LOGIN“แน่นอน” ลุงหลิวหัวเราะพลางยื่นก้อนแป้งให้นาง “แต่อย่าคิดว่ามันง่าย แป้งนี่มันอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้เหมือนป้าหวู่นั่นแหละ”
เสียงหัวเราะดังกระหึ่ม ป้าหวู่ทำท่าจะหยิบผ้าขี้ริ้วฟาดลุงหลิว พ่นลมหายใจฮึดอัด
เซียงหรงอมยิ้มพลางค่อยๆ รีดแป้งอย่างระมัดระวัง พยายามทำตามคำแนะนำทุกขั้นตอน เริ่มจากโรยหอมซอย พับแป้งเป็นสามทบ แล้วรีดซ้ำ ทำไปทำมามือของนางก็เริ่มชำนาญขึ้น แป้งทอดแผ่นที่สองจึงออกมาเกือบสมบูรณ์ไร้ที่ติ
แผ่นแป้งต้นหอมถูกทอดบนกระทะเหล็กแบนเมื่อน้ำมันเดือดฟู่ฟอง เพียงไม่นานแผ่นแป้งก็ค่อยๆ เหลืองกรอบ เซียงหรงเฝ้ามองอย่างตั้งใจ ขณะที่ลุงหลิวใช้ตะเกียบกลับแผ่นแป้งทอดอย่างชำนิชำนาญ
เมื่อแป้งแผ่นแรกซึ่งสุกได้ที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ แจกจ่าย เพียงกัดคำแรก ทุกคนพลันแย้มยิ้ม ล้วนเคลิบเคลิ้มไปกับความกรอบและรสหอมของต้นหอมสด
ลุงหลิวพยักหน้า พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง “เจ้าทำได้ดี” ลุงหลิวเอ่ยอย่างชื่นชม “ฝึกฝนอีกนิด อาจเก่งกว่าข้าเสียอีก!”
เซียงหรงยิ้มจนตาหยี นางยอบตัวคำนับ กล่าวอย่างนอบน้อม เอาใจ
“ต้องขอบคุณท่านลุงหลิวเจ้าค่ะ ทั้งหมดเป็นเพราะท่านลุงเมตตาช่วยสอนให้ ลูกศิษย์อย่างข้าจึงทำออกมาได้ดีเช่นนี้”
ลุงหลิวอมยิ้มจนแก้มแทบปริ ทำเอาป้าหวู่อดแซวไม่ได้ “ดู ดู ดู ดูหน้าลุงหลิวของพวกเจ้าสิ ยามนี้หน้าลุงหลิวบานยิ่งกว่าแป้งทอดของเขาเสียอีก!”
รอบโต๊ะพลันเกิดเสียงหัวเราะครึกครื้นขึ้นอีกครั้ง
เมื่อดวงตะวันลับฟ้า เหล่าชาวบ้านก็มานั่งล้อมวงลิ้มรสผลงานที่ช่วยกันทำ แม้ขนมข้าวเหนียวและแผ่นแป้งต้นหอมทอดจะเป็นเพียงอาหารพื้นบ้านธรรมดา แต่กลับนำความสุขใจมาสู่ทุกคน
เซียงหรงนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าชาวบ้าน ในใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้ง แม้เส้นทางชีวิตจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ชั่วขณะนี้ นางได้สัมผัสถึงพลังแห่งความสามัคคีและความงดงามของสิ่งที่เรียกว่าการพยายามไปด้วยกัน ใจของนางเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาหลายวัน ทั้งยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ช่วยสอนอะไรต่อมิอะไรให้นางมากกว่าตอนนั่งอ่านเหล่าตำราปรัชญาอันลึกล้ำอยู่ในจวนกั๋วกงเสียอีก
ในค่ำคืนอันเงียบสงบ ขณะที่แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างกระท่อมเล็กๆ เซียงหรงนั่งลงข้างหลี่จือหลินที่กำลังพักฟื้นอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ข้าได้เรียนรู้อะไรมามากมายจากชาวบ้านที่นี่ พวกเขาอาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย แต่ก็มีความทุกข์ยากอยู่ไม่น้อย” นางพูดพลางก้มหน้าลง มือเล็กๆ ลูบผ่านรอยเย็บซ่อมแซมเล็กๆ บนผ้าคลุมไหล่ของตนที่ได้รับมาจากหญิงชราผู้ใจดีในหมู่บ้าน
หลี่จือหลินลืมตาขึ้น รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่เริ่มกลับมามีเลือดฝาด “พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง บอกให้ข้าฟังหน่อยสิ”
เซียงหรงเล่าถึงชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง พวกเขาที่นี่บ้างทำไร่ทำนา บ้างทำการเกษตร บ้างทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ บางครอบครัวมีลูกหลายคน อาหารที่มีแทบไม่พอกิน แต่ทุกคนล้วนรักใคร่กลมเกลียวขยันขันแข็ง บางครอบครัวมีเรื่องราวความสุข เช่น แม่ไก่ที่เลี้ยงไว้หลายตัวเริ่มออกไข่ จึงจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ในครอบครัว แม้บางครั้งต้องเผชิญความยากลำบาก เช่น ขาดแคลนยารักษาโรค หรือเกิดพายุพัดทำลายพืชผล ซ้ำยังทำให้บ้านเรือนเสียหาย แต่พวกเขาเหล่าชาวบ้านก็ล้วนร่วมแรงร่วมใจ จนสามารถต่อสู้ฟันฝ่ามาได้ทุกครั้ง
“ทว่าจะอย่างไรคนที่นี่ก็ยากจนยิ่งนัก...วันก่อนข้าเห็นคนเฒ่าคนแก่นั่งซ่อมเสื้อผ้าเก่าๆ จนมองแทบไม่ออกว่าเดิมทีเป็นสีอะไร เด็กๆ หลายคนสวมใส่รองเท้าขาดๆ ชาวบ้านหลายคนต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพียงเพื่อให้ได้อาหารในแต่ละมื้อ” เสียงของนางแผ่วลง ใบหน้าสะท้อนความกังวล
หลี่จือหลินพยักหน้ารับฟัง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ชาวบ้านเหล่านี้ไม่ต่างจากผู้ใต้ปกครองของข้า ต่อไปเมื่อเจ้ากลายเป็นฟูเหรินของข้า เราจะต้องช่วยกันดูแลพวกเขา”
แม้หลี่จือหลินจะพูดเช่นนั้น น่าแปลกที่ยามนี้นางกลับไม่รู้สึกต่อต้านสักเท่าใด
“แต่ข้าไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจว่าจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร...” เซียงหรงพูดอย่างลังเล ความรู้สึกไม่มั่นใจปรากฏบนใบหน้าของนาง
หลี่จือหลินยื่นมือไปกุมมือนางไว้ รอยยิ้มอ่อนโยนแต่มุ่งมั่นปรากฏบนใบหน้าของเขา “เจ้าเริ่มต้นได้ดีแล้ว หรงเอ๋อร์ การใช้เวลาที่นี่ ค่อยๆ เรียนรู้จากคนพวกนี้ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ตอนนี้เจ้าเข้าใจพวกเขา เจ้าเห็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนแล้วทุกอย่าง ต่อไปเมื่อเรากลับไปที่ตำหนัก เจ้าจะมีสิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียน เพื่อช่วยข้าดูแลคนในเขตปกครองของเรา”
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







