เข้าสู่ระบบ“ขอรับ คุณหนูเจ็ดแต่งกายคล้ายบุรุษ ตอนออกไปไม่พยายามหลบซ่อนสักนิด คราแรกสาวใช้และบ่าวไพร่จดจำนางไม่ได้ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคุณหนูเจ็ด”
“ยังมี...” พ่อบ้านล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นคือกระดาษอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงาม
“นี่คืออะไร” หยวนวั่นมองอักษรพู่กันที่บ่งบอกถึงความหนักแน่นมั่นคงของผู้เขียน
“นี่คือกระดาษคัดลายมือของคุณหนูเจ็ดขอรับ ได้ยินมาว่าผู้คุ้มกันโจวเอ่ยปากชมว่านางคัดลายมือสวย ดังนั้นคุณหนูเจ็ดจึงซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี”
“ลายมือของนาง...จริงหรือ” มองดูอักษรคัดลายมือที่ไม่คุ้นตา หยวนวั่นได้แต่ตกตะลึง
ลายมืองดงามและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้ กระนั้นบุตรสาวที่เขาละเลยทอดทิ้ง นับจากที่นางลืมตาดูโลก กลับสามารถคัดออกมาได้
“ให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ระวังอย่าให้รู้ตัว ยังมี...เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้”
“ขอรับ” พ่อบ้านหยวนรับคำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้อง
เขามองดูหยวนวั่นยื่นเหม่อมองอักษรคัดลายมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาคาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่านายท่านของเขากำลังคิดอะไรอยู่
ดูจากท่าทีซึ่งไม่ได้โกรธเช่นทุกครั้งที่ได้ยิน หรือนึกถึงคุณหนูเจ็ด เห็นทีเรื่องนี้เขาต้องปิดปากให้เงียบที่สุด เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าคลื่นลมจะพัดพาไปในทิศทางใด
บนถนนซึ่งมีผู้คนมากมายสัญจร หยวนหรูในชุดรัดกุมสีเทา สวมทับเอาไว้ด้วยเสื้อนอกตัวหลวมสีแดง ก้าวเดินอยู่ด้านหน้าโจวเช่อและซุนเอ๋อร์ผู้เป็นสาวใช้ เสื้อคลุมสีแดงตัวนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งมอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิด และนางชอบมากจึงเลือกสวมออกมา
เรือนผมยาวสีดำขลับถูกนางรวบมัดขึ้นสูง ใช้แถบผ้าสีแดงผูกราวกับเป็นบุรุษ กระนั้นใบหน้าอ่อนเยาว์ดูเย็นชากลับน่ามองอย่างน่าประหลาด
ผู้คนมากมายมองนางด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ เพราะหลายคนรู้จักโจวเช่อเป็นอย่างดี แต่กลับไม่เคยเห็นเขาไปไหนมาไหนกับผู้อื่นนอกจากหยวนวั่นผู้เป็นนาย
หากจะให้คาดเดาจากการแต่งกาย จริงอยู่สตรีที่เดินอยู่เคียงข้างเขานั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสาวใช้ แต่กับเด็กสาวอีกคนแม้การแต่งกายจะไม่หรูหรา แต่ดวงหน้าและผิวพรรณกลับแตกต่างจากสาวใช้ทั่วไป หากแต่ดูอย่างไรนางก็ไม่น่าจะใช่คุณหนูตระกูลหยวน เนื่องจากคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองนั้นออกเรือนไปแล้ว คุณหนูตระกูลหยวนคนอื่นๆ ก็ล้วนยังเยาว์นัก เว้นแต่คุณหนูหก และคุณหนูเจ็ดที่มีข่าวลือว่าคนหนึ่งขี้อายไม่สู้หน้าคน กับอีกคนที่ไม่เคยมีใครเคยพบเห็น
สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังร่างเล็กที่สวมเสื้อนอกสีแดงโดดเด่น ดวงหน้าเรียบเฉยแม้รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตา ทำให้นางยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสนอกสนใจมากขึ้น
โจวเช่อขมวดคิ้วพร้อมกับมองไปรอบๆ “อา...”
คำเรียกขานว่าอาจารย์ถูกกลืนลงท้อง เมื่อสบตากับหยวนหรู สายตาดุดันของนางเหลือบมองไปยังซุนเอ๋อร์เป็นเชิงเตือน “คุณหนู เราไปนั่งดื่มชาในหอซันสุยก่อนดีหรือไม่ ด้านนอกนี้ร้อนเกินไป”
เขาหมายถึงสายตาคนเหล่านี้ที่มองนางเป็นตาเดียวกัน
“ไม่ต้องสนใจ หากอยากมองก็ให้มองไป ต่อไปยังต้องตกเป็นเป้าสายตาอีกมาก หากยังทำตัวตื่นตูมเช่นนี้ จะสู้หน้าผู้อื่นได้อย่างไร” นางกล่าวอย่างเฉยชา สายตากวาดมองทุกอย่างรอบตัวด้วยความสนอกสนใจ
“คุณหนูเจ้าคะ เราลอบออกมาจากจวนเช่นนี้โดยไม่ได้ขออนุญาตเช่นนี้ นายท่านและฮูหยินอาจสั่งลงโทษ เรารีบกลับดีหรือไม่” ซุนเอ๋อร์กระซิบเสียงเบา
“อย่ากังวลไปเลยพี่ซุนเอ๋อร์ ดีชั่วอย่างไรท่านก็เป็นสาวใช้ที่ท่านย่าส่งมาดูแลข้า โบราณว่าไว้จะตีสุนัขยังต้องมองสีหน้าเจ้าของ คนอย่างนางจะลงโทษเจ้าก็ต้องถามท่านย่าก่อน”
หยวนหรูยังคงมองบรรยากาศอันครึกครื้นของผู้คนบนท้องถนน กระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเข้า เป็นโรงเตี๊ยมสามชั้นซึ่งมีสะพานเชื่อมจากฟากถนนไปยังอีกฝั่ง
“นั่นคือโรงเตี๊ยมหรือ เหตุใดดูเงียบงันนัก” นางถาม
“ที่นั่นเป็นของคนตระกูลเฟิงขอรับ ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างปิดปรับปรุง”
“อ้อ”
ดูสภาพอันทรุดโทรม แม้ตั้งอยู่ท่ามกลางถนนที่คึกคัก ดูเหมือนคนตระกูลเฟิงจะไม่ชำนาญในด้านนี้ “ตระกูลเฟิงแห่งตะวันออก... มิใช่มีสัมปทานขนส่งทางเรือหรอกหรือ เหตุใดยังมีโรงเตี๊ยมใหญ่โตกลางเมืองอู่โจวด้วยเล่า”
“โรงเตี๊ยมแห่งนี้เดิมทีเป็นคนตระกูลลั่วขอรับคุณหนู แต่เพราะเมื่อสองปีที่แล้วตระกูลลั่วค้าขายขาดทุน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจฟื้นตัว ดังนั้นเพื่อรักษารากฐานของตระกูลเอาไว้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องขายโรงเตี๊ยมแห่งนี้ให้กับตระกูลเฟิง แต่เพราะอะไรนั้นไม่มีใครล่วงรู้ขอรับ”
“สองปีที่แล้ว?” น้ำเสียงของนางไม่ปิดบังถึงความประหลาดใจ “แล้วเหตุใดยังปล่อยให้ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมร้างไปได้เล่า”
“นั่นเพราะ...” โจวเช่อลังเลเล็กน้อย “มีข่าวลือว่าตระกูลเฟิงมีปัญหาภายใน ดังนั้นจึงยังไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดมาดูแลที่นี่ขอรับ” เขากระซิบเสียงเบา
หยวนหรูพยักหน้ารับรู้พร้อมกันนั้นก็เงยหน้าขึ้นสำรวจชั้นสองของโรงเตี๊ยม มองดูป้ายผุพังที่มีอักษรสีทองจางๆ เขียนเอาไว้ว่า ‘โรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย’
“คุณหนูเจ็ดผู้นี้...” เฟิงเสวียนคุนยังคงมองตรงไปยังทิศทางที่รถม้าจากไป “ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ แต่เรื่องในวันนี้อาจอยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”“เจ้าลืมไปแล้วหรือ นางมองออกไปนอกระเบียงตลอด หลังจากนั้นก็พูดว่า ‘มากันแล้ว’ ไม่นานบ่าวนางนั้นก็พาคนพรวดพราดเข้าไป”หม่าเซียวคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ “รวมเรื่องที่พบเราด้วยหรือ”“ข้าว่าเรื่องที่ได้พบเราสองคนคือเรื่องที่นางไม่คาดคิดมาก่อน เพียงแต่เรื่องนี้ข้าว่ามีบางอย่างแปลกๆ หากนางคือคนที่ท่านลุงหยวนเลือกจริง ออกมาเดินเล่นข้างนอกย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เหตุใดท่านป้าต้องส่งบ่าวไพร่มากมายมาพากลับจวน เพียงส่งคนมาบอกกล่าวก็ใช้ได้แล้ว อีกอย่างคุณหนูเจ็ดมาเยือนหอฟางจื่อ เหตุใดต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย”“อา...ข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย จะว่ากันตามตรงแล้วนางเองก็เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอดีตฮูหยินเอกของท่านลุงหยวน เสียดายที่พี่ชายของนางมาสิ้นใจไปเสียก่อน หาไม่เขาที่เป็นถึงบุตรชายคนโตหรือจะปล่อยให้น้องสาว...” หม่าเซียวตบปากตัวเองเบาๆ “ไม่พูดแล้วๆ ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”“บางทีข่าวลือก็อาจไม่จริงเสมอไป เห็นชัดว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้ไ
“ตระกูลหยวนทำให้ข้าเปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่บอกกล่าวกลับเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา ไม่ทันมองให้ดีทั้งยังไม่ขออนุญาตกลับเปิดปาก คุณหนูไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือผู้ใดและมีหน้าที่ใดในตระกูลหยวนหรือ” หม่าเซียวกล่าวเสียงเรียบ“ขออภัยคุณชายหม่า นางเป็นเพียงบ่าวของท่านแม่เท่านั้น” นางกับหม่าเซียวเล่นงิ้วโรงหนึ่งเข้ากันราวกับนัดแนะ“เสียมารยาทแล้ว ช่างน่าขายหน้ายิ่ง กลับไปข้าจะให้ท่านแม่ลงโทษนางอย่างเหมาะสม หวังว่าท่านจะไม่ขุ่นเคือง”“ไม่ถือๆ เห็นแก่หน้าท่าน วันนี้ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน”“ท่านแอบหนีออกมาเช่นนี้จะถูกลงโทษหรือไม่ อย่างไรให้ข้ากับอาเซียวไปส่งที่จวน จะได้ไปขอร้องหยวนฮูหยินไม่ให้เอาผิดท่าน อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”“ขอบคุณคุณชายเฟิง แต่เรื่องนี้ข้าทำผิดจริง เพราะอยากออกมาเปิดหูเปิดตา จะถูกลงโทษย่อมสมควรแล้ว วันนี้คงต้องกล่าวลา วันหน้าค่อยชดเชยให้ท่านทั้งสอง เรื่องที่คนตระกูลหยวนเสียมารยาทในวันนี้”นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มองสีหน้าขาวซีดของนางหวัง เนื่องจากเพิ่งสังเกตว่าบุรุษทั้งสองคนนั้น แท้ที่จริงก็คือคุณชายจากสองตระกูลใหญ่นางพรวดพราดเข้ามานับเป็นเรื่องเสียมา
คุณชายหม่าผู้นี้ใช้จ่ายอย่างมือเติบนัก เขาถึงกับเลือกห้องที่ดีที่สุด แพงที่สุด หรูหราสมกับฐานะทายาทตระกูลหม่าทางเหนือแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนหรูพลันมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขอบคุณ เพราะระเบียงห้องดังกล่าวนั้น ตรงกับหน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนพอดิบพอดีลึกๆ แล้วทั้งสามต่างก็ใคร่ครวญในเรื่องที่ไม่ต่างกันนักตระกูลเฟิง ตระกูลหม่า ตระกูลหยวน ทั้งสามตระกูลล้วนเป็นตระกูลใหญ่ ทายาทจากห้าตระกูลไม่ว่าจะอย่างไรในวันหน้าย่อมต้องมีช่วงเวลาไปมาหาสู่การค้าขายไม่แยกหญิงชาย แต่แยกแยะที่ความสามารถและผลประโยชน์ซึ่งอาจมีร่วมกันในอนาคต หยวนหรูเองก็ไม่ใช่ไม่คิดเรื่องนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจตามคุณชายจากสองตระกูลขึ้นมายังชั้นสองของหอฟางจื่อในวันหน้านางยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณชายทั้งสองหนึ่งคือคนตระกูลหม่า สองคือคนตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องหาทางเข้าใกล้ นางรู้จักสนิทสนมกับคนทั้งสองในวันนี้ ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นผลดีมากกว่าผลเสียยิ่งคุณชายจากตระกูลเฟิงผู้นี้ นางก็ยิ่งต้องทำความรู้จักให้มาก เพราะหากจะหาทางเข้าใกล้ผู้นำตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน กระทั่งสาวไปถึงตัวเจียงหง ทั้งนี้ก็
หน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนผู้คนเริ่มบางตา เนื่องจากเวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามอู่[1]แล้ว แดดแรงมากอากาศก็เริ่มร้อน หยวนหรูมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม“มีเงินติดตัวมาหรือไม่”“มีขอรับ”“ไปนั่งที่นั่นได้หรือไม่” นางมองโจวเช่อพร้อมกับถามออกมาคล้ายลังเล สถานที่หรูหราที่นางชี้ไปนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านแพรพรรณ ‘หอฟางจื่อ’“ที่นั่นมีอาหารขึ้นชื่อของเมืองอู่โจว คุณหนูอยากลองชิมย่อมได้ขอรับ” โจวเช่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เข้าใจนัยที่นางสื่อออกมาในทันที “เมื่อก่อนไม่ค่อยมีเหตุผลให้ใช้จ่าย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อปิ่นปักผมให้ซุนเอ๋อร์ มื้อนี้ข้าน้อยนับเป็นวาสนาที่ได้พาท่านมากินอาหารเลิศรสหยวนหรูพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “เป็นถึงคุณหนูแต่เงินสักอีแปะติดตัวก็ไม่มี เฮ้อ น่าขายหน้าจริง”โจวเช่อหัวเราะเสียงเบา “ไปกันเถิดขอรับ”หอฟางจื่อขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารเลิศรส ทั้งปลานึ่งบ๊วย เนื้อตุ๋นเห็ดหอม รวมไปถึงหน่อไม้ห้ารส ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันด้านในค่อนข้างวุ่นวายเพราะคนเกือบเต็มร้าน ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเอ้อบอกว่ามีเพียงชั้นสองที่มีที่ว่าง ซุนเอ๋อร์จึงหน้าเสีย“คุณหนูข้าน้อยว่าเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ ที่นี่ร
นางให้สงสัยนักว่าปัญหาภายในดังกล่าวนั้น อาจเป็นปัญหาการแก่งแย่งทรัพย์สมบัติของตระกูลกระมัง หาไม่แหล่งทำเงินเช่นนี้ เหตุใดถูกทิ้งร้างเอาไว้ถึงสองปีโดยไร้วี่แววบูรณะเล่าสายตาเย็นชากวาดขึ้นไปยังชั้นสาม กระนั้นหยวนหรูกลับชะงักเพราะเงาร่างในชุดสีขาว ซึ่งยืนอยู่ระเบียงของโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เพ่งสายตามองกระทั่งมั่นใจว่าเป็นเงาคน เพราะอีกฝ่ายก้าวออกมาจากมุมมืด และจับจ้องมองมายังนางเช่นกันดวงตาคมของชายหนุ่มในชุดสีขาว สานสบกับดวงตาเย็นชาทว่าดุดันของนาง และนางก็ไม่ยอมหลบสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย...เพียงมองเขานิ่ง กระทั่งเรียกรอยยิ้มของเขาให้กว้างขึ้น“ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจ”หยวนหรูหรี่ดวงตาลงพยายามอ่านปากอีกฝ่าย แต่เพราะโจวเช่อกล่าวประโยคถัดมา นางจึงจำต้องละสายตาจากบุรุษที่เอาแต่มองตนด้วยดวงตาคล้ายเห็นเรื่องสนุก“คุณหนูเราไปกันต่อเถิด ข้างหน้าถัดไปอีกสามแยกก็คือร้านแพรพรรณตระกูลหยวน”“อืม” นางพยักหน้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคนบนชั้นสามอีกด้านบนชั้นสามโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เงาร่างของบุรุษอีกคนก้าวมายังระเบียง เขามองตามสายตาของสหาย จากนั้นจึงเอ่ยถาม “นั่นมิใช่โจวเช่อผู้คุ้มกันท่านลุงหยวนหรอกหรือ”“ใช่
“ขอรับ คุณหนูเจ็ดแต่งกายคล้ายบุรุษ ตอนออกไปไม่พยายามหลบซ่อนสักนิด คราแรกสาวใช้และบ่าวไพร่จดจำนางไม่ได้ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคุณหนูเจ็ด”“ยังมี...” พ่อบ้านล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นคือกระดาษอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงาม“นี่คืออะไร” หยวนวั่นมองอักษรพู่กันที่บ่งบอกถึงความหนักแน่นมั่นคงของผู้เขียน“นี่คือกระดาษคัดลายมือของคุณหนูเจ็ดขอรับ ได้ยินมาว่าผู้คุ้มกันโจวเอ่ยปากชมว่านางคัดลายมือสวย ดังนั้นคุณหนูเจ็ดจึงซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี”“ลายมือของนาง...จริงหรือ” มองดูอักษรคัดลายมือที่ไม่คุ้นตา หยวนวั่นได้แต่ตกตะลึงลายมืองดงามและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้ กระนั้นบุตรสาวที่เขาละเลยทอดทิ้ง นับจากที่นางลืมตาดูโลก กลับสามารถคัดออกมาได้“ให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ระวังอย่าให้รู้ตัว ยังมี...เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้”“ขอรับ” พ่อบ้านหยวนรับคำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้องเขามองดูหยวนวั่นยื่นเหม่อมองอักษรคัดลายมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาคาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่านายท่านของเขากำลังคิดอะไรอยู่ดูจากท่าทีซึ่งไม่ได้โกรธเช่นทุกครั้







