تسجيل الدخولเซียงหรงพยายามกวาดตามองหาพี่หญิงรอง น้องสี่ ท่านพ่อ และพี่ชายใหญ่ ทว่ากลับมองไม่เห็นใครสักคนแม้เงา
“เป็นอะไรไป” เจ้าของร้านพลันรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
หรือเด็กสาวคนนี้จะพลัดหลงกับสาวใช้?
ประเดี๋ยวนะ...เด็กสาวผู้นี้มีเงินติดตัวมาหรือไม่ ได้ยินมาว่าพวกคุณหนูตัวน้อยเช่นนี้มักไม่ค่อยพกถุงเงิน เป็นหญิงรับใช้ต่างหากที่คอยดูแลชำระค่าสินค้าต่างๆ ให้พวกนาง...หากนางพลัดหลงกับสาวใช้และครอบครัวจริง เช่นนั้นความหวังที่จะได้เงินห้าตำลึงของตนคงหมดลงแล้ว! ไม่ถูก อย่าว่าแต่ห้าตำลึงเลย กับแค่เงินห้าอีแปะนางจะมีจ่ายให้หรือไม่ก็ยังไม่รู้!
เจ้าของร้านพลันหงุดหงิดขึ้นมา วันนี้ค้าขายไม่ดียังไม่พอ ยังถูกคุณหนูตัวน้อยไม่รู้ความจากเรือนใดก็ไม่รู้มาก่อกวนเช่นนี้อีก!
เขารีบเอ่ยเสียงแข็ง “คุณหนู จะไม่เอาถังหูลู่ทั้งหมดนี้แล้วก็ไม่เป็นไร ทว่าถังหูลู่ที่ท่านทำตกพื้นไม้นั้นเป็นของซื้อของขาย ท่านจะเก็บขึ้นมากินหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ ทว่าท่านสมควรจ่ายค่าถังหูลู่ไม้นั้นมา” เจ้าของร้านแบมือ กระดิกนิ้ว เอ่ยเสียงขรึม “ข้าคิดค่าเสียหายกับค่าเสียเวลารวมทั้งหมดห้าอีแปะก็แล้วกัน! กับแค่เงินห้าอีแปะ อย่าบอกเชียวนะว่าคุณหนูเช่นเจ้าก็ยังไม่มี!”
เห็นเซียงหรงน้ำตาคลอเต็มนัยน์ตา เจ้าของร้านก็แน่ใจแล้วว่าตนเองคิดถูก
เจ้าของร้านสบถบ่นเสียงดัง “มารดามันเถอะ! หากไม่มีเงินติดตัวก็ไม่สมควรมาก่อกวนที่หน้าร้านของผู้อื่น หลอกล่อเอาถังหูลู่ที่เป็นของซื้อของขายจากคนยากจนหาเช้ากินค่ำเช่นข้า!”
ถูกเจ้าของร้านตวาดเสียงดัง เซียงหรงก็เสียขวัญ หลั่งน้ำตาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เหนือกว่าความกลัว นาง...นางรู้สึกว่าตนเองก่อเรื่องเข้าแล้ว นาง...นางอาจทำให้จวนเฉินกั๋วกงต้องเสียชื่อ ทำให้ท่านพ่อของตนเองต้องอับอายขายหน้า!
จู่ๆ เจ้าของร้านขายถังหูลู่ทำเด็กสาวตัวน้อยร้องไห้ ใบหน้างดงามจิ้มลิ้มของนางมีน้ำตาสีใสหลั่งเป็นสาย ทั้งดูน่าสงสารเห็นใจและงดงามราวกับภาพวาด
ธรรมดาแล้ว คนเรามักชมชอบสิ่งงดงาม และมีจิตใจเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายที่ดูอ่อนแอน่าสงสาร ยามนี้ต้องมาเห็นคุณหนูตัวน้อยที่งดงามถูกเจ้าของร้านร่างยักษ์ ใจจืดใจดำ ดุด่าว่ากล่าว พวกเขาต่างสงสารเห็นใจคุณหนูตัวน้อยเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนั้นเอง จอมยุทธ์ที่ยังหนุ่มแน่นในชุดสีขาวพิสุทธ์ก็ร่อนลงมาจากระเบียงชั้นสองของหออี้หลวน ร้านอาหารชื่อดังของเมืองหลวง
จอมยุทธ์ท่านนั้นเดินเข้ามาบังร่างเซียงหรงไว้ ส่งผ้าเช็ดหน้าให้นางเช็ดน้ำตา ยื่นเงินห้าอีแปะให้เถ้าแก่
“นี่เงินห้าอีแปะของเจ้า” เขายังหยิบถังหูลู่ไม้ใหญ่ที่ดูสะอาดสะอี่ขึ้นมาอีกหนึ่งไม้ กล่าวเสียงดัง “ถังหูลู่ร้านเจ้าไม้เดียวก็ราคาห้าอีแปะแล้ว? นี่ไม่นับว่าขูดรีดกันเกินไปงั้นรึ? ข้าจะเอาถังหูลู่ไม้นี้ไปด้วย หากห้าอีแปะนั้นไม่พอจ่าย เจ้าก็ตามไปเก็บเงินข้า หลี่จือหลิน ที่ตำหนักจวิ้นหวังก็แล้วกัน!”
ที่นี่มีแสงโคมเพียงสลัวๆ แต่แรกผู้คนจึงไม่ใคร่จะแน่ใจนัก ทว่าเพียงได้ยินคำว่าตำหนักจวิ้นหวัง และนาม ‘หลี่จือหลิน’ แต่ละคนรวมถึงเจ้าของร้านก็ล้วนคาดเดาได้ทันที
เป็นผู้แซ่หลี่ ในชื่อมีสองคำว่าจือหลิน ทั่วทั้งร่างสวมชุดขาวพิสุทธิ์เช่นนี้...เป็นวรยุทธเช่นนี้...ทั้งยังกล้าอ้างถึงตำหนักจวิ้นหวังอย่างเต็มปากเต็มคำเช่นนี้...
ไม่ผิดแล้ว...นี่ก็คือจวิ้นหวังจ๋างจื่อ!
โอ้ยหยา!
เจ้าของร้านที่เมื่อครู่ยังวางก้ามใหญ่โตพลันไหล่ตกมือไม้สั่น
เขาฝืนยิ้ม กล่าวออกมาเสียงเบา “เงินตั้งห้าอีแปะที่ไหนจะไม่พอ...อย่าว่าแต่ถังหูลู่สองไม้เลย หากจ๋างจื่อต้องการ ข้ายินดีมอบถังหูลู่เหล่านี้ให้ท่านทั้งหมดก็ยังได้!”
ร้านค้าทั้งหมดในแถบนี้ ล้วนเป็นของตระกูลจวิ้นหวังจ๋างจื่อผู้นี้ทั้งสิ้น กระทั่งที่ทางที่พ่อค้าอย่างตนตั้งแผงอยู่ในตอนนี้ ก็ยังได้มาด้วยการขอแบ่งเช่าที่ทางหน้าร้านของผู้เช่าอาคารร้านค้าจากตระกูลจวิ้นหวังรายหนึ่ง หากวันนี้มีเรื่องกับจวิ้นหวังจ๋างจื่อ ต่อไปภายภาคหน้า คงไม่มีเจ้าของอาคารร้านรวงใด ให้คนหาเช้ากินค่ำอย่างตนเช่าที่ทางมายืนค้าขายเช่นนี้แล้ว!
หลี่จือหลินแย้มรอยยิ้มที่ไม่พาดผ่านไปถึงดวงตา กล่าวเสียงขรึม
“ข้าที่ไหนจะต้องการถังหูลู่มากมายถึงเพียงนั้น ล้วนเป็นของซื้อของขาย เถ้าแก่ก็อย่าได้เกรงอกเกรงใจผู้อ่อนอาวุโสเช่นข้าเกินไปนัก”
จวิ้นหวังจ๋างจื่อกล่าวว่าตนเองอ่อนอาวุโส เรียกตัวเขาว่าเถ้าแก่ คนหาเช้ากินค่ำเช่นเขาที่ไหนเลยจะกล้ารับ!
เจ้าของร้านขายถังหูลู่รีบค้อมกายคำนับ “จ๋างจื่อเกรงใจเกินไปแล้ว จ๋างจื่อเกรงใจเกินไปแล้ว...” ซ้ำไปซ้ำมา ราวกับกลัวว่าถ้าพูดน้อยเกินไป จะดูไม่จริงใจมากพอ
จัดการปัญหาตรงหน้าแล้ว ผู้ที่ถูกทุกคนรู้แล้วว่าเป็นจวิ้นหวังจ๋างจื่อ นาม หลี่จือหลิน ก็จูงมือเซียงหรงที่พยายามกลั้นน้ำตาสุดกำลัง เดินแหวกฝูงชนจากไปทันที
เซียงหรงแม้รู้ดีว่าไม่ควรเดินตามคนแปลกหน้าไปง่ายๆ ทว่า ฟังจากที่คนเหล่านี้เรียกขาน ไม่แน่ว่าพี่ชายท่านนี้จะเป็นบุตรชายของท่านลุงของนางที่เป็นจวิ้นหวังเถี่ยเม่าจื่อ ในเมื่อเป็นบุตรชายของท่านลุงของนางก็เท่ากับว่าคนผู้นี้เป็นพี่ชายของนางคนหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว...ตามเขาไปคงไม่ถึงกับเกิดเรื่องไม่ดีใด...
ที่จริงแล้วนางก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักหรอก ว่าเรื่องไม่ดีที่ว่านั้นคืออะไร ทว่าพี่ซู่ซินเคยสอนนางไว้ว่าไม่ให้เดินตามคนแปลกหน้าไปง่ายๆ มิฉะนั้นอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้ นางจึงจดจำไว้ในใจและระมัดระวังมาตลอด ก็นางน่ะ...เป็นเด็กดีนี่นา...
อืม...เดาว่าพี่ชายใจดีท่านนี้คงคิดจะพานางกลับไปส่งให้ครอบครัวกระมัง? เสี่ยวเซียงหรงเดินตามอีกฝ่ายไปเงียบๆ อีกฝ่ายเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรสักนิด การเดินผ่านผู้คนที่ล้วนหลีกทางให้อย่างใจดีจึงเป็นไปอย่างเงียบงัน
คาดไม่ถึงว่าเมื่อเดินมาถึงตีนสะพานที่ผู้คนไม่จอแจนัก พี่ชายท่านนี้จะหยุดเดิน ย่อตัวลงสบตานาง เขามองใบหูซ้ายของนางเล็กน้อย ไม่แน่ว่าจะมองแต้มไฝเม็ดเล็กสีชาดของนางที่น้อยคนนักจะสังเกตเห็น จากนั้นก็ไล้ปลายนิ้วสัมผัสกำไลหยกขาวโลหิตที่นางห้อยคอไว้ใต้เสื้อ ก่อนแย้มรอยยิ้มงดงามเจิดจ้า ส่งถังหูลู่มาให้ พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูยียวนกวนอารมณ์อย่างน่าประหลาด
“ในที่สุดก็ได้พบหน้ากันจนได้...น้องสาวตัวน้อย...”
เซียงหรงงุนงง ได้แต่กะพริบตาปริบๆ
พี่ชายท่านนี้...พี่ชายท่านนี้รู้ได้อย่างไรว่านางห้อยกำไลหยกขาวโลหิตไว้ใต้เสื้อ? หรือผู้เป็นวรยุทธก็ล้วนมีสายตาเฉียบคมเช่นนี้?
อา...คงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง...?
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ จู่ๆ นางก็รู้สึกว่ากำไลหยกขาวโลหิตที่ห้อยคอเอาไว้เกิดอุ่นวาบขึ้นมา...
ไม่ถูก ไม่ใช่กำไลหยกขาวโลหิตที่อยู่ใต้เสื้อ ที่อุ่นขึ้นคือหัวใจดวงน้อยในช่องอกนางต่างหาก
เอ...เพราะอะไรกันนะ?
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...
จู่ๆ เซียงหรงก็เกิดนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้
ไม่ใช่ว่าท่านลุงจวิ้นหวังของนางคิดหมั้นหมายนางให้บุตรชายเพียงคนเดียว...ซึ่งก็คือพี่ชายจวิ้นหวังจ๋างจื่อท่านนี้หรอกหรือ?
อั๋ยหยา!
“ข้าไม่แต่งให้ท่านนะ!!!” นางรีบร้องบอกทันที
เซียงหรงจะสลัดมือวิ่งหนี กลับถูกจับมือน้อยๆ ไว้แน่น
เห็นรอยยิ้มงดงามเจิดจ้าที่เปลี่ยนเป็นชวนขนลุกในชั่วอึดใจ นางก็เริ่มจะเสียใจแล้วที่ไม่กระทำตามคำสอนของพี่ซู่ซินอย่างเคร่งครัด
เดิน...เดินตามคนแปลกหน้ามาเช่นนี้ จะเกิดเรื่องไม่ดีตามมาจริงๆ ด้วย!
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
“เช่นนั้นมาเดิมพันกันหรือไม่” บุรุษต่างถิ่นหนวดเครารกครึ้มกล่าวพลางควงถุงเงินในมือเล่น “ข้าเดิมพันข้างคุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกง เฉินเซียงหรง ด้วยเงินถุงนี้ทั้งถุง”เหล่าบุรุษตรงหน้าเขาได้ยินแล้วกลับหัวเราะออกมา ผู้ที่คล้ายร่ำรวยที่สุดในกลุ่มกล่าวอย่างใจกว้าง “พี่
ผู้ออกปากปรามเห็นเช่นนี้แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ บ่นพลางเบือนหน้าหนี “...ปากพวกเจ้านี่นะ...เอา เอา เชิญพวกเจ้าสนทนากันตามสบาย อีกไม่ถึงครึ่งเค่อยามก็จะเริ่มประลองหมากแล้วกระมัง ดูสิ เหล่านางกำนัลจากในวังเริ่มยกเบาะรองนั่ง โถใส่หมาก และกระดาน ออกมากันแล้ว ป้ายไม้ที่ใช้จับคู่ประชันฝีมือก็ถูกนำมาว
“หรงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์!” ผู้เป็นป้าสะใภ้พยายามบีบมือนางเรียกสติเซียงหรงพลันรู้ตัวว่าเผลอนึกถึงเรื่องฝังใจในอดีตอีกครั้งแล้ว นางรีบปรับสีหน้า แย้มยิ้ม กล่าวเสียงนุ่ม “ดูสิ...หลายปีมานี้หรงเอ๋อร์ไม่ได้ก้าวขาออกนอกจวนเลยสักก้าว เพียงเห็นผู้คนมากหน่อยก็หวาดกลัวจนตัวสั่น หรงเอ๋
“ถูกแล้ว...”จวิ้นหวังเฟยแย้มยิ้มก่อนค่อยๆ อธิบาย “เนื่องจากระยะนี้ไท่โฮ่วบรรทมไม่เป็นสุข มักทรงพระสุบินถึงก็แต่เรื่องร้ายๆ หวงโฮ่วซึ่งถูกเหล่าราชบัณฑิตกราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จเป็นองค์ประธานในงานเทศกาลชมบุปผาเป็นผู้มีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง ทรงคิดเผื่อไท่โฮ่ว ปรารถนาจะนำเ







