ログインเฉินเซียงหรงหันกลับไปมองทางพี่ใหญ่และท่านพ่อที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งเล็กน้อย
เอาเถอะ...แยกจากไปซื้อถังหูลู่ครู่เดียว ทั้งยังมีสาวใช้ตามมาด้วยถึงสี่คน คงไม่เกิดเรื่องไม่ดีใดให้ทุกคนต้องเดือดร้อนวุ่นวายใจกระมัง?
เสี่ยวเซียงหรงหันกลับไปยิ้มให้พี่หญิงรองและน้องสี่ แปลกใจเล็กน้อยที่วันนี้รอยยิ้มของพี่หญิงรองกับน้องสี่ดูแปลกนัก
ล้วนคิดมากไป...ล้วนคิดมากเกินไปทั้งนั้น...
เสี่ยวเซียงหรงสลัดความคิดในแง่ร้ายที่ก่อตัวขึ้นอย่างน่ารังเกียจทิ้งไป ก้าวขาเดินไปพร้อมๆ กับพี่หญิงน้องหญิงด้วยหัวใจที่เป็นสุข
อา...ถังหูลู่...
แค่นึกถึงรสหวานของน้ำตาลที่เคลือบอยู่บนผิงกั่ว[1] นางก็แทบอดใจรอลิ้มชิมรสชาติที่ไม่ได้สัมผัสมานานไม่ไหว
ในจวนของพวกนางไม่เคยทำขนมชนิดนี้เลยสักครั้ง ด้วยท่านพ่อและท่านย่าเกรงว่าจะทำให้ฟันของพวกนางไม่งาม ซ้ำยังปวดฟัน ยามออกมาข้างนอกเช่นนี้ ท่านพ่อก็ยังห้ามปรามไม่ให้นางแตะต้อง กล่าวว่านอกจากจะทำให้ฟันเสียได้แล้ว ยังไม่แน่ว่าจะสะอาด...
กินถังหูลู่ไม้หนึ่งเพื่อให้พี่หญิงรองและน้องสี่สบายใจ คงไม่ถึงกับนับว่าเป็นเด็กไม่ดีกระมัง?
อื้อ! ถูกแล้ว นางทำเพื่อให้พี่หญิงรองและน้องสี่สบายใจอย่างไรล่ะ!
ยิ่งเห็นน้องสี่เอาแต่ยิ้มไม่หุบ เซียงหรงก็ยิ่งสุขใจยิ่งนัก
กล่าวกันว่า หากอยากรู้ว่าบ้านเมืองใดเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งหรือไม่ เหล่าราษฎรอยู่ดีมีสุขหรือไม่ มีอารยธรรมสูงส่งหรือไม่ สามารถสังเกตได้จากบรรยากาศภายในงานเทศกาลต่างๆ นอกวังหลวงของบ้านเมืองนั้น
หากวัดเอาจากคำกล่าวเหล่านี้ของเหล่าปราชญ์ผู้ทรงภูมิ เซียงหรงก็มั่นใจว่าเทียนจินของตน ทั้งเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง มีอารยธรรมสูงส่ง อีกทั้งเหล่าราษฎร...อย่างน้อยๆ ก็ในเมืองหลวง ล้วนอยู่ดีมีสุข จึงมีเวลาและเงินทองออกมาท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอยในงานเทศกาลอันยิ่งใหญ่ตระการเช่นนี้ จนท้องถนนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ท่ามกลางคนมากมายเช่นนี้ หากพลัดหลงกันไปแล้ว คงยากจะหาตัวพบโดยง่าย... คิดได้ดังนี้ เสี่ยวเซียงหรงก็ขยับเข้าใกล้น้องสี่อีกเล็กน้อย จับมือนางไว้แน่น กลัวว่าน้องสาวตัวน้อย ที่ในชื่อมีคำว่า ‘เซียง’ เช่นเดียวกับตนเองจะพลัดหลงไปในฝูงชน
ร้านขายถังหูลู่ที่พี่หญิงรองพามา นับว่าอยู่ในมุมอับ ซ้ำยังห่างไกลจากย่านที่แขวนโคมไฟสว่างไสวงดงามที่สุด จึงคล้ายจะค้าขายได้ไม่ดีนัก เซียงหรงเห็นดังนั้นก็สะท้อนใจเป็นอย่างมาก และอดดีใจไม่ได้ที่พี่หญิงรองเลือกพาน้องสาวอย่างตนมาเลือกซื้อถังหูลู่จากร้านนี้
อย่างน้อยๆ คนขายถังหูลู่ร้านนี้ก็จะได้ขายของให้พวกนาง ได้รับเงินทองกลับบ้านไปมากขึ้น
เพื่อช่วยให้เจ้าของร้านได้เงินกลับบ้านมากหน่อย เสี่ยวเซียงหรงหันไปหาพี่หญิงรอง กล่าวเสียงใส “พี่หญิงรอง...ไหนๆ พวกเราก็ดั้นด้นมาไกลถึงนี่แล้ว ไม่สู้ซื้อถังหูลู่สักหลายๆ ไม้กลับไปฝากทุกคนดีหรือไม่?”
อันที่จริงนางก็เกรงใจพี่หญิงรองและน้องสี่อยู่หรอก ทว่าหากนางจำไม่ผิด ถุงเงินที่ท่านย่าให้มามีเงินอัดแน่นเต็มถุง กับแค่ซื้อถังหูลู่พวกนี้มากหน่อย คงไม่ถึงกับทำให้เงินในถุงต้องหมดลงกระมัง
“ได้สิ” พี่หญิงรองยิ้มน้อยๆ กล่าวอย่างเข้าใจ “น้องสามช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เจ้าคิดจะซื้อของสิ่งนี้ไปฝากคนอื่นๆ ใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” เซียงหรงตอบด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็เข้าไปเลือกสิ พี่รองจะคอยเจ้าอยู่ตรงนี้ รอจ่ายเงินให้เอง”
ได้ยินที่พี่หญิงรองกล่าวแล้ว เสี่ยวเซียงหรงก็รีบสาวเท้าคู่น้อยเข้าหาร้านขายถังหูลู่ทันที
“ท่านลุงเจ้าของร้านเจ้าขา ข้าต้องการถังหูลู่ไม้นี้ ไม้นี้ ไม้นี้ และไม้นี้” นางชี้มือชี้ไม้ด้วยรอยยิ้ม “ยังมีไม้นี้ ไม้นี้ ไม้นี้ และไม้นี้...”
นางลองนับนิ้วดูก็รู้สึกว่ายังไม่มากพอ จึงเอ่ยถามพาซื่อ “ท่านลุงเจ้าของร้านเจ้าขา หากข้าต้องการถังหูลู่ทั้งหมดนี้ ท่านจะคิดราคาเท่าใด”
ท่านลุงเจ้าของร้านกวาดตามองเด็กสาวอย่างเซียงหรงรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าแม้เด็กสาวตรงหน้าจะแต่งกายเรียบง่าย ทว่าไม่ว่าจะเป็นผมเผ้า ผิวพรรณ เสื้อผ้าที่สวมใส่ ล้วนสะอาดสะอี่ กิริยาอาการก็ล้วนงดงามหมดจด พูดหวานขานเพราะ น้ำเสียงไพเราะรื่นหูราวกับสกุณา รูปโฉมก็ยังงดงามพิลาศล้ำทั้งที่ยังเยาว์ จึงคาดเดาได้ว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นบุตรีของผู้มีตระกูล
เจ้าของร้านรีบส่งถังหูลู่ไม้ที่ใหญ่ที่สุดให้นางถือหนึ่งไม้ แล้วบอกราคา
“ทั้งถังหูลู่ในมือคุณหนูและถังหูลู่ที่เหลือทั้งหมดนี่ ข้าคิดราคาเพียงห้าตำลึงเท่านั้น”
เซียงหรงไม่รู้ราคาของ ได้ยินเถ้าแก่กล่าวเช่นนั้นก็คิดว่าอีกฝ่ายใจดี ลดราคาให้ตน จึงหันไปหาพี่หญิงรองที่รอจ่ายเงินอยู่ด้านหลังด้วยความยินดี คาดไม่ถึงว่าพี่หญิงรอง น้องสี่ และสาวใช้ทั้งหมด ล้วนหายไปที่ใดแล้วก็ไม่รู้
“พะ...พี่หญิงรอง...น้องสี่?” เหตุใด...เหตุใด...
เซียงหรงใบหน้าเผือดสี มือไม้อ่อน ตกใจถึงขั้นทำถังหูลู่ในมือหล่นลงพื้น
“อ๊ะ!” เพียงรู้ตัวว่าเพิ่งจะทำอะไรลงไป เสี่ยวเซียงหรงก็ตกใจจนน้ำตาคลอ
นาง...นางไม่มีเงินติดตัวสักนิด แต่แรกยังสามารถคืนถังหูลู่ไม้นี้ แล้วกลับมาที่นี่ในภายหลังพร้อมๆ กับพี่จิ้งอี้และน้องเล็ก หรืออาจจะรวมถึงท่านพ่อของนาง ทว่า...ทว่าในตอนนี้นางทำถังหูลู่ตกพื้น เปรอะเปื้อนไปหมด นาง...นางจะเอาเงินทองจากที่ใดมาชดใช้?
[1] แอปเปิ้ล
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
“หรงเอ๋อร์...ข้าหนาว...ขอกอดเจ้าหน่อยได้หรือไม่...”“ไหนว่าเจ็บแผล...” เซียงหรงบอกเสียงเบา “ถ้าเจ็บแผลก็อย่าทำอะไรรุ่มร่ามสิ”หลี่จือหลินยกมุมปากยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้าก็อย่าดิ้นสิ”เซียงหรงพลันรู้สึกร้อนฉ่าที่ใบหน้าทันที“ข้า...ข้าต้องกลับกระท่อมแล้ว…พี่ซู่ซินจะผิดสังเกตเอาได้…”“เจ้าคิดว่าพี่ซู่ซินขอ
“แน่นอน” ลุงหลิวหัวเราะพลางยื่นก้อนแป้งให้นาง “แต่อย่าคิดว่ามันง่าย แป้งนี่มันอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้เหมือนป้าหวู่นั่นแหละ”เสียงหัวเราะดังกระหึ่ม ป้าหวู่ทำท่าจะหยิบผ้าขี้ริ้วฟาดลุงหลิว พ่นลมหายใจฮึดอัดเซียงหรงอมยิ้มพลางค่อยๆ รีดแป้งอย่างระมัดระวัง พยายามทำตามคำแนะนำทุกขั้นตอน เริ่มจากโ
คำกล่าวนั้น ทำให้นางตื้นตันทั้งยังรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเซียงหรงเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าอะไรคือ ‘ความสุขไม่ได้มาจากทรัพย์สินหรือความมั่งคั่ง แต่อยู่ที่ความจริงใจและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน’ นางรู้สึกว่าหัวใจของตนเองเปลี่ยนไปมาก หลังจากก้าวขาเข้ามาในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งน
ในช่วงเวลาที่พักอยู่ในหมู่บ้านว่อหลง เซียงหรงไม่ได้อยู่นิ่งเฉย นางตั้งใจเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านและพยายามช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแลกอาหารมาเลี้ยงดูตนเองและหลี่จือหลิน เผื่อแผ่ไปถึงคนของนางและเขาแม้การใช้ชีวิตในหมู่บ้านจะแตกต่างจากชีวิตที่นางเคยมีในจวน แต่นางกลับรู้สึกสนุกไปกับมันวันหนึ่ง







