LOGINกระท่อมเก็บฟืนเล็กๆ ที่หลี่จือหลินพักรักษาตัวกลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้านยิ่งกว่าตอนที่ตงหลินและตงหยางพักรักษาตัวที่นี่เสียอีก
ทันทีที่มีข่าวว่า ‘สองสามีภรรยาตกระกำลำบากถูกโจรปล้นระหว่างทางและได้รับบาดเจ็บ คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงาม อีกคนเป็นหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามอ่อนหวาน’ ชาวบ้านหลายคนก็พากันมาเยี่ยมเยือนด้วยความอยากรู้และอยากเห็น
ภายในกระท่อม หลี่จือหลินยังคงหลับใหลอยู่บนเตียง เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ แต่ใบหน้าซีดขาวยังคงบ่งบอกถึงความอ่อนแอ
เซียงหรงนั่งอยู่ข้างเขา คอยเช็ดเหงื่อและเปลี่ยนผ้าชุบน้ำตามที่ท่านหมอชราสั่ง ก่อนจะฝากให้ตงหลินและตงหยางมารับช่วงต่อ แล้วออกไปหาบรรดาสตรีในหมู่บ้านที่ยามนี้มาออกันอยู่ที่หน้ากระท่อมหลังนี้ พลางพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวในหมู่บ้านให้กันฟัง คล้ายกับเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข่าวคราวกันไปเสียอย่างนั้น
เซียงหรงนั่งฟังพวกนางคุยกันอย่างสนใจ ชีวิตของชาวบ้านแท้จริงแล้วเรียบง่ายกว่าที่นางเคยจินตนาการเอาไว้มากมายนัก พวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าของกินของใช้ที่จำเป็น พวกเขาไม่ได้โลภต้องการบ้านหลังใหญ่หรืออาภรณ์งดงาม เพียงต้องการความสุขง่ายๆ อย่างเช่นการอิ่มท้องและมีหลังคาคุ้มฟ้าคุ้มฝนเท่านั้น…สุขกายสบายใจยิ่งกว่าพวกนางที่อยู่ในตระกูลใหญ่เสียอีก
"แม่นาง เจ้ากับสามีเห็นทีจะเป็นคู่แต่งงานใหม่กระมัง" หญิงชราผู้หนึ่งถามขึ้น นางใส่ชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเข้ม ทั่วทั้งร่างไร้เครื่องประดับอันงดงาม แต่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่นจริงใจ
เซียงหรงยิ้มอย่างเอียงอาย ทว่าในใจกลับบ่นอุบ
หมดกัน ชื่อเสียงข้า! แต่ก็นั่นล่ะ หากไม่บอกผู้อื่นว่านางกับหลี่จือหลินเป็นสามีภรรยากัน ชื่อเสียงนางคงป่นปี้ย่อยยับยิ่งกว่านี้เป็นแน่
เป็นสาวเป็นแส้ ยังไม่ได้แต่งงาน แต่กลับเดินทางกับบุรุษเพียงสองคนลำพัง คอยดูแลบุรุษผู้นั้นทุกวันคืน เสียหายยิ่งกว่าสตรีที่แต่งงานแล้วและต้องดูแลสามีตนเองเสียอีก
เฮ้อ...เกิดเป็นสตรีนี่ช่างลำบากเสียจริง!
เซียงหรงยิ้มบางๆ พยายามไม่สนใจสายตาหยอกล้อของซู่ซินและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่ปิดไม่มิดบนใบหน้าตงหลินและตงหยาง ตอบว่า "เขาเป็นสามีของข้า ได้รับบาดเจ็บหนักเพราะพวกเราถูกปล้นระหว่างเดินทางดังที่พวกท่านได้รู้มาจากตงหลินและตงหยาง ข้าเองก็ได้ข่าวว่าที่นี่มีหมอเทวดาที่เก่งกาจอาศัยอยู่เช่นกันกับพวกเขา จึงพาสามีมาที่หมู่บ้านนี้เจ้าค่ะ"
คำตอบของเซียงหรงทำให้ผู้หญิงในกระท่อมพากันยิ้มขัน มีเสียงกระซิบแซวกันเบาๆ หลายคนมองไปทางห้องด้านในที่หลี่จือหลินหลับอยู่ด้วยสายตาชื่นชม
บางคนถึงกับเอ่ยว่า "สามีของแม่นางช่างสง่างามยิ่งนัก แม้จะบาดเจ็บก็ยังดูหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง!"
“เจ้านี่อย่างไร สามีผู้อื่นก็ชมต่อหน้าภรรยาเขาเลยหรือ” หญิงชราใจดีที่เคยเอาข้าวต้มข้าวฟ่างมาให้นางขัดขึ้น
“ก็เป็นคำชม ชมไม่ได้หรือ สามีนางหล่อเหลา หรือข้าต้องบอกว่าขี้เหร่”
“เจ้านี่มันไม่มียางอายเสียจริง” คนอื่นๆ ต่างพากันหัวเราะครื้นเครง
“ฮึ!” แม่นางที่เอ่ยชมหลี่จือหลินส่งเสียงพ่นลมจากจมูก “ข้าเป็นคนจริงใจต่างหาก”
เซียงหรงพลันหัวเราะไปกับพวกนาง การหยอกเย้ากันระหว่างสตรีที่จริงใจเช่นนี้ นอกจากเมื่อครั้งที่ได้พบกับ ‘พี่ชิงชิง’ ที่สวนชิงหลิงในวันนั้น ใช้ชีวิตมาถึงสิบห้าสิบหกปี นางกลับไม่เคยได้สัมผัสด้วยตนเองเลยสักครั้ง
เรือนหลังของท่านพ่อเต็มไปด้วยสตรีก็จริง พวกนางปากหวาน เต็มไปด้วยกิริยามารยาทที่งดงาม แต่ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่เอ่ยปาก กลับพาให้ผู้อื่นต้องอึดอัดอยู่ร่ำไป…
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







