LOGIN“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านป้าชุยหยูมาขอพบเจ้าค่ะ” นางเดินไปยังชานบ้าน ก่อนเอ่ยเรียกทั้งสองที่นั่งพักอยู่ด้วยกัน
เหอยู่วางของในมือลง แล้วหันไปมองประตูบ้าน เห็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง นางพอจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นมารดาของบัณฑิตหวังอัน “ท่านมาพบข้าหรือ” เหอยู่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เกาเหอเมื่อเห็นสตรีที่ก้าวเข้ามามีใบหน้างดงาม นางเหลือบมองสามีด้วยความไม่ชอบใจนัก “มีเรื่องอันใดจะมาคุยกับข้า” น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่ชัดเจน “ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพวกท่านจริง ๆ” ชุยหยูหาได้ใส่ใจกับถ้อยคำที่ไม่น่าฟังของเกาเหอ ได้ยินเสียงแข็งกระด้างของภรรยา เหอยู่จึงส่งสายตาดุเตือน เกาเหอเห็นดังนั้นก็ลดท่าทีลง แม้ในบ้านจะทำตนเป็นใหญ่ แต่สุดท้ายนางก็ยังเกรงใจสามีอยู่มาก “เชิญพูดธุระของท่านเถิด” เหอยู่หันกลับไปสนใจแขกที่มาเยือน ใบหน้าอ่อนหวานของชุยหยูทำให้เขารู้สึกสบตาง่ายกว่าภรรยาเสียอีก ชุยหยูจึงกล่าวตรงไปตรงมา “ข้ามาวันนี้เพราะอยากสู่ขอหลานสาวของท่านเจ้าค่ะ” “สู่ขอหลานสาวของข้าหรือ” เหอยู่อยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เขารู้มาบ้างว่าชุยหยูพยายามหาว่าที่ภรรยาให้ลูกชายมานาน แต่คาดไม่ถึงว่าคนที่นางหมายตาจะเป็นหลานสาวของเขา เพราะไม่เคยรู้เลยว่านางมองหาสตรีเช่นใด เหอถงที่ได้ยินก็รู้สึกอิจฉาวูบหนึ่ง ทว่าเมื่อคิดถึงพี่หวังอันผู้ยังนอนหลับไม่รู้สึกตัว นางก็ลดความริษยาลงทันที ดีเสียอีก หากนางนั่นแต่งออกไป แล้วพี่หวังอันตายลง นางก็ต้องกลายเป็นหญิงม่ายเช่นเดียวกับท่านป้าชุยหยูแน่นอน “แล้วท่านจะขอหลานสาวข้าเท่าใด” เกาเหออดถามขึ้นไม่ได้ ขอใครก็ช่าง หากไม่ใช่ลูกสาวของนางก็เพียงพอแล้ว เหอยู่ปรายตาดุใส่ภรรยาเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น “แต่หลานสาวข้าเพิ่งอายุสิบสาม นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น เรื่องนี้อาจทำให้ครอบครัวข้าเสียชื่อได้” ชุยหยูได้ฟังแล้วก็โล่งใจที่อย่างน้อยเขาไม่ได้ปฏิเสธทันควัน นางเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา “เรื่องนั้นข้ามิได้ให้พวกเขาเข้าหอ เพียงแต่แต่งหมั่นหมายเอาไว้ก่อนเท่านั้น ข้าขอสู่ขอนางด้วยเงินสี่ตำลึงเงินเจ้าค่ะ” “สี่ตำลึงหรือ!” เกาเหอเบิกตากว้าง ช่วงนี้เงินในบ้านร่อยหรอไม่น้อย ได้เงินก้อนนี้ก็นับว่าดี นางเหลือบมองสามีด้วยความคาดหวัง เหอยู่เห็นสายตาของภรรยาก็พอเข้าใจ แต่งไปอยู่บ้านของสตรีผู้นี้ก็คงดีกว่าอาศัยที่บ้านเขา ถึงหวังอันจะยังนอนนิ่งไร้สติ อย่างน้อยนี่ก็เป็นหนทางเดียวที่เขาพอจะช่วยให้หลานของน้องชายมีชีวิตดีขึ้นได้บ้าง ทว่า…ราคาสี่ตำลึงเงินนั้นช่างน้อยเกินไป “หลานสาวของข้ามีค่าเพียงเท่านี้หรือ” เหอยู่เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น อย่างน้อยเงินสินสอดก็ต้องพอเป็นค่าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ชุยหยูเห็นสีหน้าเคร่งของเขา ก็ลอบเม้มปาก ชายผู้นี้ภายนอกทำท่ามีศีลธรรม แต่คำพูดช่างแฝงความตระหนี่ไม่น้อย “เช่นนั้น ข้าให้ห้าตำลึงเจ้าค่ะ มากกว่านี้เกรงว่าข้าจะให้ไม่ได้แล้ว” เงินที่เหลือต้องเก็บไว้ซื้อยารักษาลูกชาย “ดี ห้าตำลึงก็ห้าตำลึง เหอถง ไปตามน้องสาวของเจ้ามา” เหอยู่รีบเร่งตัดสินใจ เพราะห้าตำลึงถือว่าไม่น้อยสำหรับการแต่งงานในหมู่บ้าน เหอถงแม้จะไม่พอใจนักกับราคาที่ชุยหยูเสนอ แต่สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงกลืนความขุ่นเคืองไว้ นางมิได้อยากไปเป็นภรรยาบัณฑิตที่นอนเป็นผักอยู่แล้ว “เหอเหยา ท่านพ่อเรียกให้เจ้าไปพบ” นางมองสภาพมอมแมมของเด็กสาวตรงหน้า พร้อมยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก เหอเหยารอเวลานี้อยู่ก่อนแล้ว นางวางของในมือลง แสร้งทำท่าอ่อนแอพลางเดินออกไปอย่างน่าสงสาร นางเห็นท่านป้าชุยหยูตั้งแต่ยืนที่หน้าประตู แสดงว่าข้อตกลงระหว่างกันคงมาถึงเวลาที่ต้องนำมาใช้จริงแล้ว “ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ” นางเหลือบมองทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ ก่อนเลือกนั่งลงห่างออกมาเล็กน้อย “เจ้ามาแล้วหรือ วันนี้มีคนมาขอเจ้าแต่งงาน เจ้าคิดอย่างไรบ้าง” เหอยู่พูดพร้อมส่งสายตากดดันเล็กน้อย “แต่งข้าหรือเจ้าคะ แต่ข้าเพิ่งอายุสิบสามปีเอง” นางเอียงคอทำท่าแปลกใจ “สิบสามแล้วอย่างไร อีกเพียงสองปีเจ้าก็ถึงวัยปักปิ่น สามารถแต่งงานได้แล้ว อีกอย่าง…การแต่งออกไปก็นับเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พวกเราดูแลเจ้ามา” เกาเหอรีบเอ่ยขึ้นด้วยกลัวว่าเหอเหยาจะปฏิเสธ เหอยู่เห็นภรรยาเริ่มพูดมากเกินงาม จึงส่งสายตาดุมองให้นางสงบปาก “ข้าไม่บังคับเจ้า แต่เจ้าก็อย่าลืมว่าตลอดหลายปีนี้ ใครเลี้ยงดูเจ้ามา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ หากแฝงแรงกดดันอยู่ไม่น้อย พลางเหลือบมองหลานสาวที่ก้มหน้าอยู่ “ข้าขึ้นอยู่กับท่านลุงเจ้าค่ะ” เหอเหยาก้มหน้าแสร้งทำท่าอ่อนหวาน แต่ปลายมุมปากกลับยกขึ้นอย่างยากจะมองเห็น “เช่นนั้นก็ดี เจ้าก็แต่งกับลูกชายของนางเถอะ อย่างไรหวังอันก็เป็นบัณฑิต ถือว่าข้าหาคู่ที่ดีให้เจ้าแล้ว” เหอยู่ยิ้มอย่างพึงใจที่หลานสาวไม่ขัดใจ “เจ้าค่ะ” นางตอบเบา ๆ แม้ในใจยิ้มเยาะ คำพูดดูงดงาม แต่แท้จริงก็เพื่อแลกเงินค่าตัวของนางเท่านั้น “ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้ข้ารับตัวนางเมื่อใดดี” ชุยหยูถามพลางมองเด็กสาวแวบหนึ่ง ถึงจะเห็นว่าเหอยู่พูดดูดี แต่แท้จริงแล้วเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่น้อย “อีกสองวันท่านค่อยมารับนางกลับไปเถอะ ถึงอย่างไรนางก็เป็นหลานสาวของข้า ควรมีเวลาได้ร่ำลากันบ้าง” เหอยู่ทำเสียงเศร้าเล็กน้อย “เช่นนั้นสองวัน ข้าจะมารับนางไป แต่เรื่องนี้…ควรเขียนสัญญาไว้เสียหน่อย ดีหรือไม่” ชุยหยูเอ่ยด้วยความระมัดระวัง “ได้สิ เหอถง ไปนำพูกันจากห้องข้ามา” เขาสั่งลูกสาวด้วยน้ำเสียงเข้ม เมื่อได้หมึกและพู่กัน เหอยู่จึงร่างสัญญาตามที่ตกลง นับแต่นี้เหอเหยาไม่ใช่คนของบ้านหลักอีกต่อไป เมื่อแต่งออกไปแล้วถือว่าเป็นคนอื่น หากวันหนึ่งฝ่ายใดได้ดี ก็ห้ามเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก เหอยู่เขียนตามที่ชุยหยูขอ หญิงผู้นี้ช่างรอบคอบนัก “เท่านี้ท่านพอใจหรือไม่” เหอยู่ยื่นสัญญาให้ทั้งสองประทับลายนิ้วมือ ก่อนแบ่งกันเก็บคนละฉบับ ชุยหยูอ่านแล้วพยักหน้าเบา ๆ “ตรงทุกประการเจ้าค่ะ นี่ค่าสินสอด ห้าตำลึงเงิน” นางส่งถุงเงินให้ เหอยู่รับไว้พร้อมเหลือบตามองเหอเหยาเพียงครู่ ก่อนชุยหยูเดินออกไปจากเรือนตระกูลเหอ “ท่านพ่อ…เช่นนี้ดีแล้วหรือ แล้วใครจะทำงานบ้านให้พวกเราล่ะเจ้าคะ” เหอถงเอ่ยขึ้นด้วยความเสียดายแรงงานที่กำลังจะหายไป เหอยู่ได้ยินก็ส่งสายตาดุใส่ทันที “ไม่มีนาง เจ้าก็ทำเองสิ แม่เจ้าก็ยังอยู่ ไม่ตายสักหน่อย ช่วยกันทำไป” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนเขาจะเดินออกไป เขาเก็บสัญญาลงกล่อง แยกเงินไว้ส่วนหนึ่งในถุง อีกส่วนส่งให้เกาเหอใช้จ่ายในบ้าน “ท่านแม่ดูท่านพ่อสิ แม้แต่มือของข้าก็ต้องกร้านหรือ แล้วข้าจะมีคู่ดี ๆ ได้อย่างไร ถ้าคนที่ข้าแต่งด้วยไม่ร่ำรวย แล้วข้าจะเอาเงินที่ใดมาเลี้ยงท่านเล่า” เหอถงออดอ้อนมารดา “ไม่เป็นไร งานหนักเจ้าไม่ต้องทำ งานเบาเจ้าช่วยนิดหน่อยก็พอ” แม้นางจะสงสารลูก แต่ก็มิอาจปฏิเสธว่าไม่มีใครจะทำแทนได้จริง ๆ เหอถงกำมือแน่น พูดจนขนาดนี้ มารดายังไม่เข้าข้างนางอีกหรือ แต่สุดท้ายนางก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เหอเหยาจะออกเรือนไปในอีกสองวัน เช่นนั้นก็ใช้งานให้คุ้มเสียก่อน มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายลง พร้อมความขุ่นข้องในใจที่เริ่มจางหายไปช้า ๆ“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่รับเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย หากเจ้าคิดจะขึ้นเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี” สายตาของชุยหยูเหลือบมองเด็กสาวด้วยแววเป็นห่วงแผ่วเบา“เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะไปตอนสาย ๆ วันนี้ เรื่องยาของพี่หวังอันต้องฝากท่านป้าดูแลแทน ข้าคงกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน”“ได้เลย เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าไปให้เรียบร้อย อย่าลืมห่ออาหารติดตัวไปด้วยเล่า”เหอเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนก้มหน้ากินข้าวต่อ การได้เปิดใจพูดคุยกับท่านป้าชุยหยูทำให้นางรู้สึกเบาสบายขึ้นมากอย่างประหลาดหลังจัดการงานในเรือนเสร็จเรียบร้อย เหอเหยาก็เตรียมอาหารเล็กน้อย ห่อด้วยใบไม้แล้วใส่ตะกร้าแบกขึ้นหลัง ก่อนมุ่งหน้าไปทางภูเขา ระหว่างเดินผ่านเส้นทางในหมู่บ้าน นางรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองอยู่เป็นระยะ ชาวบ้านคงได้ยินเรื่องการแต่งงานของนางกันหมดแล้วแต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่านางจะลำบากหรือสุขสบายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวนางจัดตะกร้าให้กระชับกว่าเดิม ก่อนเดินเชิดหน้าตรงไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อเดินถึงเชิงเขา นางกวาดสายตามองหาผักป่าที่พอจะนำมากินได้ ทว่าทุกอย่างถ
“เหอเหยา เจ้าเอายาไปป้อนให้หวังอันที” ชุยหยูเอ่ยพลางส่งถ้วยยาที่อุ่นร้อนกำลังดีให้เด็กสาวรับไว้“ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ประคองถ้วยยาเดินเข้าไปยังห้องของชายหนุ่มเมื่อเห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกไม่คุ้นชินก็แล่นวูบขึ้นในใจ นางมองเขาไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังไม่สามารถเคยชินกับสภาพเช่นนี้ได้เลยนางทรุดกายนั่งข้างเตียงแล้วเป่าลมหายใจอุ่นอ่อนใส่ยาน้ำในถ้วยให้คลายร้อน ก่อนค่อย ๆ ขยับหมอนให้ศีรษะของพี่หวังอันสูงขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้ช้อนตักยาน้ำป้อนลงสู่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นว่าเขากลืนลงคอ นางจึงค่อย ๆ ป้อนต่อไปจนหมดถ้วย ทุกครั้งหลังเขาดื่มยาเสร็จเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ มักผุดขึ้นตามใบหน้าเสมอนางหยิบผ้าขาวมาซับเหงื่อบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ทว่าขณะกำลังเช็ดอยู่นั้น นางกลับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคิ้วของพี่หวังอันขมวดเข้าหากันราวกับรู้สึกถึงสัมผัสของนางหรือว่านางเห็นผิดไปเอง?นางเพ่งมองอีกครั้ง ทว่าร่องรอยนั้นกลับหายไปจนหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ความประหลาดแทรกซึมเข้ามาในใจ แต่เมื่อแน่ใจว่าเพียงตาฝาด นางจึงเดินออกจากห้องเพื่อนำถ้วยยาไปล้างที่ครัว“เป็
เหอเหยาเดินกลับมายังห้องของตน ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่นาน อีกเพียงสองวันนางก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเงาเลือนรางในใจ ทว่าเวลาไม่ปล่อยให้นางจมอยู่กับความเศร้านานนัก“เจ้ากลับมานั่งทำอันใดในห้อง งานที่สั่งให้ทำเสร็จแล้วหรือไม่?” เหอถงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ“ข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ พี่เหอถงมีสิ่งใดจะใช้ข้าหรือไม่?” เหอเหยาลุกขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ“เสร็จแล้วหรือ? แต่ข้าว่ายังน้อยไปนัก เจ้าไปเก็บฟืนให้เต็มห้อง เข้าใจหรือไม่?” เหอถงกอดอก ชี้นิ้วสั่งนางอย่างถือดี เพราะหากไม่ใช้นางทำ งานทุกอย่างคงตกอยู่ที่ตนเอง“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เหอเหยาตอบรับ ก่อนแบกตะกร้าขึ้นหลัง เดินผ่านเหอถงมุ่งหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่งที่คุ้นเคยบนเขาเมื่อร่างของเหอเหยาลับสายตา เหอถงก็ถอนหายใจแรง ๆ อีกเพียงสองวันเท่านั้น นางก็จะออกไปจากบ้านนี้เสียที คิดแล้วความขุ่นเคืองในใจค่อย ๆ เบาบางลงฝั่งเหอเหยาเองก็ก้าวขึ้นเขาอย่างมั่นคง นางตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้พี่หวังอันฟื้นขึ้นมา หากเขาไม่ปรารถนานางจริง เอาไว้เมื่อฟื้นแล้วค่อยพูดค่อยจากันก็ยังไม่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านป้าชุยหยูมาขอพบเจ้าค่ะ” นางเดินไปยังชานบ้าน ก่อนเอ่ยเรียกทั้งสองที่นั่งพักอยู่ด้วยกันเหอยู่วางของในมือลง แล้วหันไปมองประตูบ้าน เห็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง นางพอจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นมารดาของบัณฑิตหวังอัน“ท่านมาพบข้าหรือ” เหอยู่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเกาเหอเมื่อเห็นสตรีที่ก้าวเข้ามามีใบหน้างดงาม นางเหลือบมองสามีด้วยความไม่ชอบใจนัก “มีเรื่องอันใดจะมาคุยกับข้า” น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่ชัดเจน“ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพวกท่านจริง ๆ” ชุยหยูหาได้ใส่ใจกับถ้อยคำที่ไม่น่าฟังของเกาเหอได้ยินเสียงแข็งกระด้างของภรรยา เหอยู่จึงส่งสายตาดุเตือน เกาเหอเห็นดังนั้นก็ลดท่าทีลง แม้ในบ้านจะทำตนเป็นใหญ่ แต่สุดท้ายนางก็ยังเกรงใจสามีอยู่มาก“เชิญพูดธุระของท่านเถิด” เหอยู่หันกลับไปสนใจแขกที่มาเยือน ใบหน้าอ่อนหวานของชุยหยูทำให้เขารู้สึกสบตาง่ายกว่าภรรยาเสียอีกชุยหยูจึงกล่าวตรงไปตรงมา “ข้ามาวันนี้เพราะอยากสู่ขอหลานสาวของท่านเจ้าค่ะ”“สู่ขอหลานสาวของข้าหรือ” เหอยู่อยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เขารู้มาบ้างว่าชุยหยูพยายามหาว่าที่ภรรยาให้ลูกชายมานาน แต่คาดไม่ถึงว่าคนที่นางหมายตาจะเป็นหลานสาวของเขา เพราะไ
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่ากระไรนะ” นางเอ่ยถาม พลางมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจว่านางได้ฟังถูกต้องหรือไม่“ข้าบอกว่า…แต่งเจ้าค่ะ ท่านเองก็รู้ว่าชีวิตของข้าไม่เคยร่มเย็นนัก ข้าเพียงไม่แน่ใจว่าท่านจะสามารถไปขอข้าจากท่านป้าได้หรือไม่” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย แต่สายตากลับแน่วแน่ นางยอมเป็นม่ายเสียยังดีกว่าต้องอยู่บ้านนั้นต่อไป“ได้ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล อีกสองวันข้าจะเข้าไปหาผู้อาวุโสในบ้านของเจ้า ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ” ชุยหยูดึงเด็กสาวเข้ามากอดด้วยความซาบซึ้ง หัวใจที่หนักอึ้งเพราะลูกชายที่หลับไม่ฟื้นราวกับมีแสงอบอุ่นสาดส่องเข้ามาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน“เจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่บ้าน” เด็กสาวตอบรับอย่างเต็มใจ นางจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยผิดพลาดเหมือนชาติที่แล้วอีกชุยหยูพยักหน้าแล้วจึงรีบเดินกลับบ้านด้วยความหวังล้นอก นางตรงเข้าไปในห้องที่มีร่างของลูกชายนอนนิ่งอยู่ ก่อนนั่งลงข้างเตียง จับมือใหญ่ที่เคยแข็งแรง แต่บัดนี้ผอมบางลงมากแล้วพูดกับเขาเบา ๆ“แม่หาหญิงสาวผู้นั้นพบแล้ว เจ้าเองก็ต้องฟื้นขึ้นมาสักทีนะ ลูกต้องไม่เป็นอะไร แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ากลับมา” นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วย
เสียงไก่ขันแว่วดังเข้ามาในห้องเล็กทรุดโทรม ภายในมีเพียงเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว บนเตียงนั้น ร่างเล็กนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอย่างเดียวดาย ศีรษะของนางถูกรัดด้วยผ้าสีขาวพันลวก ๆ ปิดคลุมบาดแผลไว้ ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวจนน่าเวทนาดวงตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า นางจ้องมองเพดานเก่าดำสลัวอยู่พักหนึ่ง แล้วความทรงจำต่าง ๆ ก็ทยอยย้อนกลับเข้ามา นางจำสถานที่แห่งนี้ได้ดี… ห้องน้อยที่นางเคยอาศัยก่อนจะหลับไหลยาวนานราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้ว‘นี่ข้าย้อนเวลากลับมาหรือ?…’เมื่อคำถามนั้นผุดขึ้นในใจ นางยกมือขึ้นมองดูช้า ๆ ปรากฏเป็นมือของเด็กวัยกำลังเติบโต ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผอมบางและแห้งกรัง นางลูบไปตามแขนเล็กของตน ก่อนแตะศีรษะที่ถูกพันไว้เบา ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่คิดนางจำได้ดีว่า ในชาติก่อน ตนขึ้นเขาไปหาอาหารและถูกลูกสาวของท่านลุงผลักตกจนเสียชีวิตในวัยเพียงยี่สิบปี แต่ดูเหมือนครั้งนี้สวรรค์จะให้โอกาส นางย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง… หากจำไม่ผิด แผลที่ศีรษะนี้เกิดขึ้นตอนนางอายุสิบสามหรือว่าตอนนี้… นางได้กลับมาอยู่ในวัยสิบสามปีจริง ๆ? ช่วงชีวิตที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เพร







