เข้าสู่ระบบคุณชายหม่าผู้นี้ใช้จ่ายอย่างมือเติบนัก เขาถึงกับเลือกห้องที่ดีที่สุด แพงที่สุด หรูหราสมกับฐานะทายาทตระกูลหม่าทางเหนือ
แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนหรูพลันมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขอบคุณ เพราะระเบียงห้องดังกล่าวนั้น ตรงกับหน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนพอดิบพอดี
ลึกๆ แล้วทั้งสามต่างก็ใคร่ครวญในเรื่องที่ไม่ต่างกันนัก
ตระกูลเฟิง ตระกูลหม่า ตระกูลหยวน ทั้งสามตระกูลล้วนเป็นตระกูลใหญ่ ทายาทจากห้าตระกูลไม่ว่าจะอย่างไรในวันหน้าย่อมต้องมีช่วงเวลาไปมาหาสู่
การค้าขายไม่แยกหญิงชาย แต่แยกแยะที่ความสามารถและผลประโยชน์ซึ่งอาจมีร่วมกันในอนาคต หยวนหรูเองก็ไม่ใช่ไม่คิดเรื่องนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจตามคุณชายจากสองตระกูลขึ้นมายังชั้นสองของหอฟางจื่อ
ในวันหน้านางยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณชายทั้งสองหนึ่งคือคนตระกูลหม่า สองคือคนตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องหาทางเข้าใกล้ นางรู้จักสนิทสนมกับคนทั้งสองในวันนี้ ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย
ยิ่งคุณชายจากตระกูลเฟิงผู้นี้ นางก็ยิ่งต้องทำความรู้จักให้มาก เพราะหากจะหาทางเข้าใกล้ผู้นำตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน กระทั่งสาวไปถึงตัวเจียงหง ทั้งนี้ก็เพื่อหาโอกาสให้โจวเช่อได้แก้แค้น จะอย่างไรคนผู้นี้ก็คือผู้ที่อาจช่วยนางได้
เสี่ยวเอ้อแยกโต๊ะให้กับโจวเช่อและซุนเอ๋อร์ต่างหาก ทั้งนี้ก็เพราะบ่าวไพร่กับคนคุ้มกัน ไม่อาจร่วมโต๊ะกับผู้เป็นนาย นี่คือเรื่องยึดถืออย่างเคร่งครัดในหมู่มวลชนชั้นกลางขึ้นไปถึงชนชั้นสูง
ในสมัยก่อนบรรดาพ่อค้าล้วนจัดอยู่ในชนชั้นต่ำ แต่ตอนนี้แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เรื่องนี้อาจเพราะฮ่องเต้แคว้นจ้าวทรงให้ความสำคัญต่อการค้ายิ่ง
ยังไม่ต้องพูดว่าห้าตระกูลได้รับตราพระราชทาน ทั้งยังได้รับอภิสิทธิ์มากมายจากราชสำนัก หรือบางครั้งยังได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงอีกด้วย
“ไม่ต้องปรนนิบัติข้า ไปนั่งลงเถิด” นางส่ายหน้าให้ซุนเอ๋อร์ เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับเข้ามานั่งข้างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อปรนนิบัตินางกินข้าวอย่างที่สาวใช้ทุกคนสมควรทำ
กระนั้นสถานการณ์ตรงหน้านั้นแตกต่าง คุณชายทั้งสองต่างก็ไม่มีผู้ติดตาม นางจะให้สาวใช้มานั่งปรนนิบัติบนโต๊ะอาหาร ทั้งที่ทั้งสองไม่มีคนปรนนิบัติ เพียงแค่คิดนางก็รู้สึกอึดอัดแล้ว
“ข้าน้อยนามสั้นๆ ว่าเซียว ดูแล้วท่านน่าจะอายุน้อยกว่าเราสองคนอยู่ เรียกข้าว่าพี่เซียวก็ได้ ส่วนเขายามอยู่กันตามลำพังข้าเรียกเขาว่าคุนคุน นามของเขาคือเสวียนคุน” หม่าเซียวกล่าวแนะนำตัวเอง
“แต่ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้แนะนำตัวเพียงเพื่อให้ท่านแนะนำตัว ในเมื่อท่านบอกกล่าวแล้วว่ายังไม่สะดวกแนะนำตัว ดังนั้นข้าย่อมไม่ถือโทษ”
“ขอบคุณคุณชายหม่า ...คุณชายเฟิงที่เข้าใจ”
นางยังคงเรียกทั้งสองอย่างสุภาพ จงใจเมินเฉยกับความสนิทสนมผ่านการเรียกขานที่เขาหยิบยื่น
อาหารเต็มโต๊ะรสชาติหรือก็ยิ่งเป็นหนึ่ง ถึงอย่างนั้นหยวนหรูกลับกินไปอย่างละไม่กี่คำ สายตาของนางเอาแต่เหลือบมองออกไปนอกระเบียง บางครั้งจับตาดูร้านแพรพรรณ บางครั้งมองผู้คนที่เดินสัญจรไปมาบนท้องถนน บางคราหันกลับมาสังเกตบุรุษสองคนที่นั่งยังฝั่งตรงข้าม
นานๆ ครั้งนางจะหันไปมองเฟิงเสวียนคุน กระทั่งพบว่าเขาเองก็จ้องตอบกลับมาเช่นกัน
เฮ้อ...เหนื่อยกว่าที่นางคาด
ความรู้สึกภายใต้ใบหน้าที่พยายามให้เรียบเฉยนะหรือ ...ราวกับนางกำลังหยั่งเชิงกับศัตรูในยามประมือกันก็ไม่ปาน ไม่ว่าหันกลับมาคราใด นางก็มักจะพบว่าบุรุษหล่อเหลาสองคนกำลังมองพิจารณานางอยู่
เฟิงเสวียนคุนผู้นี้ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ดวงตาสุขุมเยือกเย็น ดูแล้วหากกลายเป็นศัตรูนางคงต้องคิดหนัก
ยิ่งหม่าเซียวที่ดูเหมือนสนิทสนมกับอีกฝ่าย แม้ท่าทีเหลวไหลไร้สาระ แต่ลึกๆ กลับไม่อาจบอกได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“มากันแล้ว” อยู่ๆ หยวนหรูก็ยื่นมือไปยกชาขึ้นจิบ
ด้านหน้าหอฟางจื่อมีคนกลุ่มหนึ่งปรากฎตัวขึ้น สตรีที่เดินอยู่ด้านหน้าสุด มีสีหน้าถมึงทึงราวกับกำลังโกรธเคืองผู้ใดอยู่ ด้านหลังนางยังมีสาวใช้ และคนคุ้มกันสองสามคนติดตามมาด้วย
“อีกสักครู่หากเกิดเรื่องน่าขายหน้าขึ้น ขอท่านทั้งสองอภัยด้วย หากมีโอกาสอาหารมื้อนี้ข้าย่อมตอบแทน” นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มสุภาพรอยยิ้มแรกนับตั้งแต่พบกัน
หม่าเซียวลอบอุทานในใจ เขาได้แต่อ้าปากแล้วหันไปมองสหาย เฟิงเสวียนคุนยังคงมีท่าทีนิ่งเฉย รอยยิ้มน้อยๆ นั้นเป็นคำตอบว่าเขารับรู้แล้วและจะไม่ถือสา
หยวนหรูหันไปมองยังซุนเอ๋อร์ที่นั่งหน้าขาวซีด “อยู่ใกล้ข้าไว้ ไม่ว่าใครกล่าวอะไรห้ามแยกจากข้า ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่พวกนางไม่กล้าทำอะไรแน่” ประโยคหลังนางหันไปบอกโจวเช่อ“ไม่ว่าอย่างไรห้ามลงมือเด็ดขาด”
“ข้าน้อยรับทราบ” โจวเช่อค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้
หม่าเซียวเลิกคิ้วมองราวกำลังสับสน
เฟิงเสวียนคุนยิ้มน้อยๆ ราวกำลังรอชมเรื่องสนุก เขาวางตะเกียบและยกชาขึ้นจิบ จากนั้นหมุนกายเล็กน้อยเพื่อหันหน้าไปทางประตู
ประตูถูกเปิดพรวดออก ผู้มาก็คือนางหวังซึ่งเป็นบ่าวคนสนิทของหยวนฮูหยิน “คุณหนูเจ็ด ข้าได้รับคำสั่งจากฮูหยินให้มาพาท่านกลับ...”
พรวดพราดเข้ามาคือความผิดแรก เปิดปากโดยไม่มองผู้ที่นั่งอยู่ในห้อง คือความผิดพลาดที่ไม่อาจอภัยข้อที่สอง และนั่นทำเอานางหวังทำหน้าไม่ถูก
ก่อนหน้านี้บ่าวไพร่คนหนึ่งที่ทำงานใกล้กับประตูหลังไปกระซิบบอกนาง ส่วนอีกคนแอบตามหยวนหรูมาติดๆ ส่วนนางหวังก็แจ้งให้หยวนฮูหยินทราบว่าคุณหนูเจ็ดแอบหนีออกมากับสาวใช้
นางได้รับคำสั่งให้พาคุณหนูเจ็ดกลับไป แต่ไม่คาดว่าอีกฝ่ายที่ไม่เคยย่างเท้าออกจากจวน กลับมานั่งอยู่บนชั้นสองหอฟางจื่อที่ราคาสูงลิบกับบุรุษถึงสองคน
“คุณหนูเจ็ดผู้นี้...” เฟิงเสวียนคุนยังคงมองตรงไปยังทิศทางที่รถม้าจากไป “ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ แต่เรื่องในวันนี้อาจอยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”“เจ้าลืมไปแล้วหรือ นางมองออกไปนอกระเบียงตลอด หลังจากนั้นก็พูดว่า ‘มากันแล้ว’ ไม่นานบ่าวนางนั้นก็พาคนพรวดพราดเข้าไป”หม่าเซียวคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ “รวมเรื่องที่พบเราด้วยหรือ”“ข้าว่าเรื่องที่ได้พบเราสองคนคือเรื่องที่นางไม่คาดคิดมาก่อน เพียงแต่เรื่องนี้ข้าว่ามีบางอย่างแปลกๆ หากนางคือคนที่ท่านลุงหยวนเลือกจริง ออกมาเดินเล่นข้างนอกย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เหตุใดท่านป้าต้องส่งบ่าวไพร่มากมายมาพากลับจวน เพียงส่งคนมาบอกกล่าวก็ใช้ได้แล้ว อีกอย่างคุณหนูเจ็ดมาเยือนหอฟางจื่อ เหตุใดต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย”“อา...ข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย จะว่ากันตามตรงแล้วนางเองก็เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอดีตฮูหยินเอกของท่านลุงหยวน เสียดายที่พี่ชายของนางมาสิ้นใจไปเสียก่อน หาไม่เขาที่เป็นถึงบุตรชายคนโตหรือจะปล่อยให้น้องสาว...” หม่าเซียวตบปากตัวเองเบาๆ “ไม่พูดแล้วๆ ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”“บางทีข่าวลือก็อาจไม่จริงเสมอไป เห็นชัดว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้ไ
“ตระกูลหยวนทำให้ข้าเปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่บอกกล่าวกลับเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา ไม่ทันมองให้ดีทั้งยังไม่ขออนุญาตกลับเปิดปาก คุณหนูไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือผู้ใดและมีหน้าที่ใดในตระกูลหยวนหรือ” หม่าเซียวกล่าวเสียงเรียบ“ขออภัยคุณชายหม่า นางเป็นเพียงบ่าวของท่านแม่เท่านั้น” นางกับหม่าเซียวเล่นงิ้วโรงหนึ่งเข้ากันราวกับนัดแนะ“เสียมารยาทแล้ว ช่างน่าขายหน้ายิ่ง กลับไปข้าจะให้ท่านแม่ลงโทษนางอย่างเหมาะสม หวังว่าท่านจะไม่ขุ่นเคือง”“ไม่ถือๆ เห็นแก่หน้าท่าน วันนี้ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน”“ท่านแอบหนีออกมาเช่นนี้จะถูกลงโทษหรือไม่ อย่างไรให้ข้ากับอาเซียวไปส่งที่จวน จะได้ไปขอร้องหยวนฮูหยินไม่ให้เอาผิดท่าน อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”“ขอบคุณคุณชายเฟิง แต่เรื่องนี้ข้าทำผิดจริง เพราะอยากออกมาเปิดหูเปิดตา จะถูกลงโทษย่อมสมควรแล้ว วันนี้คงต้องกล่าวลา วันหน้าค่อยชดเชยให้ท่านทั้งสอง เรื่องที่คนตระกูลหยวนเสียมารยาทในวันนี้”นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มองสีหน้าขาวซีดของนางหวัง เนื่องจากเพิ่งสังเกตว่าบุรุษทั้งสองคนนั้น แท้ที่จริงก็คือคุณชายจากสองตระกูลใหญ่นางพรวดพราดเข้ามานับเป็นเรื่องเสียมา
คุณชายหม่าผู้นี้ใช้จ่ายอย่างมือเติบนัก เขาถึงกับเลือกห้องที่ดีที่สุด แพงที่สุด หรูหราสมกับฐานะทายาทตระกูลหม่าทางเหนือแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนหรูพลันมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขอบคุณ เพราะระเบียงห้องดังกล่าวนั้น ตรงกับหน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนพอดิบพอดีลึกๆ แล้วทั้งสามต่างก็ใคร่ครวญในเรื่องที่ไม่ต่างกันนักตระกูลเฟิง ตระกูลหม่า ตระกูลหยวน ทั้งสามตระกูลล้วนเป็นตระกูลใหญ่ ทายาทจากห้าตระกูลไม่ว่าจะอย่างไรในวันหน้าย่อมต้องมีช่วงเวลาไปมาหาสู่การค้าขายไม่แยกหญิงชาย แต่แยกแยะที่ความสามารถและผลประโยชน์ซึ่งอาจมีร่วมกันในอนาคต หยวนหรูเองก็ไม่ใช่ไม่คิดเรื่องนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจตามคุณชายจากสองตระกูลขึ้นมายังชั้นสองของหอฟางจื่อในวันหน้านางยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณชายทั้งสองหนึ่งคือคนตระกูลหม่า สองคือคนตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องหาทางเข้าใกล้ นางรู้จักสนิทสนมกับคนทั้งสองในวันนี้ ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นผลดีมากกว่าผลเสียยิ่งคุณชายจากตระกูลเฟิงผู้นี้ นางก็ยิ่งต้องทำความรู้จักให้มาก เพราะหากจะหาทางเข้าใกล้ผู้นำตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน กระทั่งสาวไปถึงตัวเจียงหง ทั้งนี้ก็
หน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนผู้คนเริ่มบางตา เนื่องจากเวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามอู่[1]แล้ว แดดแรงมากอากาศก็เริ่มร้อน หยวนหรูมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม“มีเงินติดตัวมาหรือไม่”“มีขอรับ”“ไปนั่งที่นั่นได้หรือไม่” นางมองโจวเช่อพร้อมกับถามออกมาคล้ายลังเล สถานที่หรูหราที่นางชี้ไปนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านแพรพรรณ ‘หอฟางจื่อ’“ที่นั่นมีอาหารขึ้นชื่อของเมืองอู่โจว คุณหนูอยากลองชิมย่อมได้ขอรับ” โจวเช่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เข้าใจนัยที่นางสื่อออกมาในทันที “เมื่อก่อนไม่ค่อยมีเหตุผลให้ใช้จ่าย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อปิ่นปักผมให้ซุนเอ๋อร์ มื้อนี้ข้าน้อยนับเป็นวาสนาที่ได้พาท่านมากินอาหารเลิศรสหยวนหรูพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “เป็นถึงคุณหนูแต่เงินสักอีแปะติดตัวก็ไม่มี เฮ้อ น่าขายหน้าจริง”โจวเช่อหัวเราะเสียงเบา “ไปกันเถิดขอรับ”หอฟางจื่อขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารเลิศรส ทั้งปลานึ่งบ๊วย เนื้อตุ๋นเห็ดหอม รวมไปถึงหน่อไม้ห้ารส ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันด้านในค่อนข้างวุ่นวายเพราะคนเกือบเต็มร้าน ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเอ้อบอกว่ามีเพียงชั้นสองที่มีที่ว่าง ซุนเอ๋อร์จึงหน้าเสีย“คุณหนูข้าน้อยว่าเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ ที่นี่ร
นางให้สงสัยนักว่าปัญหาภายในดังกล่าวนั้น อาจเป็นปัญหาการแก่งแย่งทรัพย์สมบัติของตระกูลกระมัง หาไม่แหล่งทำเงินเช่นนี้ เหตุใดถูกทิ้งร้างเอาไว้ถึงสองปีโดยไร้วี่แววบูรณะเล่าสายตาเย็นชากวาดขึ้นไปยังชั้นสาม กระนั้นหยวนหรูกลับชะงักเพราะเงาร่างในชุดสีขาว ซึ่งยืนอยู่ระเบียงของโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เพ่งสายตามองกระทั่งมั่นใจว่าเป็นเงาคน เพราะอีกฝ่ายก้าวออกมาจากมุมมืด และจับจ้องมองมายังนางเช่นกันดวงตาคมของชายหนุ่มในชุดสีขาว สานสบกับดวงตาเย็นชาทว่าดุดันของนาง และนางก็ไม่ยอมหลบสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย...เพียงมองเขานิ่ง กระทั่งเรียกรอยยิ้มของเขาให้กว้างขึ้น“ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจ”หยวนหรูหรี่ดวงตาลงพยายามอ่านปากอีกฝ่าย แต่เพราะโจวเช่อกล่าวประโยคถัดมา นางจึงจำต้องละสายตาจากบุรุษที่เอาแต่มองตนด้วยดวงตาคล้ายเห็นเรื่องสนุก“คุณหนูเราไปกันต่อเถิด ข้างหน้าถัดไปอีกสามแยกก็คือร้านแพรพรรณตระกูลหยวน”“อืม” นางพยักหน้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคนบนชั้นสามอีกด้านบนชั้นสามโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เงาร่างของบุรุษอีกคนก้าวมายังระเบียง เขามองตามสายตาของสหาย จากนั้นจึงเอ่ยถาม “นั่นมิใช่โจวเช่อผู้คุ้มกันท่านลุงหยวนหรอกหรือ”“ใช่
“ขอรับ คุณหนูเจ็ดแต่งกายคล้ายบุรุษ ตอนออกไปไม่พยายามหลบซ่อนสักนิด คราแรกสาวใช้และบ่าวไพร่จดจำนางไม่ได้ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคุณหนูเจ็ด”“ยังมี...” พ่อบ้านล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นคือกระดาษอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงาม“นี่คืออะไร” หยวนวั่นมองอักษรพู่กันที่บ่งบอกถึงความหนักแน่นมั่นคงของผู้เขียน“นี่คือกระดาษคัดลายมือของคุณหนูเจ็ดขอรับ ได้ยินมาว่าผู้คุ้มกันโจวเอ่ยปากชมว่านางคัดลายมือสวย ดังนั้นคุณหนูเจ็ดจึงซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี”“ลายมือของนาง...จริงหรือ” มองดูอักษรคัดลายมือที่ไม่คุ้นตา หยวนวั่นได้แต่ตกตะลึงลายมืองดงามและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้ กระนั้นบุตรสาวที่เขาละเลยทอดทิ้ง นับจากที่นางลืมตาดูโลก กลับสามารถคัดออกมาได้“ให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ระวังอย่าให้รู้ตัว ยังมี...เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้”“ขอรับ” พ่อบ้านหยวนรับคำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้องเขามองดูหยวนวั่นยื่นเหม่อมองอักษรคัดลายมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาคาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่านายท่านของเขากำลังคิดอะไรอยู่ดูจากท่าทีซึ่งไม่ได้โกรธเช่นทุกครั้







