ANMELDENยามเช้าของนครเซี่ยงไฮ้ อวี่เฉินจำต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถูกปลุกด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาผ่านช่องว่างหน้าต่าง ร่างบางขยับกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมลุกขึ้นจากเตียง ทว่าจังหวะนั้นความทรงจำจากภาพเหตุการณ์เมื่อคืนทั้งหมดก็พลันหลั่งไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองเป็นฉาก ๆ จนแทบอยากจะแทรกหน้าหนีจากตรงนี้ไปให้พ้น ๆ
“ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำ จะได้กินข้าวด้วยกัน” เสียงดุดันคุ้นเคยพร้อมกับแผ่นหลังกว้างเต็มไปด้วยรอยสักน่าเกรงขามพูดขึ้นมาขณะถือจานข้าววางลงบนโต๊ะ
“ก็กินไปก่อนสิ จะรอทำไม” เสียงเล็กติดแหบพูดพลางเหลือบมองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะพบว่าในนั้นมีทั้งเสี่ยวหลงเปา โจ๊กข้าวใส่หมูเค็ม และนมถั่วเหลือง
“ถ้าไม่ให้รอเหล่าผอ งั้นจะให้รอใครล่ะ”
“ใครเหล่าผอของนายพูดให้มันดี ๆ นะ”
“อดีตก็เคย ปัจจุบันก็เป็นเหล่ากงของเราเต็มตัวแล้ว คิดว่าไงล่ะ”
“ไอ้คนบ้า !” อวี่เฉินว่าพลางปาหมอนอิงปาอัดใส่หน้าอีกคน ก่อนรีบหมุนกายหนีซุกเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาด้วยความหงุดหงิด
.
.
.
วันนี้จื่อรุ่ยต้องกลับเข้าบริษัท เนื่องจากมีนายหน้าคนสำคัญจากเกาะฮ่องกงติดต่อเพื่อทำการค้าธุรกิจขนส่งร่วมกัน ร่างสูงใหญ่สวมใส่ชุดสูทอย่างภูมิฐาน และไม่ลืมผูกไทหรูเพื่อบ่งบอกถึงความมีรสนิยมและฐานะมั่งคั่งของตระกูลเฟิงด้วย
แกร๊ก!
ผ่านไปไม่นาน ร่างบางในชุดผ้าฝ้ายสวมใส่กางเกงขาสั้นสบายตัวเพื่อเตรียมพักผ่อนอยู่ในคฤหาสน์ให้เต็มที่แต่แล้วเมื่อถึงคราวต้องเปิดประตูห้องน้ำออกมากลับต้องชะงัก เมื่อเห็นใบหน้าถมึงทึงในชุดสูททางการกำลังยืนรออยู่ตรงหน้า
“แต่งตัวใหม่ให้เรียบร้อย แล้วออกไปธุระด้วยกันกับเฮีย”
“ไปไหน?”
“เฮียจะพาเราเข้าบริษัท”
“ไม่ไป อยากไปก็ไปคนเดียวสิ” อวี่เฉินปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนโยนเสื้อผ้าในมือทิ้งลงตะกร้าอย่างไม่แยแส ลำพังงานแต่งที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวานก็เหนื่อยแล้ว แทนที่วันนี้จะได้พักผ่อนสักหน่อย ไม่รู้เกิดบ้าอะไรขึ้นมา ถึงต้องบังคับให้ออกไปข้างนอกอีก
“จะไปดี ๆ หรือจะให้เฮียใช้กำลังกับเราดี” น้ำเสียงติดดุแกมยังบังคับเอ่ยพูดไล่หลัง แล้วทีนี้คนอ่อนแอกว่าแถมสถานะยังตกเป็นรองจะต่อต้านอะไรได้อีกล่ะ นอกจากต้องยอมทำตามแต่โดยดี
“ครับ เหล่ากง” อวี่เฉินจงใจเอ่ยกระแทกเสียง ก่อนเดินหน้าตั้งไปยังห้องแต่งตัวด้วยความหงุดหงิด
ภายในห้องแต่งตัวพบชุดสูทสีดำแบบเดียวกันกับคนดุนั่นแขวนอยู่ ราวกับว่ามันถูกเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว คงไม่ต้องเลือกต่อให้เสียเวลาแล้วล่ะ
แกร๊ก!
“เข้ากันดีนะ” ฉับพลันร่างบางที่อยู่ในหัองแต่งตัวเดินออกมาพร้อมชุดสูทเข้าคู่กัน
“แล้วทำไมต้องใส่เหมือนกันด้วยล่ะ”
“สามีภรรยาจะแต่งเหมือนกัน ก็ไม่เห็นมันจะแปลกอะไรเลยนี่”
“เรื่องมาก” แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะแผ่วเบา แต่ก็ไม่รอดพ้นที่คนตรงหน้าจะได้ยินอยู่ดี จื่อรุ่ยทำเพียงมองดุกลับไปเท่านั้น เพราะยังไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับเด็กดื้อตอนนี้
“แต่ก่อนเราจะออกไปเฮียคงต้องแจ้งอะไรให้เรารู้สักหน่อยนะ”
“อะไรอีกล่ะ”
“ต่อจากนี้เราต้องเปลี่ยนคำเรียกของเฮียให้เหมาะสมกว่านี้ แล้วทำให้มันติดกลายเป็นนิสัยซะ”
“แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ไม่เอาเหล่ากงหรอกนะ”
“เรียกเฮียไง เหมือนที่เราเคยเรียกมาตลอดนั่นแหละ แต่หากจะเรียกเหล่ากงก็ได้นะ เฮียไม่ติด”
“เหอะ...” อวี่เฉินแค่นเสียงประชด ก่อนจะถูกฝ่ามือใหญ่เอื้อมแขนมาบีบปากเล็กที่กำลังงุบงิบอะไรสักอย่างอยู่ด้วยความหมั่นไส้
“เจ็บนะ! บีบมาได้!”
“ดื้อ เถียงเก่ง ทำไมเฮียไม่เคยรู้เลยนะว่าเรามีด้านนี้แฝงอยู่ด้วย” ทั้งคู่ต่างเดินถกเถียงตามกันตลอดเส้นทางเดินตั้งแต่บนห้อง กระทั่งถึงหน้าคฤหาสน์ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
“เอ่อ นายครับ ใกล้ได้เวลาแล้วนะครับ” ก่อนผู้มีศักดิ์เป็นเจ้านายทั้งสองจะเตรียมลับฝีปากกันต่อ หยงอี้ก็ตัดสินใจเอ่ยเพื่อเรียกสติคืนให้กับคนทั้งคู่ ขืนยังเถียงกันแบบนี้เกรงว่าอาจจะไปไม่ทันงานแน่
…
เฟิงซื่อกรุ๊ป เป็นบริษัทนำเข้าและส่งออกที่ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ และขยายกิจการจนสามารถผูกโยงกับเครือข่ายการท่าเรือเกือบทั้งฝั่งของผู่ตง ซึ่งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตการค้าลู่เจียจุ่ย ท่ามกลางตึกระฟ้าที่เริ่มผุดขึ้นเป็นสัญลักษณ์เข้าสู่ยุคแห่งความเฟื่องฟูด้านทางการค้าธุรกิจ
รถยนต์คันหรูชะลอจอดลงพร้อมกับการมาของผู้นำตระกูลเฟิงที่ควงแขนมากับภรรยาหมาด ๆ พร้อมกับการต้อนรับจากเหล่าพนักงานอย่างดี ขณะเดียวกันสายตาของอวี่เฉินกลับกำลังสำรวจภายในโรงแรมอันกว้างใหญ่ด้วยความรู้สึกเสียดายที่ครั้งหนึ่งตระกูลหานก็เคยมั่งคั่งแบบนี้ แต่บัดนี้นะเหรอกลับไม่มีอีกแล้วล่ะ
“อย่ามัวแต่เดินดู มองทางด้วย” หลังจากเดินเข้ามาได้สักพัก จื่อรุ่ยก็หันมาพูดกับคนข้างกาย
“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่” เสียงเล็กว่าเพราะคิดแบบนั้นจริง ๆ
“พื้นข้างล่างมันลื่นเห็นไหม” จื่อรุ่ยว่าพลางเหลือบมองไปยังทางผ่านที่มีคราบน้ำเปียกชื้นอยู่ประปราย คาดว่าแม่บ้านคงเพิ่งมาทำความสะอาดไป
ครืด…
บานประตูใหญ่ถูกเปิดออกกว้าง ก่อนถูกฝ่ามือของคนเป็นสามีดันกายให้ขึ้นไปนั่งอยู่บนเก้าอี้โต๊ะทำงาน
“เรานั่งรอเฮียอยู่ตรงนี้แล้วกัน อีกเดี๋ยวเฮียประชุมเสร็จจะรีบกลับมา” เสียงเรียบเอ่ยบอกแค่นั้น แต่ก็ไม่วายหันหลังกลับมากำชับเพิ่มอีกอยู่ดี
“อ่อ แล้วห้ามออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกเด็ดขาดล่ะ”
“สั่งได้สั่งดี แล้วจะพามาด้วยทำไมตั้งแต่แรกล่ะ” อวี่เฉินบ่นอุบอิบ ภายหลังคนสั่งการเดินออกไปจากห้องแล้ว
บรรยากาศในห้องตอนนี้ค่อนข้างเงียบสงบและเย็นสบาย จากเครื่องปรับอากาศที่เจ้าของห้องเปิดทิ้งเอาไว้
อวี่เฉินที่ไม่รู้จะทำอะไรตัดสินใจจับนั่นเปิดนี่อย่างคนอยากรู้อยากเห็น กระทั่งมีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังวิ่งโผล่พรวดมาจากไหนก็ไม่รู้
ใบหน้าติดอ่อนวัยของชายหนุ่มปริศนาที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางผู้หนึ่งกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงเข้ามาด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“ท่านประธา…” ประโยคที่เตรียมจะเรียกขานชื่อเต็มถูกตัดรอน เมื่อเห็นใบหน้าสวยสง่านั่งอยู่บนโต๊ะของเจ้านายแทน
“นายเป็นใคร แล้วเข้ามานั่งอยู่บนเก้าอี้ของท่านประธานได้ยังไงกัน ?” อวี่เฉินถอนหายใจ เพราะไม่รู้ช่วงนี้ดวงไม่ดีหรืออย่างไร ถึงได้เจอะเจอแต่เรื่องไม่หยุดหย่อน
“ฉันเป็นภรรยาของเขา” อวี่เฉินตอบกลับเสียงดังฟังชัด
“คิดว่าผมจะเชื่อเหรอครับ วัน ๆ มีแต่คนแอบแฝงเข้ามาเพื่อบอกว่าเป็นภรรยาท่านประธานไม่รู้ตั้งกี่คน” อวี่เฉินเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความแปลกใจสงสัยว่าคืนงานแต่งเมื่อวานอีกฝ่ายไม่ได้ไปหรือไง
“จะออกไปดี ๆ หรือจะให้ผมเรียกคนมาลากออกไป” เสียงของพนักงานตรงหน้ายังคงพูดต่อไป จนอวี่เฉินนึกรำคาญ
“ก็ลองดูสิ ถ้าคิดว่านายทำได้”
“งั้นผมคงต้องถือวิสาสะลากคุณออกไป” ชายหนุ่มปริศนาก้าวฝีเท้าเพื่อทำดั่งคำลั่นวาจา
พรึ่บ! กร๊อบ!
“อั่ก!”
“กล้าดียังไงมาจับตัวฉัน ห้ะ!” เสียงของอวี่เฉินตวาดลั่นทันทีที่มือปริศนาสัมผัสลงบนไหล่ ก่อนใช้ทักษะการต่อสู้ที่เคยเรียนมาดัดแขนบุคคลตรงหน้าเอาไว้ และไม่ลืมใช้ปลายเท้าถีบจนอีกฝ่ายกระเด็นล้มระเนระนาดลงไป
“ท่านประธานออกมาเมื่อไหร่ นายโดนดีแน่!” ร่างสมส่วนรีบพยุงกายที่เสียหลักขึ้นมา ก่อนชี้หน้ามายังทางที่อวี่เฉินยืนอยู่
“ตามสบาย แต่อย่าลืมเล่าให้หมดด้วยล่ะ” พูดจบ อวี่เฉินก็เดินหน้าตั้งออกไปจากห้องอย่างปลงตก แม้จะจำได้ว่าเฟิงจื่อรุ่ยเคยกำชับอะไรเอาไว้ แต่ทำยังไงได้ล่ะหากอยู่ต่อก็คงไม่พ้นต้องปะทะคารมกับพนักงานตรงหน้าต่อแน่
เวลาผ่านไปราวสามชั่วโมงเศษ กว่าร่างของผู้นำตระกูลเฟิงจะกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก็กลับไม่พบคนที่ควรรออยู่ตรงนี้แม้แต่เงา หากจะมีก็คงเลขาส่วนตัวเท่านั้น
“จ้าวหลง นายเห็นผู้ชายตัวขาว ๆ ร่างบาง ๆ ที่อยู่ในห้องนี้หรือเปล่า” เจ้าหลงครั้นได้ยินก็ชะงัก แต่ก็ไม่กล้าตอบไปตามความจริง
“เห็นครับ แต่เขาออกไปแล้ว”
“ไปไหน?” จื่อรุ่ยถามพลางชักสีหน้าหงุดหงิด ทั้งที่เพิ่งประชุมเสร็จแท้ ๆ แต่กลับต้องมาเจอกับเรื่องอะไรอีกก็ไม่รู้ ก่อนออกก็สั่งการเอาไว้แล้วแท้ๆ
“ไม่ทราบครับ แต่เขาทำร้ายผมด้วย จากนั้นก็หนีออกไปเลย” จ้าวหลงเอ่ยพลางถกแขนเสื้อขึ้นเพื่อหวังให้คนตรงหน้าดูและเห็นใจ
แต่กลับกัน นอกจากจะไม่สนใจแล้ว ยังเปิดประตูเลื่อนออกไปสั่งการบอดี้การ์ดข้างนอกอีกด้วย
ครืด...!
ได้ยินดังนั้น บานประตูถูกเลื่อนเปิดออกอย่างรวดเร็ว จื่อรุ่ยไม่รอช้ารีบเอ่ยสั่งการกับลูกน้องคนสนิทที่ยืนอารักขาอยู่หน้าประตูทันที
“หยงอี้! เปิดกล้องวงจรปิด แล้วดูให้ทั่วว่านายหญิงออกไปที่ไหนกันแน่!” ก่อนตวัดหางตากลับมายังเลขาตรงหน้าอีกครั้ง
“จ้าวหลง”
“คะ…ครับ” จ้างหลงยืนหน้าซีดเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก
“นายอย่าคิดว่าเป็นลูกชายของคู่ค้าฉัน แล้วจะทำอะไรก็ได้นะ”
“จะ…จ้าวทำอะไรให้ท่านประธานไม่พอใจเหรอครับ”
“ตีหน้าไขสือ เล่าความเท็จ กี่ครั้งแล้วที่นายทำแบบนี้ คิดว่าฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรเรื่องราวก่อนหน้าเลยหรือไง”
“งะ…งั้นชายคนนั้นที่รออยู่ในห้องนี้ เขาเป็นภรรยาของท่านประธานจริงเหรอครับ” แม้จะถูกตำหนิ แต่กระนั้นจ้าวหลงก็ยังคงสนใจประเด็นนี้ที่สุด
“ใช่ พ่อนายไม่ได้บอกหรือไง ว่าเมื่อคืนเขาก็มาร่วมงานแต่งงานของฉันน่ะ” จ้าวหลงนิ่งอึ้ง เพราะคิดว่าพ่อคงแค่พูดเล่นเท่านั้น จึงไม่ได้สนใจ แต่ใครจะคิดล่ะ ว่าคนอย่างท่านประธานที่มีอำนาจรายล้อมไปด้วยอำนาจเหลือล้นจะแต่งงานกับลูกชายตระกูลตกต่ำแบบนั้น
“ตะ…แต่เขาไม่เหมาะกับท่านประธานเลยสักนิด! อดีตอาจจะใช่ แต่ปัจจุบันจ้าวว่าไม่!” จ้าวหลงเอ่ยอย่างคนหลงลืมสถานะตัวเอง
“เหมาะหรือเปล่า ฉันเป็นคนตัดสินใจเอง ส่วนนาย นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เก็บข้าวของออกไปจากที่นี่ซะ ส่วนเงินเดือนก็เบิกเอาล่วงหน้าได้เลย”
“แต่...”
“หรืออยากให้ฉันถอนหุ้นของพ่อนายออกดี?”
จ้าวหลงไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องเดินก้มหน้าน้ำตาตกออกไป ในขณะที่จื่อรุ่ยกลับต้องหัวเสียสุดขีด ทั้งที่เสร็จจากประชุมตั้งใจจะพาอวี่เฉินออกไปแนะนำให้คนในบริษัทรู้จักแท้ ๆ แต่กลับต้องผิดแผนไล่ออกตามหาเจ้าตัวกลับมาแทนเสียอย่างนั้น
“นะ…นี่อั๋วกำลังจะเป็นอาม่าแล้วงั้นเหรอ?” เสียงติดสั่นของคนที่เพิ่งได้รับรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีหลานฉายชัดแสดงออกถึงความดีใจจนแทบปกปิดเอาไว้ไม่อยู่“ตอนแรกที่อั๋วรู้ก็มีท่าทีแบบนี้นี่แหละ” ใบหน้าสวยกล่าวอย่างติดตลก แต่ทว่าในใจกลับสุขล้นเหลือเกิน“จากนี้พวกลื้อสองคนต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ ทำอะไรก็นึกถึงลูกกันให้มาก ๆ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อเขาทั้งหมด แล้วอย่าคิดจะทำอะไรเกินตัว หากมีอะไรก็ให้รีบพูดหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ช่วยกันปกปิดเหมือนที่เคยทำกับม้า” คำกล่าวอวยพรแต่กลับแฝงไปด้วยความจริงตีแสกหน้า ทำเอาทั้งสองคนที่ได้ยินถึงกับใบหน้าถอดสี“ม้า…” เสียงสั่นของลูกชายคนเล็ก พร้อมกับเตรียมเอื้อมฝ่ามือเข้าปลอบ“ไม่ต้องร้อง เพราะอั๊วทำใจได้แล้ว ตอนนี้ก็พยายามอยู่กับความจริง ดูแลเตี้ยลื้อ ดูแลอาเจ๋อ ในเมื่อจะเดินไปทางไหนก็มีค่าเท่ากัน เอาเป็นว่าจากนี้อย่าให้หลานของอั๊วต้องมาซ้ำรอยเดิมไปอีกคนก็แล้วกัน”“อั๊วเองก็เพิ่งรู้ไม่นานนี่เอง” หานอวี่เฉินเอ่ยเสียงแผ่ว“ถ้าจะมีใครผิดสักคนก็คงเป็นผมเอง” ร่างสูงเตรียมลุกขึ้นยืนเพื่อโค้งตัวขอโทษ“พอ ๆ พวกลื้อนี่ยังไง อั๋วบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าทำใจได้แล้ว งั้นเ
“อ้าว แล้วฉันจะโกหกแกทำไมล่ะ” ผู้เป็นพ่อย้อนถามกลับทันที“จริงครับเฮีย คุณหมอเพิ่งบอกไปเมื่อครู่นี่เอง คราวนี้ ยังดีที่ผมช่วยอาซ้อไว้ได้ทันนะ ไม่อย่างนั้นแย่แน่” เฟิ่งจื่อหานรีบเสริมทัพเพื่อย้ำว่าทุกอย่างเป็นความจริง ก่อนค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้น“ขอบใจมาก จากนี้เฮียจะกลับมาให้เงินเดือนเราเท่าเดิม”“เย้!” จื่อหานชูกำปั้นขึ้น ก่อนแสดงท่าทีของความดีใจออกมา“ชู่ว! เบา ๆ หน่อยสิ อาซ้อของลื้อยังนอนอยู่เลยนะ” เสียงของมารดาเอ่ยปรามเพราะเกรงจะรบกวนคนป่วย“ก็คนมันดีใจนี่นา!” ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ คนบนเตียงก็ลืมตาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ก่อนยกยิ้มอ่อนกับภาพและบทสนทนาตรงหน้า“เฮีย…” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยเรียกผู้เป็นสามี เฟิงจื่อรุ่ยครั้นได้ยิน ก่อนรีบวิ่งเข้าไปเกาะขอบเตียงอีกครั้ง“เป็นไงบ้าง อยากจะทานน้ำสักหน่อยไหม”“ครับ” หานอวี่เฉินส่งเสียงตอบสั้น ๆ ก่อนรีบหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ด้วยการประคองจากสามี“ผมสลบไปนานแค่ไหนเหรอ?”“ราวสามชั่วโมงครับ ส่วนเฮียไม่รู้หรอก เพราะเพิ่งมาถึงไม่นานนี่เอง” เฟิงจื่อหานเป็นคนตอบแทน เพราะอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น“ขอบคุณนะ” หานอ
“น้องทำได้แล้ว และในที่สุดเราก็สามารถผ่านมันมาได้สักที!” เสียงใสตะโกนออกมาดังสนั่นทันทีที่ทุกอย่างสิ้นสุดลง“แล้วมีรางวัลอะไรให้กับผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการบ้างล่ะ” ใบหน้าสวยขมวดคิ้วค้อนขวับ ก่อนพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดผู้เป็นสามีด้วยความดีใจ“...งั้นเฮียอยากได้อะไรล่ะ” คนเด็กกว่าที่กำลังแนบแก้มอยู่บนอกแกร่งของอีกฝ่ายถามเสียงอู้อี้กลับ“ปั๊มลูกให้เฮียหน่อยสิ” เสียงแหบพร่ากระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหูจนอวี่เฉินต้องย่นคอหลบหนี ก่อนใบหน้าเหนียมอายจะหลุบต่ำลง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าในนี้ยังมีหยงอี้อยู่อีกคน“เฮีย ในนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคนนะ ไว้กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ น้องจะจัดเต็มให้เฮียทุกอย่างเลย ดีไหม?”“พูดแล้ว ห้ามคืนคำทีหลังล่ะ” คนโตกว่าพูดดักเอาไว้ ก่อนโอบเอวบางเข้ามาใกล้“แน่นอนสิ น้องจะโกหกทำไมล่ะ”“ได้ หยงอี้เป็นพยานนะ” จื่อรุ่ยหันหน้าตะโกนบอกบอดี้การ์ดคนสนิทลั่นรถ“ครับนาย”18.04 น.อวี่เฉินกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟิงก็เจอเข้ากับสองครอบครัวที่ต่างออกมายืนรอต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง“ผลออกมาเป็นไงบ้างอาเฉิน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ เราแค่กลับมาอยู่กันแบบเดิมก็พอ”“ใช่ เพราะไม่ว่ายังไงตระกูลหานเร
“ไม่เป็นไร อั๊วแค่ทำสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง” แม้ว่าคำพูดจะดูสวนทางกับความรู้สึกในใจ แต่ทว่าทุกอย่างในตอนนี้มันลงตัวดีที่สุดแล้ว จึงไม่ควรไปขุดหรือรื้อฟื้นอดีตมันกลับขึ้นมาอีกครั้ง“ถึงอย่างนั้น อั๊วก็ยังต้องขอบคุณพวกลื้ออีกครั้งอยู่ดีนั่นแหละ” กล่าวจบ อดีตผู้นำตระกูลหานก็รีบลุกยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนรีบโค้งกายลงเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง แต่ใครจะรู้ว่าอีกนัย หานเจี๋ยนกั๋วทำเพื่อต้องการขอโทษกับรูปภาพตรงหน้าของเจิ้งเหม่ยฮวาที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังห้องรับแขกต่างหากณ กว่างโจวเช้าตรู่สองสัปดาห์ต่อมา อวี่เฉินเดินทางกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากพาครอบครัวมาอยู่ในความดูแลของตระกูลเฟิงเรียบร้อยแล้ว พอเรื่องราวในวันนี้จบลง ต่อยพาทั้งสามคนกลับมาที่นี่อีกครั้ง“แล้วทนายล่ะครับเฮีย” เสียงเล็กเอ่ยถามขณะชะเง้อใบหน้ามองหาทนายที่สามีเป็นคนจัดหามาให้“เดี๋ยวก็มาแล้ว รออีกหน่อยแล้วกัน”ทว่าพูดได้เพียงไม่นาน รถยนต์คันสีเทาเข้มทะเบียนเรียบง่ายก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาจอดลงตรงหน้าโรงแรมหรูใจกลางเมืองของกว่างโจว ก่อนชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมจะก้าวลงจารถดังกล่าว พร้อมหอบกองเอกสารจำนวนไม่น้อยถือมาด้วย“สวัสดีครับค
ณ คฤหาสน์ตระกูลเฟิงสามชั่วโมงให้หลัง ในที่สุดเอกสารที่ต้องการก็หาเจอสักที หลังพยายามขุ้นหาจนทั่วทั้วใบหุ้นบริษัทตัวจริง พร้อมตราประทับที่ถูกกลุ่มตระกูลหลี่ปลอมแปลงมันขึ้นมา“หลักฐานการชำระเงิน และเอกสารสำคัญอย่างการก่อตั้งบริษัท เรามีครบหมดแล้วใช่มั้ย” เสียงของเฟิงจื่อรุ่ยเอ่ยถาม หลังจากค้นหาเอกสารมาได้สักพักแล้ว“ครับ รวมถึงเอกสารการซื้อขายหุ้นก็มีครบ”“ดี งั้นพรุ่งนี้ตอนเช้าก็รีบเดินทางกลับบ้านเกิดของเรา แล้วรวบรวมเอกสารจัดการให้เสร็จเรียบร้อย”“ครับ” หานอวี่เฉินพยักหน้าตอบ แต่สายตายังคงนึกสงสัยกับกองแผ่นตรงหน้าว่ามันคืออะไรกันแน่“เฮีย น้องขอเปิดมันดูหน่อยได้หรือเปล่า?” เสียงใสเอ่ยขณะส่งสายตาเป็นเชิงบอก“หยงอี้เอาไปเปิดสิ”“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทขานรับ ก่อนหยิบแผ่นทรงกลมใส่เข้าไปในช่องเครื่องเล่นดีวีดีเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ภาพเคลื่อนไหวก็เริ่มปรากฏออกมาอย่างช้า ๆ จากที่คราแรกเหมือนแผ่นติดขัดอยู่เล็กน้อย ก็เริ่มเผยออกมาเป็นรูปเป็นรางชัดเจนมากขึ้น นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างแทบนั่งไม่ติดทันที เมื่อเห็นเสื้อคุ้นเคยที่จำได้ว่าเป็นของพี่ชายตัวเองขณะพวกมันกำลังพยายามรุมล้อมเพื่อกระทำบางอย่างก
20.00 น.เฟิงจื่อรุ่ยมองผ่านช่องเลนส์ประตู เมื่อมองเห็นว่าพนักงานคนเดิมกำลังเดินผ่านไปมาราวกับต้องการสอดส่องเส้นทาง ขณะเดียวกัน หยงอี้เองก็ปรับเปลี่ยนการแต่งกายให้ดูอ่อนวัยลง เสื้อเชิ้ตเผยแผงอกสีชมพู และกางเกงลำลองขาสั้นสีขาว“นายครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยชินเลย”“ทน ๆ ไปก่อนแล้วกัน ผ่านคืนนี้ไปก็จบแล้ว”“แต่ผมว่าดูหล่อดีนะครับ ไม่ค่อยเห็นคุณหยงอี้ใส่แบบนี้เท่าไหร่เลย” เสียงใสเอ่ยแทรก ขณะเดินวนเวียนอยู่ตรงหน้าคนทั้งคู่พอดี“แล้วนั่นเราเป็นอะไรน่ะ” เฟิงจื่อรุ่ยถามขึ้น ขณะเห็นคนเป็นภรรยากำลังอยู่ในท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว“เครียดสิเฮีย หวังว่าคืนนี้จะผ่านมันไปได้ด้วยดีนะ”“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”เคร้ง!“เวรเอ๊ย! เจ็บฉิบ!!” เสียงสบถหยาบดังเล็ดลอดออกมาจากบริเวณด้านนอก เฟิงจื่อรุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบตามสอดส่องตรงเลนส์ช่องประตูอีกครั้ง มองเห็นหลี่เหว่ย พร้อมพรรคพวกมันอีกสองคนกำลังเดินตรงมายังหน้าประตูห้องของหยงอี้ ก่อนทำการไขกุญแจที่คาดว่าพนักงานเป็นคนสำรองไว้เข้าไปเวลานี้เฟิงจื่อรุ่ยก็ได้แต่รอสัญญาณส่งมาจากหยงอี้ เพราะก่อนไปก็ได้วางแผนกับลูกน้องคนสนิทเอาไว้แล้วว่า หากทุกอย่
คนต้นเรื่องได้ยินก็ถึงกับต้องเม้มปากแน่น รีบดึงรั้งร่างบางบนตักเข้ามากอดเอาไว้อย่างหวงแหน ดวงตาสีรัตติกาลพลันแดงก่ำ นึกโทษตัวเองซ้ำ ๆ ที่ได้เผลอพลาดสร้างบาดแผลให้กับเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่ตั้งใจเวลานี้ทุกอย่างพลันเงียบสงัด ไม่มีการเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกจากปากทั้งคู่ นอกเสียจากเสียงสะอื้นไห้และกายแนบช
ช่วงบ่ายสองวันต่อมา อวี่เฉินถูกแม่บ้านของตระกูลเฟิงเดินขึ้นมาปลุกถึงภายในห้องนอนใหญ่ จากที่ง่วงงุนอยู่ถึงกับต้องตกใจ เมื่อเห็นจำนวนผู้คนมากหน้าหลายตาจากที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ต่างกรูเข้ามารุมล้อมกันจับตัวเขา พร้อมเปลื้องผ้าจับกายยัดลงในถังไม้แช่ตัวอยู่นานสองนาน แถมยังถูกขัดผิวกายจนแสบหนังกำพร้าไปหมด จนอ
อวี่เฉินเดินทอดน่องเลยออกมาจากบริษัทเฟิงซื่อกรุ๊ปไม่ไกล แค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงย่านการค้าของท่าเรือในผู่ตงแล้ว ซึ่งตรงนี้คงไม่ต้องเดาว่าเป็นของใคร เพราะดูจากความวุ่นวายของลูกเรือเช้านี้คงทำรายได้มูลค่าสูงต่อปีได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียวส่วนอีกฟากฝั่ง ก็จะเป็นแหล่งการค้าแข็งขันเต็มรูปแบบ โดยมีตั้งแต่ผู
ตรงหน้าประตูห้องหอถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยโคมไฟอักษรสีแดง ซึ่งหมายถึงความรักยั่งยืนและการเริ่มต้นของชีวิตคู่ จากนั้นก็ได้เวลาทางฝั่งตระกูลเฟิงเริ่มเอ่ยคำอวยพรเพื่อส่งคู่รักใหม่เข้าห้องหอยามค่ำคืนนี้“อั๊วขอให้ลื้อสองคนรักกันนาน ๆ มีอะไรก็หันหน้าคุยกันนะ ถึงอย่างไรก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”“ขอ







