LOGINนครเซี่ยงไฮ้
23.00
น.การเดินทางครั้งนี้ดูรีบร้อนและหุนหันพลันแล่นไปเสียหมด หากไม่ใช่เพราะคำสั่งเร่งรัดของตระกูลเฟิงผู้ยิ่งใหญ่ เวลานี้อวี่เฉินคงนอนหลับอยู่บนเตียงอย่างสบายใจไปแล้ว
“ถึงแล้วครับคุณเฉิน” เสียงบอดี้การ์ดของตระกูลเฟิงเอ่ยบอก
“ขอบใจ” ร่างบอบบางในชุดสูทสีดำก้าวฝีเท้าลงจากเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว ก่อนจะชะโงกหน้าลงมาจากดาดฟ้าด้วยความตกตะลึง เมื่อมองเห็นผืนที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของตระกูลเฟิง ณ เวลานี้กลับขยายอาณาเขต จนกลายเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬาร แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมในอดีตหลายปีก่อนอยู่เลย
อวี่เฉินถูกพาเข้ามาในลิฟต์หลายสิบชั้น ก่อนลงมาจนถึงชั้นสิบห้า ครั้นเมื่อจะก้าวฝีเท้าเดินต่อไปกลับถูกบอดี้การ์ดนับสิบกรูกันออกมาจากทิศทางไหนก็ไม่รู้ยืนรุมล้อมเพื่อตรวจสอบหาอาวุธรอบกาย
“ใครให้พวกนายมาแตะต้องตัวฉัน ห้ะ!” เสียงของอวี่เฉินตะโกนขึ้นมาอย่างเดือดดาล เพราะไม่ชอบให้ใครมาจับเนื้อต้องตัว
“พวกเราต้องทำตามหน้าที่ ขอโทษด้วยนะครับคุณเฉิน”
“เรียบร้อยครับ เดี๋ยวผมจะพาคุณเฉินไปยังห้องพักของนายท่าน” กล่าวเพียงแค่นั้น บอดี้การ์ดตรงหน้าก็ทำการผายมือไปยังอีกฟากฝั่งทันที
นายท่าน?
“พวกนายกำลังพูดถึงห้องของเฟิงจื่อรุ่ยงั้นเหรอ?” อวี่เฉินถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ใช่ครับ”
“แต่ฉันยังไม่ได้แต่งงานกับนายท่านของพวกนายเลยนะ ตอนนี้ต้องแยกห้องสิถึงจะถูก”
“ใจเย็นครับคุณเฉิน พวกเราแค่จะพาไปหานายท่าน เพื่อรายงานการมาถึงของคุณเท่านั้นเอง”
“งั้นก็รีบไปเถอะ จะได้จบ ๆ สักที” เสียงของอวี่เฉินเอ่ยตัดความรำคาญ เพราะอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว
ก๊อก ๆ ๆ
“เข้ามา” เสียงตะโกนอันคุ้นเคยที่อวี่เฉินไม่ได้ยินมานานนับหลายปี บัดนี้กลับดังขึ้นอีกครั้ง” บอดี้การ์ดเปิดประตูออกกว้าง ก่อนปล่อยให้แขกผู้มาใหม่เดินเข้าไปข้างในเพียงคนเดียว ใบหน้าสวยมาถึงก็พลันต้องย่นจมูกหนี เมื่อได้กลิ่นคละคลุ้งของควันซิการ์ลอยอยู่เหนืออากาศเต็มไปหมด
“มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ ดึกแล้ว ฉันจะได้ไปนอน”
“จะรีบไปไหนล่ะ…อาเฉินน้อย” ร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดนอนอาบน้ำสีแดงหันหลังยืนอยู่ พร้อมคาบม้วนซิการ์อยู่ในปากหันมาเผชิญตรงหน้า
ทำเอาคนเพิ่งมาใหม่ถึงกับตกตะลึง เพราะไม่รู้นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เจอะเจอใบหน้าหล่อเหลาอันคุ้นเคยนี้
“อาเฉินน้อย บ้านนายสิ!” ครั้นเมื่อตั้งสติได้ก็เอ่ยคำหยาบคายทักทายกลับไปทันที สิ้นคำดังกล่าวทำให้ร่างสูงใหญ่จำต้องพรวดเข้ามาดึงรั้งกลางลำตัว ก่อนผลักอวี่เฉินจนแผ่นหลังบางแนบติดกับกำแพงห้อง พร้อมฝ่ามือจ่อเข้าตรงคอแกมบีบเบา ๆ
“อยู่ที่บ้าน เราจะทำตัวยังไงเฮียไม่ว่า แต่สำหรับที่นี่ เราต้องทำตามกฎ…ครั้งนี้เฮียจะปล่อยผ่านไปก่อน แต่หากยังมีครั้งต่อไปอีก จะมาหาว่าเฮียใจร้ายไม่ได้นะ” ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองลงมาอย่างดุดัน พร้อมลมหายใจของควันซิการ์ลอยพวยพุ่งออกมาตีผสานกับน้ำหอมหรูของคนเด็กกว่า
“...” ใบหน้าสวยรีบเบี่ยงหน้าหนี เพราะกลิ่นซิการ์ที่ตีตื้นเข้ามาประชิดระยะจมูกเกินไป จนเริ่มรับรู้สึกได้ถึงอาการคัน จากนั้นก็เริ่มจามออกมาไม่หยุด
ฮัดชิ้ว!
เสียงจามยังคงดังต่อเนื่องติด ๆ กัน จนน้ำหูน้ำตาไหลเปรอะเลอะเต็มมุมปากไปหมด
“ยังเป็นภูมิแพ้อยู่เหรอ ไหนขอเฮียดูหน่อยสิ”
เพี้ยะ!
“ยุ่ง!” ฝ่ามือใหญ่ของเจ้าบ้านเตรียมจะสัมผัสใบหน้าของบุคคลผู้มาใหม่ แต่กลับถูกตีตกเสมือนแรงจากสัตว์ชนิดเล็ก ๆ ให้พอรู้สึกแสบคัน
“หยงอี้!” เสียงของ เฟิงจื่อรุ่ย ตะโกนเรียกบอดี้การ์ดคนสนิทที่ยืนอารักขาอยู่ข้างนอกห้องให้เข้ามา
“ครับนายท่าน!”
“พาว่าที่ภรรยาฉันไปพัก และจัดหายาแก้แพ้อย่างดีมาให้ด้วย” จื่อรุ่ยพูดและไม่ลืมเหลือบมองใบหน้าสวยเจือความแดงตรงปลายจมูกไปด้วย
“ครับ!”
“อ๋อ พรุ่งนี้เราต้องไปตัดชุดแต่งงานด้วยกันนะ ฉะนั้นรีบพักผ่อนล่ะ อย่าเอาแต่คิดถึงเฮียจนนอนไม่หลับ เข้าใจมั้ย” น้ำเสียงเย้ยหยันพูดพลางขยิบตาใส่คนที่กำลังเตรียมหันหลังกลับ เมื่ออวี่เฉินได้ยินก็พลันเบ้ปากมองบนให้กับความมั่นหน้านี้
.
.
.
กว่าจะเดินทางมาถึงก็ดึกมากแล้ว แถมยังกินยาแก้แพ้เสริมเข้าไปอีก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวันนี้คงต้องสะลึมสะลือมากแน่ ๆ เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวอยู่หลายครั้ง แต่กลับแปลกนัก เมื่อไม่ยักเห็นเจ้าของห้องจะเปิดประตูออกมาเสียที
“คุณเฉินได้เวลาแล้วครับ!” หยงอี้ตะโกนถามเสียงแหบเสียงแห้งแบบนั้นอยู่หลายครั้ง ในขณะที่เจ้านายกลับยืนไขว้ขารออยู่ข้างหลัง จื่อรุ่ยไม่ได้ยินแม้เสียงตอบรับสักนิด จึงนึกห่วงเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเป็นอะไรไป ยิ่งเมื่อวานก็มีอาการภูมิแพ้กำเริบอยู่ด้วย
“ไปเอากุญแจสำรองมา!” เสียงทรงอำนาจตะโกนบอก เพียงไม่นานหยงอี้ก็กลับมาพร้อมกับแม่บ้านใหญ่ที่เป็นคนรับผิดชอบทำความสะอาดและควบคุมกุญแจสำรองทั้งหมด
แกร๊ก!
ภาพตรงหน้าทำเอาคนที่เพิ่งฝ่าประตูเข้ามาด้วยความร้อนรนแทบลมจับ เมื่อมองเห็นร่างบางที่เขาห่วงนักห่วงหนาเกรงว่าจะเป็นอะไร กลับกำลังนั่งหลับตาสัปหงก เส้นผมกระเจิดกระเจิง ชี้ฟูไร้ทิศทางประหนึ่งรังนกก็ไม่ปาน ส่วนใบหน้าสวยนั้นก็เอนไปทางหน้าทีหลังทีเหมือนรอจังหวะว่าจะล้มหัวคะมำเมื่อไหร่
ปึก!
นั่นไง พูดขาดคำเสียที่ไหนล่ะ
“โอ๊ย!!” ฝ่ามือขาวของคนบนเตียงลูบศีรษะตัวเองป้อย ๆ ก่อนใบหน้ายับยู่ยี่นั้นจะลืมตามอง เมื่อรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้อง
“ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนานมันเสียมารยาทรู้ไหม…อาเฉิน”
“...” อวี่เฉินยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง และไม่คิดจะลุกออกไปไหนตามคำสั่ง
“สงสัยคงอยากให้เฮียอาบให้นักใช่มั้ย หืม” ร่างสูงใหญ่ที่กอดอกมองอยู่ ตั้งท่าจะเดินเข้ามาจัดการ แต่คนบนเตียงกลับไวกว่า รีบวิ่งตัวปลิวเข้าไปในห้องน้ำเสียเอง
“ภายในครึ่งชั่วโมงหากเธอยังไม่จัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย เฮียจะยกเลิกงานแต่งซะ แล้วหลังจากนั้นก็จะส่งเธอกลับตระกูลทันที”
แม่งเอ๊ย...!
ทันทีที่เสียงประตูห้องนอนถูกปิดลง ใบหน้าสวยครั้นได้ยินทุกอย่างก็ขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน พร้อมปัดของใช้บนโต๊ะหน้ากระจกจนพังทลายลงมา เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ ที่ไม่อาจต่อรองอะไรกับอีกฝ่ายได้สักอย่าง
จื่อรุ่ยลงบันไดมาถึงกลางห้องโถง จากนั้นก้าวเข้าไปนั่งอยู่บนโต๊ะเก้าอี้ว่างข้างบิดา
“อ้าว ทำไมลื้อถึงลงมาคนเดียวละ อาเฟิง” เสียงของหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงเอ่ยถามทันที
“อวี่เฉิน ตื่นสายนิดหน่อยน่ะครับ เดี๋ยวก็ลงมา”
“ฮึ จะมาเป็นสะใภ้ของตระกูลเฟิงเราทั้งที ยังขี้เกียจอีกเหรอครับ”
“ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูดขึ้นมาดีกว่านะ...จื่อหาน” เสียงแข็งกระด้างจากคนเป็นพี่ชายเอ่ยเตือน
“ก็มันจริงนี่ หรือเฮียเห็นมันดีกว่าผมไปแล้ว” เฟิงจื่อหาน หันมาถามพี่ชายที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบ ก่อนวางช้อนกระแทกลงบนจานด้วยความไม่พอใจ
“เอาล่ะ ๆ อย่าทะเลาะกันเลย อาเฟิงลื้อก็พูดดี ๆ กับน้องหน่อย ส่วนแกอาจื่อ นี่มันเรื่องของพี่ชายแก ทีหลังอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า” เสียงของบิดาที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะเอ่ยขึ้น
“อาป๊าอ่ะ!”
ระหว่างถกเถียงกันอยู่ คนอาศัยใหม่ก็เดินลงมาจากขั้นบันไดพอดี เฟิงจื่อรุ่ยเหลือบมองเล็กน้อย ขณะยกแก้วน้ำชาเพื่อดับอารมณ์ขุ่นมัวจากการปะทะเมื่อครู่ แต่พอเห็นใบหน้าสวยที่เมื่อวานว่างดงามแล้ว วันนี้กลับยิ่งกว่าเมื่อวานหลายร้อยเท่านัก ทันใดนั้นอารมณ์ก็พลันดีขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“ทำเวลาได้ดีนี่”
“เหอะ! คราวนี้ไปกันได้หรือยังล่ะ” ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดออกจากโต๊ะมุ่งตรงไปหาคนตรงหน้าทันที ดวงตาสีรัตติกาลเหลือบมองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ เมื่อพบว่าอีกนาทีเดียวก็ถึงขีดเส้นตายแล้ว นับว่าครั้งนี้อีกฝ่ายยังคงมีความว่านอนสอนง่ายอยู่บ้าง
“มาหาครอบครัวเฮียหน่อยสิ” ร่างบางถูกคนอายุมากกว่าดึงแขนให้ตามมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าทุกคน
“สวัสดีครับ…คุณอาเหยียน” เสียงเล็กเอ่ยทักทายคนคุ้นเคยที่ไม่เจอะเจอหน้ากันมานานหลายปี ก่อนโค้งตัวลงเพื่อทำความเคารพ
“วันนี้อั๊วดีใจนะที่ได้เจอลื้ออีกครั้งน่ะ”
“เช่นกันครับ”
“ส่วนคนนี้...แม่เลี้ยงของเฮีย คุณหวังไป๋หลัน” ดวงตาคู่งามเหลือบมองคนที่เพิ่งเคยเจอะเจอครั้งแรกอย่างแปลกใจ เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ไม่คาดคิดว่าจะมีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้
“ส่วนคนนี้ ชื่อเฟิงจื่อหาน ลูกติดของคุณไป๋หลันนะ แล้วก็ถือว่าเป็นน้องชายอีกคนของเฮียด้วย”
“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” อวี่เฉินพยักหน้ารับ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบทักทายตามมารยาท
“...” เสียงของจื่อหานยังคงไม่หลุดจากปาก หนำซ้ำยังคงนั่งนิ่งทำท่าทางยุกยิกไปมาราวกับไม่สนใจว่าใครกำลังพูดอยู่ด้วย
“อาหาน ลื้ออย่ามาทำตัวเสียมารยาทนะ !” เสียงเข้มของคนที่ชื่อไป๋หลันเอ่ยดุลูกชายตัวเอง แล้วก็ได้ผล เมื่อเฟิ่งจื่อหานหันกลับมามอง พร้อมยกมือขึ้นไหว้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทำแบบขอไปทีอยู่ดี
“ขอโทษแทนลูกชายฉันด้วยนะคะ คุณเฉิน”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจดี ว่าเด็กคนนี้คงมีนิสัยแบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฉะนั้น...ผมไม่ถือสาหรอกครับ”
ถ้อยคำที่ถูกเอ่ยออกมาใครได้ยินก็รู้ว่ากำลังถูกค่อนแคะอยู่ บรรยากาศคล้อยเงียบลงถนัดตา ส่วนจื่อรุ่ยก็เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าดี ไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น เพราะถือว่าพอกันทั้งคู่ คนหนึ่งก็ไม่รู้จักกันดี แต่กลับพูดจาไม่มีมารยาทเพียงเพราะอคติ ส่วนอีกคนเป็นประเภทที่ไม่ยอมใครง่าย ๆ อยู่แล้ว แถมวาจายังจัดจ้านหาใครเปรียบด้วย
“อารุ่ย ลื้อรีบพาอาเฉินไปที่ร้านเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการเอานะ” อดีตผู้นำของตระกูลเฟิงเอ่ยเสียงดังฟังชัดกับลูกชายคนโต เพราะต้องการตัดช่องทางการปะทะคารมของสองคนตรงหน้าออกไป
“ไปกันเถอะ” จื่อรุ่ยหันไปพูดกับว่าที่ภรรยาที่ยืนอยู่ข้างกัน ก่อนจะถือวิสาสะโอบเอวบางเดินออกไป
“ชอบแบบไหน เราก็บอกพนักงานเอาแล้วกัน” ทันทีที่ก้าวเหยียบหน้าร้านพรีเวดดิ้งที่นัดจองเอาไว้ เฟิงจื่อรุ่ยก็ออกปากตามใจอีกฝ่ายทันที“ได้หมดเลยงั้นเหรอ?” “อืม” เมื่อแน่ใจแล้ว อวี่เฉินก็ไม่รอช้าเดินเข้าไปในร้านต่อทันที ก่อนเหล่าพนักงานหญิงที่คาดว่าคงยืนรออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว จะวิ่งกรูเข้ามาต้อนรับกันเนืองแน่นเต็มไปหมด“เดินไปดูสิ เดี๋ยวเฮียจะรอเธอตรงนี้” ร่างสูงใหญ่นั่งลงบนโซฟา พลางหันมองไปดูรอบ ๆ ร้านราวกับต้องการเลือกชุดให้ตัวเองไปด้วยระหว่างหานอวี่เฉินกำลังเดินเลือกเสื้อผ้าอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นชุดสีแดงกี่เพ้าตัวหนึ่งทั้งเว้าหน้าและหลัง ดูแล้วสวยสะดุดตา แต่ไม่รู้ว่าตระกูลเฟิงจะรับได้หรือเปล่านะสิ เพราะมันค่อนข้างวาบวามพอสมควร ยิ่งคนหัวเก่าคงไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก แต่ใครจะแคร์กันล่ะ“คะ…คือ คุณเฉินจะใส่ชุดนี้เหรอคะ?” เสียงพนักงานถามขึ้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นลูกค้าเลือกชุดดังกล่าวขึ้นมาถือเอาไว้ ก่อนทาบทับมันและนำไปลองโดยไม่สนคำทัดทานใดไม่นานนักร่างบางในชุดที่ตั้งใจคัดเลือกสรรเพื่อเจ้าบ่าวอย่างดีก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว และปรากฏอยู่ตรงหน้าพรึ่บ!ม่านสีขาวทึบที่ถูกบดบังเอาไว้ถูกเปิดอ
นครเซี่ยงไฮ้23.00 น.การเดินทางครั้งนี้ดูรีบร้อนและหุนหันพลันแล่นไปเสียหมด หากไม่ใช่เพราะคำสั่งเร่งรัดของตระกูลเฟิงผู้ยิ่งใหญ่ เวลานี้อวี่เฉินคงนอนหลับอยู่บนเตียงอย่างสบายใจไปแล้ว“ถึงแล้วครับคุณเฉิน” เสียงบอดี้การ์ดของตระกูลเฟิงเอ่ยบอก “ขอบใจ” ร่างบอบบางในชุดสูทสีดำก้าวฝีเท้าลงจากเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว ก่อนจะชะโงกหน้าลงมาจากดาดฟ้าด้วยความตกตะลึง เมื่อมองเห็นผืนที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของตระกูลเฟิง ณ เวลานี้กลับขยายอาณาเขต จนกลายเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬาร แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมในอดีตหลายปีก่อนอยู่เลยอวี่เฉินถูกพาเข้ามาในลิฟต์หลายสิบชั้น ก่อนลงมาจนถึงชั้นสิบห้า ครั้นเมื่อจะก้าวฝีเท้าเดินต่อไปกลับถูกบอดี้การ์ดนับสิบกรูกันออกมาจากทิศทางไหนก็ไม่รู้ยืนรุมล้อมเพื่อตรวจสอบหาอาวุธรอบกาย“ใครให้พวกนายมาแตะต้องตัวฉัน ห้ะ!” เสียงของอวี่เฉินตะโกนขึ้นมาอย่างเดือดดาล เพราะไม่ชอบให้ใครมาจับเนื้อต้องตัว“พวกเราต้องทำตามหน้าที่ ขอโทษด้วยนะครับคุณเฉิน”“เรียบร้อยครับ เดี๋ยวผมจะพาคุณเฉินไปยังห้องพักของนายท่าน” กล่าวเพียงแค่นั้น บอดี้การ์ดตรงหน้าก็ทำการผายมือไปยังอีกฟากฝั่งทันทีนายท่าน?“พวกนายกำลังพูดถึง
ปัจจุบันปี 2001 บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทางรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกกฎหมายทางอาญาที่เคยใช้จับกุมบุคคลรักร่วมเพศอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ยังคงถือเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งต่อสังคม ยิ่งกว่านั้นในวันเดียวกันยังมีข่าวดีจากทางองค์กรแพทย์ได้ยื่นเอกสารเพื่อแจ้งถอดถอนให้กลุ่มคนเหล่านี้ออกจากข้อครหาความผิดปกติทางจิตเภทอีกด้วยภายหลังข่าวสารสำคัญได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง ถึงกระนั้นในสายตาของผู้คนส่วนใหญ่ล้วนยังเป็นที่น่ารังเกียจอยู่เสมอหนังสือพิมพ์ถูกปิดโดยฝ่ามือใหญ่ ภายใต้กรอบแว่นสีดำสไตล์คลาสสิกและรอยยิ้มเย็นที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าบุคคลผู้นี้กำลังอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนกันแน่“หยงอี้ ตระกูลหานติดต่อมาหรือยัง” เสียงทรงอำนาจเอ่ยถามลูกน้องคนสนิท“ยังเลยครับ”“งั้นรออีกสักสองสามวันแล้วกัน ถ้ายังไม่ติดต่อมา ก็ดำเนินการตามแผนการได้เลย”“ครับนายท่าน”ณ ตระกูลหานแห่งกว่างโจว หรือมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีถิ่นฐานรกรากตั้งอยู่ทางภาคใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ นับว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ ซึ่งอดีตเคยมีอำนาจทางการเมืองล้นหลามควบรวมสองแห่งด้วยกัน หากแต่ปัจจุบันกลับเสื่อมถ







