองค่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”“จริง ๆ นะคะ”“จริงค่ะ” ศิศิรายิ้มกว้างมากขึ้นแต่พอสายตาเลื่อนไปสบตากับเจ้าของกายแกร่งที่นั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ใจพลันเต้นผิดจังหวะ ภาพตอนถูกผึ้งจู่โจมผุดขึ้นมาในหัว เธอจำได้ คือเขาที่พุ่งเข้ามาช่วย น้ำเสียงที่บอกความร้อนรนตอนเรียกชื่อเธออย่างสนิทสนม สีหน้าตื่นตกใจของเขา และเสียงปลอบนุ่มทุ้มที่เธอไม่ได้ยินมานานส่งผลต่อความรู้สึกเธอเป็นอย่างมาก“รู้สึกยังไงบ้าง หายใจสะดวกไหม” ปรารุษก์ถามเสียงเรียบราบแต่น้ำเสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนกว่าปกติโดยไม่รู้ตัวก่อนนั้น เขากับน้ำเพชรนั่งเฝ้าเธออยู่พักใหญ่ เธอยังไม่ตื่น เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เห็นว่าใกล้จะค่ำจึงพาลูกกลับบ้า
ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ นาทีต่อมา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เมื่อไพล่คิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น อยู่ดี ๆ ผึ้งไม่มีทางแตกรังออกมาอย่างนั้นแน่ หรือจะมีมือที่มองไม่เห็นยื่นมาถึงสวนของเขาจริง ๆปรารุษก์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเย็นเยียบขึ้นทันตา หยิบมือถือขึ้นมากดหาคนที่สามารถช่วยเขาหาความจริงได้“คิง”“ว่าไงเฮีย มึงคิดถึงกูรึไงถึงโทรหาได้”“อย่ากวนตีน กูมีเรื่องให้มึงช่วย”คงเพราะน้ำเสียงนิ่งขรึมของเขา ปลายสายจึงเลิกกวน เขาจึงบอกความต้องการออกไป“ไม่น่าจะยากอะไร กูขอเวลาสักพัก”“ตามสบาย ขอให้ได้ข้อมูลที่กูต้องการแล้วกัน”“มึงลืมเหรอเฮีย กูเป็นใคร”“กูไม่ลืม”เพราะไม่ลืมว่า ราชัน วรเมศธนัน มาจากตระกูลที่ทรงอิทธิพลตระกูลหนึ่งของเมืองไทย มีเส้นสายคอนเนกชันเยอะ เขาถึงได้ขอความช่วยเหลือจากมันคุยไม่กี่คำ ปรารุษก์กดวางสาย โดยที่ตลอดเวลานั้น ตาคมยังจ้องมองใบหน้าซีดเซียวไม่วางตา ความคิดเข้มข้นพลุ่งพล่านในใจศิศิราเป็นของเขา เขารังแกเธอได้ แต่คนอื่นไม่มีสิทธิ์ใครก็ตามที่กล้ามารังแกเธอ เขาไม่เอามันไว้แน่!หลังนั่งมองคนเจ็บอยู่หนึ่งชั่วโมง เจ้าของสวนหนุ่มก็ปล่อยให้เธอพักผ่อนตามลำพัง ตัวเขาไปพบกับหัวห
“ข้างนี้...”กางเกงยีนตรงขาซ้ายถูกดึงขึ้น มีรอยแดงปูดบวม เขารีบดึงเหล็กในออก“นะ...หนูเวียนหัวจังพี่ลัน...ฮึก...”ใช่มีแต่ปรารุษก์ที่ลืมตัว ความกลัวและความเจ็บปวดทำให้ศิศิราควบคุมตัวเองไม่ได้ คำพูดอย่างสนิทสนมจึงดังขึ้นพร้อมกับอาการอ่อนปวกเปียกของเจ้าตัว“บ้าเอ๊ย!”ปรารุษก์สบถ ศิศิราแพ้ผึ้ง! เขารีบช้อนอุ้มร่างบางขึ้นในวงแขนด้วยความร้อนรนและไม่คิดจะรักษาความเย็นชาอีกต่อไป“เวียนหัว... แน่นหน้าอก... หนูหายใจไม่ออก...”ลมหายใจของศิศิราเริ่มติดขัดขึ้นมา ท่าทางทรมาน“อดทนหน่อยนะ...คนดี พี่กำลังจะพาหนูไปหาหมอ”กายแกร่งก้าวเร็ว ๆ ก่อนจะกลายเป็นวิ่งตรงไปที่รถกอล์ฟ ขับมันออกจากท้ายสวนอย่างรวดเร็วด้วยความทุลักทุเล เพราะขับมือเดียวอีกมือกอดร่างเล็กแนบอกพร้อมกับโทรหาผู้ช่วย เสียงที่กรอกเข้าไปในสายดังลั่นจนเกือบคล้ายตะคอก“ไอ้เต! เรียกหมอมาหากูที่บ้านเดี๋ยวนี้! น้ำค้างแพ้ผึ้ง!”ศิศิราพยายามปรือตาขึ้นมอง ได้เห็นสีหน้าและแววตาเคร่งขรึมน้ำเสียงห้าวเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทำให้เธอรู้สึกดีอย่างประหลาด เพราะในวินาทีนี้เธอมองเห็น ‘พี่ลัน’ คนนั้น คนที่เธอรักสุดหัวใจ“อดทนหน่อยนะ อีกนิดเดียวถึงบ้านเราแล้
เธอจับมือใหญ่ที่กุมสองเต้า แหงนหน้าเริ่ดส่งเสียงครางเร้าอารมณ์ ก่อนร่างกายจะเกร็งกระตุกเมื่อถึงจุดสุดยอดทางอารมณ์อีกครั้งความอุ่นซ่านและความคับแน่นที่บีบรัดทำให้ปรารุษก์ต้องพ่นลมหายใจแรง แขนแกร่งรวบร่างเล็กลงไปประกบปาก ความปรารถนาอัดแน่นเต็มปลายกระบอกจนต้องกระแทกเอวขึ้นเร็วรัว เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นห้องโถงกะทัดรัดขนาดสามคูณสามเมตร“บะ เบาหน่อย...”ศิศิราขยุ้มเล็บจิกท้ายทอยหนาอย่างระบายความรุ่มร้อนที่กำลังแผดเผาร่างกายเพราะการขับเคลื่อนที่ดุดันของปรารุษก์“พี่ลัน...”เสียงแว่วหวานปนครางครวญกระตุ้นให้กายแกร่งโหมกระหน่ำหนักหน่วง เขาเจียนคลั่ง อดกลั้นไม่ไหวเพราะร่างนุ่มให้ความรู้สึกดีเกินไปปรารุษก์กดหลังศีรษะเล็กมาประกบจูบดูดดื่มปิดกั้นเสียงครางดังให้เหลือเพียงเสียงอู้อี้ขณะเขาเคลื่อนกายล้ำลึกเร่งรัวเข้าขั้นดิบเถื่อนในจังหวะสุดท้าย ร่างนุ่มกระตุกสะท้านทะลักน้ำหวานออกมาอาบชโลมแกนร่างที่ยังขยับเข้าออกอีกไม่กี่ครั้ง เขากระชากตัวเองออก ปลดปล่อยเชื้อพันธุ์บนหน้าท้องแบนเรียบพร้อมเสียงคำรามต่ำ...ศิศิราทิ้งร่างอ่อนระทวยของเธอลงบนกายแกร่ง หายใจหอบระรัว หัวใจเต้นครึกโครม ไม่ต่างจากเจ้าของก







