เข้าสู่ระบบหน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนผู้คนเริ่มบางตา เนื่องจากเวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามอู่[1]แล้ว แดดแรงมากอากาศก็เริ่มร้อน หยวนหรูมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม
“มีเงินติดตัวมาหรือไม่”
“มีขอรับ”
“ไปนั่งที่นั่นได้หรือไม่” นางมองโจวเช่อพร้อมกับถามออกมาคล้ายลังเล สถานที่หรูหราที่นางชี้ไปนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านแพรพรรณ ‘หอฟางจื่อ’
“ที่นั่นมีอาหารขึ้นชื่อของเมืองอู่โจว คุณหนูอยากลองชิมย่อมได้ขอรับ” โจวเช่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เข้าใจนัยที่นางสื่อออกมาในทันที “เมื่อก่อนไม่ค่อยมีเหตุผลให้ใช้จ่าย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อปิ่นปักผมให้ซุนเอ๋อร์ มื้อนี้ข้าน้อยนับเป็นวาสนาที่ได้พาท่านมากินอาหารเลิศรส
หยวนหรูพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “เป็นถึงคุณหนูแต่เงินสักอีแปะติดตัวก็ไม่มี เฮ้อ น่าขายหน้าจริง”
โจวเช่อหัวเราะเสียงเบา “ไปกันเถิดขอรับ”
หอฟางจื่อขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารเลิศรส ทั้งปลานึ่งบ๊วย เนื้อตุ๋นเห็ดหอม รวมไปถึงหน่อไม้ห้ารส ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถัน
ด้านในค่อนข้างวุ่นวายเพราะคนเกือบเต็มร้าน ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเอ้อบอกว่ามีเพียงชั้นสองที่มีที่ว่าง ซุนเอ๋อร์จึงหน้าเสีย
“คุณหนูข้าน้อยว่าเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ ที่นี่ราคาค่อนข้างแพง ยิ่งชั้นสองก็มีเพียงคุณชายตระกูลมั่งคั่งจึงสามารถจ่าย”
เห็นสีหน้าของซุนเอ๋อร์หยวนหรูพลันชะงัก เห็นชัดว่าที่นี่ราคาสูงจริง เพราะแม้แต่โจวเช่อเองก็มีท่าทีลังเล “เช่นนั้นก็ช่างเถิด เอาไว้วันหน้าเราค่อยกลับมาใหม่”
นางกล่าวอย่างแสนเสียดาย วันนี้ตั้งใจมาสังเกตการณ์ร้านแพรพรรณ พร้อมๆ กันนั้นก็หยั่งเชิงว่ามีคนคนของใครบ้างในตระกูลหยวนกำลังจับตามองนางอยู่ แต่เห็นชัดว่านางไม่ได้เตรียมตัวมาไม่ดีพอ
ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเดินออกมา น้ำเสียงร่าเริงกลับดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสูงของบุรุษสองคน “พี่โจว บังเอิญยิ่งนัก”
โจวเช่อเลิกคิ้วพร้อมกับก้าวมาบังหยวนหรูอย่างแนบเนียน “คารวะคุณชายหม่า คุณชายเฟิง”
หยวนหรูหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย ในใจรู้สึกอยากรู้ว่าทายาทสองในสี่ตระกูลที่เหลือนั้นมีท่าทีเช่นไร ได้ยินโจวเช่อเคยบอกว่าตระกูลหม่าทางเหนือ เป็นเจ้าของร้านสมุนไพรและร้านหมอที่มีชื่อเสียง ส่วนตระกูลเฟิงนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหนึ่งในเป้าหมายของโจวเช่ออยู่ที่นั่น ดังนั้นนางจึงรู้เรื่องราวของตระกูลเฟิงก่อนตระกูลอื่นๆ
เมื่อลอบมองพิจารณาคุณชายหม่า นางพลันขมวดคิ้วเพราะจำได้ทันทีว่าเขาคือ ‘เงา’ ซึ่งยืนอยู่บนระเบียงโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย กระนั้นเมื่อละสายตามองไปยังอีกคน นางก็แทบสะดุ้งเพราะดวงตาของคุณชายเฟิงผู้นั้นเองก็จ้องเขม็งมาที่นางอย่างโจ่งแจ้ง
สีหน้าของหยวนหรูยังคงเรียบเฉย แม้เมื่อครู่เกือบเสียกิริยา ด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมองนางอย่างพิจารณาเช่นกัน
“พวกท่านกำลังจะกลับแล้วหรือ ข้ายังคิดว่าเพิ่งมา” หม่าเซียวแสร้งถาม พร้อมกับแสร้งมองไม่เห็นว่าสหายข้างๆ กำลังจ้องมองคุณหนูเจ็ดตระกูลหยวน โดยที่นางเองก็ไม่ได้มีท่าทีขัดเขิน
สหายของเขาผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษซึ่งสตรีเมืองอู่โจวหมายปอง เพราะใบหน้าอันหล่อเหลาคมคาย รวมไปถึงฐานะที่เป็นถึงคุณชายเล็กตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ซึ่งเรียกได้ว่ามั่งคั่งร่ำรวยที่สุด
ทว่าทั้งหมดนั้นกลับไร้ผลกับคุณหนูหยวน ผู้ซึ่งยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยเย็นชา
“ท่านผู้นี้คือ...” หม่าเซียวผายมือไปด้านหลัง
เห็นชัดว่าอีกฝ่ายสงสัยในตัวนางจึงตามมา ทั้งที่โรงเตี๊ยมฟู่กุ้ยกับหอฟางจื่อห่างกันถึงสามแยก ดังนั้นเลี่ยงไปก็รังแต่จะน่าสงสัยมากขึ้น
“คุณชายหม่า ข้าไม่สะดวกแนะนำตัวในเวลานี้ ที่ออกมาเพราะอยากมาเดินดูรอบๆ ไม่ได้ขออนุญาตผู้อาวุโสในจวน ข้าขอร้องให้ท่านเห็นใจด้วย” นางกล่าวเสียงเรียบ
“เกรงใจไปแล้วๆ” เขาแสร้งมองไปยังฝั่งตรงข้าม “หรือว่าท่านมาเพียงเพราะต้องการแอบดูความเรียบร้อยของร้านแพรพรรณ” เขาแสร้งเลิกคิ้วคาดเดาก่อนใช้พัดปิดปากด้วยท่าทีมีพิรุธ
ท่าทีเช่นนั้นทำเอาหางคิ้วของหญิงสาวกระตุกคราหนึ่ง นางเพิ่งบอกเขาว่าไม่สะดวกแนะนำตัว แต่เขากลับเปิดโปงนางอ้อมๆ ว่าเขาล่วงรู้ฐานะของนางแล้ว
คนน่าโมโหผู้นี้นี่!!!
“อาเซียว เลิกเล่นได้แล้ว” เฟิงเสวียนคุนถอนหายใจ
“ขึ้นไปนั่งชั้นสองดีหรือไม่ อย่างไรก็มาแล้วอย่าให้เสียเที่ยวเลย ข้าเป็นเจ้ามือเองหากท่านไม่รังเกียจ อย่างไรเสียห้าตระกูลก็ยังต้องคบหา ถือเสียว่าทำความคุ้นเคยเอาไว้ เผื่อวันหน้าต้องพึ่งพาอาศัยกัน”
หยวนหรูหรี่ตามองชายหนุ่มตรงหน้านิ่ง ท่าทางสุภาพรวมไปถึงใบหน้าสุขุมนั้น ทำให้นางสนใจในตัวเขายิ่ง คำพูดของเขาเมื่อครู่จะว่าแฝงนัยก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีอะไรก็ไม่เชิง กระนั้นดวงตาของเขากลับแสดงออกชัดถึงความจริงใจ
“เช่นนั้นรบกวนแล้ว” นางตัดสินใจตอบตกลงท่ามกลางความประหลาดใจของโจวเช่อ และความตื่นตะลึงของซุนเอ๋อร์
“คุณหนูเจ้าคะ จะดีหรือ” ซุนเอ๋อร์กระซิบเสียงเบา
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว”
นางปลอบสาวใช้ของตน พร้อมกับสบตากับโจวเช่อ จากนั้นมองหม่าเซียวเดินนำขึ้นไปยังชั้นสอง ตัวนางกับเฟิงเสวียนคุนนั้นเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกัน
[1] ช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง
“คุณหนูเจ็ดผู้นี้...” เฟิงเสวียนคุนยังคงมองตรงไปยังทิศทางที่รถม้าจากไป “ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ แต่เรื่องในวันนี้อาจอยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”“เจ้าลืมไปแล้วหรือ นางมองออกไปนอกระเบียงตลอด หลังจากนั้นก็พูดว่า ‘มากันแล้ว’ ไม่นานบ่าวนางนั้นก็พาคนพรวดพราดเข้าไป”หม่าเซียวคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ “รวมเรื่องที่พบเราด้วยหรือ”“ข้าว่าเรื่องที่ได้พบเราสองคนคือเรื่องที่นางไม่คาดคิดมาก่อน เพียงแต่เรื่องนี้ข้าว่ามีบางอย่างแปลกๆ หากนางคือคนที่ท่านลุงหยวนเลือกจริง ออกมาเดินเล่นข้างนอกย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เหตุใดท่านป้าต้องส่งบ่าวไพร่มากมายมาพากลับจวน เพียงส่งคนมาบอกกล่าวก็ใช้ได้แล้ว อีกอย่างคุณหนูเจ็ดมาเยือนหอฟางจื่อ เหตุใดต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย”“อา...ข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย จะว่ากันตามตรงแล้วนางเองก็เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอดีตฮูหยินเอกของท่านลุงหยวน เสียดายที่พี่ชายของนางมาสิ้นใจไปเสียก่อน หาไม่เขาที่เป็นถึงบุตรชายคนโตหรือจะปล่อยให้น้องสาว...” หม่าเซียวตบปากตัวเองเบาๆ “ไม่พูดแล้วๆ ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”“บางทีข่าวลือก็อาจไม่จริงเสมอไป เห็นชัดว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้ไ
“ตระกูลหยวนทำให้ข้าเปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่บอกกล่าวกลับเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา ไม่ทันมองให้ดีทั้งยังไม่ขออนุญาตกลับเปิดปาก คุณหนูไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านนี้คือผู้ใดและมีหน้าที่ใดในตระกูลหยวนหรือ” หม่าเซียวกล่าวเสียงเรียบ“ขออภัยคุณชายหม่า นางเป็นเพียงบ่าวของท่านแม่เท่านั้น” นางกับหม่าเซียวเล่นงิ้วโรงหนึ่งเข้ากันราวกับนัดแนะ“เสียมารยาทแล้ว ช่างน่าขายหน้ายิ่ง กลับไปข้าจะให้ท่านแม่ลงโทษนางอย่างเหมาะสม หวังว่าท่านจะไม่ขุ่นเคือง”“ไม่ถือๆ เห็นแก่หน้าท่าน วันนี้ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน”“ท่านแอบหนีออกมาเช่นนี้จะถูกลงโทษหรือไม่ อย่างไรให้ข้ากับอาเซียวไปส่งที่จวน จะได้ไปขอร้องหยวนฮูหยินไม่ให้เอาผิดท่าน อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”“ขอบคุณคุณชายเฟิง แต่เรื่องนี้ข้าทำผิดจริง เพราะอยากออกมาเปิดหูเปิดตา จะถูกลงโทษย่อมสมควรแล้ว วันนี้คงต้องกล่าวลา วันหน้าค่อยชดเชยให้ท่านทั้งสอง เรื่องที่คนตระกูลหยวนเสียมารยาทในวันนี้”นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มองสีหน้าขาวซีดของนางหวัง เนื่องจากเพิ่งสังเกตว่าบุรุษทั้งสองคนนั้น แท้ที่จริงก็คือคุณชายจากสองตระกูลใหญ่นางพรวดพราดเข้ามานับเป็นเรื่องเสียมา
คุณชายหม่าผู้นี้ใช้จ่ายอย่างมือเติบนัก เขาถึงกับเลือกห้องที่ดีที่สุด แพงที่สุด หรูหราสมกับฐานะทายาทตระกูลหม่าทางเหนือแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนหรูพลันมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขอบคุณ เพราะระเบียงห้องดังกล่าวนั้น ตรงกับหน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนพอดิบพอดีลึกๆ แล้วทั้งสามต่างก็ใคร่ครวญในเรื่องที่ไม่ต่างกันนักตระกูลเฟิง ตระกูลหม่า ตระกูลหยวน ทั้งสามตระกูลล้วนเป็นตระกูลใหญ่ ทายาทจากห้าตระกูลไม่ว่าจะอย่างไรในวันหน้าย่อมต้องมีช่วงเวลาไปมาหาสู่การค้าขายไม่แยกหญิงชาย แต่แยกแยะที่ความสามารถและผลประโยชน์ซึ่งอาจมีร่วมกันในอนาคต หยวนหรูเองก็ไม่ใช่ไม่คิดเรื่องนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจตามคุณชายจากสองตระกูลขึ้นมายังชั้นสองของหอฟางจื่อในวันหน้านางยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณชายทั้งสองหนึ่งคือคนตระกูลหม่า สองคือคนตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องหาทางเข้าใกล้ นางรู้จักสนิทสนมกับคนทั้งสองในวันนี้ ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นผลดีมากกว่าผลเสียยิ่งคุณชายจากตระกูลเฟิงผู้นี้ นางก็ยิ่งต้องทำความรู้จักให้มาก เพราะหากจะหาทางเข้าใกล้ผู้นำตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน กระทั่งสาวไปถึงตัวเจียงหง ทั้งนี้ก็
หน้าร้านแพรพรรณตระกูลหยวนผู้คนเริ่มบางตา เนื่องจากเวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามอู่[1]แล้ว แดดแรงมากอากาศก็เริ่มร้อน หยวนหรูมองไปยังฝั่งตรงกันข้าม“มีเงินติดตัวมาหรือไม่”“มีขอรับ”“ไปนั่งที่นั่นได้หรือไม่” นางมองโจวเช่อพร้อมกับถามออกมาคล้ายลังเล สถานที่หรูหราที่นางชี้ไปนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านแพรพรรณ ‘หอฟางจื่อ’“ที่นั่นมีอาหารขึ้นชื่อของเมืองอู่โจว คุณหนูอยากลองชิมย่อมได้ขอรับ” โจวเช่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เข้าใจนัยที่นางสื่อออกมาในทันที “เมื่อก่อนไม่ค่อยมีเหตุผลให้ใช้จ่าย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อปิ่นปักผมให้ซุนเอ๋อร์ มื้อนี้ข้าน้อยนับเป็นวาสนาที่ได้พาท่านมากินอาหารเลิศรสหยวนหรูพยักหน้าพร้อมถอนหายใจ “เป็นถึงคุณหนูแต่เงินสักอีแปะติดตัวก็ไม่มี เฮ้อ น่าขายหน้าจริง”โจวเช่อหัวเราะเสียงเบา “ไปกันเถิดขอรับ”หอฟางจื่อขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารเลิศรส ทั้งปลานึ่งบ๊วย เนื้อตุ๋นเห็ดหอม รวมไปถึงหน่อไม้ห้ารส ซึ่งทุกอย่างล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันด้านในค่อนข้างวุ่นวายเพราะคนเกือบเต็มร้าน ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเอ้อบอกว่ามีเพียงชั้นสองที่มีที่ว่าง ซุนเอ๋อร์จึงหน้าเสีย“คุณหนูข้าน้อยว่าเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ ที่นี่ร
นางให้สงสัยนักว่าปัญหาภายในดังกล่าวนั้น อาจเป็นปัญหาการแก่งแย่งทรัพย์สมบัติของตระกูลกระมัง หาไม่แหล่งทำเงินเช่นนี้ เหตุใดถูกทิ้งร้างเอาไว้ถึงสองปีโดยไร้วี่แววบูรณะเล่าสายตาเย็นชากวาดขึ้นไปยังชั้นสาม กระนั้นหยวนหรูกลับชะงักเพราะเงาร่างในชุดสีขาว ซึ่งยืนอยู่ระเบียงของโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เพ่งสายตามองกระทั่งมั่นใจว่าเป็นเงาคน เพราะอีกฝ่ายก้าวออกมาจากมุมมืด และจับจ้องมองมายังนางเช่นกันดวงตาคมของชายหนุ่มในชุดสีขาว สานสบกับดวงตาเย็นชาทว่าดุดันของนาง และนางก็ไม่ยอมหลบสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย...เพียงมองเขานิ่ง กระทั่งเรียกรอยยิ้มของเขาให้กว้างขึ้น“ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจ”หยวนหรูหรี่ดวงตาลงพยายามอ่านปากอีกฝ่าย แต่เพราะโจวเช่อกล่าวประโยคถัดมา นางจึงจำต้องละสายตาจากบุรุษที่เอาแต่มองตนด้วยดวงตาคล้ายเห็นเรื่องสนุก“คุณหนูเราไปกันต่อเถิด ข้างหน้าถัดไปอีกสามแยกก็คือร้านแพรพรรณตระกูลหยวน”“อืม” นางพยักหน้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคนบนชั้นสามอีกด้านบนชั้นสามโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย เงาร่างของบุรุษอีกคนก้าวมายังระเบียง เขามองตามสายตาของสหาย จากนั้นจึงเอ่ยถาม “นั่นมิใช่โจวเช่อผู้คุ้มกันท่านลุงหยวนหรอกหรือ”“ใช่
“ขอรับ คุณหนูเจ็ดแต่งกายคล้ายบุรุษ ตอนออกไปไม่พยายามหลบซ่อนสักนิด คราแรกสาวใช้และบ่าวไพร่จดจำนางไม่ได้ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคุณหนูเจ็ด”“ยังมี...” พ่อบ้านล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นคือกระดาษอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงาม“นี่คืออะไร” หยวนวั่นมองอักษรพู่กันที่บ่งบอกถึงความหนักแน่นมั่นคงของผู้เขียน“นี่คือกระดาษคัดลายมือของคุณหนูเจ็ดขอรับ ได้ยินมาว่าผู้คุ้มกันโจวเอ่ยปากชมว่านางคัดลายมือสวย ดังนั้นคุณหนูเจ็ดจึงซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดี”“ลายมือของนาง...จริงหรือ” มองดูอักษรคัดลายมือที่ไม่คุ้นตา หยวนวั่นได้แต่ตกตะลึงลายมืองดงามและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้ กระนั้นบุตรสาวที่เขาละเลยทอดทิ้ง นับจากที่นางลืมตาดูโลก กลับสามารถคัดออกมาได้“ให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ระวังอย่าให้รู้ตัว ยังมี...เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้”“ขอรับ” พ่อบ้านหยวนรับคำ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้องเขามองดูหยวนวั่นยื่นเหม่อมองอักษรคัดลายมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาคาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่านายท่านของเขากำลังคิดอะไรอยู่ดูจากท่าทีซึ่งไม่ได้โกรธเช่นทุกครั้







