LOGINถูกแล้ว น้องสาวตัวน้อยคนนี้ไม่ใช่คนเขลา แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องปักผ้า ทำขนม พิณ ภาพ หมาก อักษร โคลงกลอน กับหลักคุณธรรมจริยามารยาทเท่านั้น... กับเรื่องการใช้ชีวิต กับเรื่องสันดานร้ายเร้นในจิตใจปุถุชน ตลอดจนเล่ห์เหลี่ยมของพวกใจบาปหยาบช้า นางกลับไม่เคยรู้จัก ไม่รู้เท่าทันสักนิด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เซียงหรงก็คอยแต่จะคิดไปในทางที่ดี จิตใจนางสะอาดบริสุทธิ์ราวกับหยาดน้ำค้าง นางที่ไหนจะคิดได้ว่าตนเองกำลังถูกกลั่นแกล้งรังแก ถูกเหล่าสตรีเจ้ามารยาจอมเสแสร้งเหล่านั้นเจตนาทำให้ต้องลำบาก ทั้งยังโดนเบียดบัง แย่งชิงเอาของของนางไปแทบทั้งหมด!
นึกถึงเสื้อผ้าของหรงเอ๋อร์ แม้เสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางสวมจะดูดีอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าของพี่สาวน้องสาวจากเรือนอื่นแล้วกลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ราวกับคุณหนูที่มาจากตระกูลอันร่ำรวยกับคุณหนูที่เกิดในตระกูลยาจก เฉินจิ้งอี้ก็ยิ่งขุ่นเคืองยิ่งขึ้น
หากโตขึ้น มีกำลังและความสามารถมากพอ พี่ชายอย่างเขาจะไม่มีวันปล่อยให้ใครมารังแกหรงเอ๋อร์ มาเบียดบัง มาแย่งชิงเอาข้าวของของนางไปง่ายๆ เช่นนี้แน่
ต่อไปหากมีเงินทองในมือมากกว่านี้ เขาจะซื้อของให้หรงเอ๋อร์ให้มากๆ และหากมีอำนาจในมือมากพอเมื่อใด พี่ชายอย่างเขาก็จะจัดการคนเหล่านั้นที่มารังแกหรงเอ๋อร์ให้หมดทุกคน เขาจะสั่งสอนบทเรียนอันเจ็บแสบ จนคนเหล่านั้นไม่กล้ามากลั่นแกล้งรังแกน้องสาวของเขาอีกเลย ไม่เชื่อก็คอยดู!
“พี่ใหญ่” จู่ๆ น้องเล็กก็พูดขึ้นมา น้องเล็กเฉินจิ้งเสียนตัวน้อยย่นหัวคิ้วเข้าหากัน กล่าวอย่างหนักใจ “ข้ามาคิดๆ ดูแล้ว ก็รู้สึกว่าพี่หญิงสามอ่อนต่อโลกเกินไปสักเล็กน้อย วันหนึ่งหากพี่หญิงสามที่เป็นเช่นนี้แต่งออกจากตระกูลไปอย่างที่ท่านอาจารย์ของพวกเรากล่าว อาจมีผู้กลั่นแกล้งรังแกนาง ไม่สู้...พวกเราช่วยกันพูดกับท่านพ่อ ขอให้พี่หญิงสามไปร่วมศึกษาเล่าเรียนกับพวกเราเหล่าบุรุษ ดีหรือไม่?”
เฉินจิ้งอี้เข้าใจความคิดน้องเล็กของตนเองทันที...
กระทั่งน้องเล็กก็ยังดูออกว่าพี่สาวของตนเองโดนผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก
ทุกเรื่องล้วนโจ่งแจ้งชัดเจนถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าตัวกลับทำเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับใครเขาเสียบ้าง?
นี่ต้องเรียกว่าอ่อนต่อโลกเกินไป หรือเป็นคนเรียบง่ายทั้งยังจิตใจดีเสียจนน่าใจหาย จึงไม่รู้จักถือสาผู้ใดเลยสักนิด?
สมควรออกปากขอเรื่องนี้กับท่านพ่อและท่านย่าจริงๆ นั่นละ...
ถ้าหากหรงเอ๋อร์ของเขาได้ร่ำเรียนความรู้นอกตำราจากท่านอาจารย์เหลียงคงเช่นพี่ใหญ่อย่างตนและน้องเล็ก ไม่แน่ว่าอะไรๆ อาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็เป็นได้...
สำคัญที่ว่าบุรุษหัวโบราณคร่ำครึผู้มองโลก มองผู้คน มองอะไรต่อมิอะไรในแง่ดีแต่ถ่ายเดียวอย่างท่านพ่อของเขาจะยอมหรือไม่...
นึกถึงตรงนี้แล้ว เฉินจิ้งอี้ก็ทั้งเหนื่อยหน่ายและสะท้อนใจยิ่งนัก
งานเทศกาลหยวนเซียวของเมืองหลวงเทียนจินยิ่งกว่ายิ่งใหญ่งามตระการ ทั่วทุกตรอก ทั่วทุกสะพาน ล้วนประดับประดาเอาไว้ด้วยโคมไฟ ทั้งยังมีการปล่อยโคมลอยเป็นระยะ สองข้างทางในย่านร้านค้าใจกลางเมืองมีร้านรวงต่างๆ เปิดร้านทำการค้าผิดไปจากทุกวัน ทั้งยังมีผู้มาตั้งแผงออกร้านให้เสี่ยงโชค ทายปริศนา และต่อบทกวีชิงรางวัล ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือร้านขายโคม ร้านขายขนม เป็นต้นว่าถังหูลู่[1] ซานจา[2] น้ำตาลปั้น[3] เซาปิ่ง[4] ทั้งยังมีหมั่นโถว[5]อุ่นร้อนและขนมซึ่งมีเฉพาะในเทศกาลหยวนเซียวอย่าง ‘หยวนจึ[6]’ ที่สมัยก่อนมีทำขึ้นเฉพาะในวังหลวงขายอยู่หลายร้าน ครึกครื้นยิ่ง
ในเทศกาลหยวนเซียว คล้ายกับว่าช่องว่างระหว่างชายหญิงจะลดลงอย่างไรอย่างนั้น ยังไม่นับอีกว่าเซียงหรงและเฉินจิ้งอี้เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา วันนี้ผู้ที่คอยจูงมือน้อยๆ ของนางจึงมิใช่สาวใช้ข้างกาย แต่เป็นพี่ใหญ่อย่างเขา
นับตั้งแต่นั่งรถม้าออกจากจวนมา เฉินจิ้งอี้ก็จูงมือน้องชายน้องสาวร่วมมารดาเอาไว้ไม่ปล่อย ทำหน้าที่พี่ชายใหญ่ได้ทั้งสมบูรณ์แบบและลำเอียงต่อพี่น้องต่างมารดาเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเฉินจิ้งอี้ก็คือเฉินจิ้งอี้ เขามีความคิดเป็นของเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซ้ำนับตั้งแต่มารดาตายจาก ท่านย่ายังพร่ำสอนให้เขารู้จักปกป้องน้องชายและน้องสาว ยังกล่าวอีกว่าเขาซึ่งเป็นพี่ชายใหญ่จะรักน้องชายน้องสาวร่วมมารดาลำเอียงสักเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงพะวงเรื่องพี่น้องในเรือนอื่นที่มีมารดาปกป้องให้มากนัก
สิ่งที่ท่านย่ากล่าว เหตุใดเขาจะไม่เข้าใจ
เป็นธรรมดาที่ปุถุชนย่อมรักปกป้องสายเลือดของตนเอง สนับสนุนส่งเสริมสายเลือดของตนเองเป็นอันดับแรก อนุหาน อนุซู และอนุจาง ที่ไหนเลยจะเห็นเขาและน้องชายน้องสาวที่เกิดจากฟูเหรินผู้ล่วงลับดีกว่าบุตรชายบุตรสาวของตน
บิดาเป็นกั๋วกง มักงานยุ่งอยู่เสมอ ในเมื่ออยู่ในจวนไร้มารดาคอยปกป้อง ตัวเขาที่เป็นพี่ใหญ่ก็ต้องกระทำหน้าที่แทนมารดา คอยปกป้องน้องๆ ของตนเอาไว้ให้ดี
เซียงหรงก้มลงมองมือที่พี่ใหญ่กุมเอาไว้แล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้
ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน...มือของพี่ใหญ่ช่างอบอุ่นยิ่งนัก...
เซียงหรงไม่รู้ตัวว่ารอยยิ้มนั้นละลายหัวใจใครหลายคนในบริเวณนั้น ต่างอดคิดกันไม่ได้ว่าคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงที่บิดาหวงแหนจะต้องเติบใหญ่ขึ้นเป็นโฉมงามอันดับหนึ่ง ไม่ผิดแน่
แม้จะยังเยาว์นัก ทว่ารูปลักษณ์เช่นนี้...ราวกับจะล่มบ้านล่มเมืองได้เลยทีเดียว... มิน่าเล่า เฉินกั๋วกงจึงได้รักและหวงแหนบุตรสาวคนนี้ ไม่ยอมรับการหมั้นหมายจากตระกูลพี่ภรรยาอย่างจวิ้นหวังเถี่ยเม่าจื่อ[7]เพียงหนึ่งเดียวของเทียนจินเราเสียที อืม...
ระยะนี้นั่งปักผ้าหลังขดหลังแข็งอยู่ทุกวัน มาวันนี้ได้ออกมาเที่ยวเล่นถึงนอกจวน เซียงหรงทั้งตื่นเต้น ทั้งมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง เสียดายเพียงอย่างเดียวที่ถุงเงินที่ท่านย่าและท่านพ่อมอบให้ ล้วนถูกน้องหญิงสี่และน้องหญิงห้าขอไปแล้ว ยามนี้นางจึงไม่มีเงินติดตัวเลยสักนิด ต่อให้อยากกินขนมเลิศรสใดก็ต้องอดทน ไม่กล้ารบกวนพี่ชายใหญ่ที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับงานเทศกาล
เห็นน้องเล็กของตนคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ดูเหม่อลอย เฉินจิ้งอี้ก็เข้าใจไปว่านางเกิดเบื่อหน่ายขึ้นมาจนอยากกลับไปนั่งปักผ้าในเรือนแล้ว
ขณะกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดีนั้น หางตาเฉินจิ้งอี้ก็สังเกตเห็นร้านทายปริศนาชิงโคมไฟ ความคิดดีๆ จึงพลันบังเกิดขึ้นมาทันที
“น้องเล็ก ทางโน้นมีผู้ออกร้านให้ทายปริศนาชิงโคมไฟ คืนนี้พี่ใหญ่จะใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากท่านอาจารย์เหลียงคง ชิงโคมไฟที่งดงามแปลกตาให้เจ้ากับน้องเล็กเยอะๆ ดีหรือไม่!”
โคมไฟหรือ?
เซียงหรงมองตามสายตาของพี่ชายใหญ่ ก็เห็นโคมกระต่ายน่ารักน่าเอ็นดูแขวนอยู่อย่างโดดเด่น
“เจ้าอยากได้โคมกระต่ายนั่นหรือ” เฉินจิ้งอี้คาดเดาได้ไม่ยาก
[1] คือขนมที่ทำขึ้นโดยการเอาผลไม้ เช่นพุทธรา หรือแอปเปิ้ล มาเคลือบน้ำตาล
[2] ผลไม้ที่ฝานเป็นแผ่นๆ แล้วเอาไปตากให้แห้ง
[3] ขนมที่ทำขึ้นโดยการเอาน้ำตาลมาผสมสี น้ำ และแบะแซ เคี่ยวให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเอามาปั้นเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปมังกร รูปนกกระเรียน รูปหงส์ รูปคนนั่งตกปลา เป็นต้น
[4] ขนมแป้งทอด ภายในแป้งมักใส่ไส้ต่างๆ เช่น ไส้มัน ไส้เผือก ไส้ถั่วเหลือง ที่นำมาต้มและบด บางคนอาจคลุกเคล้ากับน้ำตาลลงไปด้วย เป็นต้น
[5] ขนมแป้งนึ่งชนิดหนึ่งที่มีสีขาวและมีสัมผัสอ่อนนุ่ม มักไม่มีไส้
[6] ก็คือขนมหยวนเซียว หรือขนมบัวลอยนั่นเอง
[7] อ๋องหมวกเหล็ก(แปลตามคำ) หมายถึงท่านอ๋องที่สามารถส่งต่อบรรดาศักดิ์ของตนให้ทายาทได้ ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว เมื่อมาถึงรุ่นทายาท บรรดาศักดิ์จะถูกลดลงหนึ่งขั้น ไม่ได้เป็นจวิ้นหวังเหมือนบิดา
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
“คุณหนูสามเจ้าคะ จวิ้นหวังเฟย...ท่านป้าสะใภ้ของคุณหนูสาม มารอพบท่านอยู่ที่โถงรับแขกเรือนประธานเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนหลักส่งเสียงรายงานอย่างนอบน้อมแม้จะไร้มารดาปกป้อง บิดาหมางเมินเฉยชา ซ้ำยังไร้อำนาจปกครองจวนในมือ ทว่าจะอย่างไรนางก็ยังเป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอก ซ้ำยังมีพี่ชายน้องชายที่มีความสาม
ทั้งๆ ที่อันที่จริง แล้ว ระหว่างถูกอุ้มกลับจวน หลังจากที่ได้นั่งดูพลุไฟและโคมลอยจำนวนนับไม่ถ้วนที่วังหลวงปล่อยออกมาจากบนต้นไม้ใหญ่ที่พี่ชายจวิ้นหวังจ๋างจื่อพานางไต่ขึ้นไป นางก็แค่อ่อนเพลียเหนื่อยล้าจากการปักผ้าในตลอดหลายวันที่ผ่านมา อีกทั้งแผ่นหลังของพี่ชายจวิ้นหวังจ๋างจื่อก็ยังอบอุ่นเกินไป ซ้ำเวลาก
“เช่นนั้น…ตอนนี้ข้าก็ไม่ต้องแต่งให้ท่านแล้ว?”“ถูกต้อง” สำหรับตอนนี้น่ะนะ...เสี่ยวเซียงหรงไม่รู้ถึงความคิดนั้น เพียงได้ยินว่าไม่ต้องแต่งให้พี่ชายตรงหน้าแล้วก็ถึงกับเผลอแย้มรอยยิ้มเจิดจ้า“โล่งอกไปที...อ๊ะ!” นางรีบยกมือน้อยๆ ขึ้นปิดปากกล่าวออกมาเช่นนี้...นับว่าเสียมารยาทต่อพี่ชายจวิ้นหวังจ๋างจื่อผ
“ของเหล่านั้นก็เพียงของนอกกาย ท่านเก็บไว้เถอะ!”“หรงเอ๋อร์...” หลี่จือหลินขยับมือที่กุมมือน้อยไว้ ยกมือของเซียงหรงข้างที่ถือถังหูลู่ขึ้นจรดริมฝีปากเล็กๆ ดูจิ้มลิ้ม “กัดสักคำสิ”เสี่ยวเซียงหรงตื่นตระหนก รีบส่ายหน้ายิกเห็นนางใกล้จะหลั่งน้ำตาเต็มทีแล้ว หลี่จือหลินยิ้มน้อยๆ ก่อนย่อตัวลงนั่งชันเข่า ปาดน







