로그인น้องเล็กของนาง แม้อายุยังไม่เต็มห้าขวบปี นับว่ายังเด็กนัก กลับพูดจาฉะฉาน เซียงหรงเห็นแล้วก็ทั้งเอ็นดูทั้งปลื้มใจ นางแย้มรอยยิ้มงดงามราวกับดอกไม้ในวสันตฤดู กล่าวชื่นชมน้องเล็กเสียงใส
“น้องเล็กแม้ยังเล็กกลับดูห้าวหาญพึ่งพาได้ สมกับที่ได้ร่วมเรียนเขียนอ่านจากท่านอาจารย์เหลียงคง อาจารย์ท่านเดียวกับที่อบรมสั่งสอนพี่ใหญ่ของพวกเราจนเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นบุรุษผู้งามสง่า เก่งกล้าสามารถ ซึ่งท่านย่า ท่านพ่อ และข้า ยิ่งกว่าภาคภูมิใจ...” เซียงหรงกล่าวประโยคเดียว ทำเอาพี่ชายน้องชายร่วมมารดาที่ถูกชมอย่างไม่ทันตั้งตัวรู้สึกตัวเบาจนเหมือนจะลอยได้ นางยังกล่าวต่อไป “วันนี้พี่ใหญ่ที่เก่งกาจงามสง่าของข้าไม่ท่องตำราโคลงกลอนให้ท่านพ่อของพวกเราฟัง กลับพาน้องเล็กมาหาข้าเช่นนี้ได้ มีเรื่องดีๆ ใดเช่นนั้นหรือ?”
ที่จริงแล้วเซียงหรงพอจะคาดเดาได้ว่าพี่ชายและน้องชายของตนมาหาเพราะเหตุใด พวกเขามาหานางก็เพราะคืนนี้เป็นคืนเทศกาลหยวนเซียว
ดังคาด พี่ใหญ่ของนางและน้องเล็กมาหาเพราะเรื่องนี้จริงๆ
“สาวใช้ที่ท่านพ่อให้มาตามตัวเจ้ากล่าวว่าปีนี้เจ้าจะไม่ไปเที่ยวชมงานเทศกาลกับพวกเรา พี่ใหญ่สังหรณ์ใจว่าเจ้าอาจมัวฝืนทำเรื่องเหลวไหลไม่เข้าท่า ทรมานตนเอง จึงรีบมาดูให้เห็นกับตา” เฉินจิ้งอี้ยังไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องผ้าปักลายพวกนั้น “หึ...แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ”
“ข้าก็บอกท่านแล้วอย่างไรเล่า...ว่าข้าปักผ้าเหล่านี้เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านแม่”
เฉินจิ้งอี้เห็นรอยยิ้มอ่อนหวานกับแววตากระจ่างใสของน้องสาว ก็หักใจโกรธนาง คาดคั้นเอาความจริงจากนางต่อไปไม่ลง
เอาเถิด...ถ้านางพอใจจะทำ ครั้งนี้เขาก็จะยอมปล่อยผ่านอีกสักครั้งก็ได้...
“ข้าไม่คาดคั้นเจ้าแล้วก็ได้” เฉินจิ้งอี้ทอดถอนใจ “ทว่ายามนี้น้องสาวคนดีของข้าคงปวดตาแย่แล้วกระมัง? ท่านอาจารย์ของข้ากล่าวว่าสตรีเมื่อถึงวัยก็ล้วนต้องแต่งออกจากตระกูล ข้าใคร่ครวญดูแล้ว เวลาที่พวกเราพี่น้องจะใช้ด้วยกันเหลือไม่มากนัก วันนี้ไม่สู้เจ้าละวางเรื่องผ้าปักพวกนั้นสักคืน ออกไปเที่ยวเล่นกับพวกเราพี่น้องอีกปีดีหรือไม่”
ข้าไม่มีความคิดจะแต่งออกจากจวนสักหน่อย...
เซียงหรงลอบมองหีบผ้าปักอย่างเสียดาย
“ไปเถอะเจ้าค่ะคุณหนู” ซู่ซินสนับสนุนเต็มที่ “คุณหนูสามของพวกเรา นานทีปีหนจะได้ออกไปข้างนอกสักครั้ง หากพลาดโอกาสนี้ กว่าจะได้ออกนอกจวนอีกครั้งก็ไม่วายต้องเป็นปีหน้าเลยนะเจ้าคะ”
ที่พี่ซู่ซินพูดมาก็มีเหตุผล ทว่านาง...ทว่านางต้องปักผ้า...
เอาเถิด...หากนางไม่ตามออกไป พี่ชายใหญ่กับน้องเล็กของนางคงไม่ยอมเป็นแน่
“พี่ซู่ซินกล่าวถูกต้องแล้ว พี่จิ้งอี้ น้องเล็ก ได้โปรดรอสักครู่ ข้าขอตัวเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักเดี๋ยวแล้วจะรีบกลับออกมา หากออกไปนอกจวนด้วยเสื้อผ้าเช่นนี้ เกรงว่าท่านพ่อและจวนสกุลเฉินคงต้องขายหน้าแล้ว...” เซียงหรงแม้ยังเล็กแต่ก็รู้ความยิ่งนัก นางส่งยิ้มให้ซู่ซินและชิงเสียซึ่งเป็นสาวใช้คนใหม่ที่ท่านย่ามอบให้ ทั้งสองพลันรีบขยับเข้ามาช่วยประคองคุณหนูของตนอย่างเข้าใจ พยายามฝืนเดินตัวตรงทั้งที่ขาชาจนแทบจะก้าวขาเดินไม่ไหว
อา...ระยะนี้พอปักผ้าเพลินๆ ก็ลืมขยับขาขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง...เห็นทีนับจากนี้คงต้องบอกให้พี่ซู่ซินกับพี่ชิงเสียคอยช่วยเตือนให้นางลุกขึ้นขยับเนื้อขยับตัวเป็นระยะ ไม่เช่นนั้น หากพลาดลุกขึ้นล้มลงต่อหน้าท่านย่า ท่านพ่อ พี่ใหญ่ หรือน้องเล็ก ทุกคนคงไม่วายต้องกังวลกันแย่แล้ว...
เซียงหรงประเมินพี่ชายใหญ่ของตนต่ำเกินไป
เพียงเห็นว่าน้องสาวร่วมครรภ์มารดาของตนต้องใช้สาวใช้ถึงสองคนช่วยประคอง เฉินจิ้งอี้ก็กำหมัดแน่น ได้แต่แค้นใจที่ไม่ว่าตนจะบอกกล่าวเล่าเรื่องใดให้ฟัง ท่านพ่อผู้มองโลกและผู้คนในแง่ดีของตนก็กล่าวว่า “เจ้าไม่อาจใส่ความผู้อื่น พูดจาเรื่อยเจื้อยทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐาน” และยังกล่าวอีกว่า “พ่อก็ไม่เห็นว่าน้องสามของเจ้าจะทุกข์ร้อนอะไรอย่างที่เจ้าว่ามาสักนิด ยามพ่อเรียกมาถาม น้องสามของเจ้าก็แย้มยิ้มสดใส ตอบทุกถ้อยคำได้อย่างไม่มีติดขัดอึดอัดใจใดใด แต่ละคำที่พูดออกมาล้วนสวนทางกับสิ่งที่เจ้ากล่าวออกมาทั้งนั้น หรงเอ๋อร์ยังเด็กนัก หากนางโดนกลั่นแกล้งรังแกถึงเพียงนั้น เหตุใดนางจะไม่ปริปากบอกผู้เป็นบิดาอย่างพ่อสักคำ น้องสาวของเจ้าคนนี้มิใช่เด็กโง่เขลา เพิ่งจะอายุเจ็ดขวบครึ่งเท่านั้น พิณ ภาพ หมาก อักษร กลับล้วนฝึกหัดจนชำนาญสิ้นแล้วทุกอย่าง ท่านย่าอบรมสอนสั่งนางมาดีแค่ไหน เจ้าก็เห็น”
กระทั่งท่านย่าของเขามาบอกกล่าวสิ่งใด ท่านพ่อก็เอาแต่กล่าวตอบกลับไปเช่นเดียวกับที่บอกกับบุตรชายเช่นเขา ทำเอาท่านย่าได้แต่ทอดถอนใจ สุดท้ายก็ทำได้เพียงกลับเรือนไปปลอบโยนหรงเอ๋อร์ที่ไม่รู้อะไรเลยสักนิด
ตัวเขาอยากบอกท่านพ่อยิ่งนัก ว่าหรงเอ๋อร์ก็เป็นเช่นท่านพ่อนั่นแหละ ที่มองโลกและผู้คนในแง่ดีเกินไป!
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
หลังแน่ใจว่าพันแผลห้ามเลือดให้เขาถ้วนทั่วแล้ว นางใช้เสื้อคลุมที่นุ่มและสะอาดที่สุดห่มร่างให้เขา จากนั้นก็เริ่มมองหาสิ่งรอบตัวมาทำเป็นแพลาก“ทีนี้...ดาบ...ไปหาดาบที่ถือไหวมาตัดไม้...” เซียงหรงปาดน้ำตาอีกหน ตอนนี้นางทั้งหวาดกลัวทั้งรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจไปหมดกิ่งไม้ที่แข็งแรงถูกนางเลือกตัดและหอบหิ้วม
ต้องกดตรงนี้หรือ…กดจนกว่าเลือดจะหยุดไหลใช่หรือไม่? นางกัดริมฝีปากแน่น สองมือที่กดแผลสั่นระริกไม่ใช่เพราะเหน็บหนาว แต่เป็นเพราะความกลัว"ข้าควรทำอย่างไรดี..." นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าลมหายใจอุตส่าห์ได้อาจารย์ดี ชำนาญวิชาการแพทย์ รู้สิ้นไปทุกสิ่ง...เหตุใดจึงไม่เคยขอร่ำเรียนวิชาการ
หลี่จือหลินหันมาจ้องนาง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโมโหและกังวล "เจ้าโง่หรือ! ถ้าอยู่ที่นี่เจ้าจะตาย ไม่กลัวตายหรือไร!"แต่เซียงหรงกลับยืนนิ่ง น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา "ข้าไม่ได้ไร้คุณธรรมถึงเพียงนั้น หากวันนี้ท่านต้องตาย ข้าจะขอสู้ตายไปพร้อมท่าน!"คำพูดของนางทำให้หลี่จือหลินนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะหันกลับมาฟา
ฟั่บ! จู่ๆ ก็มีเสียงแปลกๆ พร้อมกับมีธนูพุ่งแหวกอากาศ เซียงหรงตกใจจนชะงักคำพูดกลางประโยคหลี่จือหลินคว้าร่างอ้อนแอ้นบอบบางมากอดไว้แน่นพลางหมุนตัวหลบธนูดอกหนึ่งพุ่งผ่านใบหน้าของเขาไปเฉียดๆ ก่อนปักเข้ากับต้นไม้ ส่งเสียง ปึก! ดังสนั่นบุรุษชุดดำแต่งกายมิดชิดปิดบังทุกส่วนของร่างกายหลายคนปรากฏตัวออกมาจ







![ลำนำรักเคียงใจ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)