LOGIN“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่รับเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย หากเจ้าคิดจะขึ้นเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี” สายตาของชุยหยูเหลือบมองเด็กสาวด้วยแววเป็นห่วงแผ่วเบา
“เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะไปตอนสาย ๆ วันนี้ เรื่องยาของพี่หวังอันต้องฝากท่านป้าดูแลแทน ข้าคงกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน” “ได้เลย เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าไปให้เรียบร้อย อย่าลืมห่ออาหารติดตัวไปด้วยเล่า” เหอเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนก้มหน้ากินข้าวต่อ การได้เปิดใจพูดคุยกับท่านป้าชุยหยูทำให้นางรู้สึกเบาสบายขึ้นมากอย่างประหลาด หลังจัดการงานในเรือนเสร็จเรียบร้อย เหอเหยาก็เตรียมอาหารเล็กน้อย ห่อด้วยใบไม้แล้วใส่ตะกร้าแบกขึ้นหลัง ก่อนมุ่งหน้าไปทางภูเขา ระหว่างเดินผ่านเส้นทางในหมู่บ้าน นางรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองอยู่เป็นระยะ ชาวบ้านคงได้ยินเรื่องการแต่งงานของนางกันหมดแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่านางจะลำบากหรือสุขสบายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว นางจัดตะกร้าให้กระชับกว่าเดิม ก่อนเดินเชิดหน้าตรงไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อเดินถึงเชิงเขา นางกวาดสายตามองหาผักป่าที่พอจะนำมากินได้ ทว่าทุกอย่างถูกรื้อเก็บจนแทบไม่เหลือเศษใดไว้ให้เก็บอีกแล้ว เส้นทางราบที่เคยใช้เดินขึ้นเขาเป็นประจำยังคงเหมือนเดิม หากครั้งนี้นางตั้งใจจะเดินลึกเข้าไปมากกว่าทุกที เพราะจำได้ว่าในส่วนลึกของภูเขามีลำธารอีกสายหนึ่ง ลำธารที่เต็มไปด้วยปลา แตกต่างจากลำธารในหมู่บ้านที่แทบไม่เหลืออะไร เพราะถูกจับกินจนเกลี้ยง ตลอดทาง เหอเหยาใช้ไม้ขนาดย่อมตีพงหญ้าเบื้องหน้าเพื่อป้องกันสัตว์มีพิษที่อาจซ่อนอยู่ เมื่อเดินจนถึงลำธาร น้ำที่ไหลผ่านนั้นใสจนมองเห็นปลาแหวกว่ายอยู่ภายในชัดเจน ทว่ามองเห็นไม่เท่าไร ก็ใช่ว่าจะจับกลับไปได้ “ข้าจะทำอย่างไรเล่า ปลาพวกนี้ว่ายไวเหลือเกิน จับด้วยมือคงไม่ไหวแน่” นางพึมพำกับตัวเองพลางถอนหายใจแรง ทั้งที่พูดพูดอวดใส่ท่านป้าชุยหยูไว้เสียดี แต่พอมาถึงจริง ๆ อาจต้องกลับบ้านมือเปล่า นางไม่ยอมเด็ดขาด จะต้องมีทางทำได้สิ ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา นางเคยเห็นคนขุดหลุมดักปลาในลำธารมาก่อน หรือควรลองวิธีเดียวกันดูสักครั้ง เหอเหยาไม่รอช้า นางใช้มีดที่พกติดตัวขุดหลุมตื้น ๆ ในน้ำแล้วค่อย ๆ ลากก้อนหินจากริมลำธารมากั้นทางน้ำ แต่น่าแปลก… พอมือของนางจุ่มลงในลำธาร ปลาที่ควรจะว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาหาแทน “แปลกนัก…ทำไมไม่ว่ายหนี?” แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ปลาพวกนั้นไม่ได้ว่ายเข้ามาหานาง ทว่ากลับว่ายเข้าหาหินที่นางผูกไว้ตรงข้อมือเสียมากกว่า พอนางลองยกมือลงจนหินจมน้ำ ปลาก็ว่ายเข้ามา พอยกมือขึ้นพ้นน้ำ พวกมันก็แตกกระเจิงหนีทันที นางทดลองซ้ำอยู่นับครั้งไม่ถ้วน จนแน่ใจว่าปลาทั้งหมดไม่ได้สนใจนางเลย แต่อยากเข้าใกล้หินวิเศษนั้นต่างหาก เหอเหยาจ้องหินที่ผูกอยู่บนข้อมือ ใบหน้าค่อย ๆ เผยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บแผ่ว ๆ นี่มันของวิเศษชัด ๆ เมื่อมั่นใจในความพิเศษของก้อนหิน นางจึงมัดหินเข้ากับไม้และให้หินจมลงในน้ำ ปลาหลายตัวก็ว่ายเข้ามารุมอีกครั้ง นางจึงสอดตะกร้าที่เตรียมไว้ใต้น้ำเฉียงให้รับตัวปลา รอจนมีจำนวนมากพอแล้วจึงยกตะกร้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลาหลายตัวดิ้นพล่านอยู่ภายใน… นางจับมันได้แล้วจริง ๆ! เมื่อยกตะกร้าขึ้นมาแล้ว นางเปิดดูด้านใน พบปลาหลายตัวดิ้นขลุกขลักอยู่ในนั้น ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ นางเลือกเก็บไว้เฉพาะตัวโต ส่วนตัวเล็กค่อย ๆ ปล่อยกลับลงลำธารดังเดิม เหอเหยาทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนตะกร้ามีปลาจนเกือบครึ่ง จึงหยุดพัก เพราะหากเอาเพิ่มกว่านี้เกรงว่าจะหาบไม่ไหว ในความดีใจนั้นยังมีความสงสัยแทรกอยู่ไม่น้อย นางหยิบหินที่ผูกกับไม้ยาวขึ้นมาส่องกับแสงอาทิตย์ เห็นแสงกระพริบเบา ๆ ราวกับซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ ด้วยความอยากรู้ นางหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาลองหย่อนหินลงไป เมื่อมองผ่านน้ำใสก็เห็นละอองสีฟ้าจาง ๆ ลอยพริ้วออกมาเป็นวง นางรู้สึกได้อย่างประหลาดว่าน้ำนี้มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง จึงลองจิบชิมรสเพื่อดูว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ แต่ทว่า… ในยามที่น้ำไหลลงคอ กลับรู้สึกว่าร่างกายเหมือนได้รับพลังบางอย่างเพิ่มขึ้น ผิวพรรณดูจะชุ่มชื้นขึ้นเล็กน้อย นางมองมือตนเองพลางใจเต้นแรง ความอยากรู้อยู่ไม่น้อยก็ยังไม่อาจหยุดได้ เหอเหยานำหินจุ่มลงในน้ำอีกครั้ง ไม่รู้ว่านางคิดเช่นไรในตอนนั้น จู่ ๆ ก็อยากทดลองให้น้ำช่วยเร่งอายุไม้สักต้นให้เติบโตสิบปี ความคิดนั้นทำให้นางหัวเราะในลำคอ เพราะดูไม่น่าจะเป็นไปได้ ของวิเศษอะไรจะทำได้ถึงเพียงนั้นกันเล่า แต่แล้วหินกลับวูบสว่างเป็นสีแดงติดกันสิบครั้ง นางชะงัก มองทุกความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่กล้ากะพริบตา ก่อนทอดสายตาไปยังต้นท้อเล็ก ๆ ต้นหนึ่งที่เพิ่งโผล่พ้นดินไม่เท่าไหร่ เหอเหยานำน้ำในกระบอกไปรดลงบนต้นท้อ นางนั่งรอด้วยหัวใจเต้นระส่ำ ไม่นาน… ต้นท้อเริ่มสั่นไหว ก่อนจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตา เหอเหยาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นถี่แทบหายใจไม่ทัน มือสั่นระริกแตะไปที่ลำต้นอ่อนที่ตอนนี้สูงท่วมหัว อีกทั้งยังมีลูกท้อสุกจัดผลใหญ่โผล่ออกมาเต็มกิ่ง นางตีแขนตนเองแรงจนเจ็บจี๊ด “นี่ข้าไม่ได้ฝันใช่หรือไม่!” ความเจ็บทำให้นางได้สติ ก่อนจะกระโดดลุกขึ้นด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ ไม่เคยมีครั้งใดที่นางรู้สึกมีความหวังเช่นวันนี้ หากครอบครองสิ่งนี้ นางย่อมมีทางรอดในโลกโหดร้ายใบนี้แน่นอน นางมองหินที่กลับมาสงบนิ่งด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง จากเดิมที่ผูกไว้กับข้อมือ นางรีบถอดออกแล้วร้อยเป็นสร้อยคอเพื่อซ่อนมันไว้ไม่ให้ใครเห็น “เอาไว้กลับเรือน ข้าจะหาเชือกมาร้อยเจ้าให้ดีขึ้น” นางกระซิบกับหินที่ซ่อนอยู่ในคอเสื้อด้วยความปลื้มปิติจนยิ้มไม่หุบ ดวงตาเหลือบไปยังต้นท้อที่เพิ่งเติบโตเต็มที่ ผลที่สุกงอมล่อสายตาเสียจนอดใจไม่ไหว เหอเหยารีบปีนขึ้นไปเก็บลงมา แล้วกัดชิมคำแรก รสหวานฉ่ำละมุนจนแทบหลับตาพริ้ม หากเอาไปขายก็คงได้ราคาดีนัก แต่หากปลูกไว้ที่สวนหลังเรือนก็คงจะดีไม่แพ้กัน นางเก็บลูกท้อทั้งหมดใส่ก้นตะกร้าแล้ววางปลาทับด้านบน ก่อนหาบกลับลงเขาด้วยความทุลักทุเล ทั้งผลท้อและปลาล้วนหนักจนนางต้องพักหลายครั้งกว่าจะกลับมาถึงเส้นทางของหมู่บ้านได้ แรกทีเดียวตั้งใจจะแวะดูต้นโสม แต่ตอนนี้หลังแทบจะหัก ไม้แห้งที่ตั้งใจจะหาก็หมดปัญญาแบกลงไปด้วย สุดท้ายนางต้องเลือกเฉพาะของที่จำเป็นที่สุดติดตัวกลับเรือน ทว่าในระหว่างที่เดินกลับ จู่ ๆ นางก็พบคนที่ไม่อยากเจอที่สุด…เหอถง นางมายืนอยู่ตรงตีนเขาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ช่างน่าแปลกเสียจริง“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่รับเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย หากเจ้าคิดจะขึ้นเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี” สายตาของชุยหยูเหลือบมองเด็กสาวด้วยแววเป็นห่วงแผ่วเบา“เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะไปตอนสาย ๆ วันนี้ เรื่องยาของพี่หวังอันต้องฝากท่านป้าดูแลแทน ข้าคงกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน”“ได้เลย เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าไปให้เรียบร้อย อย่าลืมห่ออาหารติดตัวไปด้วยเล่า”เหอเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนก้มหน้ากินข้าวต่อ การได้เปิดใจพูดคุยกับท่านป้าชุยหยูทำให้นางรู้สึกเบาสบายขึ้นมากอย่างประหลาดหลังจัดการงานในเรือนเสร็จเรียบร้อย เหอเหยาก็เตรียมอาหารเล็กน้อย ห่อด้วยใบไม้แล้วใส่ตะกร้าแบกขึ้นหลัง ก่อนมุ่งหน้าไปทางภูเขา ระหว่างเดินผ่านเส้นทางในหมู่บ้าน นางรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองอยู่เป็นระยะ ชาวบ้านคงได้ยินเรื่องการแต่งงานของนางกันหมดแล้วแต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่านางจะลำบากหรือสุขสบายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวนางจัดตะกร้าให้กระชับกว่าเดิม ก่อนเดินเชิดหน้าตรงไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อเดินถึงเชิงเขา นางกวาดสายตามองหาผักป่าที่พอจะนำมากินได้ ทว่าทุกอย่างถ
“เหอเหยา เจ้าเอายาไปป้อนให้หวังอันที” ชุยหยูเอ่ยพลางส่งถ้วยยาที่อุ่นร้อนกำลังดีให้เด็กสาวรับไว้“ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ประคองถ้วยยาเดินเข้าไปยังห้องของชายหนุ่มเมื่อเห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกไม่คุ้นชินก็แล่นวูบขึ้นในใจ นางมองเขาไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังไม่สามารถเคยชินกับสภาพเช่นนี้ได้เลยนางทรุดกายนั่งข้างเตียงแล้วเป่าลมหายใจอุ่นอ่อนใส่ยาน้ำในถ้วยให้คลายร้อน ก่อนค่อย ๆ ขยับหมอนให้ศีรษะของพี่หวังอันสูงขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้ช้อนตักยาน้ำป้อนลงสู่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นว่าเขากลืนลงคอ นางจึงค่อย ๆ ป้อนต่อไปจนหมดถ้วย ทุกครั้งหลังเขาดื่มยาเสร็จเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ มักผุดขึ้นตามใบหน้าเสมอนางหยิบผ้าขาวมาซับเหงื่อบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ทว่าขณะกำลังเช็ดอยู่นั้น นางกลับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคิ้วของพี่หวังอันขมวดเข้าหากันราวกับรู้สึกถึงสัมผัสของนางหรือว่านางเห็นผิดไปเอง?นางเพ่งมองอีกครั้ง ทว่าร่องรอยนั้นกลับหายไปจนหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ความประหลาดแทรกซึมเข้ามาในใจ แต่เมื่อแน่ใจว่าเพียงตาฝาด นางจึงเดินออกจากห้องเพื่อนำถ้วยยาไปล้างที่ครัว“เป็
เหอเหยาเดินกลับมายังห้องของตน ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่นาน อีกเพียงสองวันนางก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเงาเลือนรางในใจ ทว่าเวลาไม่ปล่อยให้นางจมอยู่กับความเศร้านานนัก“เจ้ากลับมานั่งทำอันใดในห้อง งานที่สั่งให้ทำเสร็จแล้วหรือไม่?” เหอถงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ“ข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ พี่เหอถงมีสิ่งใดจะใช้ข้าหรือไม่?” เหอเหยาลุกขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ“เสร็จแล้วหรือ? แต่ข้าว่ายังน้อยไปนัก เจ้าไปเก็บฟืนให้เต็มห้อง เข้าใจหรือไม่?” เหอถงกอดอก ชี้นิ้วสั่งนางอย่างถือดี เพราะหากไม่ใช้นางทำ งานทุกอย่างคงตกอยู่ที่ตนเอง“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เหอเหยาตอบรับ ก่อนแบกตะกร้าขึ้นหลัง เดินผ่านเหอถงมุ่งหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่งที่คุ้นเคยบนเขาเมื่อร่างของเหอเหยาลับสายตา เหอถงก็ถอนหายใจแรง ๆ อีกเพียงสองวันเท่านั้น นางก็จะออกไปจากบ้านนี้เสียที คิดแล้วความขุ่นเคืองในใจค่อย ๆ เบาบางลงฝั่งเหอเหยาเองก็ก้าวขึ้นเขาอย่างมั่นคง นางตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้พี่หวังอันฟื้นขึ้นมา หากเขาไม่ปรารถนานางจริง เอาไว้เมื่อฟื้นแล้วค่อยพูดค่อยจากันก็ยังไม่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านป้าชุยหยูมาขอพบเจ้าค่ะ” นางเดินไปยังชานบ้าน ก่อนเอ่ยเรียกทั้งสองที่นั่งพักอยู่ด้วยกันเหอยู่วางของในมือลง แล้วหันไปมองประตูบ้าน เห็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง นางพอจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นมารดาของบัณฑิตหวังอัน“ท่านมาพบข้าหรือ” เหอยู่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเกาเหอเมื่อเห็นสตรีที่ก้าวเข้ามามีใบหน้างดงาม นางเหลือบมองสามีด้วยความไม่ชอบใจนัก “มีเรื่องอันใดจะมาคุยกับข้า” น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่ชัดเจน“ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพวกท่านจริง ๆ” ชุยหยูหาได้ใส่ใจกับถ้อยคำที่ไม่น่าฟังของเกาเหอได้ยินเสียงแข็งกระด้างของภรรยา เหอยู่จึงส่งสายตาดุเตือน เกาเหอเห็นดังนั้นก็ลดท่าทีลง แม้ในบ้านจะทำตนเป็นใหญ่ แต่สุดท้ายนางก็ยังเกรงใจสามีอยู่มาก“เชิญพูดธุระของท่านเถิด” เหอยู่หันกลับไปสนใจแขกที่มาเยือน ใบหน้าอ่อนหวานของชุยหยูทำให้เขารู้สึกสบตาง่ายกว่าภรรยาเสียอีกชุยหยูจึงกล่าวตรงไปตรงมา “ข้ามาวันนี้เพราะอยากสู่ขอหลานสาวของท่านเจ้าค่ะ”“สู่ขอหลานสาวของข้าหรือ” เหอยู่อยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เขารู้มาบ้างว่าชุยหยูพยายามหาว่าที่ภรรยาให้ลูกชายมานาน แต่คาดไม่ถึงว่าคนที่นางหมายตาจะเป็นหลานสาวของเขา เพราะไ
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่ากระไรนะ” นางเอ่ยถาม พลางมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจว่านางได้ฟังถูกต้องหรือไม่“ข้าบอกว่า…แต่งเจ้าค่ะ ท่านเองก็รู้ว่าชีวิตของข้าไม่เคยร่มเย็นนัก ข้าเพียงไม่แน่ใจว่าท่านจะสามารถไปขอข้าจากท่านป้าได้หรือไม่” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย แต่สายตากลับแน่วแน่ นางยอมเป็นม่ายเสียยังดีกว่าต้องอยู่บ้านนั้นต่อไป“ได้ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล อีกสองวันข้าจะเข้าไปหาผู้อาวุโสในบ้านของเจ้า ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ” ชุยหยูดึงเด็กสาวเข้ามากอดด้วยความซาบซึ้ง หัวใจที่หนักอึ้งเพราะลูกชายที่หลับไม่ฟื้นราวกับมีแสงอบอุ่นสาดส่องเข้ามาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน“เจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่บ้าน” เด็กสาวตอบรับอย่างเต็มใจ นางจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยผิดพลาดเหมือนชาติที่แล้วอีกชุยหยูพยักหน้าแล้วจึงรีบเดินกลับบ้านด้วยความหวังล้นอก นางตรงเข้าไปในห้องที่มีร่างของลูกชายนอนนิ่งอยู่ ก่อนนั่งลงข้างเตียง จับมือใหญ่ที่เคยแข็งแรง แต่บัดนี้ผอมบางลงมากแล้วพูดกับเขาเบา ๆ“แม่หาหญิงสาวผู้นั้นพบแล้ว เจ้าเองก็ต้องฟื้นขึ้นมาสักทีนะ ลูกต้องไม่เป็นอะไร แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ากลับมา” นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วย
เสียงไก่ขันแว่วดังเข้ามาในห้องเล็กทรุดโทรม ภายในมีเพียงเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว บนเตียงนั้น ร่างเล็กนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอย่างเดียวดาย ศีรษะของนางถูกรัดด้วยผ้าสีขาวพันลวก ๆ ปิดคลุมบาดแผลไว้ ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวจนน่าเวทนาดวงตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า นางจ้องมองเพดานเก่าดำสลัวอยู่พักหนึ่ง แล้วความทรงจำต่าง ๆ ก็ทยอยย้อนกลับเข้ามา นางจำสถานที่แห่งนี้ได้ดี… ห้องน้อยที่นางเคยอาศัยก่อนจะหลับไหลยาวนานราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้ว‘นี่ข้าย้อนเวลากลับมาหรือ?…’เมื่อคำถามนั้นผุดขึ้นในใจ นางยกมือขึ้นมองดูช้า ๆ ปรากฏเป็นมือของเด็กวัยกำลังเติบโต ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผอมบางและแห้งกรัง นางลูบไปตามแขนเล็กของตน ก่อนแตะศีรษะที่ถูกพันไว้เบา ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่คิดนางจำได้ดีว่า ในชาติก่อน ตนขึ้นเขาไปหาอาหารและถูกลูกสาวของท่านลุงผลักตกจนเสียชีวิตในวัยเพียงยี่สิบปี แต่ดูเหมือนครั้งนี้สวรรค์จะให้โอกาส นางย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง… หากจำไม่ผิด แผลที่ศีรษะนี้เกิดขึ้นตอนนางอายุสิบสามหรือว่าตอนนี้… นางได้กลับมาอยู่ในวัยสิบสามปีจริง ๆ? ช่วงชีวิตที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เพร







