Masuk“ว่าจะถามข่าวคราวนังจันทร์หน่อย ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ฉันสบายดีจ๊ะพ่อหมอ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ตอนนี้ฉันเริ่มจำอะไรได้บ้างแล้วล่ะ อีกหน่อยก็คงจะเป็นปกติเหมือนเมื่อก่อน” ด้วยความฉลาดหลักแหลมกลิ่นแก้วจึงใช้ไหวพริบตอบกลับไปอย่างคล่องปาก แสดงสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร แม้จะไม่อ่อนหวานเหมือนกลิ่นจันทร์คนเดิมแต่ก็ไม่ได้มีพิษภัยอะไร
“จริงรึ?” ดูเหมือนว่าพ่อหมอสิงห์จะยังไม่เชื่อคำพูดที่เปล่งออกมาสักเท่าไหร่
“จริงสิจ๊ะ ทุกคนไม่ต้องกลัวฉันหรอกนะ ฉันคือจันทร์คนเดิมไม่ใช่ผีสางนางไม้ที่ไหนหรอก ฉันก็แค่ตายแล้วฟื้น สมองเลยอาจจะเลอะเลือนไปหน่อย ทุกคนสบายใจได้เลยจ้ะ”
“แล้วเอ็งจำได้หรือไม่ว่าตายเพราะอะไร” หนึ่งในชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยถามข้อสงสัย
“เอ่อ...ฉันยังจำไม่ได้น่ะสิ เอาไว้ฉันจำได้เมื่อไหร่จะมาบอกทุกคนนะจ๊ะ มีอะไรจะถามอีกไหม” เธอมองหน้าทุกคนราวกับเป็นนางเอกชื่อดัง ที่กำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวเสียอย่างนั้น
“เอ็งไม่ใช่ผีจริง ๆ นะ”
“จริงสิจ๊ะพี่ ไม่เชื่อมาจับตัวฉันดูก็ได้ ฉันเป็นคนมีเลือดมีเนื้อเหมือนทุกคนนั่นล่ะ” เธอว่าพลางจะเดินเข้าไปหา แต่คนเหล่านั้นรีบถอยหลังกันเป็นระนาว เพราะยังคงหวาดกลัว
“ไม่ต้องเข้ามาก็ได้ พวกข้าเชื่อเอ็งแล้ว เอาเป็นว่าขอให้เอ็งหายไว ๆ ก็แล้วกัน เกิดมาข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นคนตายแล้วฟื้นก็คราวนี้ล่ะ”
“ขอบคุณนะจ๊ะที่เชื่อฉัน รับรองว่าฉันเป็นคนไม่ใช่ผีเด็ดขาด จันทร์คนนี้คนเดิมกลับมาแล้ว”
“กลับกันเถอะจันทร์”
“จ้ะแม่”
เธอหันมายิ้มแล้วโบกมือลาคนเหล่านั้น ก่อนจะเดินจากมาพร้อมกับบุหงาและแกละ
มาถึงเรือนแล้วบุหงาก็ชวนให้เธอมานั่งบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน เพื่อจะได้ถามไถ่ถึงอาการที่เป็นอยู่ เพราะตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาสะใภ้ก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน จู่ ๆ ก็ประกาศว่าเป็นจันทร์คนเดิม มันช่างขัดใจกับภาพที่เห็นเสียจริง
“แม่มีอะไรเหรอจ๊ะ”
“สรุปว่าเอ็งจำอะไรได้บ้างแล้ว”
“ฉันก็ยังจำได้ไม่หมดหรอกจ้ะแม่ แต่ฉันจำได้ว่าชื่อจันทร์ แล้วก็เป็นเมียพี่กล้าแค่นี้ล่ะ” เธอยิ้มแหย ๆ ให้กับแม่สามี
“แล้วทำไมตอนแรกเอ็งบอกว่าชื่อแก้วล่ะ เอ็งทำข้าสับสนไปหมดแล้ว”
“ก็ตอนนั้นฉันเพิ่งจะฟื้นไงจ๊ะแม่ เลยคิดว่าตัวเองเป็นคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย ตอนนี้ฉันเริ่มดีขึ้นแล้ว ฉันเลยอยากจะรบกวนแม่ช่วยเล่าเรื่องของฉันให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบหน่อยได้ไหม ฉันจะได้รู้ว่าตัวเองมีที่มาที่ไปยังไงบ้าง”
กลิ่นแก้วใช้วิธีตะล่อมถามเรื่องของกลิ่นจันทร์ เพื่อที่จะได้ใช้ข้อมูลอยู่ในร่างนี้ให้แนบเนียนที่สุด แต่จะให้ทิ้งตัวตนของเธอมันก็ใช่เรื่อง เธอจะเป็นกลิ่นจันทร์คนใหม่ที่ยังคงความทรงจำนี้ไว้เช่นเดิมก็เท่านั้น
“จริง ๆ แล้วเอ็งไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้หรอก เอ็งเป็นลูกสาวของเศรษฐีที่เคยถูกปล้นเมื่อยี่กว่าปีที่แล้ว พ่อแม่พี่น้องเอ็งตายหมดเหลือเพียงเอ็งรอดคนเดียว พี่เสือหาญเลยพาเอ็งกลับมาที่หมู่บ้านนี้ให้ข้าช่วยเลี้ยงดู เอ็งกับไอ้กล้าเลยโตมาด้วยกันและก็ชอบพลอกัน ฉันกับเสือหาญเลยให้พวกเอ็งแต่งงานอยู่กินกันมาจนถึงตอนนี้”
“แล้วเสือหาญเป็นใครจ๊ะแม่”
“ก็เป็นพ่อของไอ้กล้า เป็นผัวข้ายังไงล่ะ”
“แล้วเสือหาญไปไหนแล้วล่ะจ๊ะ”
“ตายไปหลายปีแล้วล่ะ ถูกตำรวจยิงตายตอนออกไปปล้น” น้ำเสียงคนพูดอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด นึกถึงวันวานทีไรก็อดคิดถึงผู้เป็นสามีไม่ได้
“ฉันขอโทษที่ถามนะจ๊ะแม่ แต่อีกแค่คำถามเดียวเท่านั้น แล้วใครเป็นคนปล้นบ้านกลิ่นจันทร์ เอ่อบ้านฉันล่ะจ๊ะแม่ อย่าบอกนะว่าเป็น...”
“ไม่ใช่พี่เสือหาญอย่างที่เอ็งคิดหรอก ชุมโจรในเมืองสุพรรณมีเยอะแยะไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านเราหรอกนะ แต่ถึงจะเป็นโจรพี่เสือหาญก็ไม่เคยฆ่าใครเป็นผักเป็นปลาหรอก ตอนแรกข้าก็ไม่ได้อยากให้ไอ้กล้าตามรอยพ่อมัน แต่มันรั้นที่จะทำตามคำสั่งเสียก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะแม่ถึงได้เป็นห่วงพี่กล้านัก ฉันเข้าใจแล้ว”
“มันรักเอ็งมากนะจันทร์ ตอนที่รู้ว่าเอ็งฟื้นขึ้นมามันไม่กลัวเอ็งเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ มันยิ้มแล้วเดินเข้าไปหา ทั้งที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเอ็งเป็นจันทร์คนเดิม หรือวิญญาณเร่ร่อนเข้าสิงร่าง”
“ฉันรู้แล้วจ้ะแม่ นับจากวันนี้เป็นต้นไปฉันจะทำตัวเป็นเมียที่ดีของพี่กล้า แต่ฉันอาจจะไม่เหมือนเดิมบ้างแม่ก็อย่าว่ากันนะจ๊ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่เอ็งรู้ตัวว่าเป็นใคร แค่นี้มันก็ดีแล้ว จะให้เปลี่ยนไปยังไงข้ากับไอ้กล้าก็รับเอ็งได้เสมอ แต่เอ็งต้องระวังตัวเอาไว้บ้าง เพราะชาวบ้านบางคนอาจจะยังระแวงเรื่องที่เอ็งตายแล้วฟื้นอยู่ อาจจะไม่หวังดีกับเอ็งก็เป็นได้”
“ฉันเข้าใจแล้วจ้ะแม่ ฉันจะพยายามระวังตัวให้มาก แม่ไม่ต้องห่วงหรอกจันทร์คนนี้สู้ไม่ถอย ไม่ยอมให้ใครรังแกได้ง่าย ๆ หรอกจ้ะ” กลิ่นแก้วกล่าวอย่างมั่นใจ พลางชูกำปั้นขึ้นมาแสดงความเข้มแข็งให้อีกฝ่ายเห็น
“เห็นเอ็งตอนนี้แล้วเหมือนข้ารู้สึกเหมือนได้สะใภ้คนใหม่ ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องห่วงเอ็งมากเหมือนแต่ก่อน”
บุหงาเอ่ยพลางยิ้มให้กับลูกสะใภ้ ที่ตอนนี้นิสัยราวกับเด็กวัยแรกรุ่นผิดแปลกจากเมื่อก่อน ที่สนิมสร้อยเรียบร้อยอ่อนหวานไม่ชอบมีเรื่อง ไม่ยอมสู้คนเลยแม้แต่น้อย
หลังจากพูดคุยกับผู้ใหญ่แล้ว ก็ถึงเวลาที่กวินภพจะพาแขกผู้มาเยือนเยี่ยมชมภายในบ้าน ซึ่งดูเหมือนว่ากลิ่นแก้วจะสนใจเรื่องราวของคุณปู่ชายหนุ่มเป็นพิเศษเขาพาเธอเดินเข้าไปยังห้องนอนส่วนตัวของผู้เป็นปู่ ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีคนพักอาศัยอยู่แล้ว กลายเป็นห้องเก็บความทรงจำดี ๆ เอาไว้ให้ลูกหลานได้ระลึกถึงเท่านั้นกลิ่นแก้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งของมีทั้งอายุและคุณค่าทางจิตใจ กรอบรูปถูกติดไว้บนผนังห้องจำนวนมาก ข้าวของเครื่องใช้ที่ดูยังไงก็ไม่เป็นที่นิยมในยุคนี้ เธอไม่นึกเลยว่าจากเด็กบ้านนอกตัวมอมในป่าในเขา จะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ถึงเมืองหลวงได้อย่างนี้“คุณปู่ท่านเป็นคนที่ชอบสะสมของเก่าเอาไว้ ท่านสั่งนักสั่งหนาว่าอย่าให้ลูกหลานคนไหนขายมันไปเด็ดขาด”“ท่านเป็นคนมีรสนิยมนะคะ ของแต่ละอย่างน่าสนใจทั้งนั้น ว่าแต่ท่านเป็นคนสุพรรณแล้วเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ยังไงคะ” เธอถามขณะที่ทั้งสองกำลังเดินชมรอบห้องอย่างสบายใจ“พอท่านเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็ไปสมัครเป็นทหารครับ คุณปู่ท่านเป็นคนขยันและนิสัยดีทำให้เจ้านายรักเลยส่งเสียให้เรียนต่อเป
กลิ่นแก้วเดินตามหลังชายหนุ่มขึ้นมาบนเรือนไม้ ก็เจอกับผู้หญิงสองคนกำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่ที่ศาลากลางเรือนแผ่นหลังทั้งสองนั้นช่างคุ้นตาเสียจริง ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน“คุณแม่ครับ พี่ตาล ผมมาแล้ว”เสียงนั่นทำให้เจ้าหล่อนทั้งสองหันมามอง เมื่อเห็นใบหน้าคนทั้งสองอย่างถนัดตา ดวงตาสวยก็เบิกโพลงด้วยความตกใจปนดีใจ คนทั้งสองมีใบหน้าคล้ายกับคนที่เธอเคยรู้จักในหมู่บ้านดงไพรมากเหลือเกิน ราวกับคนเดียวกัน“อ้าวมาแล้วหรือภพ” คนเป็นแม่ส่งยิ้มให้ลูกชาย ก่อนจะปรายตามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความเอ็นดู“สวัสดีค่ะ” กลิ่นแก้วยกมือไหว้คนทั้งสองอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัว ดวงตาคู่สวยแดงก่ำกำลังจะร้องไห้ เมื่อเห็นบุหงาและกลิ่นจันทร์อยู่ตรงหน้านี้อีกครั้ง แม้ว่าคนทั้งสองจะจำไม่ได้ แต่เธอจำได้แม่น และคิดว่าต้องใช่แน่ ๆ คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ได้มาเจอทุกคนในภพปัจจุบันทุกอย่างจะต้องถูกลิขิตไว้หมดแล้ว...“หนูเป็นอะไรลูก ทำไมร้องไห้อย่างนั้นล่ะ” กานดาเอ่ยด้วยความรู้สึกตกใจ เมื่อเห็นผู้มาใหม่ร้องไห้เมื่อเจอกั
วันเวลาล่วงผ่าน ทุกชีวิตบนโลกล้วนแต่ดำเนินไปตามวิถีของใครมัน ตามแต่จะออกแบบและขีดเส้นให้กับตัวเอง ก็เหมือนตอนนี้ที่กลิ่นแก้วกำลังลิขิตชีวิตรักของตัวเอง โดยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกวินภพให้มากยิ่งขึ้นตอนนี้เธอรักษาตัวจนหายเป็นปกติทุกอย่างแล้ว และได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เริ่มต้นชีวิตวัยเรียนอย่างเป็นทางการเสียที การพบปะเพื่อนใหม่ทำให้คลายความคิดถึงหมู่บ้านดงไพรไปได้เยอะพอสมควร แม้ในบางคืนอาจจะฝันร้ายอยู่บ้างก็ตามที“แม่คะ แก้วไปมหา’ ลัยก่อนนะคะ”“อ้าว! ไหนบอกแม่ว่าวันนี้มีเรียนบ่ายไม่ใช่หรือ”“พอดีว่าคุณภพจะพาไปเยี่ยมบ้านเขาน่ะค่ะ”“รู้สึกว่าช่วงนี้คุณภพจะแวะเวียนมาบ้านเราบ่อยนะ มีอะไรยังไม่ได้บอกแม่หรือเปล่าเนี่ย” จันทร์ระวีมองหน้าพลางยิ้มให้ลูกสาว ที่ตอนนี้ยืนสะพายกระเป๋าผ้าใบโตในชุดนักศึกษาเรียบร้อย“แก้วรักคุณภพค่ะแม่ รักมาตั้งนานแล้ว แต่เรายังไม่ได้คบกันหรอกค่ะ” เธอบอกความจริงอย่างไม่เคอะเขิน เพราะมั่นใจแล้วว่าถึงอย่างไรก็จะคบกับผู้ชายคนนี้ให้ได้“แ
“อ้อ รู้จักกันมาพักใหญ่แล้ว ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณทำงานอะไร”“ผมเป็นนักสังคมสงเคราะห์ครับ”“ว้าว! จริงหรือคะ แสดงว่าคุณเป็นคนที่จิตใจดีมาก ๆ”“แก้วก็ชมผมเกินไป ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ว่าแต่...กำลังอ่านอะไรอยู่หรือครับ” ชายหนุ่มอดที่จะถามไม่ได้เมื่อเห็นหนังสือที่เจ้าหล่อนถืออยู่ มันช่างคุ้นตาเหลือเกิน“กำลังอ่านประวัติขุนโจรของเมืองไทยในอดีตค่ะ” เธอว่าพลางยกหนังสือขึ้นมาให้ฝ่ายชายดูเห็นแล้วกวินภพก็ยิ้มกริ่มออกมา เขาจำได้ดีว่านั่นคือหนึ่งในหนังสือที่คุณปู่ได้เขียนเอาไว้ก่อนจะสิ้นใจ“ชอบธรรม กลิ่นสุพรรณ บังเอิญจังเลยนะครับ หนังสือเล่มนี้คุณปู่ของผมเป็นคนเขียนเอง”“จริงหรือคะ บังเอิญมาก ๆ เลย ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้หลานของคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ จะมานั่งอยู่ตรงหน้าฉัน”“ผมดีใจนะที่คุณชอบหนังสือเล่มนี้ คุณปู่ของผมท่านตั้งใจเขียนเรื่องนี้มาก เพราะมันมาจากประสบการณ์โดยตรงของท่านเอง”“หมายความว่า...คุณปู่ของคุณเคยเป็นโจรมาก่อนอย่างนั
เสียงนั่นทำให้ทั้งจันทร์ระวีและชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่จ้องหน้ากันอย่างุนงง แล้วหันไปมองหน้าคนที่นอนร้องไห้อยู่บนเตียง“เรียกผมหรือครับ” ชายหนุ่มชี้เข้าที่ตัวเอง สีหน้ายังคงฉายความสงสัยอยู่เช่นเดิม“พี่กล้าจำฉันไม่ได้หรือจ๊ะ”“ผมงงไปหมดแล้วเนี่ย ผมดีใจนะที่คุณฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่คิดว่าหลังจากนี้คงต้องดูแลกันต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหายเป็นปกติ” เขาว่ายิ้ม ๆ แล้ววางช่อดอกไม้ไว้บนโต๊ะ“แก้วเคยรู้จักคุณภพหรือลูก”“คุณภพ?” เจ้าหล่อนหันไปมองหน้าผู้เป็นแม่พลางขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัย“ใช่จ้ะ คุณภพเป็นคนที่ขับรถชนลูกยังไงล่ะ ตอนที่ลูกหลับไปคุณภพคอยมาดูแลรับผิดชอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าไข้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด”“งั้นหรอกหรือคะ ถ้าอย่างนั้นหนูคงจำคนผิดแล้วล่ะ” เมื่อได้ยินผู้เป็นแม่อธิบายเจ้าหล่อนก็ถึงบางอ้อ แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องมองชายหนุ่มตลอดเวลา เพราะใบหน้านี้ช่างเหมือนเสือกล้าที่เธอเคยรู้จักเหลือเกิน เหมือนราวกับคนเดียวกัน“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ท
“แก้ว แก้วลูกแม่ แก้วฟื้นแล้วค่ะคุณหมอ”เสียงของใครบางคนปลุกให้ร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเริ่มขยับ เปลือกตาสวยค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆ ภาพเบื้องหน้าเบลอแต่ก็รู้ว่ามีคนกำลังจ้องมองหน้าอยู่ เธอได้ยินเพียงเสียงเรียกชื่อของตัวเองอยู่ซ้ำ ๆ และเสียงนั่นไม่ใช่ใคร...เป็นเสียงแม่ของเธอนั่นเอง“มะ...แม่คะ”น้ำเสียงของเจ้าหล่อนแหบแห้ง จนคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงต้องก้มหน้าลงมาเงี่ยหูฟัง“ว่าไงลูก ฮึก แม่นึกว่าจะต้องเสียลูกไปแล้ว ทูนหัวของแม่” จันทร์ระวียิ้มทั้งน้ำตา มองดูลูกสาวด้วยความดีใจขั้นสุด หลังจากต้องทนทุกข์ทรมาน จากการที่ต้องเห็นลูกสาวนอนนิ่งอยู่บนเตียงมานานนับเดือน“หมอขอตรวจคนไข้ให้ละเอียดอีกครั้งนะครับ”“เชิญค่ะคุณหมอ”จันทร์ระวีปล่อยให้คุณหมอเจ้าของไข้ตรวจร่างกายลูกสาว ยืนดูพลางฉายรอยยิ้มแห่งสุขอยู่ข้าง ๆ อย่างนั้นจนการตรวจเสร็จสิ้น“เป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ”“ทุกอย่างปกติดีครับ ไม่น่าเชื่อว่าคนที่สมองตายแล้วจะฟื้นขื้นมาได้ เป็นเคสที่เกิดขึ้นยากมาก ๆ หนึ่
“ลุงนั่นล่ะเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาทำอย่างนี้กับฉัน ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ” กลิ่นแก้วพยายามสลัดมือตัวเองให้เป็นอิสระ แล้วรีบเดินห่างออกมา มองดูพ่อหมอสิงห์ด้วยแววตาที่ระแวดระวัง“นังผีตัวนี้มันร้ายกาจนัก วันนี้ข้าจะจัดการเอ็งให้อยู่หมัดเลยคอยดู” ว่าแล้วพ่อหมอสิงห์ก็จับลูกประคำขึ้น ปากก็ร่ายอาคมไปด้วย จู่ ๆ
เสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านดังระงมเข้าหูเสือกล้า นั่นทำให้เจ้าตัวรู้สึกไม่พอใจที่แม้กลิ่นจันทร์จะตายไปแล้วแต่ทุกคนก็ยังใส่ความเมียรัก เขาไม่มีทางเชื่อว่าเจ้าหล่อนจะทำอะไรพวกนั้นได้ เพราะตั้งแต่อยู่กินกันมา กลิ่นจันทร์เป็นคนจิตใจดีอยู่ในศีลในธรรมมาโดยตลอด“หุบปากเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นข้าจะเอาลูกปืนปิดปากพวกเ
“ฮือ ๆ แก้วลูกแม่ ลูกต้องไม่เป็นอะไรนะ ทำไมต้องมาเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นกับลูกสาวฉันด้วยนะ”เสียงร่ำไห้ของหญิงเลยวัยกลางคนดังขึ้น ในระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังเข็นรถนำร่างหญิงสาวที่นอนนิ่ง มีเลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว ตรงไปยังห้องฉุกเฉิน หลังจากไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เธอโดนรถชนขณะกำลังเดินข้ามถนนไ
เรือนที่สองแม่ลูกใช้เป็นที่คุ้มแดดคุ้มฝนตั้งอยู่ไม่ไกลจากริมธารเล็ก ๆ ตัวเรือนสร้างจากไม้ที่หาได้ตามป่าธรรมชาติทั่วไป ยกขึ้นเหนือระดับพื้นพอประมาณ หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก แบ่งห้องด้วยไม้ไผ่สานเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนกลิ่นแก้วเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ภายในห้อง ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้โดยเฉพาะเสือกล้าที่อ้างตัวว







