共有

บทที่ 10: ละครฉากใหญ่

last update 公開日: 2026-10-16 11:22:42

บทที่ 10: ละครฉากใหญ่

ช่วงสายของวันถัดมา ลมวสันต์พัดเอื่อยพารอยอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความหนาวเหน็บ

ภายในเรือนทิศบูรพาอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมลึกล้ำของสมุนไพรวิเศษ หลังจากได้รับมอบกุญแจคลังโอสถส่วนตัวจากฮูหยินผู้เฒ่ามาไว้ในมือ เซียวจิ่นเหยียนก็ไม่รอช้า จัดแจงสั่งให้อาหลัวไปเบิกโสมคนพันปีหัวงามและเห็ดหลินจือแดงชั้นเลิศออกมา นำมาหั่นบางเฉียบ เคี่ยวรวมกับน้ำต้มกระดูกข้อวัวและเนื้ออกไก่สดจนได้น้ำซุปสีทองอำพัน กลิ่นหอมกรุ่นของโสมตัดกับความเข้มข้นของเนื้อสัตว์ ลอยคลุ้งไปทั่วลานเรือนจนบ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบกลืนน้ำลาย

บนเตียงไม้จันทน์ จ้าวเหยียนหลงนอนสงบนิ่ง แผงอกหนาขยับขึ้นลงช้าๆ ทว่ากระแสลมปราณเตาหลอมสุริยันต์ภายในกายกลับไหลเวียนคล่องมือยิ่งกว่าวันวาน พลังบริสุทธิ์จากโสมพันปีผสานกับโปรตีนเข้มข้นที่จิ่นเหยียนป้อนลงท้องไปเมื่อเช้าตรู่ ช่วยเร่งการฟื้นฟูเส้นลมปราณที่ฉีกขาดและขับไล่ไอพิษตกค้างให้ออกจากกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว

จิ่นเหยียนยืนอยู่ข้างเตียง มือเรียวขาวผ่องบรรจงดึงผ้าห่มแพรคลุมลาดไหล่หนาให้อย่างทะนุถนอม สายตามองสำรวจมัดกล้ามเนื้อต้นแขนที่เริ่มมีสีเลือดฝาดเต่งตึงด้วยความพึงพอใจ

ความสงบสุขดำรงอยู่ได้เพียงชั่วจิบน้ำชา เสียงฝีเท้าซอยถี่และเสียงเอะอะโวยวายก็ดังแว่วมาจากทางเดินระเบียงไม้ด้านนอก

"ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าและท่านแม่ทัพด้วยนะเจ้าคะ!"

เสียงแหลมสูงปนสะอื้นไห้ที่แสนคุ้นหูดังทะลุผ่านบานประตูเข้ามา จิ่นเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดอกท้อทอประกายขบขันระคนเบื่อหน่าย

หลินเยว่ฉินกลับมาอีกแล้ว... ซ้ำคราวนี้นางยังลากเอาเฉินเยวี่ยหลันตามมาเป็นโล่กำบังด้วย

ปัง!

บานประตูเรือนพักถูกผลักเปิดออกกว้าง สตรีในชุดกระโปรงผ้าไหมสีเขียวซีดแสร้งทำตัวให้น่าเวทนา ดวงหน้างดงามไร้รอยแป้งชาด ดวงตาบวมเป่งจากการร่ำไห้ กึ่งเดินกึ่งวิ่งประคองแขนของเฉินเยวี่ยหลันเข้ามาในห้อง ด้านหลังของพวกนางมีสาวใช้ร่างใหญ่ถือถาดไม้ที่วางห่อผ้าสีน้ำตาลใบเขื่องใบหนึ่งไว้

"แม่นางหลิน เจ้าเอะอะโวยวายอันใดแต่เช้า ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าเรือนนี้ต้องการความสงบ" เฉินเยวี่ยหลันปรายตามองอนุสาวด้วยความรำคาญใจ สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างนุ่มนวล

"ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ!" หลินเยว่ฉินทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นทันที ก้มหน้าร่ำไห้น้ำตานองหน้า "เมื่อวานข้าถูกทำให้น้ำแกงร้อนลวกใส่ ข้ายังพอทนได้ คิดเสียว่าฮูหยินน้อยยังเด็กและซุ่มซ่าม แต่เรื่องในวันนี้... ข้าทนดูต่อไปไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ! หากข้าปล่อยผ่านไป เกรงว่าชีวิตของท่านแม่ทัพคงต้องดับสูญคามือของคนผู้นี้!"

ปลายนิ้วเรียวที่ทาสีชาดแดงก่ำชี้ตรงมายังหน้าของเซียวจิ่นเหยียนอย่างเดือดดาล

จิ่นเหยียนยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ข้างเตียง สองมือประสานไว้ระดับเอวอย่างเรียบร้อย ดวงตาดอกท้อกะพริบปริบๆ มารยาความไร้เดียงสาฉาบทับลงบนใบหน้าหวานในพริบตาเดียว

"แม่นางหลิน... เจ้าพูดเรื่องอันใดกัน ข้าไปทำสิ่งใดให้เจ้าไม่พอใจอีกหรือ" น้ำเสียงหวานใสแผ่วเบาเจือแววหวาดหวั่น ฟังดูประหนึ่งลูกกวางตัวน้อยที่กำลังตื่นตระหนก

"อย่ามาทำเป็นไขสือ!" หลินเยว่ฉินผุดลุกขึ้น หันไปคว้าห่อผ้าบนถาดไม้ของสาวใช้มาสะบัดเปิดออกต่อหน้าเฉินเยวี่ยหลัน

ภายในห่อผ้านั้น คือเศษกากสมุนไพรสีดำคล้ำที่ส่งกลิ่นไหม้เกรียม ผสมปนเปกับเศษกระดูกสัตว์และก้อนเนื้อเน่าเสียที่ถูกขุดขึ้นมาจากหลุมขยะหลังเรือนครัว

"ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดดูด้วยตาตนเองเถิดเจ้าค่ะ!" หลินเยว่ฉินแผดเสียงลั่น ชี้ไปยังเศษกากเหล่านั้นด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม "เมื่อเช้านี้ข้าแอบไปตรวจสอบที่โรงครัว พบว่าฮูหยินน้อยไม่ได้ต้มยาตามเทียบยาหลวงที่หมอซูสั่งไว้เลยแม้แต่น้อย! เขาแอบนำเทียบยาหลวงไปโยนทิ้ง แล้วเอาเศษกระดูกกับเนื้อสัตว์คาวคลุ้งพวกนี้มาเคี่ยวให้ท่านแม่ทัพเสวยแทน! สมุนไพรไร้ที่มา ไร้การรับรอง ซ้ำยังมีไอคาวเนื้อสัตว์ชั้นต่ำ... นี่มันคือเจตนาลอบวางยาพิษสังหารท่านแม่ทัพชัดๆ!"

ข้อหา 'ลอบสังหาร' ดังก้องกังวานไปทั่วห้องหอ

สาวใช้และบ่าวรับใช้ที่ยืนอออยู่หน้าประตูต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมขึ้นมาทันที

เฉินเยวี่ยหลันขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมกริบตวัดมองห่อกากยา สลับกับมองใบหน้าหวานของจิ่นเหยียน "จิ่นเหยียน... เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ เจ้าเปลี่ยนเทียบยาของเหยียนหลงรึ"

หากเป็นคนทั่วไป เมื่อถูกปรักปรำด้วยข้อหาร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิตเช่นนี้ คงต้องรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาคุกเข่า ละล่ำละลักอธิบายแก้ต่างจนลิ้นแทบพันกัน

แต่วิญญาณอดีตเทรนเนอร์ผู้เจนโลก รู้ซึ้งดียิ่งกว่าใครว่า 'การแก้ตัวด้วยเหตุผล' ต่อหน้าคนโบราณที่ถูกอคติครอบงำ เป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ยิ่งพูดมาก ยิ่งเปิดช่องให้ศัตรูหาเรื่องจับผิด ยิ่งอธิบายหลักโภชนาการ คนพวกนี้ก็ยิ่งมองว่าเป็นเรื่องวิปลาส

วิธีที่ดีที่สุดในการสยบดราม่าเรือนหลัง... คือการเล่นบทเหยื่อให้สมจริงจนศัตรูกลายเป็นฆาตกรใจเหี้ยม!

จิ่นเหยียนไม่เอ่ยแก้ต่างแม้แต่คำเดียว

ร่างบางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แผ่นหลังบอบบางเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนเจ็บปวดรวดร้าว หยาดน้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้า ก่อนจะไหลรินเผาะลงมาอาบสองแก้มอย่างรวดเร็ว

"ข้า... ข้าคิดจะสังหารท่านพี่งั้นหรือ..."

เสียงพึมพำนั้นแผ่วเบาปานเสียงกระซิบ ทว่ากลับบาดลึกเข้าไปในใจของคนฟัง

จิ่นเหยียนยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้าย ลมหายใจเริ่มติดขัดและขาดห้วง ร่างน้อยโอนเอนประหนึ่งต้นหลิวต้องพายุใหญ่ ดวงหน้าหวานที่เคยมีเลือดฝาด ยามนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดไร้สีเลือดอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางสั่นระริกและเริ่มคล้ำลงทีละน้อย

นี่ไม่ใช่การแสดงธรรมดา... แต่มันคือการใช้ความรู้ด้านสรีรวิทยาเข้าช่วย!

จิ่นเหยียนจงใจหายใจเข้าออกตื้นๆ อย่างถี่กระชั้น (Hyperventilation) เพื่อขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากกระแสเลือดอย่างกะทันหัน ทำให้หลอดเลือดในสมองหดตัว ร่างกายเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน และมือเท้าเย็นเฉียบขึ้นมาจริงๆ!

"คุณชาย! คุณชายเป็นอันใดไปขอรับ!" อาหลัวตกใจจนหน้าถอดสี ถลาเข้ามาประคองแขนเจ้านายไว้ทันที น้ำตาของบ่าวตัวน้อยไหลพรากด้วยความตกใจแท้จริง

"ฮึก... ข้าเฝ้าดูแลท่านพี่ทั้งวันทั้งคืน..." จิ่นเหยียนเอ่ยเสียงขาดเป็นห้วงๆ ร่างกายเริ่มอ่อนระทวย ทรวงอกกระเพื่อมไหวรุนแรงดั่งคนกำลังจะหมดลม "ข้าชิมยาทุกถ้วย... เคี่ยวน้ำแกงจนนิ้วพอง... อดหลับอดนอนจนแทบสิ้นสติ เพียงเพื่อหวังให้ท่านพี่มีลมหายใจต่อไป... แต่แม่นางหลินกลับ... กลับกล่าวหาว่าข้าคิดลอบสังหารสามีตนเอง..."

ดวงตาดอกท้อฉ่ำน้ำช้อนมองเฉินเยวี่ยหลันด้วยแววตาที่แตกสลาย ไร้ซึ่งความเคียดแค้น มีเพียงความตัดพ้อและโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด

"ท่านแม่... หากท่านคิดว่าข้าคิดร้ายต่อท่านพี่จริง... ข้า... ข้าก็ไม่มีหน้าจะอยู่ดูโลกนี้อีกต่อไปแล้ว..."

เฮือก!

จิ่นเหยียนสูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายเข้าปอดอย่างยากลำบาก ดวงตาสองข้างเหลือกขึ้นช้าๆ ก่อนที่เปลือกตาบางจะปิดสนิทลง!

สติสัมปชัญญะของร่างบางถูกตัดขาดลงตามบทบาท ทว่าการทิ้งตัวล้มกลับผ่านการคำนวณทิศทางและมุมองศามาอย่างสมบูรณ์แบบ!

ร่างระหงไม่ได้ล้มลงบนพื้นแข็งๆ ให้เจ็บตัว แต่กลับเอียงวูบไปข้างหน้า ปลายเท้าสะดุดเบาๆ ส่งแรงเฉื่อยให้ร่างน้อยพุ่งตรงไปยังตำแหน่งที่ฮูหยินผู้เฒ่ายืนอยู่พอดิบพอดี!

ตุบ!

ร่างบอบบางที่เบาหวิวดั่งขนนก ทิ้งตัวหมดสติพับลงสู่อ้อมอกของเฉินเยวี่ยหลันอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!

ศีรษะทุยซบแนบสนิทอยู่กับแผ่นอกของแม่สามี ลำคอระหงพับเอียง ใบหน้าหวานซีดเผือดแนบชิดกับเนื้อผ้าไหมสีม่วงเข้ม ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ มือเรียวขาวผ่องตกลงข้างลำตัวอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง

"จิ่นเหยียน! จิ่นเหยียนลูกแม่!"

เฉินเยวี่ยหลันตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบวาดแขนโอบกอดร่างสะใภ้ตัวน้อยไว้แนบอก สัมผัสได้ถึงผิวกายที่เย็นเฉียบและหัวใจที่เต้นรัวเร็วอย่างน่ากลัว น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาทั้งร่าง ยืนยันได้ชัดเจนว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้แกล้งทำ แต่หมดสติตกใจจนช็อกไปจริงๆ!

"คุณชาย! โธ่... คุณชายของบ่าว!" อาหลัวคุกเข่าลงร่ำไห้โฮเสียงดังลั่นห้อง กอดขาฮูหยินผู้เฒ่าไว้แน่น "ฮูหยินผู้เฒ่าช่วยคุณชายด้วยขอรับ! คุณชายไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวันสองคืน ร่างกายอ่อนแอขี้โรคเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามนี้โดนแม่นางหลินบุกเข้ามาชี้หน้าด่าทอปรักปรำ หัวใจคุณชายทนรับความสะเทือนใจไม่ไหวแล้วขอรับ! ฮือๆๆ"

เฉินเยวี่ยหลันกอดร่างสะใภ้ไว้แน่น ความรู้สึกเวทนา สงสาร และเอ็นดูระเบิดทะลักออกมาจนอกแทบแตก

เด็กหนุ่มที่ยอมทิ้งความสุขสบาย ยอมมานั่งเช็ดเนื้อเช็ดตัวนวดเท้าให้ลูกชายของนาง ยอมกลืนน้ำลายอดหลับอดนอนเพื่อเคี่ยวยาบำรุง แต่กลับต้องมาถูกสตรีแพศยาชี้หน้าด่าว่าคิดลอบสังหารสามีต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ จิตใจที่บริสุทธิ์และบอบบางปานดอกบัวขาว จะทานทนรับมรสุมร้ายกาจเช่นนี้ได้อย่างไร!

ความโกรธเกรี้ยวอันมหาศาลปะทุขึ้นในใจของฮูหยินผู้เฒ่าดั่งภูเขาไฟระเบิด!

เฉินเยวี่ยหลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยคมกริบ บัดนี้ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ ตวัดมองหลินเยว่ฉินที่ยืนอ้าปากค้างทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงหน้า

"นังสารเลว!"

เสียงตวาดกึกก้องกัมปนาทปานฟ้าผ่า ทำเอาหลินเยว่ฉินถึงกับสะดุ้งสุดตัว ขาอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น

"ฮะ... ฮูหยินผู้เฒ่า..." หลินเยว่ฉินละล่ำละลัก หน้าซีดเผือด "ข้า... ข้าเพียงแค่เป็นห่วงท่านแม่ทัพ..."

"หุบปากเน่าๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้!" เฉินเยวี่ยหลันแผดเสียงลั่น ชี้ไม้เท้าหัวมังกรไปยังหน้าของอนุสาวด้วยมือที่สั่นเทิ้มด้วยความโกรธ "เจ้าเป็นห่วงเหยียนหลงรึ? ตลอดเวลาที่เหยียนหลงนอนป่วยปางตาย เจ้าเคยแม้แต่จะยกน้ำสักจอกมาป้อนเขาหรือไม่! เจ้าเคยมานั่งคุกเข่าเฝ้าไข้เขาจนขอบตาคล้ำเช่นนี้หรือไม่!"

ฮูหยินผู้เฒ่ากระชับร่างของจิ่นเหยียนในอ้อมแขนแน่นขึ้น สายตาจ้องเขม็งราวกับจะฉีกเนื้ออีกฝ่าย

"จิ่นเหยียนทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อดูแลสามี ข้าเป็นคนอนุญาตให้เขาใช้สมุนไพรในคลังเองกับมือ! เรื่องอาหารการกิน หมอซูก็เพิ่งมารายงานข้าเมื่อวาน ว่าวิธีดูแลของจิ่นเหยียนทำให้ชีพจรของเหยียนหลงฟื้นตัวขึ้นอย่างอัศจรรย์! แล้วเจ้าเป็นตัวบัดซบอันใด ถึงได้กล้าคาบเศษขยะหลังครัวมาปรักปรำภรรยาเอกของจวน!"

"ข้า... ข้าไม่ทราบ..." หลินเยว่ฉินตัวสั่นเทิ้ม น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง แผนการที่คิดว่าจะใช้กากยาเล่นงานอีกฝ่าย กลับพังทลายลงไม่เป็นท่า ซ้ำยังกลายเป็นการจุดไฟเผาตัวเอง!

"จิตใจของเจ้ามันคับแคบและชั่วช้าเกินเยียวยา!" เฉินเยวี่ยหลันประกาศกร้าวด้วยอำนาจสูงสุดของประมุขเรือนหลัง "เห็นเขามีความดีความชอบ เห็นเขาได้รับความโปรดปราน เจ้าก็ทนดูไม่ได้ ต้องหาเรื่องมากลั่นแกล้งใส่ร้าย บุกรุกเข้ามาข่มเหงสะใภ้เอกของข้าถึงในห้องหอ จนเขาต้องตกใจหมดสติปางตายเช่นนี้!"

ฮูหยินผู้เฒ่าตวัดสายตามองบ่าวรับใช้ด้านนอก สั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมเด็ดขาด

"ลากตัวนางแพศยานี่ออกไป! สั่งกักบริเวณไว้ที่เรือนพักท้ายจวน ห้ามก้าวเท้าออกมาแม้แต่ก้าวเดียวเป็นเวลาหนึ่งเดือน! ตัดเบี้ยหวัดและริบเครื่องประดับทั้งหมดส่งเข้าคลังกลาง หากใครกล้าปล่อยให้นางออกมาเพ่นพ่านสร้างความวุ่นวายอีก ข้าจะโบยให้ตายทั้งนายทั้งบ่าว!"

"ฮูหยินผู้เฒ่า! เมตตาข้าด้วยเจ้าค่ะ! ข้าผิดไปแล้ว ฮือๆๆ ฮูหยินผู้เฒ่า!"

เสียงกรีดร้องอ้อนวอนของหลินเยว่ฉินดังโหยหวน ทว่าบ่าวรับใช้หญิงร่างใหญ่สองคนไม่รอช้า ปรี่เข้ามาหิ้วปีกของนาง ลากถูลู่ถูกังออกจากเรือนทิศบูรพาไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ค่อยๆ คืนกลับมา

บนเตียงไม้จันทน์หลังม่านโปร่ง จ้าวเหยียนหลงที่นอนนิ่งมาตลอดเหตุการณ์ ลมปราณในกายเกือบจะสะกดไม่อยู่

แม่ทัพหนุ่มแทบจะกลั้นขำจนกล้ามท้องกระตุกเกร็งเป็นระลอก!

สวรรค์... นี่มันการแสดงระดับปรมาจารย์ชัดๆ!

ทั้งจังหวะการบีบน้ำตา การตัดพ้อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา การเร่งลมหายใจให้หน้าซีด และที่ร้ายกาจที่สุดคือจังหวะการทิ้งตัวสลบพับคาอกท่านแม่ของเขาอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่เพียงแต่ไม่ต้องเปลืองแรงอธิบายเรื่องกากยาให้เมื่อยปาก แต่ยังยืมมือท่านแม่ของเขาฟาดฟันศัตรูจนพินาศย่อยยับในพริบตาเดียว!

‘เจ้าเด็กแสบเอ๋ยเจ้าเด็กแสบ...’ จ้าวเหยียนหลงลอบส่ายหน้าในใจด้วยความทึ่งระคนเอ็นดูอย่างถึงที่สุด ‘มารยาบัวขาวของเจ้า ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าค่ายกลแปดทิศของข้าเสียอีก!’

"เร็วเข้า! ไปตามหมอซูมาเดี๋ยวนี้!" เฉินเยวี่ยหลันตะโกนสั่งบ่าวด้วยความร้อนรน พลางประคองร่างของสะใภ้ไปนอนลงบนฟูกนวมข้างกายจ้าวเหยียนหลงอย่างทะนุถนอม มือเหี่ยวย่นคอยลูบหน้าผากขาวผ่องและซับเหงื่อให้อย่างอ่อนโยน

ในจังหวะที่เฉินเยวี่ยหลันหันไปสั่งให้อาหลัวไปยกน้ำชาอุ่นๆ มาเตรียมไว้

ร่างที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง... เปลือกตาบางข้างหนึ่งก็ค่อยๆ แง้มเปิดขึ้นช้าๆ

ดวงตาดอกท้อทอประกายระยิบระยับปานจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ จิ่นเหยียนสบเข้ากับใบหน้าคมคายของสามีที่นอนอยู่ข้างๆ มุมปากบางกระตุกยิ้มพรายอย่างผู้กำชัยชนะ ขยิบตาให้คนบนเตียงไปหนึ่งทีอย่างเงียบเชียบ

ก่อนจะแกล้งหลับตาพริ้มลง ทำท่าหมดสติต่อไปอย่างแนบเนียน

จ้าวเหยียนหลงที่แอบชำเลืองมองผ่านหางตา ถึงกับต้องขบกรามแน่นเพื่อสะกดรอยยิ้มที่แทบจะปริแตกออกมา

แสบเหลือเกิน... ภรรยาของเขานี่มันตัวแสบระดับหาตัวจับยากจริงๆ!

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • ภรรยาตัวน้อยของท่านแม่ทัพผู้แกล้งตาย   บทที่ 35 (ตอนจบ) : วาสนาของพี่กล้าม

    บทที่ 35 (ตอนจบ) : วาสนาของพี่กล้ามจันทราวันเพ็ญทอแสงสีเงินยวงนวลตาสาดส่องกระทบผิวน้ำในสระบัวหลวงและสวนหินภายในจวนแม่ทัพเป่ยเจียง โคมไฟผ้าไหมสีแดงชาดนับร้อยดวงถูกจุดขึ้นขับไล่ความมืดมิด ลมหายใจยามค่ำคืนพัดพาเอากลิ่นหอมระรวยของดอกเหมยและกลิ่นสุราหมักชั้นเลิศให้อบอวลไปทั่วลานกว้างเสียงดนตรีจากพิณและขลุ่ยผิวบรรเลงทำนองเฉลิมฉลองอันไพเราะ คลอเคลียไปกับเสียงสรวลเสเฮฮาของงานเลี้ยงฉลองชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่คดีกบฏตระกูลเว่ยถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ชายแดนเหนือสงบสุขไร้ศึกสงคราม กองทัพเป่ยเจียงเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังวังชาจากการปฏิรูปโภชนาการ และที่สำคัญที่สุด... จวนแม่ทัพได้ต้อนรับการขึ้นครองตำแหน่งของฮูหยินเอกพระราชทานอย่างสมเกียรติบนโต๊ะเสวยตัวยาวกลางเรือนเอก เฉินเยวี่ยหลันยกจอกสุราขึ้นจิบด้วยใบหน้าผ่องใส ดวงตาฉายประกายแห่งความสุขที่ล้นพ้น นางมองดูบุตรชายร่างสูงใหญ่ที่นั่งเคียงคู่กับสะใภ้ตัวน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคประจำตัวออกมาด้วยน้ำเสียงกังวานและรอยยิ้มกว้าง"เหยียนหลงได้สะใภ้ดีจริงๆ ... ตระกูลจ้าวของเราได้เจ้ามาค้ำจุน ช่างเป็นวาสนาที่บรรพบุรุษประทานให้โดยแท้"คำกล่าวของแม่สามี ทำเอาเหล่ารองแม่ทัพ

  • ภรรยาตัวน้อยของท่านแม่ทัพผู้แกล้งตาย   บทที่ 34: โภชนาการสะท้านกองทัพ

    บทที่ 34: โภชนาการสะท้านกองทัพสายลมต้นฤดูหนาวพัดกวาดเอาฝุ่นดินทรายสีเหลืองคลุ้งขึ้นเหนือลานฝึกค่ายทหารเป่ยเจียง เสียงขานรับคำสั่งและเสียงอาวุธกระทบกันดังก้องกังวาน บรรยากาศในเช้าวันนี้กลับมีกลิ่นคาวแปลกประหลาดลอยฟุ้งออกมาจากโรงครัวใหญ่ด้านหลังค่าย แทนที่จะเป็นกลิ่นควันไฟและแป้งหมั่นโถวนึ่งหอมกรุ่นอย่างที่เคยเป็นมาบนทางเดินปูหินมุ่งสู่ลานบัญชาการ จ้าวเหยียนหลงก้าวเดินเคียงคู่มากับเซียวจิ่นเหยียนวันนี้ฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพมิได้สวมชุดขุนนางเต็มยศหรือมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้ง ผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดรัดกุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายเถาไผ่เรียบหรู รวบเรือนผมดำขลับขึ้นมัดเป็นหางม้าสูงด้วยกวนหยกขาว เผยให้เห็นลำคอระหงและดวงหน้าหวานหมดจดที่ดูทะมัดทะแมงขึ้นหลายส่วน แม้ช่วงสะโพกและบั้นเอวยังคงมีความตึงหน่วงหลงเหลืออยู่บ้างจากความดุดันของสามีเมื่อสองวันก่อน การได้ยาหม่องสมุนไพรอุ่นและการประคบคลึงอย่างใส่ใจทุกเช้าค่ำ ก็ช่วยให้เขากลับมาเดินเหินได้อย่างคล่องแคล่ว"ท่านแม่ทัพ! ฮูหยินเอก! ช่วยด้วยขอรับ!"ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ก้าวขึ้นบันไดพลับพลา หัวหน้าพ่อครัวประจำค่ายทหารก็วิ่งหน้าตื่นออกมาจากทิศทางโรง

  • ภรรยาตัวน้อยของท่านแม่ทัพผู้แกล้งตาย   บทที่ 33: กลับบ้านเดิมอย่างผู้ชนะ

    บทที่ 33: กลับบ้านเดิมอย่างผู้ชนะขบวนราชรถม้าแกะสลักไม้กฤษณาทองคำเคลื่อนผ่านถนนสายหลักกลางเมืองหลวง เสียงเกือกม้าหุ้มเกราะเหล็กของกองทหารเป่ยเจียงสองร้อยนายเหยียบย่ำลงบนแผ่นหินดังกึกก้องกังวาน ธงรบสีดำปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาโบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างสง่างามสองฟากฝั่งถนน ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันแหวกม่านหน้าต่างและหยุดยืนมุงดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ ปากส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเกียรติยศอันล้นพ้นของขบวนเสด็จกลับบ้านเดิมตามธรรมเนียมสามวันหลังพ้นเคราะห์ภัยภายในตัวรถม้าที่บุด้วยขนจิ้งจอกขาวหนานุ่มหลายชั้นเพื่อรองรับแรงกระแทก เซียวจิ่นเหยียนนั่งเอนหลังพิงแผงอกกว้างของสามี สวมชุดขุนนางฝ่ายในสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์ร่อนลงสู่พุ่มโบตั๋น บนศีรษะประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำเก้าหางฝังไข่มุกราตรีเม็ดเขื่อง ชายเสื้อคลุมกว้างแผ่สยายลงบนตัก เผยให้เห็นกล่องไม้จันทน์สีทองที่บรรจุตราตั้งพระราชทานและ 'ป้ายทองละเว้นโทษตาย' วางเด่นเป็นสง่าเครื่องทรงหรูหราอลังการปานเทพเซียนบนสรวงสวรรค์ เจ้าตัวกลับกำลังนั่งเบะปาก น้ำตาคลอเบ้า มือข้างหนึ่งกุมบั้นเอวที่ยังคงร้าวระบมไม่หาย"ท่านพี่... ข้าบอกให้ท่านชะลอความเร็ว

  • ภรรยาตัวน้อยของท่านแม่ทัพผู้แกล้งตาย   บทที่ 32: ผลพวงจากอกไก่ปั่น

    บทที่ 32: ผลพวงจากอกไก่ปั่นแสงตะวันยามสายสาดส่องทะลุม่านหน้าต่างไม้ฉลุ ทาบเงาสีทองลงบนพื้นเรือนนอนทิศบูรพานกกระจอกส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วอยู่บนกิ่งหลิว บรรยากาศภายนอกอบอุ่นสดใส ลมพัดเอื่อยเฉื่อยพาให้ผ่อนคลาย หากแต่ภายในม่านเตียงไม้จันทน์สีนิลหลังใหญ่ กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพังพินาศ"โอ๊ย..."เสียงครางแหบแห้งรวยรินดังลอดออกมาจากใต้ผืนผ้านวมเซียวจิ่นเหยียนขดตัวกลมดิ๊กอยู่ใต้ผ้าห่มแพรหนาเตอะประหนึ่งดักแด้ตัวยักษ์ เขาพยายามจะขยับพลิกตัวจากท่านอนคว่ำมาเป็นท่านอนหงาย เพียงแค่ขยับท่อนขานิดเดียว ความเจ็บแปลบปลาบดั่งสายฟ้าฟาดก็แล่นปราดจากแนวกระดูกก้นกบ พุ่งตรงเข้าสู่ข้อต่อสะโพกและแนวกระดูกสันหลังส่วนเอว (L4-L5) จนต้องสะดุ้งสุดตัว กัดฟันกรอดด้วยความทรมานกระดูกเชิงกรานแทบหลุดออกจากเบ้า กล้ามเนื้อบั้นท้ายระบมจนแตะต้องไม่ได้ ผิวเนื้อส่วนล่างยังแสบร้อนจากแรงเสียดสีที่โหมกระหน่ำมาตลอดทั้งคืน‘พังยับเยิน... พังหมดแล้วร่างกายกู!’วิญญาณอดีตเทรนเนอร์นอนน้ำตาคลอเบ้า ซุกหน้าลงกับหมอนนุ่ม ก่นด่าความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาของตนเองในใจนับพันรอบหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ยอมให้อาหลัววิ่งไปซื้

  • ภรรยาตัวน้อยของท่านแม่ทัพผู้แกล้งตาย   บทที่ 31: คืนเข้าหอทบต้นทบดอก

    บทที่ 31: คืนเข้าหอทบต้นทบดอกความมืดสลัวใต้ผ้าม่านเตียงสีนิลหนาทึบ กักขังบรรยากาศร้อนระอุราวกับเตาหลอมที่พร้อมจะปะทุสายลมเย็นจากภายนอกไม่อาจเล็ดลอดผ่านม่านแพรเข้ามาได้ ภายในมีเพียงกลิ่นหอมสะอาดของเนื้อไม้จันทน์ ผสมผสานกลิ่นเหงื่ออุ่นซ่านและกลิ่นอายบุรุษเพศอันเข้มข้น ลมหายใจหนักหน่วงของคนสองคนเป่ารดสลับกันจนอากาศรอบกายหน่วงหนักเซียวจิ่นเหยียนนอนจมอยู่บนฟูกนวม แผ่นหลังบางแนบสนิทกับผ้าปูเตียงไหมเนื้อลื่น ลาดไหล่ขาวผ่องตัดกับความมืดสลัวอย่างเด่นชัด สาบเสื้อตัวในหลุดลุ่ยจนเปิดกว้าง เผยให้เห็นลำคอระหงและแผ่นอกเนียนละเอียดที่มีรอยแต้มสีกุหลาบจางๆ จากการถูกขบเม้มก่อนหน้า ขนอ่อนทั่วร่างลุกเกรียวยามที่สายตาสีรัตติกาลเบื้องบนจับจ้องลงมาไม่กะพริบจ้าวเหยียนหลงค้ำแขนลงข้างศีรษะของภรรยา แผ่นหลังกว้างเหยียดตึงจนมัดกล้ามเนื้อปีกขยายออก ขังร่างเล็กไว้ใต้อาณาเขตของตนอย่างสมบูรณ์แบบแม่ทัพหนุ่มไม่ได้รีบร้อนบุ่มบ่าม เขาทิ้งระยะห่างไว้เพียงลมหายใจกั้น ปล่อยให้ความร้อนจากผิวเนื้อสีทองแดงแผ่กำจายลงมาลวกผิวกายขาวจัด ปลายนิ้วหยาบกร้านที่มีรอยด้านจากการกรำศึก ยกขึ้นค้างอยู่เหนือพวงแก้มเนียนครู่หนึ่ง ก่อนจะค

  • ภรรยาตัวน้อยของท่านแม่ทัพผู้แกล้งตาย   บทที่ 30: ซ้อมรบใต้ผ้าม่าน

    บทที่ 30: ซ้อมรบใต้ผ้าม่านเงาร่างสูงใหญ่ของจ้าวเหยียนหลงทอดทับลงมาบดบังแสงสว่างจนห้องหอสลัวลงในพริบตากลิ่นอายไอแดดผสมผสานกลิ่นเหงื่อไคลและสมุนไพรอบร่ำของบุรุษชาตรีแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบเตียงร้อนผะผ่าว เซียวจิ่นเหยียนกอดหมอนข้างทรงกระบอกใบเขื่องไว้แนบอก สองขาคู้เข้าหาลำตัว แผ่นหลังบางแนบสนิทกับพนักหัวเตียงไม้แกะสลัก ดวงตาดอกท้อเบิกกว้าง ล่อกแล่กมองสำรวจท่อนแขนล่ำสันและลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องแปดก้อนที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจอันหนักแน่นระยะห่างลดลงเหลือไม่ถึงสองคืบ สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของอดีตเทรนเนอร์สั่งการให้สมองหมุนวนหาทางหนีทีไล่อย่างเร่งด่วน‘แรงสู้ไม่ได้ วรยุทธ์ไม่มี... ต้องใช้หลักวิชาการเข้าข่ม!’"ชะ... ช้าก่อนท่านพี่! หยุดอยู่ตรงนั้นก่อน!"จิ่นเหยียนยกหมอนข้างขึ้นดันแผงอกแกร่งไว้สุดแขน ละล่ำละลักพ่นหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาออกมารัวเร็วปานปืนกล"ท่านแม่ทัพเพิ่งผ่านศึกใหญ่มา ร่างกายเพิ่งฟื้นตัวจากพิษร้าย ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่เสถียร! ตามหลักสุขอนามัยการนอนหลับ (Sleep Hygiene) ร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างลึกซึ้ง (Non-REM Sleep) เพื่อหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาซ่อมแซมเส

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status