LOGINเฉินเซียงหรงหันกลับไปมองทางพี่ใหญ่และท่านพ่อที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งเล็กน้อย
เอาเถอะ...แยกจากไปซื้อถังหูลู่ครู่เดียว ทั้งยังมีสาวใช้ตามมาด้วยถึงสี่คน คงไม่เกิดเรื่องไม่ดีใดให้ทุกคนต้องเดือดร้อนวุ่นวายใจกระมัง?
เสี่ยวเซียงหรงหันกลับไปยิ้มให้พี่หญิงรองและน้องสี่ แปลกใจเล็กน้อยที่วันนี้รอยยิ้มของพี่หญิงรองกับน้องสี่ดูแปลกนัก
ล้วนคิดมากไป...ล้วนคิดมากเกินไปทั้งนั้น...
เสี่ยวเซียงหรงสลัดความคิดในแง่ร้ายที่ก่อตัวขึ้นอย่างน่ารังเกียจทิ้งไป ก้าวขาเดินไปพร้อมๆ กับพี่หญิงน้องหญิงด้วยหัวใจที่เป็นสุข
อา...ถังหูลู่...
แค่นึกถึงรสหวานของน้ำตาลที่เคลือบอยู่บนผิงกั่ว[1] นางก็แทบอดใจรอลิ้มชิมรสชาติที่ไม่ได้สัมผัสมานานไม่ไหว
ในจวนของพวกนางไม่เคยทำขนมชนิดนี้เลยสักครั้ง ด้วยท่านพ่อและท่านย่าเกรงว่าจะทำให้ฟันของพวกนางไม่งาม ซ้ำยังปวดฟัน ยามออกมาข้างนอกเช่นนี้ ท่านพ่อก็ยังห้ามปรามไม่ให้นางแตะต้อง กล่าวว่านอกจากจะทำให้ฟันเสียได้แล้ว ยังไม่แน่ว่าจะสะอาด...
กินถังหูลู่ไม้หนึ่งเพื่อให้พี่หญิงรองและน้องสี่สบายใจ คงไม่ถึงกับนับว่าเป็นเด็กไม่ดีกระมัง?
อื้อ! ถูกแล้ว นางทำเพื่อให้พี่หญิงรองและน้องสี่สบายใจอย่างไรล่ะ!
ยิ่งเห็นน้องสี่เอาแต่ยิ้มไม่หุบ เซียงหรงก็ยิ่งสุขใจยิ่งนัก
กล่าวกันว่า หากอยากรู้ว่าบ้านเมืองใดเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งหรือไม่ เหล่าราษฎรอยู่ดีมีสุขหรือไม่ มีอารยธรรมสูงส่งหรือไม่ สามารถสังเกตได้จากบรรยากาศภายในงานเทศกาลต่างๆ นอกวังหลวงของบ้านเมืองนั้น
หากวัดเอาจากคำกล่าวเหล่านี้ของเหล่าปราชญ์ผู้ทรงภูมิ เซียงหรงก็มั่นใจว่าเทียนจินของตน ทั้งเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง มีอารยธรรมสูงส่ง อีกทั้งเหล่าราษฎร...อย่างน้อยๆ ก็ในเมืองหลวง ล้วนอยู่ดีมีสุข จึงมีเวลาและเงินทองออกมาท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอยในงานเทศกาลอันยิ่งใหญ่ตระการเช่นนี้ จนท้องถนนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ท่ามกลางคนมากมายเช่นนี้ หากพลัดหลงกันไปแล้ว คงยากจะหาตัวพบโดยง่าย... คิดได้ดังนี้ เสี่ยวเซียงหรงก็ขยับเข้าใกล้น้องสี่อีกเล็กน้อย จับมือนางไว้แน่น กลัวว่าน้องสาวตัวน้อย ที่ในชื่อมีคำว่า ‘เซียง’ เช่นเดียวกับตนเองจะพลัดหลงไปในฝูงชน
ร้านขายถังหูลู่ที่พี่หญิงรองพามา นับว่าอยู่ในมุมอับ ซ้ำยังห่างไกลจากย่านที่แขวนโคมไฟสว่างไสวงดงามที่สุด จึงคล้ายจะค้าขายได้ไม่ดีนัก เซียงหรงเห็นดังนั้นก็สะท้อนใจเป็นอย่างมาก และอดดีใจไม่ได้ที่พี่หญิงรองเลือกพาน้องสาวอย่างตนมาเลือกซื้อถังหูลู่จากร้านนี้
อย่างน้อยๆ คนขายถังหูลู่ร้านนี้ก็จะได้ขายของให้พวกนาง ได้รับเงินทองกลับบ้านไปมากขึ้น
เพื่อช่วยให้เจ้าของร้านได้เงินกลับบ้านมากหน่อย เสี่ยวเซียงหรงหันไปหาพี่หญิงรอง กล่าวเสียงใส “พี่หญิงรอง...ไหนๆ พวกเราก็ดั้นด้นมาไกลถึงนี่แล้ว ไม่สู้ซื้อถังหูลู่สักหลายๆ ไม้กลับไปฝากทุกคนดีหรือไม่?”
อันที่จริงนางก็เกรงใจพี่หญิงรองและน้องสี่อยู่หรอก ทว่าหากนางจำไม่ผิด ถุงเงินที่ท่านย่าให้มามีเงินอัดแน่นเต็มถุง กับแค่ซื้อถังหูลู่พวกนี้มากหน่อย คงไม่ถึงกับทำให้เงินในถุงต้องหมดลงกระมัง
“ได้สิ” พี่หญิงรองยิ้มน้อยๆ กล่าวอย่างเข้าใจ “น้องสามช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เจ้าคิดจะซื้อของสิ่งนี้ไปฝากคนอื่นๆ ใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” เซียงหรงตอบด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็เข้าไปเลือกสิ พี่รองจะคอยเจ้าอยู่ตรงนี้ รอจ่ายเงินให้เอง”
ได้ยินที่พี่หญิงรองกล่าวแล้ว เสี่ยวเซียงหรงก็รีบสาวเท้าคู่น้อยเข้าหาร้านขายถังหูลู่ทันที
“ท่านลุงเจ้าของร้านเจ้าขา ข้าต้องการถังหูลู่ไม้นี้ ไม้นี้ ไม้นี้ และไม้นี้” นางชี้มือชี้ไม้ด้วยรอยยิ้ม “ยังมีไม้นี้ ไม้นี้ ไม้นี้ และไม้นี้...”
นางลองนับนิ้วดูก็รู้สึกว่ายังไม่มากพอ จึงเอ่ยถามพาซื่อ “ท่านลุงเจ้าของร้านเจ้าขา หากข้าต้องการถังหูลู่ทั้งหมดนี้ ท่านจะคิดราคาเท่าใด”
ท่านลุงเจ้าของร้านกวาดตามองเด็กสาวอย่างเซียงหรงรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าแม้เด็กสาวตรงหน้าจะแต่งกายเรียบง่าย ทว่าไม่ว่าจะเป็นผมเผ้า ผิวพรรณ เสื้อผ้าที่สวมใส่ ล้วนสะอาดสะอี่ กิริยาอาการก็ล้วนงดงามหมดจด พูดหวานขานเพราะ น้ำเสียงไพเราะรื่นหูราวกับสกุณา รูปโฉมก็ยังงดงามพิลาศล้ำทั้งที่ยังเยาว์ จึงคาดเดาได้ว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นบุตรีของผู้มีตระกูล
เจ้าของร้านรีบส่งถังหูลู่ไม้ที่ใหญ่ที่สุดให้นางถือหนึ่งไม้ แล้วบอกราคา
“ทั้งถังหูลู่ในมือคุณหนูและถังหูลู่ที่เหลือทั้งหมดนี่ ข้าคิดราคาเพียงห้าตำลึงเท่านั้น”
เซียงหรงไม่รู้ราคาของ ได้ยินเถ้าแก่กล่าวเช่นนั้นก็คิดว่าอีกฝ่ายใจดี ลดราคาให้ตน จึงหันไปหาพี่หญิงรองที่รอจ่ายเงินอยู่ด้านหลังด้วยความยินดี คาดไม่ถึงว่าพี่หญิงรอง น้องสี่ และสาวใช้ทั้งหมด ล้วนหายไปที่ใดแล้วก็ไม่รู้
“พะ...พี่หญิงรอง...น้องสี่?” เหตุใด...เหตุใด...
เซียงหรงใบหน้าเผือดสี มือไม้อ่อน ตกใจถึงขั้นทำถังหูลู่ในมือหล่นลงพื้น
“อ๊ะ!” เพียงรู้ตัวว่าเพิ่งจะทำอะไรลงไป เสี่ยวเซียงหรงก็ตกใจจนน้ำตาคลอ
นาง...นางไม่มีเงินติดตัวสักนิด แต่แรกยังสามารถคืนถังหูลู่ไม้นี้ แล้วกลับมาที่นี่ในภายหลังพร้อมๆ กับพี่จิ้งอี้และน้องเล็ก หรืออาจจะรวมถึงท่านพ่อของนาง ทว่า...ทว่าในตอนนี้นางทำถังหูลู่ตกพื้น เปรอะเปื้อนไปหมด นาง...นางจะเอาเงินทองจากที่ใดมาชดใช้?
[1] แอปเปิ้ล
4.5 องค์ชายสาม หลี่หยางเหวินในยามเช้าที่แสงอรุณอ่อนละมุนลอดผ่านม่านมุกขาวนวลตา มีเสียงนกร้องพาให้รู้สึกได้ว่าแผ่นดินนี้ช่างสงบสุข กลับมีเสียงโวยวายดังกลบเสียงนกเหล่านั้น ทำเอาเหล่าข้ารับใช้ตกใจแตกตื่นกันไปหมด“พวกเจ้าอีกแล้ว! มาขโมยกินผลท้อของข้าอีกแล้ว!”เสียงตะโกนปานจะถล่มวังเป็นของเด็กชายร่างเล็กผู้หนึ่งมือข้างหนึ่งของเขาถือหน้าไม้อันเล็กที่พี่ชายฝาแฝดทำให้ อีกข้างกำสายหนังที่ใช้รัดกระบอกใส่ลูกดอกหน้าไม้ไว้แน่น ในยามที่เหล่าข้ารับใช้ช่วย กันเปิดหน้าต่างรับลมยามเช้า เขากลับปีนขึ้นต้นไม้ไปเรียบร้อยแล้วเด็กชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์ชายสาม ‘หลี่หยางเหวิน’ ทายาทองค์ที่ห้าของหวงตี้ แฝดชายขององค์ชายหลี่อวี่เหวิน...หากแฝดชายผู้พี่อย่างหลี่อวี่เหวินเป็นหมึกที่ซึมลงบนกระดาษ หลี่หยางเหวินก็คือฝีพู่กันที่ถูกสะบัดสาดไร้ทิศทาง หากพี่ชายฝาแฝดอย่างหลี่อวี่เหวินเป็นแม่น้ำสงบนิ่ง หลี่หยางเหวินก็เป็นลำธารเชี่ยวกรากที่ไม่เคยหยุดนิ่งเขาไม่ได้สนใจตำราหรือกังวลยศศักดิ์ แต่กลับรู้ว่าต้นเหมยหลังตำ หนักต้องปีนขึ้นอย่างไรเปลือกไม้จึงจะไม่ถลอก รู้ว่าปลาตะเพียนในสระชอบกินไส้เดือนมากกว่าข้าวสุก และ
4.3 องค์หญิงรอง หลี่ลี่ซินในยามย่ำรุ่ง เพียงแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าไหมเนื้อบางปักลายดอกเหมยสีครามอ่อนที่ห้อยอยู่เหนือหน้าต่าง ไม่ทันที่นกสักตัวจะส่งเสียงร้อง องค์หญิงรอง ‘หลี่ลี่ซิน’ ก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้วนางอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น แต่ผิวพรรณผุดผ่องละมุนละไม จริตกิริยานิ่มนวลไม่ต่างจากหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกหลี รอยยิ้มของนางเปรียบได้ดั่งแสงอ่อนแรกของยามเช้า ยามข้ารับใช้พบเจอล้วนแล้วแต่รู้สึกว่าองค์หญิงรองช่างเติบโตมาได้ดียิ่งนักไม่ใช่ว่าองค์หญิงและองค์ชายองค์อื่นไม่ดี เพียงแต่องค์หญิงรองของพวกเขาเหล่าข้ารับใช้อ่อนโยนใจดีกับทุกคนเป็นที่หนึ่ง ราวกับเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติก็ไม่ปานทุกเช้าลี่ซินมักจะเตรียมของใช้ ‘จำเป็น’ ของเหล่าพี่น้องให้เรียบร้อย ไม่เว้นแม้แต่ขององค์ชายหยางเหวินผู้นิยมแอบหนีไปปีนต้นไม้ บ้างก็ยิงนก บ้างก็ตกปลา มากกว่ามานั่งอ่านตำราหรือสนทนากับเหล่าพี่น้องลี่ซินไม่เพียงแต่รู้จักเตรียมพร้อม แต่ยังตาไวยิ่งนักทันทีที่เห็นหน้าน้องชายสาม หยางเหวิน นางก็ทอดถอนใจ ก่อนเอ่ย“เสื้อเจ้าขาดตรงชายอีกแล้ว...ยื่นมาเถอะ ข้าจะปะให้เจ้า”“ขาดอีกแล้วหรือ...” หยางเหวินหัวเราะแหะๆ พลางยื่นแขนเสื้
4.1 องค์ชายใหญ่ หลี่หลงหานใต้ร่มอู่ถงต้นใหญ่โตหลังตำหนักคุนหนิงของหวงโฮ่ว องค์ชายใหญ่ ‘หลี่หลงหาน’ ในวัยสิบเอ็ดชันษา ประทับนิ่งอยู่กลางศาลา โบกพัดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคลในมือเบาๆ ขณะกวาดสายตาที่ดูสงบไว้สง่าไปยังน้องๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างอลหม่าน"บุรุษพึงสงบเยี่ยงภูผา อารมณ์มั่นคงดุจสายน้ำ...ผู้นำสมควรวางตนเป็นเสาหลักของแผ่นดิน..." องค์ชายกล่าวกับถ้วยชาเบื้องหน้า ทว่าในมือกลับซ่อนหนังสือนิยายที่ลอบหยิบมาจากตำหนักคุนหนิงเอาไว้แฝดสี่ที่กำลังแย่งขนมดอกเหมยกันอยู่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ถกเถียงกันยืดยาวก็ไม่จบไม่สิ้น องค์ชายใหญ่ฟังจนปวดหัว สุดท้ายก็ทอดถอนใจออกมาเขาผินหน้ามองน้องๆ ทั้งสี่ เอ่ยเสียงขรึม “พวกเจ้า…รู้ฐานะตนเองหรือไม่ เป็นเพียงแค่ขนมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น อย่าให้ขนมไม่กี่ชิ้นทำให้บรรยากาศเงียบสงบของวังหลวงต้องเสียไป”องค์ชายสามหลี่หยางเหวินยิ้มเผล่ทันที “ท่านพี่ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินท่านหัวเราะตอนพลิกหน้านิยายของเสด็จแม่อ่านนะ!”องค์ชายใหญ่สะดุ้ง หน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงจางๆ ทันทีพระองค์กระแอมสองครั้ง ก่อนกล่าวอย่างองอาจ “ข้าเพียงตรวจสอบการเล่าเรื่องเพื่อเตรียมสอนเจ้าทั้งหลาย นิ
ณ ค่ำคืนหนึ่งก่อนวันประสูติไม่กี่เดือน เมื่อลมตะวันตกเย็นยะเยือกพัดผ่านกำแพงสูงของวังหลวงเข้าสู่ตำหนักคุนหนิง...ใต้แสงจันทร์สลัว รถม้าธรรมดาไร้ตราประจำตระกูลแล่นเข้าสู่เขตเมืองหลวงโดยสะดวก เนื่องด้วยเหล่าทหารรักษาเมืองล้วนจดจำคนบนรถม้าได้ดี จึงต่างพร้อมใจน้อมกายหลีกทางให้“หมอเทวดาสือกลับมาแล้ว!”เหล่าทหารรักษาประตูเมืองซึ่งเคยติดตามหวงตี้ไปผจญโรคระบาดในอดีตต่างยินดีเป็นอย่างมากชายชราในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเรียบง่ายมีสายตาลุ่มลึกและเฉียบคมอย่างคนผ่านการเห็นความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แม้จะไร้ยศตำแหน่ง แต่ชื่อของเขา ‘สือหมิน’ ก็โด่งดังไปทั่วหล้า ผู้คนต่างรู้ว่าคนผู้นี้คือหมอเทวดาที่ช่วยแก้โรคระบาดฝีเมล็ดถั่วให้หวงตี้ซึ่งยามนั้นยังเป็นจวิ้นหวังจ๋างจื่อ รวมถึงทหารและชาวต้าเทียนจำนวนมาก ก่อนหายตัวไปเมื่อราวสองสามปีก่อนบัดนี้ เขากลับมาอีกครั้งเพื่อสตรีผู้หนึ่งณ ตำหนักคุนหนิง เฉินเซียงหรงหวงโฮ่วนั่งพิงหมอนหยกใหญ่โตที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ใต้เสื้อคลุมผ้าแพรปักลายหงส์สีทอง หน้าท้องของพระนางใหญ่โตเป็นอย่างมาก แม้ใบหน้างดงามยังอิ่มเอิบแต่ดวงตากลับแฝงความเคร่งเครียด โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ใต้ผ้าห่ม
เสียงหัวเราะ เสียงร้องเรียก เสียงโต้เถียง และเสียงฝีเท้าซุกซน ไม่เคยขาดหายไปจากตำหนักใน…เหล่านี้คือบรรยากาศที่ไม่อาจพบในวังหลวงใดตั้งแต่ยามรุ่งสางที่ตะวันทอแสงจางๆ สาดเข้ามายังตำหนักคุนหนิง สรรพเสียงก็กึกก้องขึ้นทั่ววังหลังราวกับมีทัพม้าบุกเข้าวังทั้งเสียงนางกำนัลไล่จับองค์หญิงใหญ่ผู้พยายามทำเรื่องซุกซนในห้องเครื่องเสียงองค์ชายรองเถียงองค์ชายใหญ่เรื่องลำดับความฉลาดเสียงองค์ชายสามพยายามอ้อนวอนให้บิดาสอนฝึกยุทธเสียงร้องไห้ขององค์หญิงสาม องค์หญิงสี่ ที่ทะเลาะกันเพราะแบ่งขนมดอกเหมยที่มารดาทำให้ไม่ลงตัวและเสียงองค์หญิงรองคอยห้ามปราม คอยปลอบโยน ทั้งยังช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องระหว่างพวกเขาทั้งหกไม่มีวันใดเลยที่วังหลังจะเงียบสงบ นับแต่วันที่เฉินเซียงหรงให้กำเนิดองค์ชายและองค์หญิงถึงเจ็ดพระองค์!ใครเล่าจะคาดคิด ว่าหลี่จือหลินหวงตี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งสัตย์ปฏิญาณแน่วแน่ ว่าจะไม่ปล่อยให้ภรรยารักต้องทรมานเพราะการคลอดบุตรเกินกว่า สี่คน จะกลายเป็นบิดาขององค์ชายและองค์หญิงน้อยทั้งเจ็ดใช่ว่าพระองค์ไม่ปรารถนาจะมีบุตร แต่เป็นเพราะรักภรรยามากเกิน ไป ทั้งยังรู้ดีว่ายามตั้งครรภ์ ภรรยามักแสร้งว่ายิ้ม
หลังพิธีวิวาห์ที่ตำหนักจวิ้นหวังจัดให้อย่างอบอุ่น ตงหลินก็ไม่รอช้า พาซู่ซินออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน เพื่อชดเชยวันเวลาที่นางคล้ายเคยถูกจำกัดให้อยู่เพียงในเรือนหลังของจวนสกุลเฉินนับตั้งแต่รู้ความ ซู่ซินถูกขายเข้าจวนสกุลเฉิน ต่อมาเมื่อโตขึ้นได้รับความเมตตาจากเฉินฟูเหริน หลี่เซียงเหลียน กลายเป็นสาวใช้ข้างกายที่เฉินฟูเหรินรักถนอมที่สุด นั่นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขเป็นอย่างมากใครจะนึกว่าความสุขนั้นจะอยู่เพียงไม่นาน ฟูเหรินที่น่าสงสารต้องกลของอนุ ถูกวางยาสังหาร นับแต่นั้นนางจึงสาบานว่าจะปกป้องดูแล ‘คุณหนูสาม’ บุตรสาวเพียงคนเดียวที่ฟูเหรินเหลือทิ้งไว้ แม้ฟูเหรินจะเคยทำลายสัญญาขายตัวของนางทิ้งไปนานแล้วก็ตามเมื่อสิ้นฟูเหริน นางรับหน้าที่เป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนูสามผู้มีชะตาอาภัพ ถูกอนุของบิดาใส่ร้ายจนถูกกักขังไว้ในจวน แต่ละวันต้องทนถูกผู้อื่นข่มเหงเอาเปรียบคุณหนูสามของนางไร้เดียงสาจิตใจงดงามยิ่งนัก แม้จะมีผู้มารังแก คุณหนูสามก็ไม่เคยโต้กลับ ทั้งยังยอมยกข้าวของดีๆ ของตนให้พี่หญิงน้องหญิงที่เกิดจากอนุภรรยา ทนใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เรียบๆ โดยไม่ปริปากบ่น...เห็นคุณหนูสามเป็นเช่นนี้ แม้จะมีค
เฉินกั๋วกงไม่ใช่รับราชการมาเนิ่นนานเสียเปล่า พริบตาเดียวก็สามารถแก้ไขข่าวเล่าลือเสียหาย กลายเป็นว่าผู้คนต่างได้รู้ ‘ความจริง’ เรื่องที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อที่เป็นคู่หมั้นของคุณหนูสาม และคุณชายรองสกุลเฉิน ร่วมกันอารักขาคุณหนูสามที่เป็นโฉมงามยอดเมธี ไปไหว้พระที่วัดถานฝออันโด่งดัง เพื่อขอพรให้น้องชายสามท
หลี่จือหลินเหลือบมองน้องภรรยาผู้คำนึงถึงประโยชน์ของพี่หญิงของตนมาเป็นอันดับแรก ดวงตาฉายแววพอใจแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมานิ่งสงบเช่นเดิม “ท่านกั๋วกง หลี่จือหลินทำสิ่งใดไม่เคยไม่ยอมรับ ไม่เคยปัดความรับผิดชอบ ข้าเคยบอกคุณชายใหญ่แล้ว ว่าข้า หลี่จือหลิน จะรับผิดชอบทุกสิ่งที่ข้ากระทำ ข้ายืนยันตามนั้นขอรับ”เฉ
เมื่อเฉินกั๋วกงกลับถึงจวน บรรยากาศภายในจวนกั๋วกงดูตึงเครียดราวกับท้องฟ้ายามพายุลูกใหญ่ใกล้ถล่มเฉินกั๋วกงแผ่รัศมีความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างไม่ปิดบัง ไม่ใส่ใจรับคารวะอันอ่อนช้อยของอนุทั้งสามและบุตรสาวอย่างเฉินชิวเยว่ เฉินหมิงเยว่ เฉินเหม่ยเซียง รวมถึงเฉินเหม่ยลี่ที่ดูจะอาการดีขึ้นมากแล้วสักนิด“เฉินจ
คำกล่าวนั้น ทำให้นางตื้นตันทั้งยังรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเซียงหรงเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าอะไรคือ ‘ความสุขไม่ได้มาจากทรัพย์สินหรือความมั่งคั่ง แต่อยู่ที่ความจริงใจและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน’ นางรู้สึกว่าหัวใจของตนเองเปลี่ยนไปมาก หลังจากก้าวขาเข้ามาในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งน







