LOGINน้องเล็กของนาง แม้อายุยังไม่เต็มห้าขวบปี นับว่ายังเด็กนัก กลับพูดจาฉะฉาน เซียงหรงเห็นแล้วก็ทั้งเอ็นดูทั้งปลื้มใจ นางแย้มรอยยิ้มงดงามราวกับดอกไม้ในวสันตฤดู กล่าวชื่นชมน้องเล็กเสียงใส
“น้องเล็กแม้ยังเล็กกลับดูห้าวหาญพึ่งพาได้ สมกับที่ได้ร่วมเรียนเขียนอ่านจากท่านอาจารย์เหลียงคง อาจารย์ท่านเดียวกับที่อบรมสั่งสอนพี่ใหญ่ของพวกเราจนเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นบุรุษผู้งามสง่า เก่งกล้าสามารถ ซึ่งท่านย่า ท่านพ่อ และข้า ยิ่งกว่าภาคภูมิใจ...” เซียงหรงกล่าวประโยคเดียว ทำเอาพี่ชายน้องชายร่วมมารดาที่ถูกชมอย่างไม่ทันตั้งตัวรู้สึกตัวเบาจนเหมือนจะลอยได้ นางยังกล่าวต่อไป “วันนี้พี่ใหญ่ที่เก่งกาจงามสง่าของข้าไม่ท่องตำราโคลงกลอนให้ท่านพ่อของพวกเราฟัง กลับพาน้องเล็กมาหาข้าเช่นนี้ได้ มีเรื่องดีๆ ใดเช่นนั้นหรือ?”
ที่จริงแล้วเซียงหรงพอจะคาดเดาได้ว่าพี่ชายและน้องชายของตนมาหาเพราะเหตุใด พวกเขามาหานางก็เพราะคืนนี้เป็นคืนเทศกาลหยวนเซียว
ดังคาด พี่ใหญ่ของนางและน้องเล็กมาหาเพราะเรื่องนี้จริงๆ
“สาวใช้ที่ท่านพ่อให้มาตามตัวเจ้ากล่าวว่าปีนี้เจ้าจะไม่ไปเที่ยวชมงานเทศกาลกับพวกเรา พี่ใหญ่สังหรณ์ใจว่าเจ้าอาจมัวฝืนทำเรื่องเหลวไหลไม่เข้าท่า ทรมานตนเอง จึงรีบมาดูให้เห็นกับตา” เฉินจิ้งอี้ยังไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องผ้าปักลายพวกนั้น “หึ...แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ”
“ข้าก็บอกท่านแล้วอย่างไรเล่า...ว่าข้าปักผ้าเหล่านี้เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านแม่”
เฉินจิ้งอี้เห็นรอยยิ้มอ่อนหวานกับแววตากระจ่างใสของน้องสาว ก็หักใจโกรธนาง คาดคั้นเอาความจริงจากนางต่อไปไม่ลง
เอาเถิด...ถ้านางพอใจจะทำ ครั้งนี้เขาก็จะยอมปล่อยผ่านอีกสักครั้งก็ได้...
“ข้าไม่คาดคั้นเจ้าแล้วก็ได้” เฉินจิ้งอี้ทอดถอนใจ “ทว่ายามนี้น้องสาวคนดีของข้าคงปวดตาแย่แล้วกระมัง? ท่านอาจารย์ของข้ากล่าวว่าสตรีเมื่อถึงวัยก็ล้วนต้องแต่งออกจากตระกูล ข้าใคร่ครวญดูแล้ว เวลาที่พวกเราพี่น้องจะใช้ด้วยกันเหลือไม่มากนัก วันนี้ไม่สู้เจ้าละวางเรื่องผ้าปักพวกนั้นสักคืน ออกไปเที่ยวเล่นกับพวกเราพี่น้องอีกปีดีหรือไม่”
ข้าไม่มีความคิดจะแต่งออกจากจวนสักหน่อย...
เซียงหรงลอบมองหีบผ้าปักอย่างเสียดาย
“ไปเถอะเจ้าค่ะคุณหนู” ซู่ซินสนับสนุนเต็มที่ “คุณหนูสามของพวกเรา นานทีปีหนจะได้ออกไปข้างนอกสักครั้ง หากพลาดโอกาสนี้ กว่าจะได้ออกนอกจวนอีกครั้งก็ไม่วายต้องเป็นปีหน้าเลยนะเจ้าคะ”
ที่พี่ซู่ซินพูดมาก็มีเหตุผล ทว่านาง...ทว่านางต้องปักผ้า...
เอาเถิด...หากนางไม่ตามออกไป พี่ชายใหญ่กับน้องเล็กของนางคงไม่ยอมเป็นแน่
“พี่ซู่ซินกล่าวถูกต้องแล้ว พี่จิ้งอี้ น้องเล็ก ได้โปรดรอสักครู่ ข้าขอตัวเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักเดี๋ยวแล้วจะรีบกลับออกมา หากออกไปนอกจวนด้วยเสื้อผ้าเช่นนี้ เกรงว่าท่านพ่อและจวนสกุลเฉินคงต้องขายหน้าแล้ว...” เซียงหรงแม้ยังเล็กแต่ก็รู้ความยิ่งนัก นางส่งยิ้มให้ซู่ซินและชิงเสียซึ่งเป็นสาวใช้คนใหม่ที่ท่านย่ามอบให้ ทั้งสองพลันรีบขยับเข้ามาช่วยประคองคุณหนูของตนอย่างเข้าใจ พยายามฝืนเดินตัวตรงทั้งที่ขาชาจนแทบจะก้าวขาเดินไม่ไหว
อา...ระยะนี้พอปักผ้าเพลินๆ ก็ลืมขยับขาขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง...เห็นทีนับจากนี้คงต้องบอกให้พี่ซู่ซินกับพี่ชิงเสียคอยช่วยเตือนให้นางลุกขึ้นขยับเนื้อขยับตัวเป็นระยะ ไม่เช่นนั้น หากพลาดลุกขึ้นล้มลงต่อหน้าท่านย่า ท่านพ่อ พี่ใหญ่ หรือน้องเล็ก ทุกคนคงไม่วายต้องกังวลกันแย่แล้ว...
เซียงหรงประเมินพี่ชายใหญ่ของตนต่ำเกินไป
เพียงเห็นว่าน้องสาวร่วมครรภ์มารดาของตนต้องใช้สาวใช้ถึงสองคนช่วยประคอง เฉินจิ้งอี้ก็กำหมัดแน่น ได้แต่แค้นใจที่ไม่ว่าตนจะบอกกล่าวเล่าเรื่องใดให้ฟัง ท่านพ่อผู้มองโลกและผู้คนในแง่ดีของตนก็กล่าวว่า “เจ้าไม่อาจใส่ความผู้อื่น พูดจาเรื่อยเจื้อยทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐาน” และยังกล่าวอีกว่า “พ่อก็ไม่เห็นว่าน้องสามของเจ้าจะทุกข์ร้อนอะไรอย่างที่เจ้าว่ามาสักนิด ยามพ่อเรียกมาถาม น้องสามของเจ้าก็แย้มยิ้มสดใส ตอบทุกถ้อยคำได้อย่างไม่มีติดขัดอึดอัดใจใดใด แต่ละคำที่พูดออกมาล้วนสวนทางกับสิ่งที่เจ้ากล่าวออกมาทั้งนั้น หรงเอ๋อร์ยังเด็กนัก หากนางโดนกลั่นแกล้งรังแกถึงเพียงนั้น เหตุใดนางจะไม่ปริปากบอกผู้เป็นบิดาอย่างพ่อสักคำ น้องสาวของเจ้าคนนี้มิใช่เด็กโง่เขลา เพิ่งจะอายุเจ็ดขวบครึ่งเท่านั้น พิณ ภาพ หมาก อักษร กลับล้วนฝึกหัดจนชำนาญสิ้นแล้วทุกอย่าง ท่านย่าอบรมสอนสั่งนางมาดีแค่ไหน เจ้าก็เห็น”
กระทั่งท่านย่าของเขามาบอกกล่าวสิ่งใด ท่านพ่อก็เอาแต่กล่าวตอบกลับไปเช่นเดียวกับที่บอกกับบุตรชายเช่นเขา ทำเอาท่านย่าได้แต่ทอดถอนใจ สุดท้ายก็ทำได้เพียงกลับเรือนไปปลอบโยนหรงเอ๋อร์ที่ไม่รู้อะไรเลยสักนิด
ตัวเขาอยากบอกท่านพ่อยิ่งนัก ว่าหรงเอ๋อร์ก็เป็นเช่นท่านพ่อนั่นแหละ ที่มองโลกและผู้คนในแง่ดีเกินไป!
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)