LOGINเหอเหยาเดินกลับมายังห้องของตน ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่นาน อีกเพียงสองวันนางก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเงาเลือนรางในใจ ทว่าเวลาไม่ปล่อยให้นางจมอยู่กับความเศร้านานนัก
“เจ้ากลับมานั่งทำอันใดในห้อง งานที่สั่งให้ทำเสร็จแล้วหรือไม่?” เหอถงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ พี่เหอถงมีสิ่งใดจะใช้ข้าหรือไม่?” เหอเหยาลุกขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ “เสร็จแล้วหรือ? แต่ข้าว่ายังน้อยไปนัก เจ้าไปเก็บฟืนให้เต็มห้อง เข้าใจหรือไม่?” เหอถงกอดอก ชี้นิ้วสั่งนางอย่างถือดี เพราะหากไม่ใช้นางทำ งานทุกอย่างคงตกอยู่ที่ตนเอง “เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เหอเหยาตอบรับ ก่อนแบกตะกร้าขึ้นหลัง เดินผ่านเหอถงมุ่งหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่งที่คุ้นเคยบนเขา เมื่อร่างของเหอเหยาลับสายตา เหอถงก็ถอนหายใจแรง ๆ อีกเพียงสองวันเท่านั้น นางก็จะออกไปจากบ้านนี้เสียที คิดแล้วความขุ่นเคืองในใจค่อย ๆ เบาบางลง ฝั่งเหอเหยาเองก็ก้าวขึ้นเขาอย่างมั่นคง นางตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้พี่หวังอันฟื้นขึ้นมา หากเขาไม่ปรารถนานางจริง เอาไว้เมื่อฟื้นแล้วค่อยพูดค่อยจากันก็ยังไม่สาย แต่ก่อนถึงวันนั้น นางต้องเตรียมตัวให้พร้อม ต้องแข็งแกร่งพอที่จะอยู่ได้ด้วยตนเอง แต่หากพี่หวังอันฟื้นขึ้นมา…เขาเป็นถึงบัณฑิตอันดับหนึ่ง อนาคตย่อมไปได้ดี ไม่แน่ว่าอาจสอบผ่านขั้นจอหงวนด้วยซ้ำ เมื่อถึงเวลานั้นคงมีหญิงงามมากมายอยากได้เขาเป็นคู่ครอง นางสลัดความคิดนั้นออก ก่อนเดินเก็บกิ่งไม้แห้งตามทาง พอได้เต็มตะกร้าแล้ว นางใช้เถาวัลย์มัดรวมกันและแอบซ่อนไว้ ทันใดนั้นสายตาก็สะดุดกับบางสิ่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ใบไม้ร่วงปกคลุมไว้จนดูผิดสังเกต นางใช้ไม้ค่อย ๆ เขี่ยออก จึงพบว่ามันเป็นต้นโสมป่า ลำต้นสีเขียวอมม่วง ในหนึ่งก้านมีสามถึงห้าใบย่อยเรียงกันเป็นรูปดาว ลักษณะคุ้นตาเพราะก่อนย้อนเวลากลับมา นางเคยเห็นโสมเช่นนี้มาก่อน ยิ่งรูปร่างรากซับซ้อนมากเท่าไร ยิ่งหมายถึงอายุที่ยาวนาน และมูลค่าที่สูงล้ำ มีโสมอยู่สองต้น ต้นหนึ่งยังเล็ก แต่ต้นใหญ่กลับสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่กว่าโสมป่าทั่วไป หากปล่อยไว้เกรงว่าจะถูกผู้ใดมาขุดเอาไปเสียก่อน เหอเหยาค่อย ๆ ใช้มีดพกขุดดินอย่างระมัดระวัง จนเห็นส่วนรากด้านล่างชัดเจน ดูจากรอยย่นและความยาวแล้ว มันน่าจะมีอายุมากกว่าห้าสิบปีเป็นอย่างน้อย นางไม่ได้คิดจะนำไปขาย แต่จะมอบให้ท่านป้าชินหยูต้มเป็นยาให้พี่หวังอัน หากเขาฟื้นขึ้นมา นางก็ไม่ต้องเป็นม่ายแล้วมิใช่หรือ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อรากโสมอย่างประณีต ก่อนกลบใบไม้คืนที่เดิม และใช้เถาวัลย์ใกล้ ๆ ปิดทางเข้าไว้เพื่อไม่ให้ใครมองเห็น จากนั้นเก็บโสมที่ห่อเรียบร้อยซ่อนไว้ในสาบเสื้อด้านหน้าอย่างดี หลังได้ของล้ำค่าแล้ว นางเร่งเก็บฟืนที่ซ่อนไว้ก่อนหน้านั้น แล้วนำทั้งหมดกลับบ้านของท่านลุงอย่างเร่งรีบ นางมองสอดส่องสายตา แต่ทว่ากลับไม่พบผู้ใดอยู่ในบริเวณนั้น หลังจากเก็บฟืนเสร็จเรียบร้อย นางจึงแอบกลับไปในห้องเพื่อเก็บโสมป่าที่ได้มาเอาไว้อย่างมิดชิด เมื่อเหลือบมองไปยังท้องฟ้าที่ตะวันเริ่มทอแสงสีส้ม นางเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหารให้ครอบครัวของท่านลุงกินอย่างเช่นทุกวัน แต่ทว่าในตอนที่นางกำลังจะเดินออกจากห้องครัวเพื่อให้คนทั้งบ้านรับประทานอาหารให้เสร็จเสียก่อน นางได้ยินเสียงเรียบเย็นอันคุ้นเคยดังขึ้นมา “เย็นนี้เจ้าอยู่กินอาหารกับพวกข้านี่ละ” เหอยู่หันมองไปยังหลานสาวเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเรียบออกไป “เจ้าค่ะ” นางนั่งลงห่างจากคนอื่นเล็กน้อย ก่อนกินอาหารที่อยู่บนโต๊ะไปพร้อมกัน เป็นครั้งแรกที่นางได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับท่านลุงอย่างเป็นทางการ “เหอเหยา แม้เจ้าแต่งออกไปแล้ว เจ้าต้องประพฤติตัวให้ดี ถึงเด็กหนุ่มนั้นจะไม่ฟื้น เจ้าก็ต้องดูแลแม่สามีให้เหมาะสม” เหอยู่กล่าวเสียงเข้ม เหอเหยาก้มศีรษะ ตอบอย่างเคารพ “เจ้าค่ะ ข้าจะดูแลท่านป้าชินหยูอย่างเต็มความสามารถ” แปลว่าท่านลุงคงเชื่อว่าพี่หวังอันไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว… หญิงสาวอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ นางพอใจที่เห็นเหอเหยากำลังจะเป็นม่าย หากเป็นเมื่อก่อน ตอนที่พี่หวังอันยังสุขภาพดี นางอาจอิจฉา แต่บัดนี้ชายหนุ่มไร้ทางฟื้นขึ้นมาแล้ว มีอันใดให้ริษยาอีกเล่า แต่งเข้าไปก็มีแต่ความอับจนรออยู่เท่านั้น และเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปอีกสองวัน เหอเหยาเก็บเสื้อผ้าอันน้อยนิดของตนเองไว้ในห่อเล็ก ๆ ครั้งก่อนนางเคยมีชุดงดงามหลายชุด ทว่าบัดนี้สิ่งเหล่านั้นตกเป็นของเหอถงทั้งหมดแล้ว นางซ่อนปิ่นเงินกับโสมป่าไว้ในชั้นเสื้อ ก่อนยกห่อผ้าขึ้นแนบอก เดินมุ่งหน้าออกจากบ้านไปยังหน้าประตูที่ท่านป้าชินหยูยืนรออยู่ ก่อนเดินออกไป นางหันมองกลับไปทางด้านหลัง แต่ทว่ากลับไม่พบใครที่ออกมาส่งตนเองแม้แต่คนเดียว นางเผลอหลุ่บตาลงเล็กน้อย สูดหายใจเข้าปอดหนึ่งครั้ง ก่อนหันกลับไปมองทางประตูรั้วบ้าน เพื่อไปพบกับคนที่จะนำพานางออกจากที่แห่งนี้ “เจ้ามาแล้วหรือ ของเจ้ามีเพียงเท่านี้เองรึ” ชุยหยูมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน นางมองไปยังห่อผ้าบาง ๆ ของเหอเหยา ด้วยดวงตาสั่นไหว ก่อนยกมือขึ้นลูบหลังเด็กสาวเบา ๆ “มีเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ” นางตอบพร้อมส่งยิ้มจาง ๆ “ไม่เป็นไร ต่อไปเมื่อเจ้าอยู่กับข้า ข้าจะเย็บชุดให้เจ้าใหม่เอง” น้ำเสียงของชุยหยูเต็มไปด้วยความสงสาร ก่อนพานางเดินกลับไปยังบ้านของตน เหอเหยาเดินตามหลังอย่างเงียบงัน นางไม่ชินกับการสนทนากับผู้คนมากนักในชาติที่ผ่านมา จึงไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดกับหญิงตรงหน้า “ถึงบ้านของเราแล้ว ต่อไปนี้เจ้าอยู่ที่นี่ ดูแลลูกชายของข้าให้ดี เพียงเท่านี้ก็พอ” ชุยหยูพานางไปยังห้องว่างหนึ่งห้อง ให้นางเก็บข้าวของไว้ที่นั่น เมื่อจัดของเสร็จ ชุยหยูจึงพานางไปยังอีกห้องหนึ่ง ภายในห้องมีร่างสูงสงบนิ่งนอนอยู่บนเตียงเตา ใบหน้าของเขาแม้ยามหลับก็ยังงดงามราวภาพวาด “นี่คือลูกชายของข้า และจะเป็นสามีของเจ้าในอนาคต เจ้าควรเข้ามาดูเขาใกล้ ๆ และเรียนรู้วิธีดูแลให้ดี” น้ำเสียงของนางแผ่วลงเมื่อมองใบหน้าลูกชาย ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า เหอเหยานั่งลงอย่างเงียบงัน มองใบหน้าที่ตนไม่คุ้นเคยนัก ในชาติที่แล้ว นางยังไม่ทันได้พบหน้าเขา เขาก็จากไปก่อน วันนี้นางมีโอกาสใหม่ นางตั้งใจว่าจะต้องช่วยให้เขาฟื้นขึ้นให้ได้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของชีวิตนางเอง “ท่านป้า ข้าต้องขอบคุณท่านที่ช่วยพาข้าออกมาจากบ้านหลังนั้น ไม่ว่าท่านจะมีเหตุผลใดก็ตาม ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทน นอกจากของสิ่งนี้…หวังว่าจะช่วยพี่หวังอันได้บ้างเจ้าค่ะ” นางหยิบห่อผ้าสีน้ำตาลออกมา ส่งให้ป้าชุยหยูด้วยแววตาจริงใจ ชุยหยูซาบซึ้งคำพูดของเด็กสาว แต่หอผ้าที่นางส่งให้ช่างดึงดูดสายตายิ่งนัก “ของอันใดหรือ” ชุยหยูรับมาด้วยความสงสัย แต่เมื่อเปิดออกดู นางถึงกับชะงัก ดวงตาสั่นระริก “นี่…โสมป่าอย่างงั้นหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าพบมันเมื่อสองวันก่อน ข้าคิดว่ามันน่าจะช่วยพี่หวังอันได้บ้าง” เหอเหยาตอบตามจริงโดยไม่คิดปิดบัง ชุยหยูมองหน้าเด็กสาวด้วยความตื้นตัน “เจ้า…ช่างเป็นโชคดีของลูกชายข้าแท้ ๆ พระภิกษุท่านนั้นว่าไว้ไม่ผิดเลย ว่าข้าจะพบเด็กผู้หนึ่งที่จะช่วยให้ลูกข้าฟื้นขึ้นมาได้ ต้องเป็นเจ้าแน่ ขอบใจเจ้ามากนะ เหอเหยา” ความรู้สึกดีงามฉายชัดในดวงตาของนาง เหอเหยาเพียงยิ้มรับ สายตายังคงทอดมองร่างชายหนุ่มบนเตียง เขาหล่อเหลายิ่งนัก คิ้วที่เชิดขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความไม่ยอมใคร นางอดสงสัยไม่ได้ว่าหากเขาฟื้นขึ้นมา เขาจะเป็นคนเช่นไร เมื่อเรียนรู้วิธีดูแลพี่หวังอันแล้ว นางก็คอยจัดการทุกอย่างเท่าที่ทำได้ นางไม่เคยอยู่นิ่งแม้ยามอยู่บ้านของตนเอง เมื่อต้องมาอาศัยในบ้านหลังนี้ นางยิ่งออกแรงช่วยเหลือจนป้าชินหยูเริ่มเอ็นดูนางมากขึ้นทุกวัน หลังจากป้าชุยหยูต้มโสมป่าให้พี่หวังอันกินตามคำของท่านหมอ ผ่านไปหลายวัน ใบหน้าที่เคยซีดขาวของเขาก็ค่อย ๆ ดูมีสีเลือดขึ้นผิดหูผิดตา ทำให้ความหวังในใจของเหอเหยาก็สว่างขึ้นทีละน้อยเช่นกัน“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่รับเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย หากเจ้าคิดจะขึ้นเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี” สายตาของชุยหยูเหลือบมองเด็กสาวด้วยแววเป็นห่วงแผ่วเบา“เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะไปตอนสาย ๆ วันนี้ เรื่องยาของพี่หวังอันต้องฝากท่านป้าดูแลแทน ข้าคงกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน”“ได้เลย เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าไปให้เรียบร้อย อย่าลืมห่ออาหารติดตัวไปด้วยเล่า”เหอเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนก้มหน้ากินข้าวต่อ การได้เปิดใจพูดคุยกับท่านป้าชุยหยูทำให้นางรู้สึกเบาสบายขึ้นมากอย่างประหลาดหลังจัดการงานในเรือนเสร็จเรียบร้อย เหอเหยาก็เตรียมอาหารเล็กน้อย ห่อด้วยใบไม้แล้วใส่ตะกร้าแบกขึ้นหลัง ก่อนมุ่งหน้าไปทางภูเขา ระหว่างเดินผ่านเส้นทางในหมู่บ้าน นางรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองอยู่เป็นระยะ ชาวบ้านคงได้ยินเรื่องการแต่งงานของนางกันหมดแล้วแต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่านางจะลำบากหรือสุขสบายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวนางจัดตะกร้าให้กระชับกว่าเดิม ก่อนเดินเชิดหน้าตรงไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อเดินถึงเชิงเขา นางกวาดสายตามองหาผักป่าที่พอจะนำมากินได้ ทว่าทุกอย่างถ
“เหอเหยา เจ้าเอายาไปป้อนให้หวังอันที” ชุยหยูเอ่ยพลางส่งถ้วยยาที่อุ่นร้อนกำลังดีให้เด็กสาวรับไว้“ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ประคองถ้วยยาเดินเข้าไปยังห้องของชายหนุ่มเมื่อเห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกไม่คุ้นชินก็แล่นวูบขึ้นในใจ นางมองเขาไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังไม่สามารถเคยชินกับสภาพเช่นนี้ได้เลยนางทรุดกายนั่งข้างเตียงแล้วเป่าลมหายใจอุ่นอ่อนใส่ยาน้ำในถ้วยให้คลายร้อน ก่อนค่อย ๆ ขยับหมอนให้ศีรษะของพี่หวังอันสูงขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้ช้อนตักยาน้ำป้อนลงสู่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นว่าเขากลืนลงคอ นางจึงค่อย ๆ ป้อนต่อไปจนหมดถ้วย ทุกครั้งหลังเขาดื่มยาเสร็จเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ มักผุดขึ้นตามใบหน้าเสมอนางหยิบผ้าขาวมาซับเหงื่อบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ทว่าขณะกำลังเช็ดอยู่นั้น นางกลับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคิ้วของพี่หวังอันขมวดเข้าหากันราวกับรู้สึกถึงสัมผัสของนางหรือว่านางเห็นผิดไปเอง?นางเพ่งมองอีกครั้ง ทว่าร่องรอยนั้นกลับหายไปจนหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ความประหลาดแทรกซึมเข้ามาในใจ แต่เมื่อแน่ใจว่าเพียงตาฝาด นางจึงเดินออกจากห้องเพื่อนำถ้วยยาไปล้างที่ครัว“เป็
เหอเหยาเดินกลับมายังห้องของตน ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่นาน อีกเพียงสองวันนางก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเงาเลือนรางในใจ ทว่าเวลาไม่ปล่อยให้นางจมอยู่กับความเศร้านานนัก“เจ้ากลับมานั่งทำอันใดในห้อง งานที่สั่งให้ทำเสร็จแล้วหรือไม่?” เหอถงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ“ข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ พี่เหอถงมีสิ่งใดจะใช้ข้าหรือไม่?” เหอเหยาลุกขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ“เสร็จแล้วหรือ? แต่ข้าว่ายังน้อยไปนัก เจ้าไปเก็บฟืนให้เต็มห้อง เข้าใจหรือไม่?” เหอถงกอดอก ชี้นิ้วสั่งนางอย่างถือดี เพราะหากไม่ใช้นางทำ งานทุกอย่างคงตกอยู่ที่ตนเอง“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เหอเหยาตอบรับ ก่อนแบกตะกร้าขึ้นหลัง เดินผ่านเหอถงมุ่งหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่งที่คุ้นเคยบนเขาเมื่อร่างของเหอเหยาลับสายตา เหอถงก็ถอนหายใจแรง ๆ อีกเพียงสองวันเท่านั้น นางก็จะออกไปจากบ้านนี้เสียที คิดแล้วความขุ่นเคืองในใจค่อย ๆ เบาบางลงฝั่งเหอเหยาเองก็ก้าวขึ้นเขาอย่างมั่นคง นางตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้พี่หวังอันฟื้นขึ้นมา หากเขาไม่ปรารถนานางจริง เอาไว้เมื่อฟื้นแล้วค่อยพูดค่อยจากันก็ยังไม่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านป้าชุยหยูมาขอพบเจ้าค่ะ” นางเดินไปยังชานบ้าน ก่อนเอ่ยเรียกทั้งสองที่นั่งพักอยู่ด้วยกันเหอยู่วางของในมือลง แล้วหันไปมองประตูบ้าน เห็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง นางพอจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นมารดาของบัณฑิตหวังอัน“ท่านมาพบข้าหรือ” เหอยู่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเกาเหอเมื่อเห็นสตรีที่ก้าวเข้ามามีใบหน้างดงาม นางเหลือบมองสามีด้วยความไม่ชอบใจนัก “มีเรื่องอันใดจะมาคุยกับข้า” น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่ชัดเจน“ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพวกท่านจริง ๆ” ชุยหยูหาได้ใส่ใจกับถ้อยคำที่ไม่น่าฟังของเกาเหอได้ยินเสียงแข็งกระด้างของภรรยา เหอยู่จึงส่งสายตาดุเตือน เกาเหอเห็นดังนั้นก็ลดท่าทีลง แม้ในบ้านจะทำตนเป็นใหญ่ แต่สุดท้ายนางก็ยังเกรงใจสามีอยู่มาก“เชิญพูดธุระของท่านเถิด” เหอยู่หันกลับไปสนใจแขกที่มาเยือน ใบหน้าอ่อนหวานของชุยหยูทำให้เขารู้สึกสบตาง่ายกว่าภรรยาเสียอีกชุยหยูจึงกล่าวตรงไปตรงมา “ข้ามาวันนี้เพราะอยากสู่ขอหลานสาวของท่านเจ้าค่ะ”“สู่ขอหลานสาวของข้าหรือ” เหอยู่อยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เขารู้มาบ้างว่าชุยหยูพยายามหาว่าที่ภรรยาให้ลูกชายมานาน แต่คาดไม่ถึงว่าคนที่นางหมายตาจะเป็นหลานสาวของเขา เพราะไ
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่ากระไรนะ” นางเอ่ยถาม พลางมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจว่านางได้ฟังถูกต้องหรือไม่“ข้าบอกว่า…แต่งเจ้าค่ะ ท่านเองก็รู้ว่าชีวิตของข้าไม่เคยร่มเย็นนัก ข้าเพียงไม่แน่ใจว่าท่านจะสามารถไปขอข้าจากท่านป้าได้หรือไม่” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย แต่สายตากลับแน่วแน่ นางยอมเป็นม่ายเสียยังดีกว่าต้องอยู่บ้านนั้นต่อไป“ได้ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล อีกสองวันข้าจะเข้าไปหาผู้อาวุโสในบ้านของเจ้า ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ” ชุยหยูดึงเด็กสาวเข้ามากอดด้วยความซาบซึ้ง หัวใจที่หนักอึ้งเพราะลูกชายที่หลับไม่ฟื้นราวกับมีแสงอบอุ่นสาดส่องเข้ามาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน“เจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่บ้าน” เด็กสาวตอบรับอย่างเต็มใจ นางจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยผิดพลาดเหมือนชาติที่แล้วอีกชุยหยูพยักหน้าแล้วจึงรีบเดินกลับบ้านด้วยความหวังล้นอก นางตรงเข้าไปในห้องที่มีร่างของลูกชายนอนนิ่งอยู่ ก่อนนั่งลงข้างเตียง จับมือใหญ่ที่เคยแข็งแรง แต่บัดนี้ผอมบางลงมากแล้วพูดกับเขาเบา ๆ“แม่หาหญิงสาวผู้นั้นพบแล้ว เจ้าเองก็ต้องฟื้นขึ้นมาสักทีนะ ลูกต้องไม่เป็นอะไร แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ากลับมา” นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วย
เสียงไก่ขันแว่วดังเข้ามาในห้องเล็กทรุดโทรม ภายในมีเพียงเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว บนเตียงนั้น ร่างเล็กนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอย่างเดียวดาย ศีรษะของนางถูกรัดด้วยผ้าสีขาวพันลวก ๆ ปิดคลุมบาดแผลไว้ ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวจนน่าเวทนาดวงตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า นางจ้องมองเพดานเก่าดำสลัวอยู่พักหนึ่ง แล้วความทรงจำต่าง ๆ ก็ทยอยย้อนกลับเข้ามา นางจำสถานที่แห่งนี้ได้ดี… ห้องน้อยที่นางเคยอาศัยก่อนจะหลับไหลยาวนานราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้ว‘นี่ข้าย้อนเวลากลับมาหรือ?…’เมื่อคำถามนั้นผุดขึ้นในใจ นางยกมือขึ้นมองดูช้า ๆ ปรากฏเป็นมือของเด็กวัยกำลังเติบโต ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผอมบางและแห้งกรัง นางลูบไปตามแขนเล็กของตน ก่อนแตะศีรษะที่ถูกพันไว้เบา ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่คิดนางจำได้ดีว่า ในชาติก่อน ตนขึ้นเขาไปหาอาหารและถูกลูกสาวของท่านลุงผลักตกจนเสียชีวิตในวัยเพียงยี่สิบปี แต่ดูเหมือนครั้งนี้สวรรค์จะให้โอกาส นางย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง… หากจำไม่ผิด แผลที่ศีรษะนี้เกิดขึ้นตอนนางอายุสิบสามหรือว่าตอนนี้… นางได้กลับมาอยู่ในวัยสิบสามปีจริง ๆ? ช่วงชีวิตที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เพร







