Masukตรงหน้าประตูห้องหอถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยโคมไฟอักษรสีแดง ซึ่งหมายถึงความรักยั่งยืนและการเริ่มต้นของชีวิตคู่ จากนั้นก็ได้เวลาทางฝั่งตระกูลเฟิงเริ่มเอ่ยคำอวยพรเพื่อส่งคู่รักใหม่เข้าห้องหอยามค่ำคืนนี้
“อั๊วขอให้ลื้อสองคนรักกันนาน ๆ มีอะไรก็หันหน้าคุยกันนะ ถึงอย่างไรก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”
“ขอบคุณครับอาป๊า / ขอบคุณครับ คุณอาเหยียน” อดีตผู้นำตระกูลเฟิงถึงกับขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินประโยคตอบกลับของสะใภ้หมาด ๆ
“ไม่ใช่สิ ตอนนี้ลื้อต้องเรียกอั๊วใหม่ได้แล้ว” ร่างบางที่กำลังนั่งพับเพียบท่ามกลางวงสนทนาที่รายล้อมไปด้วยสายตาคอยจับจ้องอยู่ทุกสารทิศ จึงจำต้องเอ่ยออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ขอบคุณครับ...อาป๊า” อวี่เฉินเอ่ยเสียงติดขัด แม้จะค่อนข้างแผ่วเบาเพราะยังไม่ชินกับสรรพนามเปลี่ยนแปลงภายในข้ามคืน แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้สองพ่อลูกตระกูลเฟิงหันมายิ้มกริ่มให้กันในรอบหลายปี
“คนแก่แบบอั๊ว ได้ยินแบบนี้ก็ชื่นใจแล้วล่ะ” เสียงชราว่า ก่อนทอดสายตามองตรงไปยังลูกชายคนโตที่นานมากแล้วไม่เคยเห็นรอยยิ้มของเด็กตรงหน้าเลย
“ส่วนฉันก็ขอให้พวกเธอทั้งสองคนมีความสุข และอย่าลืมมีหลานตัวน้อยคอยให้พวกเราวิ่งไล่จับเร็ว ๆ ด้วยล่ะ” เสียงหนึ่งในคนสำคัญของตระกูลเฟิงอย่างแม่เลี้ยงของจื่อรุ่ยเอ่ยขึ้นแทรก
ก่อนจะปิดท้ายด้วยเสี่ยวอันบอดี้การ์ดตัวแทนของกลุ่มตระกูลหานยื่นกล่องเหล็กสีแดงขนาดเท่ากำปั้นให้กับเจ้านายของตนเป็นของขวัญ
“คุณท่านฝากเอามาให้คุณหนูครับ สุดท้ายท่านยังฝากขอโทษมาด้วยครับ” เสี่ยวอันเอ่ยเพียงสั้น ๆ ก่อนโค้งตัวลงและถอยหลังกลับไปข้างยืนอยู่ในพื้นที่ตัวเอง
“อื้อ ขอบใจนายมากนะ”
“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับคุณหนู”
“เอาล่ะ ๆ เอาเป็นว่าเราอวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาวกันแค่นี้เถอะ เพราะตอนนี้ใกล้จะได้ฤกษ์ส่งทั้งคู่เข้าห้องหอกันแล้ว” เฟิงเหยียนเอ่ยเสียงดังลั่นเพื่อบอกกล่าวให้รับรู้โดยทั่วกัน จากนั้นรีบจูงมือภรรยาให้ตามกันออกมา ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยกันออกไปทีละส่วน และไม่ลืมลงกลอนประตูให้ด้วย เหลือทิ้งไว้เพียงคู่รักใหม่ป้ายแดงที่กำลังนั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบไว้เท่านั้น
“เดี๋ยวเฮียช่วย” ฝ่ามือใหญ่ยื่นเพื่อให้อีกฝ่ายจับ แต่กลับหวืด เพราะนอกจากจะไม่จับแล้วยังอวดเก่งลุกขึ้นมาเองอีกด้วย
“ไม่ต้อง ฉันทำเองได้” ร่างบางของอวี่เฉินค่อย ๆ พยุงกายขึ้นมาจากพื้น หลังต้องนั่งพับเพียบอยู่นาน จนเหน็บชาแทบจะกินไปทั้งขา
“โอ๊ย!” จังหวะเตรียมก้าวเท้าออกไปข้างหน้า แต่เพราะความหนักอึ้งตรงช่วงขาทำให้รู้สึกเจ็บจนต้องเผลอร้องออกมา
“อวดเก่ง ดื้อ แถมไม่ฟังใครทั้งนั้น” จื่อรุ่ยว่าพลางเหลือบมองเด็กดื้อข้างกาย ก่อนอาศัยจังหวะที่คนตรงหน้าไม่ทันระวัง ยกอีกฝ่ายขึ้นพาดไหล่วางลงบนเตียง
ทว่าจังหวะวางเจ้าสาวป้ายแดงลง กลางลำตัวของทั้งสองคนกลับทาบทับกันอย่างไม่ตั้งใจ จนเป็นเหตุให้ระยะห่างถูกลดทอนลงไปด้วย
จื่อรุ่ยไม่คิดจะลุกไปไหน หนำซ้ำยังกดกายกำยำของตัวเองให้แนบชิดสนิทกับร่างบางตรงหน้ามากขึ้นกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันคนถูกทับกลับรู้สึกหนักอึ้ง และเริ่มจะหายใจไม่ออก
“ลุกออกไปสิวะ! ฉันอึดอัด!” คราวนี้ผู้ฟังกลับชะงัก จากที่อารมณ์ดี ๆ อยู่กลับต้องฉุนเฉียวจากภรรยาผู้ชอบปีนเกลียวสามี
“แล้วถ้าเหล่ากงไม่ลุกล่ะ เหล่าผอจะทำยังไงเหรอ”
“เหล่าผอบ้านนายสิ!”
“หึ มารยาททรามเหลือเกินนะ” น้ำเสียงกระซิบเกือบแหบพร่า แต่กลับเหยียบเย็นจนผู้ฟังเริ่มสั่นกลัว ไม่ทันไรฝ่ามือใหญ่ก็เข้าคว้าหมับกลางลำคอขาว ก่อนจะลากลงมาบีบกรามกรอบใบหน้าสวยที่กำลังเชิ่ดรั้นขึ้นอย่างท้าทาย มือใหญ่เลื่อนลงมาสัมผัสผิวเนื้อ ภายใต้ผ้าไหมสีแดงวาบหวิวที่เหมาะแก่ค่ำคืนเข้าหอเหลือเกิน
“ภรรยาที่ชอบลามปามสามีแบบนี้ เธอว่าควรมีจุดจบยังไงดี?” จื่อรุ่ยให้เวลาคนตรงหน้าได้มีเวลาตรึกตรองความผิดของตัวเอง เผื่อว่าอีกฝ่ายจะสำนึกผิดขึ้นมาบ้าง ครั้นเมื่อดวงตาสีรัตติกาลมองสบลงบนใบหน้าสวยที่อยู่ใต้อาณัติกลับเอาแต่เชิดรั้น แถมคำขอโทษสั้น ๆ ยังไม่คิดเอ่ย ดูท่าศักดิ์ศรีมันคงจะค้ำคอมากสินะ
“อื้อ!” ลำคอขาวถูกกอบกุมอย่างแรง และเชิดขึ้น เพื่อให้รับจูบอันหนักหน่วงอย่างไม่ทันตั้งตัว
ดวงตาคู่สวยพลันเบิกกว้าง เมื่อร่างสูงโน้มตัวลงมากระแทกอย่างกะทันหัน หนำซ้ำยังพยายามสอดแทรกเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปาก จนเกิดเป็นรสขมปร่า พร้อมกลิ่นคาวเลือดที่ต่างผสมปนเปผ่านการฟาดฟันบนพื้นผิวปากของทั้งคู่
เสี้ยววินาทีฝ่ามือใหญ่กลับเริ่มกระทำการลูบไล้บนผิวเนื้ออุ่นอย่างสะเปะสะปะ จนคนใต้อาณัติเริ่มดิ้นพล่าน
“แฮ่ก…ทำบ้าอะไร...ปล่อยนะ! อื้อ!!” อวี่เฉินเอ่ยเสียงหลง แต่ทว่ากลับถูกปิดปากทาบทับลงอีกรอบ ทั้งที่เพิ่งมีโอกาสกอบโกยลมหายใจแค่เพียงเสี้ยววิเท่านั้น
จังหวะการบดจูบเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนคนถูกต้อนต้องรีบส่งสัญญาณเตือนว่าขืนยังคงทำต่อไป มีหวังคงได้ขาดใจตายแน่
“อ่อนปวกเปียกขนาดนี้เชียว” คำสบประมาทเอ่ยขึ้นทันทีที่ปล่อยคนเบื้องล่างให้เป็นอิสระ ดวงตาสีรัตติกาลมองใบหน้าสวยละไปเรื่อย ๆ กระทั่งถึงริมฝีปากซีดเซียวจากการปะทะเมื่อครู่จนสีฉาดที่ถูกทาประดับอยู่ก่อนหน้าแทบเลือนหายไปทั้งหมด
ทว่าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือเสียเปล่า ใบหน้าหล่อเหลารีบโน้มกายดูดดึงลงซอกคอขาวจนเกิดเป็นรอยฟันแดงช้ำอย่างต่อเนื่องทันที
“เป็นหมาบ้าหรือไงว่ะ!” ครั้นได้ฟังดูเหมือนว่าภรรยาตรงหน้าจะไม่รู้จักเข็ดหลาบ งั้นก็คงมีทางเดียวคือต้องทำให้สิ้นฤทธิ์ และกดศักดิ์ศรีที่คอยค้ำหัวเจ้าตัวอยู่ลงเท่านั้น
มือหยาบใหญ่จัดการฉีกกระชากเสื้อผ้าอาภรณ์ที่คอยปกปิดผิวกายให้หลุดขาดออกจากกัน เผยให้เห็นผิวขาวเนียน พร้อมยอดปทุมดุจสีกลีบกุหลาบโผล่พ้นออกมาสู่สายตาของผู้เป็นสามี
ดวงตาสองคู่สีรัตติกาลจ้องมองมัน พร้อมระโมบโฉบเข้าตะครุบยอดปทุมชูชันตวัดเกลียวลิ้นขบเม้มและดูดดึง
“อื้อ…” เสียงหลุดครางจากคนใต้อาณัติ ก่อนจะได้สติ เมื่อรับรู้ได้ถึงช่วงล่างกำลังถูกโจมตี จึงเกิดอาการดิ้นทุรนทุราย เพราะไม่อยากพลาดเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว แต่ดูเหมือนเบื้องบนจะรู้ทัน จึงใช้ปลายขาแยกให้เกิดช่องว่างตรงกลางเอาไว้ เพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสดิ้นหลุดหรือหุบช่วงขาหนี
ฝ่ามือใหญ่ไม่รอช้าลูบไล้เข้าไปสัมผัสส่วนกลางกายนิ่มพอดีมือ ทั้งกดและนวดคลึงอยู่อย่างนั้น จนใต้ชั้นในขาวเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา
“เหล่าผอของเฮียมีอารมณ์แล้วงั้นเหรอ?”
บ้าเอ๊ย…!
อวี่เฉินได้แต่สบถหยาบอยู่ในใจ เพราะทำอะไรไม่ได้
ส่วนจื่อรุ่ยกลับเผยร้อยยิ้มกริ่มออกมา ครั้นเมื่อหลุบสายตามองต่ำลง กระทั่งตัดสินใจถลกชั้นในขาวปราการสุดท้ายของอีกคนหลุดติดมือออกมา
“ปะ…ปล่อยเถอะ…นะ” “เสียงตะกุกตะกักเอ่ยด้วยแววตาฉ่ำปรือ
“แลัวเด็กดื้อเวลาทำผิดต้องทำยังไงคะ”
“ขะ…ขอโทษ”
“หางเสียงหายไปไหน”
“ขอโทษครับ”
“เก่งมาก แต่ว่าตรงนี้ของเธอมันต้องการถูกปลดปล่อยนะ ไม่อย่างนั้นเหล่าผ่อของเฮียอาจจะปวดหนึบเอาได้”
“มะ…ไม่เอา!” จื่อรุ่ยไม่คิดสนคำทัดทาน แถมยังกอบกุมส่วนอ่อนไหวพอดีมือรูดรั้งอย่างถือวิสาสะ
“เราโตขึ้นขนาดนี้แล้ว ขอเฮียสำรวจดูหน่อยสิ ว่าข้างในมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง"
“...”
“เฮียสัญญาจะไม่สอดใส่เข้าไป”
“มะ...ไม่เอา”
“เฮียไม่ได้ให้เราเลือก แต่กำลังขอร้องอยู่ต่างหาก เพราะถึงอย่างไรเราก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว เรื่องแบบนี้ก็คงไม่พ้นในสักวันอยู่ดี” เสียงทุ้มพยายามระงับอารมณ์และอธิบาย ถึงแม้ว่ากลางกายของตัวเองจะเริ่มปวดหนึบขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน
อวี่เฉินกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เพราะเริ่มถูกความเสียวกระสันตีรื้นขึ้นมาเรื่อย ๆ จนแทบจะเก็บเอาไว้ไม่อยู่ ก่อนใบหน้าสวยจะตัดสินใจพยักใบหน้าลงเป็นการยินยอม ผู้เป็นสามีเมื่อได้รับการอนุญาตก็เตรียมจัดท่าทางให้อีกฝ่ายใหม่ โดยอุ้มลงมานั่งอยู่ตรงหว่างขาแกร่งของตัวเอง พร้อมอ้ามันออกกว้าง และไม่ลืมดึงรั้งข้อเท้าของอีกฝ่ายเอาไว้ด้วย เพื่อกันไม่ให้เด็กไม่ประสาเผลอหุบปลายขาตัวเองเข้าหากัน
อวี่เฉินรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากคนเบื้องบนอยู่นาน อยากจะหุบขากลับก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้แล้ว มือหยาบใหญ่ไม่รอช้ารีบรั้งใบหน้าสวยของอวี่เฉินให้แหงนขึ้นรับจูบ ก่อนตามบีบเคล้นคลึงส่วนปลายที่เริ่มปริ่มน้ำเชื้อเบา ๆ ออกมา และรูดรั้งมันอย่างคนชำนาญการ
“อื้อ อ่า...”
“ไหนลองเรียกเหล่ากงสิ”
“...” คนในอ้อมแขนยังคงเงียบ จนจื่อรุ่ยตัดสินใจหยุดมือลง และปล่อยให้อารมณ์ของคนที่กำลังได้ที่ค้างเติ่ง
“ตะ…ต่อสิ!” จื่อรุ่ยยังคงนิ่ง ทำทีไม่ได้ยิน แต่กระนั้นก็ยังคงไม่คิดปล่อยเรียวขาขาวที่เผยส่วนกลางกายออกไปอยู่ดี
“เหล่ากง”
“...”
“เหล่ากง ทะ..ทำให้น้องหน่อยสิ” ร่างขาวสติพลันพล่าเบลอไปหมดแล้ว ครั้นจะสั่งให้ทำอะไรก็ย่อมยอมได้ทุกอย่าง ขอเพียงได้ปลดปล่อยมันออกมาก็พอ
“ก็แค่นี้แหละ”
“อ๊ะ…อ๊ะ...อ๊าาาาา!” ไม่นานร่างของอวี่เฉินกระตุกเกร็งสั่นระริกไปทั้งตัว ก่อนปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมาจนล้นฝ่ามือใหญ่
“แค่ช่วยตัวเองยังขนาดนี้ ถ้าวันที่เหล่ากงสอดใส่เข้าไปตรงนั้นจริง ๆ จะเยอะขนาดไหนกันนะ”
น้ำเสียงคล้ายหยอกล้อ ทำให้คนที่เพิ่งได้สติกลับคืนพลันรู้สึกอับอายยิ่งนัก
“นะ…นี่อั๋วกำลังจะเป็นอาม่าแล้วงั้นเหรอ?” เสียงติดสั่นของคนที่เพิ่งได้รับรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีหลานฉายชัดแสดงออกถึงความดีใจจนแทบปกปิดเอาไว้ไม่อยู่“ตอนแรกที่อั๋วรู้ก็มีท่าทีแบบนี้นี่แหละ” ใบหน้าสวยกล่าวอย่างติดตลก แต่ทว่าในใจกลับสุขล้นเหลือเกิน“จากนี้พวกลื้อสองคนต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ ทำอะไรก็นึกถึงลูกกันให้มาก ๆ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อเขาทั้งหมด แล้วอย่าคิดจะทำอะไรเกินตัว หากมีอะไรก็ให้รีบพูดหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ช่วยกันปกปิดเหมือนที่เคยทำกับม้า” คำกล่าวอวยพรแต่กลับแฝงไปด้วยความจริงตีแสกหน้า ทำเอาทั้งสองคนที่ได้ยินถึงกับใบหน้าถอดสี“ม้า…” เสียงสั่นของลูกชายคนเล็ก พร้อมกับเตรียมเอื้อมฝ่ามือเข้าปลอบ“ไม่ต้องร้อง เพราะอั๊วทำใจได้แล้ว ตอนนี้ก็พยายามอยู่กับความจริง ดูแลเตี้ยลื้อ ดูแลอาเจ๋อ ในเมื่อจะเดินไปทางไหนก็มีค่าเท่ากัน เอาเป็นว่าจากนี้อย่าให้หลานของอั๊วต้องมาซ้ำรอยเดิมไปอีกคนก็แล้วกัน”“อั๊วเองก็เพิ่งรู้ไม่นานนี่เอง” หานอวี่เฉินเอ่ยเสียงแผ่ว“ถ้าจะมีใครผิดสักคนก็คงเป็นผมเอง” ร่างสูงเตรียมลุกขึ้นยืนเพื่อโค้งตัวขอโทษ“พอ ๆ พวกลื้อนี่ยังไง อั๋วบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าทำใจได้แล้ว งั้นเ
“อ้าว แล้วฉันจะโกหกแกทำไมล่ะ” ผู้เป็นพ่อย้อนถามกลับทันที“จริงครับเฮีย คุณหมอเพิ่งบอกไปเมื่อครู่นี่เอง คราวนี้ ยังดีที่ผมช่วยอาซ้อไว้ได้ทันนะ ไม่อย่างนั้นแย่แน่” เฟิ่งจื่อหานรีบเสริมทัพเพื่อย้ำว่าทุกอย่างเป็นความจริง ก่อนค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้น“ขอบใจมาก จากนี้เฮียจะกลับมาให้เงินเดือนเราเท่าเดิม”“เย้!” จื่อหานชูกำปั้นขึ้น ก่อนแสดงท่าทีของความดีใจออกมา“ชู่ว! เบา ๆ หน่อยสิ อาซ้อของลื้อยังนอนอยู่เลยนะ” เสียงของมารดาเอ่ยปรามเพราะเกรงจะรบกวนคนป่วย“ก็คนมันดีใจนี่นา!” ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ คนบนเตียงก็ลืมตาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ก่อนยกยิ้มอ่อนกับภาพและบทสนทนาตรงหน้า“เฮีย…” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยเรียกผู้เป็นสามี เฟิงจื่อรุ่ยครั้นได้ยิน ก่อนรีบวิ่งเข้าไปเกาะขอบเตียงอีกครั้ง“เป็นไงบ้าง อยากจะทานน้ำสักหน่อยไหม”“ครับ” หานอวี่เฉินส่งเสียงตอบสั้น ๆ ก่อนรีบหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ด้วยการประคองจากสามี“ผมสลบไปนานแค่ไหนเหรอ?”“ราวสามชั่วโมงครับ ส่วนเฮียไม่รู้หรอก เพราะเพิ่งมาถึงไม่นานนี่เอง” เฟิงจื่อหานเป็นคนตอบแทน เพราะอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น“ขอบคุณนะ” หานอ
“น้องทำได้แล้ว และในที่สุดเราก็สามารถผ่านมันมาได้สักที!” เสียงใสตะโกนออกมาดังสนั่นทันทีที่ทุกอย่างสิ้นสุดลง“แล้วมีรางวัลอะไรให้กับผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการบ้างล่ะ” ใบหน้าสวยขมวดคิ้วค้อนขวับ ก่อนพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดผู้เป็นสามีด้วยความดีใจ“...งั้นเฮียอยากได้อะไรล่ะ” คนเด็กกว่าที่กำลังแนบแก้มอยู่บนอกแกร่งของอีกฝ่ายถามเสียงอู้อี้กลับ“ปั๊มลูกให้เฮียหน่อยสิ” เสียงแหบพร่ากระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหูจนอวี่เฉินต้องย่นคอหลบหนี ก่อนใบหน้าเหนียมอายจะหลุบต่ำลง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าในนี้ยังมีหยงอี้อยู่อีกคน“เฮีย ในนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคนนะ ไว้กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ น้องจะจัดเต็มให้เฮียทุกอย่างเลย ดีไหม?”“พูดแล้ว ห้ามคืนคำทีหลังล่ะ” คนโตกว่าพูดดักเอาไว้ ก่อนโอบเอวบางเข้ามาใกล้“แน่นอนสิ น้องจะโกหกทำไมล่ะ”“ได้ หยงอี้เป็นพยานนะ” จื่อรุ่ยหันหน้าตะโกนบอกบอดี้การ์ดคนสนิทลั่นรถ“ครับนาย”18.04 น.อวี่เฉินกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟิงก็เจอเข้ากับสองครอบครัวที่ต่างออกมายืนรอต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง“ผลออกมาเป็นไงบ้างอาเฉิน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ เราแค่กลับมาอยู่กันแบบเดิมก็พอ”“ใช่ เพราะไม่ว่ายังไงตระกูลหานเร
“ไม่เป็นไร อั๊วแค่ทำสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง” แม้ว่าคำพูดจะดูสวนทางกับความรู้สึกในใจ แต่ทว่าทุกอย่างในตอนนี้มันลงตัวดีที่สุดแล้ว จึงไม่ควรไปขุดหรือรื้อฟื้นอดีตมันกลับขึ้นมาอีกครั้ง“ถึงอย่างนั้น อั๊วก็ยังต้องขอบคุณพวกลื้ออีกครั้งอยู่ดีนั่นแหละ” กล่าวจบ อดีตผู้นำตระกูลหานก็รีบลุกยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนรีบโค้งกายลงเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง แต่ใครจะรู้ว่าอีกนัย หานเจี๋ยนกั๋วทำเพื่อต้องการขอโทษกับรูปภาพตรงหน้าของเจิ้งเหม่ยฮวาที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังห้องรับแขกต่างหากณ กว่างโจวเช้าตรู่สองสัปดาห์ต่อมา อวี่เฉินเดินทางกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากพาครอบครัวมาอยู่ในความดูแลของตระกูลเฟิงเรียบร้อยแล้ว พอเรื่องราวในวันนี้จบลง ต่อยพาทั้งสามคนกลับมาที่นี่อีกครั้ง“แล้วทนายล่ะครับเฮีย” เสียงเล็กเอ่ยถามขณะชะเง้อใบหน้ามองหาทนายที่สามีเป็นคนจัดหามาให้“เดี๋ยวก็มาแล้ว รออีกหน่อยแล้วกัน”ทว่าพูดได้เพียงไม่นาน รถยนต์คันสีเทาเข้มทะเบียนเรียบง่ายก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาจอดลงตรงหน้าโรงแรมหรูใจกลางเมืองของกว่างโจว ก่อนชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมจะก้าวลงจารถดังกล่าว พร้อมหอบกองเอกสารจำนวนไม่น้อยถือมาด้วย“สวัสดีครับค
ณ คฤหาสน์ตระกูลเฟิงสามชั่วโมงให้หลัง ในที่สุดเอกสารที่ต้องการก็หาเจอสักที หลังพยายามขุ้นหาจนทั่วทั้วใบหุ้นบริษัทตัวจริง พร้อมตราประทับที่ถูกกลุ่มตระกูลหลี่ปลอมแปลงมันขึ้นมา“หลักฐานการชำระเงิน และเอกสารสำคัญอย่างการก่อตั้งบริษัท เรามีครบหมดแล้วใช่มั้ย” เสียงของเฟิงจื่อรุ่ยเอ่ยถาม หลังจากค้นหาเอกสารมาได้สักพักแล้ว“ครับ รวมถึงเอกสารการซื้อขายหุ้นก็มีครบ”“ดี งั้นพรุ่งนี้ตอนเช้าก็รีบเดินทางกลับบ้านเกิดของเรา แล้วรวบรวมเอกสารจัดการให้เสร็จเรียบร้อย”“ครับ” หานอวี่เฉินพยักหน้าตอบ แต่สายตายังคงนึกสงสัยกับกองแผ่นตรงหน้าว่ามันคืออะไรกันแน่“เฮีย น้องขอเปิดมันดูหน่อยได้หรือเปล่า?” เสียงใสเอ่ยขณะส่งสายตาเป็นเชิงบอก“หยงอี้เอาไปเปิดสิ”“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทขานรับ ก่อนหยิบแผ่นทรงกลมใส่เข้าไปในช่องเครื่องเล่นดีวีดีเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ภาพเคลื่อนไหวก็เริ่มปรากฏออกมาอย่างช้า ๆ จากที่คราแรกเหมือนแผ่นติดขัดอยู่เล็กน้อย ก็เริ่มเผยออกมาเป็นรูปเป็นรางชัดเจนมากขึ้น นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างแทบนั่งไม่ติดทันที เมื่อเห็นเสื้อคุ้นเคยที่จำได้ว่าเป็นของพี่ชายตัวเองขณะพวกมันกำลังพยายามรุมล้อมเพื่อกระทำบางอย่างก
20.00 น.เฟิงจื่อรุ่ยมองผ่านช่องเลนส์ประตู เมื่อมองเห็นว่าพนักงานคนเดิมกำลังเดินผ่านไปมาราวกับต้องการสอดส่องเส้นทาง ขณะเดียวกัน หยงอี้เองก็ปรับเปลี่ยนการแต่งกายให้ดูอ่อนวัยลง เสื้อเชิ้ตเผยแผงอกสีชมพู และกางเกงลำลองขาสั้นสีขาว“นายครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยชินเลย”“ทน ๆ ไปก่อนแล้วกัน ผ่านคืนนี้ไปก็จบแล้ว”“แต่ผมว่าดูหล่อดีนะครับ ไม่ค่อยเห็นคุณหยงอี้ใส่แบบนี้เท่าไหร่เลย” เสียงใสเอ่ยแทรก ขณะเดินวนเวียนอยู่ตรงหน้าคนทั้งคู่พอดี“แล้วนั่นเราเป็นอะไรน่ะ” เฟิงจื่อรุ่ยถามขึ้น ขณะเห็นคนเป็นภรรยากำลังอยู่ในท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว“เครียดสิเฮีย หวังว่าคืนนี้จะผ่านมันไปได้ด้วยดีนะ”“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”เคร้ง!“เวรเอ๊ย! เจ็บฉิบ!!” เสียงสบถหยาบดังเล็ดลอดออกมาจากบริเวณด้านนอก เฟิงจื่อรุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบตามสอดส่องตรงเลนส์ช่องประตูอีกครั้ง มองเห็นหลี่เหว่ย พร้อมพรรคพวกมันอีกสองคนกำลังเดินตรงมายังหน้าประตูห้องของหยงอี้ ก่อนทำการไขกุญแจที่คาดว่าพนักงานเป็นคนสำรองไว้เข้าไปเวลานี้เฟิงจื่อรุ่ยก็ได้แต่รอสัญญาณส่งมาจากหยงอี้ เพราะก่อนไปก็ได้วางแผนกับลูกน้องคนสนิทเอาไว้แล้วว่า หากทุกอย่
คนต้นเรื่องได้ยินก็ถึงกับต้องเม้มปากแน่น รีบดึงรั้งร่างบางบนตักเข้ามากอดเอาไว้อย่างหวงแหน ดวงตาสีรัตติกาลพลันแดงก่ำ นึกโทษตัวเองซ้ำ ๆ ที่ได้เผลอพลาดสร้างบาดแผลให้กับเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่ตั้งใจเวลานี้ทุกอย่างพลันเงียบสงัด ไม่มีการเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกจากปากทั้งคู่ นอกเสียจากเสียงสะอื้นไห้และกายแนบช
ช่วงบ่ายสองวันต่อมา อวี่เฉินถูกแม่บ้านของตระกูลเฟิงเดินขึ้นมาปลุกถึงภายในห้องนอนใหญ่ จากที่ง่วงงุนอยู่ถึงกับต้องตกใจ เมื่อเห็นจำนวนผู้คนมากหน้าหลายตาจากที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ต่างกรูเข้ามารุมล้อมกันจับตัวเขา พร้อมเปลื้องผ้าจับกายยัดลงในถังไม้แช่ตัวอยู่นานสองนาน แถมยังถูกขัดผิวกายจนแสบหนังกำพร้าไปหมด จนอ
อวี่เฉินเดินทอดน่องเลยออกมาจากบริษัทเฟิงซื่อกรุ๊ปไม่ไกล แค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงย่านการค้าของท่าเรือในผู่ตงแล้ว ซึ่งตรงนี้คงไม่ต้องเดาว่าเป็นของใคร เพราะดูจากความวุ่นวายของลูกเรือเช้านี้คงทำรายได้มูลค่าสูงต่อปีได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียวส่วนอีกฟากฝั่ง ก็จะเป็นแหล่งการค้าแข็งขันเต็มรูปแบบ โดยมีตั้งแต่ผู
ยามเช้าของนครเซี่ยงไฮ้ อวี่เฉินจำต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถูกปลุกด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาผ่านช่องว่างหน้าต่าง ร่างบางขยับกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมลุกขึ้นจากเตียง ทว่าจังหวะนั้นความทรงจำจากภาพเหตุการณ์เมื่อคืนทั้งหมดก็พลันหลั่งไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองเป็นฉาก ๆ จนแทบอยากจะแทรกห




![10 Years ago [10 ปีที่แอบรัก] (BL- Mpreg)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


